[KnB Fanfiction]: Charm

[KnB Fanfiction]: Charm

Pairing: Tako*Mido

Rate: PG

+++++++++++++++++++++++++++++++++

‘วันนี้ชาวราศีกรกฏ มีดวงว่าจะต้องว้าวุ่นใจ

พบพานเรื่องที่ไม่อาจตัดสินใจได้อย่างไร้คนช่วยเหลือ

สีนำโชคคือสีน้ำเงินเข้ม

ทางที่ดี อย่าลืมพกดาวห้าแฉกไว้เพิ่มโชคให้ตัวเองด้วยนะคะ…’

……

 

………

 

….

 

‘สำหรับชาวราศีพิจิก มีแววว่าจะต้องพบเจอความยากลำบาก อันมาจากคนใกล้ตัว

ถึงจะมีดาวศุกร์มาช่วยหนุน แต่ควรพกปากกาสีสดใสเป็นเครื่องราง

สีนำโชคคือสีแดงค่ะ…’

….

 

….

 

……

ก้อนเมฆขมุกขมัวครึ้มบดบังพระอาทิตย์ยามเช้า อุณหภูมิที่ค่อยลดลงจากฤดูทำให้ไออากาศหนาวคล้อยอวลไปทั่วบรรยากาศ ผู้คนส่วนมากเริ่มทยอยใส่เสื้อกันหนาวรับมือหน้าหนาวประจำปีดังเช่นปกติ ช่วงเช้าจึงเห็นผู้คนใส่เสื้อสเวตเตอร์ บ้างก็มีแต่ผ้าพันคอหลากสีสันสำหรับนักเรียนทั่วไปในเครื่องแบบฤดูหนาว และสีทึมๆของพนักงานออฟฟิศเดินกันขวักไขว่

 

แต่สำหรับผู้ที่อยู่ชมรมกีฬา อากาศเท่านี้ยังไม่สาหัสเกินไปนัก

 

มิโดริมะ ชินทาโร่ เดินกุมกระป๋องถั่วแดงร้อนคลึงในมือภายใต้ถุงมือสีน้ำเงินเข้มขณะเดินบนเส้นทางเดิมที่คุ้นเคยอย่างน้อยอาทิตย์ละห้าวัน ที่วงแขนมีเครื่องรางนำโชคติดตัวอยู่เหมือนทุกวัน นานๆครั้งจึงยกมือขวาขึ้นขยับแว่นลอบมองสิ่งรอบกายอย่างไม่คิดจะสนใจเท่าใดนัก

 

เสียงฝีเท้าเดินมาจากทางด้านหลังช่างคุ้นหู มิโดริมะแทบไม่ต้องเสียเวลาเดาเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาคิดหรือคาดการณ์เอาไว้ มีความเป็นไปได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอ เขาไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองยืนยันความคิดของเขาแต่อย่างใด ได้แต่เดินไปตามทางเรื่อยๆด้วยจังหวะฝีเท้าคงที่ ก่อนจะนับถอยหลังใจในเรียบๆ

 

5…

 

4…

 

3…

 

2…

 

1..

 

“ชินจัง~~~~~”

 

เจ้าของชื่อคิดอย่างเบื่อหน่ายปนภาคภูมิใจเล็กๆที่สถิติของความผิดพลาดยังคงเป็นศูนย์

 

“อรุณสวัสดิ์~ วันนี้ก็มาเวลาเดิมเป๊ะเลยนะ! โอ๊ะ! นั่นมันอะไรน่ะ?” คนทักหัวเราะนำก่อนจะพูดสืบไป “ชินจังตื่นเต้นกับคริสมาสต์ขนาดที่เอามาถือไว้ก่อนเลยเหรอ? ฮะ ฮะ ฮะ ดาวดวงเบ้อเร่อเลย ฮ่าๆๆๆ”

 

ถึงแม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าร่างสูงถือของประหลาดไว้เพื่อการใด แต่ทาคาโอะ คาซุนาริก็อดไม่ได้ที่จะแซวทุกวัน ทุกเช้า และทุกช่วงเวลาที่เขาสามารถทำได้ต่อวันเพื่อความบันเทิงเริงใจล้วนๆแต่เพียงผู้เดียว

 

คนถูกแซวเพียงแค่ถอนหายใจสั้นๆแล้วเหลือบตามอง “โชคชะตาวันนี้-”

 

“อ้อ! ใช่! เมื่อเช้าฉันก็ได้ยินเรื่องนี้มานะ ว่าราศีของชินจังต้องพกดาวๆติดตัว แต่มันต้องใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ? มันใหญ่ได้มากกว่านี้อีกไหมเนี่ย?”

 

“ถ้ามีเวลาหามากกว่านี้…”

 

“โอ๊ย! ฉันจะหยุดขำความจริงจังของชินจังได้ไงเนี่ย! ฮ่าๆๆๆๆๆ-”

 

เสียงหัวเราะของคนตัวเล็กกว่าหยุดลงทันทีที่อีกฝ่ายเหลือบมามองอย่างเต็มตา

 

“อย่างน้อย ฉันก็ฟังของชินจังมานะ ยังไม่ได้ว่าอะไรเล๊ย~” ถึงจะไม่ได้ว่าอะไรต่อ ก็ยังคงมีเสียงหัวเราะหลุดลอดออกมาจากลำคอไม่น้อย

 

มิโดริมะไม่มีอะไรจะพูด เขามองผ้าสีแดงสดที่พันอยู่รอบคออีกฝ่ายก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงเอาปากกาออกมายื่นให้โดยปราศจากคำพูด

 

“อะไรน่ะ? วันนี้มีสอบย่อยเหรอชินจัง?”

 

“ไม่ใช่ แต่นี่คือของนำโชคของนาย”

 

“โห นึกว่าต้องเป็นปากกาด้ามเท่าแขน มาไซส์ปกติแบบนี้ ตกใจเลยแฮะ”

 

เท่านั้นเหมือนว่าความอดทนของร่างสูงที่ลดน้อยลงเรื่อยๆก็สิ้นสุด ปากกาด้ามน้อยถูกโยนขึ้นไปสูงลิ่วบนฟากฟ้า…

 

….

 

….

 

…และตกลงมากระแทกศีรษะทาคาโอะอย่างแม่นยำ

 

“ชินจัง! อย่าใช้ไม้ตายทำร้ายคนอื่นแบบนี้สิ!!” มือทั้งสองข้างกุมหัวตัวเองร้องโอดโอย ปากกาที่ลงมากระแทกเป็นด้านแหลมราวกับจงใจ ไม่เจาะเข้ากระโหลกเขาก็ถือว่าโชคดีมาก แต่มันก็เจ็บน้อยเสียเมื่อไหร่

 

“พูดมากจริง” มิโดริม่าขยับแว่น “ฉันเอามาเผื่อนายเพราะเห็นแก่ว่าเย็นนี้มีแบ่งทีมซ้อมแข่งกันเองหรอกนะ”

 

“ฮู๊ย… พูดอย่างกับแยกทีมกันแล้วฉันจะมีแววชนะงั้นแหละ”

 

พูดอีกก็ถูกอีก ใจร่างสูงอยากจะค้าน แต่คิดอีกที เลิกต่อปากต่อคำอันเป็นการเสียเวลานี่จะดีกว่า…

 

“แล้วอย่าถอดผ้าพันคอล่ะ สีแดงเป็นสีนำโชคนะ”

 

“ครับๆ จะพันให้แน่นเลย…” ทาคาโอะตอบด้วยเสียงเนือยๆ เมื่อรู้ว่าการชวนเถียงไม่ได้ผล

 

บทสนทนาของทั้งคู่จึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไม่นานนัก แน่นอนว่ากลับไปถกเถียงด้วยเรื่องไร้สาระเหมือนเดิมอยู่ดี…

**

ช่วงพักกลางวันมีการประกาศผลสอบย่อยของวิชาหลัก แน่นอนว่าอันดับหนึ่งของใบประกาศเป็นรายชื่อที่นอนมาอยู่แล้วทุกปี มิโดริมะจึงไม่ใคร่สนใจยืนมุงหน้าบอร์ดที่คราคร่ำไปด้วยเพื่อนร่วมชั้นเรียน เขาเดินเลี่ยงเดินเข้าทางประตูหลังห้องหลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว ข้างตัวเขาไม่มีเสียงโหวกเหวกหรือคำพูดเสียดสีให้หันไปโต้เถียงอย่างทุกที

จวบจนหมดเวลาพักเที่ยง เจ้าของเรือนผมสีเขียวเข้มเริ่มขมวดคิ้ว คนที่ควรมายังไม่มา ทั้งเขายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ทุกอย่างเป็นปกติจวบจนเขาแยกออกมาเข้าห้องเรียนก่อนเท่านั้น ล่าสุดคือทาคาโอะไปร่วมเฮฮาแซวเพื่อนร่วมห้องคนอื่นอยู่ที่หน้าบอร์ดประกาศผลนั้นเอง

 

ผ่านไปสองคาบเรียนยังคงไม่มีวี่แวว ทั้งเพื่อนในห้องก็ยังไม่มีใครพูดถึงหัวข้อที่เขาอยากฟังเลยสักคน มิโดริมะขยับแว่นอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่การที่เขาจะเข้าคาบต่อไปช้ากว่าปกติเพื่อไปตามหาใครบางคน ไม่ใช่ปกติวิสัยที่เขาควรจะทำเลยแม้แต่น้อย ดวงตาเหลือบมองดาวห้าแฉกสีทองอร่ามขนาดใหญ่กว่าลูกตะกร้อบนโต๊ะเรียนของตัวเอง แคลงใจในขนาดของมันก่อนจะเตรียมหนังสือของคาบเรียนต่อไปตามปกติ

 

ระหว่างคาบที่สามนั้นเอง มิโดริมะ ชินทาโร่ ขออนุญาตอาจารย์ผู้สอนออกไปทำธุระ ‘ส่วนตัว’ ในที่สุด

 

เสียงของอาจารย์ร่ายตามบทเรียนอยู่หน้ากระดาน ไม่ว่าจะเพ่งเท่าไรก็ไม่เข้าหู สมาธิไม่สามารถมาประกอบรวมกันที่บทเรียนได้เหมือนอย่างเคย ความรำคาญใจปนหงุดหงิดพุ่งขึ้นสูงอย่างยากที่จะระบาย เทียบกับการที่ต้องทนนั่งอยู่แบบนี้ สู้เขาออกไปตามหาให้รู้แล้วรู้รอดยังจะดีเสียกว่า

 

ระเบียงทางเดินระหว่างคาบเรียนนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกหวีดและเสียงจอแจเบาๆคลอขึ้นมาจากขอบสนามกลางแจ้งซึ่งคาบพละของนักเรียนชั้นอื่นอยู่ประปราย ร่างสูงเลือกที่จะขึ้นไปบนดาดฟ้า ทั้งที่คิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะนอนกลางวันเพลิน

แล้วก็เป็นดังคาด… ดาดฟ้าว่างเปล่าไม่ว่าจะมุมไหน มิโดริมะถอนหายใจสั้นๆก่อนจะเบนเป้าหมายไปยังสถานที่ถัดไป

 

เขายังจำได้ถึงคำทำนายเมื่อเช้า คิดทบทวนแล้วว่าอีกฝ่ายมีทั้งสีนำโชคทั้งของเสริมดวงชะตาที่เขาให้ สถานที่ที่ทาคาโอะควรอยู่ไม่ใช่ที่ที่เขาจะไป แต่มันก็มีความเป็นไปได้มากที่สุด

 

เสียงทุ้มขออนุญาตเข้าห้องพยาบาล เมื่อไม่มีเสียงตอบ มือจึงเลื่อนเปิดประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ พบห้องพยาบาลว่างเปล่า กับเตียงนอนผู้ป่วยที่มีม่านรูดออกมากบังครึ่งเตียง เท่านั้นมิโดริมะก็ถอนหายใจยาว

 

สถานที่นี้เขาคาดการณ์ไว้แต่แรก แต่ไม่ได้หวังจะมาเจอที่นี่จริงๆ แม้ว่าจะรู้ดีว่าตัวเขาเองไม่มีทางเดาผิด

 

ขาเดินเสียงเงียบเข้าไป ผ่านม่านไปยังข้างเตียงผู้ป่วย คนที่เขาตามหาอยู่ตรงนั้นเอง ที่ศีรษะมีถุงเย็นประคบอยู่ เขามองสีหน้าสงบของคนหายใจผ่อนยาวอย่างไม่ชินตานักด้วยความว่างเปล่า

**

ทาคาโอะรู้สึกทั้งเย็นทั้งปวดจี๊ดที่ข้างขมับ เขาลืมตาขึ้นมาอย่างไม่ชอบใจเท่าใดนักทันทีที่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ใช้เวลากระพริบตากับเพดาน ไม่นานนักก็ถอนหายใจออกมา เดาได้ว่าตัวเองอาจจะพลาดคาบเรียนไปแล้วอย่างน้อยสองคาบ เสียงพลิกหน้ากระดาษลอยเข้าหูทำให้เขาสะดุ้งหันไปมองข้างเตียง พบร่างสูงนั่งอ่านหนังสือราวกับที่นี่เป็นห้องสมุดที่ไร้ผู้คน สายตาไล่ตามตัวอักษรอย่างมีสมาธิทำให้คนบนเตียงไม่แน่ใจนักว่าเขาตื่นดีแล้วหรือยังฝันอยู่กันแน่ ก่อนจะได้พูดอะไรออกไป มือสัมผัสได้ถีงของที่อยู่ใกล้ๆ พอเหลือบไปดูก็พบว่าเป็นปากกาเมจิกสีแดงสามด้ามวางอยู่ข้างมือเขา

…เท่านั้น ทาคาโอะก็หัวเราะออกมา

 

“ฮ่าๆๆๆ นี่มันอะไรน่ะชินจัง? คือเพิ่มขนาดมากไม่ได้เลยเพิ่มปริมาณแทนใช่ป่ะ? โอยย คิดได้อ่ะคิดได้ ขอฉันขำแป๊บนะ ไม่ไหวแล้ววว ฮ่าๆๆๆๆ” คนเส้นตื้นผุดลุกขึ้นนั่ง ผ้าพันคอสีแดงของเขาที่ห่มทับผ้าห่มก็ร่วงลงบนตัก ทาคาโอะอดยิ้มแก้มปริในใจไม่ได้ “นี่อย่าบอกนะว่าโดดเรียนมาเฝ้าฉันด้วย? ไม่อย่างนั้นฉันต้องขำจนตายแน่ๆ”

 

“ใครจะทำแบบนั้นกัน เสียเวลาตายชัก” เสียงปิดหนังสือดังขึ้นทันที “ทำไมนายไม่ลองสมองเสื่อมดูสักหน่อยล่ะ เผื่อจะกวนน้อยลงบ้าง”

 

ทาคาโอะยังคงหัวเราะกับคำพูดนั้น “เป็นห่วงก็บอกกันว่าตรงๆ เดี๋ยวฉันน้อยใจตายไปทำไง”

 

“ขาดคนลากรถก็เท่านั้น”

 

“ใครจะลากได้ฝีมือเยี่ยมเท่าฉันกัน?”

 

“ตกลงนายภูมิใจกับตรงนั้นเรอะ”

 

“หรือนายเปลี่ยนคนได้ลงคอล่ะ?”

 

มิโดริมะมองอีกฝ่าย บริเวณขมับที่ประคบเย็นเป็นรอยแดงจางๆ เขาพูดเปลี่ยนเรื่องโดยไม่สนใจต่อความเก่าให้ยาวยืดมากไปกว่านี้ “นายตัวแค่นี้น่าจะคิดได้นะว่าไม่ควรไปยืนเด๋อด๋าอยู่แถวคนมุงนานๆ”

 

“ใครจะรู้ว่าศอกมิยาจิจะทำฉัน K.O. ได้เล่า!?” ทาคาโอะทำหน้าแหยเมื่อสัมผัสบริเวณที่ปูดโน “เจ้าบ้านั่นต้องโดนปาลูกบาสอัดใส่ซะบ้าง!”

 

“เดี๋ยวก็ได้มานอนห้องพยาบาลอีก”

 

“คราวหน้าขอชุดพยาบาลนะ”

 

“นายจะใส่เหรอ รสนิยมห่วยแตก”

 

“นายใส่สิ ฉันจะได้ฟื้นตัวเร็ว”

 

“หัวแตกทีนี้ก็ไม่ฟื้นแล้วนะ”

 

“อย่าใจร้ายขี้งกไปหน่อยเลยน่า”

 

“กลับบ้านได้ยัง?” ร่างสูงเปลี่ยนหัวข้ออีกครั้ง “หรือต้องรอโรงเรียนปิดก่อน”

 

“ชมรมล่ะ? โค้ชว่าไงบ้าง?” ทาคาโอะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังทันทีที่นึกถึงหัวข้อนี้ การแบ่งทีมภายในเพื่อแข่งมันสนุกน้อยเสียที่ไหน โอกาสที่จะได้แข่งกับพวกเดียวกันไม่ได้มีมากนัก ความท้าทายนี้เขาไม่อยากพลาดมันเลยจริงๆ

 

“เลื่อนเป็นแบ่งทีมแข่งพรุ่งนี้แทน” คำตอบนี้ทำให้คนฟังโล่งอก ใจชื้นขึ้นว่าตัวเองไม่ได้พลาดเรื่องสนุกอันน่าตื่นเต้น นึกขอบคุณคนข้างตัวยอมคุยกับโค้ชเพื่อเขาจริงๆ (คนที่พูดแกมบังคับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนจะมีแค่คนเดียวนี่แหละ)

 

“แล้วชินจังล่ะ เป็นห่วงฉันยังไงบ้าง?” ทาคาโอะถามเนิบนาบทีเล่นทีจริงอย่างนึกสนุก

 

ดวงตาสีเขียวหลุบลงมองปากกาจำนวนนึงบนเตียง “แค่มาดูอาการคนลากรถ”

 

“ปากกาสามด้ามเลยนะ?”

 

“ก็แค่สามด้าม”

 

“เดาว่าในกระเป๋ามีอีกสองเลยอ่ะ!”

 

“ห้า”

 

“…….. แล้วยังมาบอกว่าแค่มาดูอาการอีกนะ” ทาคาโอะหัวเราะกับคนที่หลุดออกมาเสียท่าเขาจนได้

 

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพยาบาล ณ ตอนนั้นเอง ร่างเล็กกว่าได้แต่อมยิ้ม ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งเงียบๆ ปรับสภาพสีเลือดที่ลามมาถึงใบหู ขณะที่เขาเตรียมตัวพร้อมกลับบ้าน โดยไม่ลืมวางที่ประคบเย็นคืนไว้บนโต๊ะอาจารย์

 

“ไปกัน ชินจัง~”

ทั้งสองคนเดินลงบันไดอาคารอย่างเงียบเชียบ และยังคงเงียบไปยันเดินเลียบสนามกลางแจ้งไปยังประตูโรงเรียน และจบจวนครึ่งทางของเส้นทางกลับบ้าน ทาคาโอะทั้งเคยชินและไม่คุ้นหูในเวลาเดียวกัน เขามองแผ่นหลังชินตาที่เขามักจะเข้าไปคล้องกอด ขาชอบที่จะฟังเสียงอีกฝ่ายต่อล้อต่อเถียงกับเขาอย่างเจ้าหลักการ ชอบทั้งเวลาหลุดความในใจออกมาง่ายๆ ชอบทั้งสีหน้าที่พยายามเก็บอาการทั้งๆที่รู้ว่าเขามองออก ชอบทั้งความห่วงใยที่ส่งมายังเขาแบบคนเย่อหยิ่งนั้น

 

ทาคาโอะเดินนำเลี่ยงนอกเส้นทาง ชวน ‘คู่หู’ ของของนั่งรับลมหนาวริมคลองเล็กๆติดสนามเด็กเล่น มิโดริมะยังคงความเงียบไว้อย่างสม่ำเสมอภายใต้สีหน้านิ่งสนิท ทันทีที่นั่งลงบนพื้นหญ้า มือก็หยิบหนังสือขึ้นมาพร้อมอ่านในทันที อีกฝ่ายได้มองสมาธิที่แน่วนอนนั้น สักพักจึงยื่นปากกาให้

 

“ทำหน้าสงสัยอะไรน่ะชินจัง พวกนี้ฉันคืนไง”

 

“ไว้พรุ่งนี้ นี่ยังไม่ข้ามวัน”

 

“จะให้ฉันกำปากกาเป็นคนบ้าไปถึงไหน เดี๋ยวก็หมดวันแล้วมั้ง”

 

“นายก็เห็นว่ามันแม่น”

 

“ยังไงอ่ะ?”

 

“ราศีพิจิกจะได้พบความลำบากจากคนใกล้ตัวไง ต้องพกปากกาเสริมโชค และสีแดงเป็นสีนำโชค”

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆ นายเลยเอาปากกาเมจิกแดงด้วยน่ะนะ จะได้แดงเยอะๆ โอ๊ย น่ารักเป็นบ้า ฮ่าๆๆๆ” ทาคาโอะหัวเราแทบน้ำตาเล็ด แน่นอนว่าเขาไม่ได้เยาะเย้ยในความเชื่อของอีกฝ่าย แต่เพราะความน่ารักที่เขาอยากจะยิ้มให้แก้มแตก จึงเปลี่ยนเป็นหัวเราะไร้สาระแทนราวกับคนเส้นตื้น

 

“จะหัวเราะไปถึงไหน- ฮัดชิ้ว!!!”

 

“โอ๊ะโอ๋~”

 

ทาคาโอะมองภาพประหลาดนั้นและพยายามบันทึกไว้ในสมอง มันไม่ยากนักกับการเห็นชินจังของเขาทำอะไรเปิ่นๆโดยไม่รู้ตัว แต่มันไม่ง่ายนะกับอาการจามหรือน้ำมูกไหลอะไรแบบนี้ที่จะมีให้เห็น แต่กระนั้น เขาก็ไม่ได้เอาแต่มอง มือคลายผ้าพันคอออกมาคล้องไว้กับคอคนจามแทน

 

“ชินจังรู้ไหมว่าเป็นหวัดไม่เข้าท่าเลยนะ”

 

“เดี๋ยวนายก็เป็นแทน หรือคนบ้าไม่เป็นหวัด”

 

คนฟังหัวเราะ นัยน์ตาอ่อนโยนมองคนชอบต่อความ(อย่างกับว่าตัวเองไม่ทำอย่างนั้นแหละ)ถอดถุงมือสีเข้มออกมาข้างหนึ่ง ก่อนที่จะส่งให้เขา

 

“แลก”

 

“ผ้ายาวร่วมเมตร แลกกับถุงมือข้างนึง? โห… อย่างคุ้ม” คนช่างแซวอดไม่ได้ แต่ก็รับถุงมือนั้นมาใส่ ความอุ่นจากอีกคนยังอวลอยู่ในถุงมือนั้น ทาคาโอะมองมันด้วยรอยยิ้ม

 

ไม่นาน ผ้าพันคอสีสดก็กลับมาอยู่บนคอของเจ้าของ คนตัวเล็กกว่าหันไปมองอย่างงุนงง ยังไม่ทันได้ถามอะไร ร่างสูงพลันมีเลือดฝาดแต้มใบหน้า และเริ่มลามไปยันใบหูเย็นๆทั้งสองข้าง

 

“สีนำโชคนายไง”

 

ทาคาโอะได้ยินก็หัวเราะ หยิบปากกาเมจิกสีแดงเปิดปลอกฝา พร้อมลอคแขนคนหวงมือยิ่งกว่าสมบัติพันล้านมาละเลงจนเละเทะ ไม่สนใจเสียงโวยวายลั่นทุ่งที่มาพร้อมอาการขัดขืน

 

“ทำบ้าอะไรน่ะ?!?!?!”

 

“แบบนี้ไง”

 

ตัวต้นคิดคล้องผ้าพันคอให้อีกฝ่ายเหมือนเดิม ก่อนที่จะประสานนิ้วมือกับมือใหญ่ที่เลอะไปด้วยสีแดงเต็มฝ่ามือนั้น คนตัวเล็กกว่ายิ้มร่าราวกับที่เป็นทางออกเดียวของปัญหาที่มี

 

“แบบนี้โอเคนะ? ฉันมีสีแดงติดตัว นายไม่หนาว ปัญหาหมด- โอ๊ย! อย่าซ้ำที่เดิมเซ่ชินจัง! เดี๋ยวฉันตายหรอก!”

 

“มันน่าไหมล่ะ!” มิโดริมะโบกมะเหงกเข้าที่ขมับปูดไป ถึงจะไม่แรงมากนักแต่ก็ชะงักไปกับเสียงร้องโอดครวญนั้น และทำเสียงดังเข้าข่ม “มือฉันเละหมดแล้ว นายปัญาอ่อนรึเปล่าหา?”

 

“วู้ว ขี้งกๆๆ” ทาคาโอะทำปากบู้ก่อนจะลอบยิ้ม “ก็ได้ๆ ขอโทษที่ทำมือนายเลอะ”

 

ร่างสูงนั่งนิ่งเมื่อคนข้างตัวคลายผ้าพันคอออกอีกครั้ง คราวนี้ทาคาโอะเขยิบเข้ามานั่งใกล้กว่าเดิม ความยาวครึ่งหนึ่งของผ้าพันคออยู่ที่เจ้าของ อีกครึ่งอยู่ที่เขา

 

“โอเคยัง?” พูดจบ มือก็เข้าจับที่มือเลอะสีเหมือนเดิม “ฉันมีสีแดง มีหมึกปากกา มีปากกา นายไม่หนาว”

 

“ปัญญาอ่อน” มิโดริมะพูดเสียงค่อย หันหน้าหนีไปอีกทาง ใบหูเป็นสีแดงเรื่อและไม่ยอมพูดอะไรต่ออีก ได้แต่รับความอบอุ่นในบรรยากาศท่ามกลางฤดูหนาวอย่างไม่คิดจะต่อความให้ตัวได้หลุดอะไรแปลกๆออกไปอีก

 

ทาคาโอะหยุดสายตาที่ใบหูแดงๆนั้นและห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำอะไรสักอย่างเจ๋งๆอย่างเช่นการลองสัมผัสใบหูหรือไม่ก็ลองงับมันดูเสียที… ก่อนที่มันจะเลยเถิดไปไกลกว่านั้น ร่างเล็กจึงเอียงโถมน้ำหนักไปยังคนตัวโตกว่าอย่างเรียกร้องความสนใจ “คิดอะไรอยู่อ่ะชินจัง?”

 

ความเงียบโปรยยาวจนคนถามแทบถามย้ำอีกครั้ง ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น เสียงจริงจังก็เอ่ยออกมา “…… ดาวคงขนาดเล็กไปจริงๆ”

 

คนฟังรับรู้อย่างงงๆ

ดาว…

ขนาด….?

‘..ชาวราศีกรกฏ มีดวงว่าจะต้องว้าวุ่นใจ……’

แล้วคนที่เพิ่งคิดได้ก็หัวเราะเสียงดังก่อนจะโถมตัวเข้าใส่คนตัวใหญ่กว่าอย่างหมั่นเขี้ยว

ไม่มีสีใดใดในโลก…

ไม่มีวัตถุใดในจักรวาล…

ไม่มีห้วงเวลาไหนหรอกชินจัง…

 

“ชินจัง ฉันจะทำให้นายว้าวุ่นใจไปตลอด และจะไม่มีใครทำให้ฉันออกไปจากหัวนายได้แน่นอน!”

 

↭↭↭↭↭↭↭↭↭↭↭↭↭↭↭↭↭

Talk:
อืมม พอได้ที่สิงใหม่ก็เคยคิดว่าย้ายมาลงในนี้เลยดีกว่า ก่อนหน้านี้เอาไปลงในทัมเบลอ แล้วก็อ่านยากมาก
จึงย้ายไปลงใน dek-dee ก็พบว่ามันโพสยากมาก OTL #แม่เจ้า #อะไรอยู่ตรงไหนที่นี่ที่ไหนอ๊ากกกกกก
วันนี้จึงจะสแปมบลอค อัพลงเก็บไว้ที่นี่ให้หมดเลยแล้วกัน ทั้งแฟนฟิคและอะไรอื่นๆ (แน่นอนว่าไม่ลงรูปคอสในนี้เด็ดๆ)

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s