Untitled Story – 1 –

เสียงดังก่อกแก่กจากหน้าประตูทำให้คนในห้องหยุดมือที่กำลังจัดของ ขายาวก้าวไปเปิดประตูให้คนด้านนอกเสียก่อน คนมาใหม่พยักพเยิดหน้าให้เป็นคำทักทายด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับจะไม่แยแสสิ่งใด มือสองข้างถือกล่องกระดาษลังสีน้ำตาลซ้อนกันสามชั้น วางไว้ที่เตียงฝั่งตัวเองแล้วเริ่มลงมือเปิดกล่องจัดของบ้าง เสียงที่เกิดขึ้นในห้องมีเพียงเสียงกุกกัก เสียงสิ่งของกระทบกัน ผู้มาใหม่เงียบราวประกาศเจตจำนงไม่อยากรู้จักมักจี่ใครทั้งสิ้นด้วยการก้มหน้าก้มตาจัดของ เดินไปมาในห้องราวกับไม่เห็นร่างโปร่งที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ก่อนเลย คนจัดเสร็จก่อนจึงเหลือบตามองอีกฝ่าย เริ่มชวนคุยทำลายบรรยากาศที่เงียบวังเวงนี้ลงเสีย ในเมื่ออีกคนไม่เริ่ม เขาเริ่มเองก็ได้

“สวัสดี…” คนมาก่อนเอ่ยทักด้วยคำทักทายพื้นฐานอย่างที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้ดีไปกว่านี้ เขาเหลือบมองเสี้ยวหน้าที่กำลังตั้งใจเก็บของผุดรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก

 

“สวัสดีอันเทียนอวี่” เสียงทุ้มนิ่งเอ่ยตอบพร้อมแนบชื่อ เรียกสีหน้าประหลาดใจจากเจ้าของชื่อได้ไม่น้อย

 

“เอ๋?” คนโดนเรียกชื่อสวนกลับอย่างสงสัยจำไม่ได้ว่าเขาแปะป้ายชื่อไว้หน้าห้องหรือว่าพูดแนะนำตัวไปตอนไหน

 

“เราเคยเรียนม.ต้นที่เดียวกันน่ะ” คนเฉลยปัญหาคาใจไม่เงยหน้าจากการพับเสื้อผ้าเข้าตู้

 

“อ่า… ขอโทษนะ ฉันไม่เห็นจะจำนายได้เลย” เจ้าของชื่อเกือบจะดีใจแล้วที่คนคนนี้ไม่ได้เฉยชาจนเกินไป ติดอยู่ตรงที่เขาไม่สามารถอ่านอะไรจากสีหน้าที่เรียบเฉยนั่นได้เลย

 

“ไม่เป็นไร นายจะลืมก็ไม่แปลกหรอก เทียนอวี่” เจ้าของเสียงพูดทั้งที่ยังไม่หยุดมือ หรือแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง

 

คนฟังปากยื่นออกมาน้อยๆ รู้สึกราวกับเขาโดนประชดประชันใส่ แต่เลือกจะคิดในแง่ดีไว้ก่อนว่าเขาคงตั้งแง่ไปเอง “…แล้วชื่อนายล่ะ?”

 

มือคนฟังหยุดลง เจ้าของใบหน้าหันกลับมาส่งยิ้มยากจะตีความให้ “ฉันไม่บอกหรอก”

 

“อ้าว” เทียนอวี่ย่นคิ้ว ดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายจงใจแกล้งเขาหรือจะไม่บอกจริงๆ “แล้วแบบนี้ฉันจะเรียกนายว่าอะไร?”

 

คนถูกถามหันมามองหน้าแล้วยิ้มให้ด้วยความรู้สึกว่าเปล่า นัยน์ตาไม่บ่งบอกความหมายใดๆ ราวกับว่าเขายิ้มไปอย่างนั้นเอง “หลิงเซิง… เว่ยหลิงเซิงน่ะ” มือพับผ้ากองสุดท้ายเข้าเก็บในตู้ หันตัวกลับมาสบตาคนเตี้ยกว่า “นายจำฉันไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก ตอนนี้จำชื่อไว้ก็พอ”

 

“ก็คาใจนี่นา นึกไม่ออกว่าตอนม.ต้นเคยคุยกับนายรึเปล่า…” บ่นแล้วก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง ก่อนจะนึกบางอย่างได้ “อ้อ ขอโทษนะที่เลือกฝั่งก่อน ตอนแรกกะจะรอถามนายก่อนอยู่หรอก แต่ว่าเผลอจัดเตียงที่อยู่ใกล้ไปก่อนซะแล้ว หรือนายอยากเปลี่ยนฝั่งไหม?”

 

หลิงเซิงไม่ได้หลบสายตา ยักไหล่แบบยังไงก็ได้ ขอแค่มีที่นอนก็พอ อีกอย่าง เขาก็จัดของไปเยอะแล้ว มาย้ายทีหลังรังแต่จะยุ่งยากเสียเปล่าๆ ต่อให้อีกฝ่ายจะยอมย้ายให้เขาก็เถอะ

 

“แล้วนายได้อ่านกฏของหอพักที่นี่หรือยัง?” คนถูกถามส่ายหน้าเป็นคำตอบ มือง่วนอยู่กับการจัดเก็บของให้เป็นที่ “ยุ่งยากเป็นบ้า หอนี้กำหนดเวลาปิดไฟด้วยนะ ลำบากชะมัด นี่ถ้าไม่ได้ใกล้มหา’ลัยขนาดเดินไปชิลๆล่ะก็ ฉันคงไม่มาอยู่แน่”

 

“ก็ไม่น่ามาอยู่จริงๆน่ะแหละ นายน่ะ” หลิงเซงว่าเสียงเรียบ ลอบผ่อนถอนหายใจยาว

 

“ใช่ไหมล่ะ! ว่าแต่ นายเรียนคณะอะไรน่ะ? ฉันอยู่เอกวรรณกรรม” ตอนนี้เทียนอวี่ค่อยอารมณ์ดีขึ้น เขาเอ่ยชวนคุยอย่างเป็นมิตร ถึงต่อไปจะไม่สนิทกันก็ไม่เป็นไร อย่างร้อยเรื่องพื้นฐานที่เพื่อนร่วมห้องควรรู้ เขาก็ไม่ควรบกพร่อง

 

“วิศวะโยธา”

 

“โห… เท่ห์ชะมัด”

 

“อย่ามัวแต่พล่ามอยู่เลย นี่ก็มืดแล้ว นายควรไปอาบน้ำก่อนจะถึงเวลาปิดไฟนะ” ลังใบสุดท้ายถูกพับเก็บอย่างเรียบร้อยก่อนหันมาเตือนเพื่อนร่วมห้องหมาดๆ

 

เทียนอวี่สะดุ้งมองนาฬิกา เข็มสั้นชี้เลขสามพอดิบพอดี หอพักแห่งนี้มีเวลาบังคับแทบจะทุกอย่าง อาจจะด้วยอยากประหยัดทรัพยากรหรืออย่างไรก็สุดจะทราบ แต่อันเทียนอวี่ไม่ชอบใจมันเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะห้องอาบน้ำรวมที่มีเวลาเปิดปิดไฟ ผุดคิดว่าถ้าเกิดเขาอยากเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนขึ้นมา คงจะต้องใช้ไฟฉายเดินจากห้องพัก ราวกับเดินป่าไม่ผิดเพี้ยน…

 

เทียนอวี่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ในเมื่อคิดบ่นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เขาจึงหยิบของใช้สำหรับอาบน้ำรวมทั้งชุดนอนพับลวกๆใส่ในตะกร้าใบเล็ก พาดผ้าขนหนูบนบ่า

 

“ถ้าฉันไม่ได้เรียก ห้ามเปิดนะประตูน่ะ” หางตาของเทียนอวี่เห็นอีกคนพยักหน้ารับเบาๆจึงรีบวิ่งออกจากห้องไป

ด้วยความที่เป็นหอพักที่มีห้องน้ำรวม แถมเป็นเวลากลางคืน จึงไม่ค่อยมีคนมาใช้มากนัก ถ้าจะให้ถูกกว่านี้คือไม่ค่อยมีคนมาอยู่ชั้นนี้สักเท่าไหร่ เทียนอวี่ไม่ได้สนใจนัก การที่หอพักที่กำจัดเวลาปิดทุกอย่างแต่มีน้ำอุ่นให้เขาอาบตอนหน้าหนาวแบบนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว เวลาปิดไฟสี่ทุ่มก็ไม่เป็นปัญหา เทียนอวี่ไม่ได้มีเพื่อนมานัก และเขาชอบกลับมาขีดๆเขียนๆอะไรมากกว่าที่จะไปสรวลเสเฮฮากับคนหมู่มากอยู่แล้ว

นึกไปเพลินๆก็คิดถึงหลิงเซิงขึ้นมา แลดูเป็นคนเงียบๆแบบนี้อาจจะไม่แปลกที่เขาจำไม่ได้ แต่มันขัดกันตรงที่ตอนม.ต้น ถ้าเขาความทรงจำไม่ได้แย่เกินไปนัก เขาจำได้ว่าเป็นหัวหน้าห้องสามปีซ้อน นั่นหมายความว่ายังไงเขาก็ต้องจำชื่อและหน้าตาของเพื่อนร่วมชั้นได้เกือบทั้งหมด จะว่ามันผ่านมานานแล้วอาจจะลืมไป แต่ดูจากโครงหน้าเรียวกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหางตาตกหน่อยๆนั่นมันเด่นจะตายในประเทศที่มีคนหางตาชี้กว่าค่อนแบบนี้ เขาไม่น่าจะลืม โดยเฉพาะตอนม.ต้นที่โรงเรียนห่างไกลความเจริญแบบนั้น นักเรียนก็มีแค่สิบกว่าคน เขาจะลืมได้ยังไง….

 

เสียงเปิดฝักบัวจากห้องน้ำข้างๆทำให้เทียนอวี่นึกขึ้นได้ว่าเขาควรรีบน้ำอาบให้เสร็จเสียทีได้แล้ว

 

เขาปิดฝักบัว เก็บของใส่ตะกร้าใบจิ๋วแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำรวม ทางเดินแคบที่มีความกว้างแค่เดินสวนกันได้มีพื้นปูนเปลือยที่ถูกขัดจนมันปลาบ นี่คงใกล้สี่ทุ่มแล้ว ไฟตามทางเดินถึงได้เปิดเพียงด้วยเว้นดวง… นี่เป็นวิธีประหยัดไฟของที่นี่หรือไงกันนะ โชคดีที่หน้าห้องของเขาเป็นดวงที่เปิดไฟ

 

ตึก.. ตึก..

 

เทียนอวี่ได้ยินเสียงคนเดินมาทางเดียวกับเขา แปลว่ามีคนอาบน้ำช้าเหมือนกันสินะ จะว่าไป ตึกนี้มีนโยบายปิดน้ำเป็นเวลาด้วยรึเปล่านะ เขาไม่ทันได้อ่านเสียด้วย สงสัยว่าถ้ากลับไปที่ห้อง คงต้องเอาแผ่นพับมาอ่านอีกสักรอบเสียแล้ว

 

ตึก.. ตึก..

 

เสียงเดินนั้นเบากว่าเสียงฝีเท้าของเขามาก ห้องของเทียนอวี่อยู่สุดทาง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรมีคนเดินมาจนสุดเหมือนกับเขา เพราะห้องตรงกันข้ามก็ยังไม่มีใครเข้ามาอยู่

 

หรือว่าจะเป็นขโมยกันนะ…

เทียนอวี่คิดไปต่างๆนานา เขาจะตะโกนเรียกให้หลิงเซิงมาช่วยได้ยังไง… ขาหยุดก่อนถึงประตูห้อง หูยังคงได้ยินเสียงฝีเท้าที่ยังเดินเข้ามายังเขาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เทียนอวี่มองอุปกรณ์อาบน้ำในมือ พบว่านอกจากจะเอาขวดแชมพูไซส์เล็กฟาด หรือเอาแปรงสีฟันทิ่มตาแล้ว เขาไม่พบอย่างอื่นที่จะเป็นอาวุธได้เลย

 

นอกจากตึกจะเก่าแล้ว การรักษาความปลอดภัยยังจะเป็นศูนย์อีกเรอะ ไหนว่าที่นี่ไม่เคยมีประวัติขโมยมาก่อนไง หัวหน้าหอพักโกหกกันเห็นๆ!

 

เทียนอวี่กำแปรงสีฟันแน่น เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกที ก่อนจะเงียบหายไป

 

หูได้ยินเสียงสับสวิตซ์ไฟจากที่ไกลๆ นี่คงใกล้เวลาสี่ทุ่มเต็มทีแล้ว….

 

เอาวะ…

เทียนอวี่คิด แม้จะไม่แน่ใจว่าด่ามแปรงสีฟันจะสามารถทำให้คนบาดเจ็บได้แค่ไหน แต่ถ้าทำให้ชะงักได้ เขาคงพอมีเวลาเรียกหลิงเซิงออกมาช่วยทัน

 

“ไม่เข้าห้องเรอะ?” เสียงทักทำให้เทียนอวี่หันไปมองอย่างตกใจ “ยืนทำไมตรงนี้?”

 

เทียนอวี่จนคำพูด หันไปมองสีหน้าเฉยชาของหลิงเซิงแล้วก็ได้แต่อ้าปาก โชคดีไม่น้อยที่เขายังไม่ได้ใช้อาวุธสุดร้ายแรงในมือจ้วงอีกฝ่ายจนได้รับบาดเจ็บ

 

นี่เขาคิดอะไรเป็นวรรคเป็นเวรล่ะนี่….

 

“อ้อ… นายไม่ได้เอากุญแจออกมานี่นะ” หลิงเซิงเขยิบมาใกล้จนได้กลิ่นแชมพูแบบสปอร์ต มือใหญ่ไขกุญแจห้องก่อนจะพูดว่า “เข้าห้องเถอะ จวนได้เวลาปิดไฟแล้ว”

ทันทีที่เก็บข้าวของเป็นที่เรียบร้อย ไฟส่วนกลางทั้งตึกก็ได้ดับลง เทียนอวี่มองเตียงตรงข้ามที่มีโคมไฟแบบใส่ถ่านเปิดให้ความสว่างเรืองๆ ท่าทางยังไม่เตรียมสายพ่วงปลั๊กไฟมา นี่อาจะเป็นอีกอย่างที่เขาและเพื่อนร่วมห้องจำต้องซื้อ แต่ใครเลยจะรู้ว่าห้องตั้งกว้างขนาดสองคนอยู่กลับมีปลั๊กไฟอยู่เพียงแค่สองจุดเท่านั้น

 

อันเทียนอวี่ละจากตู้เสื้อผ้าพลางพูดแกมบ่น ถือเป็นการทำลายความเงียบในห้องไปในตัว

 

“หลิงเซิง…นายทำฉันตกใจ” คนพูดทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ถอนหายใจพรูยาว ที่จริงเขายังตกใจเรื่องเมื่อครู่อยู่เลย ถึงจะเป็นหลิงเซิง เขาก็ตกใจอยู่ดี ถ้าตอนนั้นเขาไม่ทันได้คิดว่าเป็นเสียงของใคร แล้วเอาด้ามแปรงสีฟันแทงหลิงเซิงไปจะทำยังไง (ถึงแม้มันอาจจะไม่ทำให้เกิดบาดแผลก็ตาม)

 

เจ้าของชื่อหันมามองอย่างไม่เข้าใจประโยคบอกเล่านั้นนัก ไม่คิดว่าการที่ตัวเองไปอาบน้ำก่อนเวลาปิดไฟด้วยมันน่าตกใจอะไรตรงไหน

 

“นายไปอาบน้ำด้วย ทำไมไม่บอกฉัน?” ร่างโปร่งคาใจ อีกฝ่ายสามารถบอกเขาในขณะที่เขากำลังจะออกไปก็ได้ หรือไม่ก็ส่งเสียงทักทายเสียหน่อย ไม่ใช่ปล่อยให้เขาคิดไกลไปยันดาวอังคารด้วยความวิตกจริต

 

“ก็นายดันออกไปก่อนนี่….” หลิงเซิงไหวไหล่ หยิบหนังสือเล่มโตออกมาจากในลิ้นชัก พลิกหน้าไปยังหน้าที่อ่านค้างไว้อยู่ ราวกับไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่าใส่ใจ

 

“พรุ่งนี้จะเอากุญแจไปปั๊ม ฉันกับนายจะได้มีคนละดอก” เทียนอวี่เสนอความคิด แม้ในหัวจะไม่มีแผนที่บริเวณนี้อยู่เลย อันที่จริงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแถวนี้มีร้านทำกุญแจอยู่หรือเปล่า

 

“ไม่ต้องหรอก” เทียนอวี่เลิกคิ้วมองคนที่พูดกับหนังสือ “นายเก็บกุญแจไว้เถอะ”

 

“แล้วนายจะเข้าห้องยังไง?”

 

“ฉันไม่กลับมาก่อนนายหรอก” คนพูดละสายตาจากหนังสือมองหน้าคู่สนทนาเล็กน้อย “เช็ดผมให้แห้งด้วยล่ะ”

ความเงียบโรยตัวมาทันที เทียนอวี่ผมแห้งนานแล้วแต่ยังนอนไม่หลับ เขาลืมตามองเพดานที่มีแสงไฟสลัวๆเรื่อมาจากเตียงตรงข้าม สักพักก็นอนตะแคงข้าง มองคนที่นั่งอ่านหนังสือ ช่วงขายาวเหยียดราบไปกันเตียง เขายังคงติดใจเรื่องที่เรียนตอนม.ต้นอยู่ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเสียที แต่อีกฝ่ายจำชื่อของเขาได้นี่นา ท่าทางเขาคงต้องทำอะไรกับความจำของตัวเองเสียหน่อยแล้ว ถ้าเขาจำหลิงเซิงได้ก็อาจจะดีกว่านี้ พวกเขาอาจจะได้นั่งคุยกันเรื่องเก่าๆแทนที่จะมานอนเงียบๆรอเวลาหลับก็เป็นได้

 

“นอนไม่หลับเหรอ?”

 

เสียงทุ้มของหลิงเซิงทำให้เขาสะดุ้ง ก่อนจะส่ายหน้ากลับไปช้าๆ

 

“เห็นมองมาทางนี้อยู่นานแล้ว หรือนายอยากให้ฉันปิดไฟ?”

 

“…ไม่ต้องก็ได้ ขอโทษนะที่รบกวนตอนอ่านหนังสือ” คนอยู่เตียงอีกด้านเอ่ยอย่างเกรงใจ

 

หลิงเซิงไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก ยังคงนั่งอ่านหนังสือเล่มหนาในมือของตัวเองต่อไป ส่วนเทียนอวี่เอง หลับลงไปตอนไหนก็ไม่ทันได้รู้ตัวเหมือนกัน

เทียนอวี่ได้กลิ่นบางอย่าง… เหมือนดอกไม้….

เขาลืมตาขึ้นในความมืด เพิ่งตามองไปรอบๆข้างจากแสงไฟถนนที่ลอดม่านหน้าต่างเข้ามา กลิ่นดอกกุ้ยฮัวอวลไปทั่วห้อง เขาจำได้ว่าหลิงเซิงไม่ได้เอาดอกไม้เข้ามาแน่ๆ เทียนอวี่เริ่มตาปรืออีกครั้ง มองคนที่นอนริมหน้าต่างและกำลังหลับลงอีกรอบ

 

ดอกกุ้ยฮัว…. นั่นสินะ… อาจจะอยู่ไกลจากที่นี่หลายลี้ อาจจะเป็นของตึกฝั่งตรงข้ามก็ได้… หรืออาจจะเป็นของจังหวัดข้างเคียง…. ที่ว่ากันว่ากุ้ยฮัวหอมหมื่นลี้ คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่มั้ง…

 

ก่อนจะหลับลึกลง เทียนอวี่รู้สึกเหมือนมีคนมานั่งข้างๆเตียง มือของเขาถูกกุมเอาไว้อย่างทนุถนอม แต่เทียนอวี่ลืมตาไม่ขึ้นแล้ว ง่วงอะไรแบบนี้นะ… หลิงเซิงเหรอ… หลิงเซิงจะมาจับมือทำไมกันนะ… เสียใจที่เขาลืมใช่รึเปล่า ทั้งๆที่รู้จักกันตอนม.ต้นแท้ๆ… แต่ง่วงมากไม่ไหวแล้ว ขอโทษนะหลิงเซิง….

 

Advertisements

2 thoughts on “Untitled Story – 1 –

  1. สนุกมากๆๆๆเลยค่ะ
    เราหลง(?)มาเข้ามาดูบล๊อคจากสครีมบันทึกจอมโจรค่ะ
    เพราะเพิ่งอ่านไปได้ครึ่งเล่มหนึ่งละฟินกะคู่เสี่ยวเกออู๋เสียเหมือนกัน
    ละพอไปเสพรูปเยอะๆก็ยิ่งฟินเข้าไปใหญ่/ฮา
    เรื่อง ว๊ายวาย(ไม่ใช่ว้าบวาบ เพราะมันวายมาก)พิภพมหัศจรรย์ เราก็อ่านค่ะ รอร้อรอเล่มใหม่อยู่
    เราไม่ค่อยมีคนอ่านนิยายจีนละจิ้นเหมือนเราเลยอัดอั้นตันใจมาก เลยบ่นเยอะไปหน่อยนะคะ 55 จะคอยติดตามค่ะ

    • เรื่องบันทึกจอมโจรสามารถมาเม้ากันได้ตลอดเวลาค่ะ (ฮา)
      เรื่องว๊าบว๊าบเราทราบข่าวมาว่าสนพ.ซันบีม(เพิร์ล)ล้มละลายค่ะ… ช่วงนั้นเราชอคมาก แบบ “แล้วว๊าบว๊าบนี่จะตามจากไหนต่อออออ ตอบบบบบบ!!!!!!” แล้วมันคาที่เล่ม 7 แล้วคือเล่มอื่นๆนี่จะหาอ่านจากไหน ตอนนี้ได้แต่ทำบุญค่ะ อยากให้มีสักสำนักพิมพ์รับช่วงต่อไป พิมใหม่ซื้อเก็บใหม่เราก็ยอม OTL… *สลด*

      ฟิคเรื่องนี้เราแต่งไปไกลแล้ว แต่ลืมเอามาลงค่ะ มัวแต่กรี๊ดเรื่องอื่น (กร๊าก อยู่สายแต่งเองอ่านเอง O<<)
      ขอบคุณมากนะคะ ไม่คิดว่าจะมีคนมาอ่าน…. (เขินเลย…)
      เร็วๆนี้จะมาอัพค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ <33

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s