Untitled Story – 2 –

เทียนอวี่ลืมตาขึ้นมาในชั่วโมงที่เข็มสั้นชี้เลขสิบเอ็ด

หลิงเซิงนั่งหันหลังให้เขาอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ คนเพิ่งตื่นพยายามปรับสายตารับสภาพแสงจ้าในห้อง มองไปรอบๆก่อนจะลุกขึ้นมานั่ง ได้ยินเสียงแตรรถจากถนนด้านหน้าตึก ได้ยินเสียงแม่ค้าจากตลาดข้างๆ เทียนอวี่กระพริบตาปริบๆ กลับไปมองแผ่นหลังนั้น เอียงคอสงสัย แล้วก็ยกมือตัวเองขึ้นมามอง

 

“ตื่นแล้วเหรอ?” หลิงเซิงพูดทั้งๆที่ไม่หันกลับมา มือยังคงง่วนเขียนขีดบนหน้ากระดาษ

 

“อา…อรุณสวัสดิ์” ร่างโปร่งบิดตัวอยู่บนเตียงอย่างเกียจคร้าน ผลักเรื่องการจับมือยามค่ำคืนให้ออกไปจากหัว ก่อนจะยันตัวขึ้นมานั่งบนเตียง กระพริบตาปริบๆไล่ความง่วงงุน

 

“จะเที่ยงแล้ว….” เสียงทุ้มเอ่ยสวนไปแทบจะในทันที

 

“อืม… หิว…” เที่ยนอวี่ลุกขึ้นจากเตียง หยิบอุปกรณ์แล้วเดินหายออกไปจากห้อง

มือที่เขียนยุกยิกอยู่วางดินสอ เดินไปเปิดม่านรอบห้องให้แสงเข้ามาได้เต็มที่ ได้กลิ่นอาหารลอยขึ้นมาตามลม หลิงเซิงยืนอยู่ข้างหน้าต่างนั้นจนเทียนอวี่เรียกพร้อมเคาะประตูให้เดินไปเปิดให้

 

“โห… หอมจังงงง” คนเพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเร็วๆมายืนข้างหน้าต่าง กระเพาะอาหารก็พากันตื่นด้วยกลิ่นบะหมี่ผัดหอมที่โชยมาตามลม “หลิงเซิง ไปหาอะไรกินกันไหม?”

 

มือที่เกาะแขนเสื้อเขาทำให้คนสูงกว่าต้องหันไปมอง ก่อนจะเลื่อนสายตามองคนเตี้ยกว่าที่ฉีกยิ้มมาที่เขาอย่างร่าเริงด้วยใบหน้ายังคงพราวด้วยหยดน้ำ “ไม่ล่ะ ฉันกินแล้ว”

 

เทียนอวี่เบิกตากว้างก่อนจะทำหน้าเรียบๆที่พยายามปกปิดความผิดหวัง มือยังไม่ปล่อยจากแขนเสื้ออีกฝ่าย เปรยขึ้นด้วยเสียงเซื่องซึมผิดหู “ก็ได้ ฉันลงไปคนเดียว…”

 

“…………… ฉันลงไปด้วยก็ได้ เผื่อจะซื้ออะไรขึ้นมา” หลิงเซิงมองมือที่ยังคงจับแขนเสื้อตัวเองอยู่แล้วก็อ่อนใจ

 

“ไชโย” เทียนอวี่ร้อง “คราวหน้าก็ปลุกฉันสิ ถึงจะตื่นยาก แต่ปกติฉันไม่ตื่นสายขนาดนี้หรอกนะ เพราะนายต่างหากทำให้ฉันตื่นสายกว่าทุกทีแบบนี้”

 

“?” หลิงเซิงย่นคิ้ว “ฉันไปทำให้นายนอนดึกยังไง?”

 

คนถูกถามปิดปากฉับ… การเล่าไปจะทำให้หลิงเซิงเสียหน้ารึเปล่านะ?

 

เทียนอวี่สงสัยและลังเลว่าจะพูดออกไปดีหรือไม่ สุดท้ายแล้วก็ตอบไปเพียงว่า “ฉันไม่คุ้นกับคนที่นอนด้วย”

 

ถึงจะโดนหลิงเซิงมองแปลกๆแต่เทียนอวี่ก็เฉไฉไปยันเรื่องของใช้ส่วนรวมในห้องจนได้

 

ห้องของพวกเขามีหน้าต่างถึงสองด้านกำแพงเนื่องจากเป็นห้องที่อยู่บริเวณมุมของอาคาร โต๊ะทำงานของทั้งคู่อยู่คนละฝั่งของห้องโดยหันหลังให้กันเพื่อความเป็นส่วนตัว ถัดจากโต๊ะทำงานเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก ระยะถัดจากเก้าอี้โต๊ะทำงานห่างออกไปเป็นเตียงเดี่ยวขนาดสามฟุต ติดหน้าต่างด้านหัวเตียงมีโต๊ะขนาดเล็กตั้งอยู่ระดับข้างหัวเตียง ส่วนใหญ่ทั้งคู่ใช้วางหนังสือหรือไม่ก็โคมไฟ และถัดจากนั้นราวกับเป็นที่ว่างสำหรับแบ่งอาณาเขตของแต่ละคน อีกฝากเป็นตู้ไม้เก่าๆวางชิดผนัง ถัดไปเป็นชั้นวางของเล็กๆที่อยู่ข้างตู้ แทบไม่มีอะไรวางอยู่เลยนอกจากแจกันดอกไม้เก่าๆที่มีมาตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้า เท่ากับว่าสิ่งที่เป็นส่วนรวมมีเพียงสองชิ้นนี้เท่านั้น

 

หลิงเซิงดูไม่ค่อยสนใจจะใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนรวมเท่าใดนัก เนื่องจากต่างคนต่างมีสัมภาระน้อยทั้งคู่ สองส่วนรวมทั้งสองชิ้นจึงไม่ได้ถูกใช้สอยใดๆ ขนาดเทียนอวี่เองยังไม่รู้จะใช้วางอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ สุดท้ายประเด็นนี้ก็ตกไปทันทีที่ลงไปถึงร้านขายข้าว

ทั้งวันถูกใช้ไปกับการตั้งข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งหลิงเซิงก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีข้อคัดค้านใดๆ ทั้งยังยืนยันว่าให้เทียนอวี่เก็บกุญแจห้องไว้อีกด้วย ซึ่งเทียนอวี่คิดว่ามันไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก แบบนี้เหมือนเขาเป็นเจ้าของห้องอยู่คนเดียว

 

“ตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันมีสอนพิเศษที่โรงเรียนกวดวิชาหมิงเต๋อ จนกว่าจะเปิดเทอม” หลิงเซิงชี้แจง “สอนเด็กประถมน่ะ คลาสสุดท้ายของวันเลิกตอนหกโมง วันพฤหัสเลิกทุ่มตรง กว่าฉันจะกลับมาถึงนี่ก็เลยทุ่มไปแล้ว เพราะฉะนั้น เก็บไว้ที่นายน่าจะดีกว่า นายไม่ได้ออกไปไหนนี่เทียนอวี่”

 

คนฟังพยักหน้าหงึกหงักอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เขามีงานพิเศษด้วยก็จริง แต่งานของเขาคือวาดรูปประกอบนิทาน ซึ่งสามารถนั่งทำที่ห้องได้ อย่างมากก็ออกไปส่งงานนานๆครั้งเท่านั้น แต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่นานเสียด้วย

 

“งั้นขอเบอร์มือถือเอาไว้หน่อยแล้วกัน เผื่อฉุกเฉินอะไรจะได้ติดต่อกันได้” เทียนอวี่เสนอ แต่คนฟังกลับกลอกตาแล้วทำท่าเหมือนไม่เต็มใจให้ “ก็ถ้าเผื่อนายกลับมา แล้วฉันไม่อยู่ นายจะได้โทรหาฉันไง”

 

“ก็ได้…” หลิงเซิงตอบเรียบๆ “ถ้าเป็นไปได้ส่งข้อความมาแล้วกันถ้ามีอะไร”

 

“ตกลง” เที่ยนอวี่บันทึกเบอร์โทรศัพท์ลงมือถือตัวเองอย่างรวดเร็ว “พรุ่งนี้ฉันอยากไปซื้อโคมไฟตั้งโต๊ะด้วย นายจะเอาอะไรไหม?”

 

หลิงเซิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “นายรู้ไหมว่ามีร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ข้างหมิงเต๋อ?  พรุ่งนี้ฉันเริ่มสอนตอนบ่าย เราจะออกไปพร้อมกันก็ได้ ถ้านายกลัวว่าจะหลง”

 

เทียนอวี่พยักหน้าอย่างรวดเร็วหลังจากไล่มองรายการของที่จะซื้อเข้าห้องจากจำนวนสิบสี่ชิ้น มีของหลิงเซิงอยู่เพียงสองชิ้นเท่านั้น ถึงเขาจะเสนอตัวไปซื้อนู่นทำนี่ แต่ที่จริงแล้วเขาไม่รู้ที่ทางแถวนี้เลยสักนิด ด้วยความที่เพิ่งย้ายมาได้ไม่กี่วัน ทั้งยังไม่มีโอกาสจะออกไปเดินสำรวจบริเวณใกล้เคียง เรียกได้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันผจญภัยของเขาอย่างแท้จริง

 

“งั้นตอนนี้นายควรไปอาบน้ำได้แล้ว ฉันจะอยู่ที่ห้องเอง” หลิงเซิงเตือน “ก่อนที่จะมืดมากไปกว่านี้”

ร่างโปร่งเฝ้าแต่คิดว่าตัวเองคงจะกลัวความมืด…

ถึงแม้ในความเป็นจริงแล้ว อันเทียนอวี่ไม่เคยกลัวความมืดมาก่อน แต่ทางเดินมาห้องน้ำ หรือกระทั่งแสงสลัวๆในนี้ก็ทำให้เขากดดันและฟุ้งซ่านอย่างบอกไม่ถูก ครั้งก่อนเขาได้ยินเสียงน้ำห้องข้างๆ เสียงเดินตาม ซึ่งนั่นได้คำตอบว่าเป็นของเพื่อนร่วมห้องของเขาเอง ระหว่างทางที่เดินมาก็ได้ยินเสียงที่ไม่น่าไว้ใจ ยิ่งรอบข้างเงียบเท่าไหร่ หูของเขาก็ราวกับจะตั้งใจฟังเสียงทุกเสียงที่เกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ถึงจะไม่ใช่คนที่ผวากับเรื่องอะไรแบบนี้ แต่เขายังไม่คุ้นเคยกับที่นี่ รีบทำเวลาแล้วรีบกลับห้องดีกว่า อย่างน้อยเวลาที่อยู่ในห้องก็รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยแล้วจากทุกสิ่ง

 

หูของร่างที่กำลังอาบน้ำอยู่ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในห้องน้ำข้างๆ น่าจะเป็นคนร่วมหอพัก เสียงเปิดน้ำดังขึ้นพอดีกับเทียนอวี่หมุนปิดฝักบัว เขาแว่วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าหอพักนี้แยกห้องน้ำและห้องอาบน้ำชายหญิงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี เทียนอวี่ไม่คิดจะหาความจริงหรือจะสอดรู้อะไรทั้งสิ้น เขารวบทุกอย่างโกยลงตะกร้าใบเล็กและออกจากห้องน้ำโดยที่ยังไม่ทันได้เช็ดตัวให้แห้งดี

หลิงเซิงเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำบ้างหลังจากที่เทียนอวี่ออกไปได้สักพัก เสร็จแล้วจึงจัดหนังสือที่ต้องใช้ในการสอนพรุ่งนี้ลงกระเป๋า นักศึกษาปีสองที่เพิ่งมีหออยู่คงจะมีแค่เขากับเทียนอวี่เป็นแน่ บรรยากาศเงียบเชียบแบบนี้ คงจะมีแต่พนักงานกินเงินเดือนมาพัก ร่างสูงโปร่งสูดหายใจยาว เขาชอบความสงบแบบนี้ วังเวงและสันโดษ ไม่ใกล้สถานที่ส่งเอียงเอะอะ เป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก

 

คนเฝ้าห้องทยอยเดินปิดม่านและลงกลอนหน้าต่าง ถึงจะอยู่ชั้นห้าที่เป็นชั้นบนสุดก็ไม่ควรประมาท ดูจนทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ก็นั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง เปิดหนังสือ ยังไม่ทันได้ไล่สายตา ได้ยินเสียงม่านขยับเพราะแรงลม หลิงเซิงหันไปมองหน้าต่างข้างเตียงตัวเอง มองม่านที่ขยับไหวทั้งที่ไม่ได้เปิดหน้าต่าง พัดลมก็ไม่มี ลำพังเพียงแค่แอร์คงไม่ทำให้ม่านขยับได้เท่านี้ คนตระกูลเว่ยถอนหายใจ หันกลับไปอ่านหนังสือ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

 

หลิงเซิงจะขยับลุก แล้วก็เปลี่ยนใจ เขานั่งฟังเสียงเคาะประตูสักพักจนกระทั่งมันเงียบไปจึงได้ลุกขึ้น เขาไปยืนอยู่หน้าประตูดูเชิงนิ่งอยู่แบบนั้น

 

“หลิงเซิง…”

 

ในที่สุดเสียงจากอีกฟากของประตูก็ดังขึ้น เจ้าของชื่อเรียกผ่อนลมหายใจก่อนจะปลดล็อคประตูให้

 

“เปิดหน่อยสิ ข้างนอกหนาว- อ้าว…. เปิดเร็วจัง.. ขอบคุณนะ”

 

เทียนอวี่ยิ้ม ผมเปียกลู่เป็นช่อแนบแก้มขาวที่ดูซีดไปเพราะความหนาว ผ้าขนหนูผืนเล็กพาดที่คอเปียกชุ่มเป็นดวง หลิงเซิงเหลือบมองพื้นที่มีน้ำหยดเป็นทางแล้วย้ายที่ยืนให้เทียนอวี่เข้าห้องมาได้

 

“น้ำหยดเป็นทาง…”

 

“อ๊ะ ขอโทษ ไม่ทันได้เช็ดผม รีบออกมามากไปหน่อย” เทียนอวี่หัวเราะแห้งๆก่อนจะได้ไอเดียของใช้ส่วนรวมขึ้นมาอีกอย่าง “ฉันว่าเราควรมีพรมเช็ดเท้านะ..”

 

“เช็ดผมให้แห้งเถอะ” คนสูงกว่าพูดเสียงนิ่ง “แล้วเช็ดพื้นด้วย”

 

น้ำเสียงดุทำคนฟังย่นจมูก ซับผมให้หมาดอย่างลวกๆ และเดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดพื้นในห้อง ความหวาดกลัวจากด้านนอกนั้นหายไปสิ้นเมื่อเข้ามาอยู่ในห้องนี้ แม้ว่ายังตัดสินไม่ได้ว่าเพราะมีเพื่อนร่วมห้องอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม

 

“ทำไมไม่เช็ดผมให้แห้งตั้งแต่อยู่ในห้องน้ำ?”

 

เทียนอวี่ทำปากยื่น ราวกับเขาเป็นเด็กตัวเล็กที่กำลังโดนผู้ปกครองดุ “ก็มันหนาวนี่นา ฉันวิ่งมาเช็ดในห้องอุ่นๆดีกว่า”

 

หลิงเซิงไม่ต่อคำ หยิบของแล้วเดินออกจากห้องไป

ผมชี้ไปมายุ่งฟูบนหัว เทียนอวี่เดินไปตากผ้าขนหนูแล้วนอนอ่านหนังสือเล่นบนเตียง สักพักก็หยิบกระดาษโน๊ตมาเพิ่มรายการของที่จะซื้อพรุ่งนี้

 

โคมไฟตั้งโต๊ะ… พรมเช็ดเท้า…. แล้วก็อะไรอีกนะ.. เราควรมีนาฬิกาบนผนังไหมนะ เดี๋ยวหลิงเซิงกลับมา ลองถามดูดีกว่า ผ้าม่านสีครีมในห้องนี่ก็ดูมอซอ ไม่รู้ว่าเคยเป็นสีขาวมาก่อนรึเปล่า แต่คงยังไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ก็ได้กระมัง….

ก๊อก ก๊อก…

 

เทียนอวี่หันมองต้นเสียง นี่หลิงเซิงจะอาบน้ำเร็วไป หรือว่าอาจจะลืมของกันนะ…

 

ก๊อก ก๊อก…

 

ร่างบนเตียงพลิกตัวจะลุกขึ้น แต่ก็ทรุดลงไปนั่ง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาตั้งแต่ปลายเล็บเท้ายันข้อเท้า นิ้วเท้าแอ่นงอผิดธรรมชาติ กล้ามเนื้อเกร็งจนขยับไม่ได้ เทียนอวี่นั่งจับขาตัวเองก่อนจะค่อยๆลงมือนวด

 

“เจ็บ…” ร่างบนพื้นครวญเสียงสั่น

 

เสียงเคาะประตูยังคงดังอยู่เป็นจังหวะ

 

“หลิงเซิง… รอแป๊บนึงนะ”

เสียงเคาะประตูเงียบไปแล้ว เทียนอวี่พยายามยืนอีกครั้ง ความเจ็บปวดไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ตอนนี้ไม่ว่าหลิงเซิงจะลืมอะไร คงตัดใจและไปอาบน้ำต่อแล้ว มือบีบนวดขาจนค่อยดีขึ้น แต่เขาก็ไม่คิดจะขยับตัวอีก ตะคริวเมื่อครู่ทำให้เจ็บจนน้ำตาซึม จึงเอนหลังพิงเตียง เกยท้ายทอยกับฟูกนุ่ม เหยียดขาตรงพร้อมขยับนิ้วเท้าบริหาร ไม่นานนัก เสียงไขกุญแจก็ดังขึ้น

 

“เป็นอะไรไป?” หลิงเซิงปิดประตูลงกลอนแล้วก้าวยาวๆไปหา เขาวางตะกร้าใส่อุปกรณ์อาบน้ำวางไว้ข้างเตียงและโยนผ้าขนหนูไปส่งๆอย่างรีบร้อน

 

“ตะคริวน่ะ…” เทียนอวี่ครวญ “เลยลุกไปเปิดให้ไม่ได้เลย ขอโทษนะ”

 

“ไม่จำเป็น ฉันเอากุญแจไป ไขเข้ามาเองนี่ไง” มือใหญ่จับที่ข้อเท้าขาวซีด เขาสำรวจอาการของเท้าซีดก่อนจะเหลือขึ้นมองใบหน้าเหยเกที่มีน้ำตาคลอเล็กน้อย “ตอนนี้หายหรือยัง?”

 

เทียนอวี่พยักหน้า “แต่นายมาเคาะประตูนี่นา ลืมอะไรเหรอ?”

 

“….ไม่ได้ลืมอะไรหรอก” หลิงเซิงตอบด้วยเสียงราบเรียบ “มาสิ ฉันจะช่วยให้นายนอนบนเตียงได้ง่ายขึ้น”

 

“อ๊ะ… หวา…”

 

มือใหญ่คู่นั้นช่วยยกตัว หรือที่จริงแล้วอาจจะเรียกได้ว่าอุ้ม ร่างของเทียนอวี่จึงนอนอยู่บนเตียงเรียบร้อย เทียนอวี่คว้าโน๊ตที่ตัวเองจดไว้ชูให้อีกฝ่ายดูทันที

 

“เราซื้อนาฬิกาติดผนังกันไหมหลิงเซิง? จะได้ไม่ต้องมองจากนาฬิกาข้อมือไงนะ?”

 

“จะซื้ออะไรก็ตามใจเถอะ…” เสียงทุ้มตอบ มือจับปอยผมที่ตกระหน้าผากอีกฝ่าย “ผมยังไม่แห้งดีเลย…”

 

“เดี๋ยวมันก็แห้ง” เทียนอวี่ย่นจมูก เขาเป็นเด็กเล็กๆอีกแล้ว….. “ตกลงซื้อนะ ไปเลือกด้วยกัน”

 

หลิงเซิงมองคนบนเตียงแล้วพรูลมหายใจยาว “นายเลือกเถอะ ฉันแบบไหนก็ได้”

 

“แบบนั้นก็แย่สิ ฉันไม่อยากทำตัวเป็นเจ้าของห้องคนเดียวนี่นา แล้วคิดว่าถ้าไปเลือกของด้วยกัน เราจะได้สนิท-”

 

“เราไม่เคยสนิทกันอยู่แล้วอันเทียนอวี่” คนสูงกว่าพูดขัดด้วยเสียงนิ่ง “เราไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ”

 

“……. ขอโทษ…ฉันแค่คิดว่าต่อไปเราคงจะสนิทกันได้มากกว่านี้” เทียนอวี่พูดเสียงอ่อย “ฉันคิดว่านายคงเสียใจที่รู้จักฉันอยู่ฝ่ายเดียว”

 

“ไม่ได้เสียใจ” เสียงทุ้มขัดขึ้นอีก “ไม่เคยเสียใจ อันเทียนอวี่ นายควรเช็ดผมให้แห้งแล้วนอนไปเสีย”

 

“ก็เมื่อคืน…”

 

ประโยคที่ขาดหายทำให้หลิงเซิงมองร่างบนเตียงนิ่ง รอฟังให้อีกฝ่ายพูดต่อ

 

“…เมื่อคืน…นายยังมานั่งจับมือฉันไว้เลย……ฉันพอดีรู้สึกตัวน่ะ….แต่ไม่ได้จะว่าอะไรนะ ฉันแค่อยากขอโทษที่ทำให้รู้สึกแย่” เทียนอวี่มองมือตัวเองที่กุมกันนิ่ง ความเงียบของอีกฝ่ายทำให้เขาลนลาน “ขอโทษนะ… ฉันควรทำเป็นไม่รู้ด้วยไหม…”

 

หลิงเซิงโคลงหัวอย่างขัดใจ “ไม่เป็นไร ฉันว่านายรู้ดีกว่า ก่อนจะมีเรื่องน่าปวดหัวยิ่งกว่านี้”

 

หัวเล็กเอียงอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็รอจนอีกฝ่ายอีกข้างเขา ฟูกนิ่มยุบตัวลง ร่างกายของเขาเอนไปทางคนสูงกว่าเล็กน้อย ยังคงไม่กล้าหันไปมองด้วยความที่กลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธ ศีรษะของเขามีผ้าขนหนูผืนเล็กวางแปะลง ราวกับจะบอกให้เขาเช็ดผมให้แห้งกว่านี้ เทียนอวี่เช็ดผมตัวเองอย่างว่าง่าย เหมือนอีกฝ่ายจะพอใจแล้วที่เขาทำแบบนั้น จึงหยิบผ้าขนหนูชื้นไปตากไว้ที่เก้าอี้ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม

 

“เมื่อคืน ฉันหลับ ไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างที่นายว่าหรอก นายคงจะฝันไป” หลิงเซิงชี้แจงด้วยเสียงที่นุ่มกว่าปกติเล็กน้อย

 

เทียนอวี่หน้าแดงวาบขึ้นมา “แต่ว่าสัมผัสมันเหมือนจริงมากเลยนะ…ฉันเข้าใจผิดเหรอเนี่ย! ขอโทษนะหลิงเซิง! ฉันนี่มันเซ่อซ่าจริงๆ”

 

มองคนหน้าแดงก้มหัวปลกๆแล้วก็ไม่รู้จะทำยังไง ถ้าหลุดขำออกไปคงโดนว่าหัวเราะเยาะเป็นแน่ หลิงเซิงพยายามอย่างมากที่จะคงสีหน้าเรียบเฉยไว้ให้ได้มากที่สุด

 

“มันจะเป็นแบบนี้” หลิงเซิงจับมืออีกฝ่ายขึ้นมากุมไว้

 

คนที่เอาแต่ขอโทษทำหน้าเหวอก่อนจะมองมือที่ตัวเองถูกกุมไว้ และเกือบจะเขินอาย หากไม่รู้สึกติดใจสงสัยอะไรขึ้นมาเสียก่อน “หลิงเซิง… นายหนาวเหรอ? มือนายเย็นมากเลย”

 

“ปกติน่ะ” หลิงเซิงตอบเสียงเรียบ “เอาเป็นว่า ฉันไม่ใช่คนที่จะทำอะไรอ้อมค้อมอย่างที่นายเล่าก็แล้วกัน แล้วก็…”

 

ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อ ไฟก็ดับลง เสียงสวิตซ์ตัดดังพรึ่บทำให้คนข้างตัวเอาสะดุ้งเฮือก มือของเทียนอวี่เริ่มชื้นเหงื่อ คนมือเย็นจึงบีบเบาๆ

 

“ถ้าอยากออกไปไหนตอนกลางคืน หรือบังเอิญตื่นมากลางดึก นายเรียกฉัน… นายควรจะเรียกฉัน ถ้านายอยากหาเพื่อนที่ตื่นอยู่ด้วย”

 

“อือ” เทียนอวี่รับคำ ก่อนจะหัวเราะแหะๆในความมืด “อาหลิงนี่ใจดีจริงๆ”

 

จบคำ ทุกอย่างก็เงียบ เสียงรถบนถนนช่างดูไกลกว่าความเป็นจริง เทียนอวี่อยากตบปากตัวเอง เขาไม่ควรเรียกอย่างนั้นในเมื่อไม่ได้สนิทกันจริงๆ หลิงเซิงต้องโกรธเขาแน่ แสงสลัวที่ลอดม่านเข้ามาไม่ทำให้เขาเห็นหน้าของหลิงเซิงได้เลย เดาระดับความโกรธไม่ได้ เทียนอวี่เม้มริมฝีปาก มองมือตัวเองที่ถูกกุมอยู่ในความมืด… โดยมือที่เย็นเยียบ…

 

“นอนเสีย”

 

มือของเทียนอวี่วางราบข้างตัว คนตัวสูงเดินไปเปิดโคมไฟที่โต๊ะตัวเองในความมืด แสงสลัวสีส้มๆสว่างในห้อง เทียนอวี่เห็นแผ่นหลังนั้นนั่งนิ่ง สมองไม่สามารถประมวลผลคำพูดใดออกมาได้เลยจึงได้แต่มองแผ่นหลังนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจนอนหลับลง

ในความมืด เที่ยนอวี่ขยับตัวไปมา

เขานอนไม่สบายตัว อึดอัดไปหมด ร้อนและกระสับกระส่าย รอบตัวมืดไปหมดจนไม่รู้ว่าลืมตาหรือหลับตาอยู่กันแน่ มือปัดป่ายไปมาไม่พบอะไรสักอย่าง ปากอ้าไม่ได้ ลำคอไม่มีเสียงแม้ว่าจะพยายามแค่ไหน แม้กระทั่งหายใจ… เทียนอวี่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองยังหายใจอยู่ไหม

 

ช่วยด้วย…

 

เทียนอวี่คิดอย่างท้อแท้ ที่นี่ที่ไหนกันนะ ร่างกายของเขาเหมือนกำลังจมดิ่งไปในความมืดไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าตัวเองเงยหน้าหรือก้มหน้าอยู่ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่กลับรู้สึกว่าที่ขยับตัวไม่ได้ เพราะมีคนกอดเขาเอาไว้จากทางด้านหลัง ทั้งๆที่รู้สึกแบบนั้น แต่ก็จับต้องไม่ได้ เขาต้องจมไปถึงไหนกันนะ พรุ่งนี้นัดซื้อของไว้แท้ๆ หรือว่าอีกคนจะจมมากับเขาด้วยรึเปล่า

 

หลิงเซิง…

 

เขาตะโกนในความคิดแล้วพบว่ามันเปล่าประโยชน์ ถ้าดิ้นรนไปแล้วจะเกิดผลอะไรไหมนะ เทียนอวี่ยิ้มให้กับตัวเอง จะว่าไป เมื่อก่อนก็เคยเป็นแบบนี้… ตัวเขาที่จมน้ำที่แม่น้ำสายใหญ่ ร่างกายดิ่งลงไปยังก้นแม่น้ำ รสชาติของดินและน้ำคละคลุ้งในปาก มือที่เอื้อมออกโดยไม่มีสิ่งใดให้คว้า ตอนนั้น ช่วงเวลาที่สติหลุดลอยก็มีหน่วยกู้ภัยช่วยเอาไว้ได้……… แล้วถ้าเป็นตอนนี้จะมีใครมาช่วยเขาไหมนะ…

 

ร่างกายถูกรัดแน่นขึ้น รู้สึกเหมือนนอนอยู่ที่ก้นขอบของความมืด เขาหายใจไม่ออก พยายามดิ้นสุดแรงและส่งเสียงร้อง

 

ป๊าครับ ม๊าครับ… ผมหายใจไม่ออก

เสี่ยวเหริน…. ช่วยที….

 

รู้สึกเหมือนน้ำตากำลังไหล ร่างกายของเขากำลังขาดอากาศ เทียนอวี่ดิ้นไปมาอย่างทรมาน ดวงตาเบิกกว้างเสียจนเจ็บไปหมด พลังงานของเขาเริ่มลดลงทีละน้อย ร่างที่ดิ้นไปมาเริ่มค่อยทิ้งดิ่งลง กระทั่งการจะเอื้อมมือออกไปก็ช่างเป็นการกระทำที่หนักหนาเสียเหลือเกิน

 

ความตายช่างทรมานอย่างนี้เอง เจ็บปวดทั้งร่างได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ ต่อไปนี้จะไม่มีอันเทียนอวี่อยู่บนโลกนี้แล้ว ทุกคนจะได้มองเขาผ่านทางรูปภาพสีขาวดำ ในโลงก็คงจะว่างเปล่า ห้องพักที่เพิ่งได้เช่า ต่อไปก็จะมีคนใหม่มาแทนที่เขา

 

หลิงเซิง…

ทั้งๆที่ยังนึกเรื่องของนายไม่ออกเลยสักนิด…

 

เทียนอวี่คิดถึงมือใหญ่ที่เคยกุมมือของเขาไว้ เพื่อนร่วมห้องหนึ่งเดียวของเขาที่ยังไม่ทันได้สนิทสนม เพื่อนร่วมห้องที่มือเย็นเยียบ

 

ฉับพลันนั้น ร่างกายเหมือนถูกกระชากขึ้นไป สูงขึ้นไปที่ไหนสักแห่ง เรียกความทรงจำตอนจมน้ำสมัยเด็กขึ้นมาอีกครั้ง ผิดกันแต่ว่า ตอนนี้ร่างกายยังถูกรัดแน่นจากบางอย่างที่เขามองไม่เห็น

 

เทียนอวี่รู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงไปมาอยู่พักใหญ่ เขากรีดร้อง และรู้สึกดีขึ้นที่ได้ยินเสียงของตัวเอง มือเท้าขยับได้ เขามองเห็นอย่างลางเลือน อะไรบางอย่างที่ดำสนิท รัดตัวของเขา ถ่วงราวกับให้จมไปอีกรอบ มือสองข้างจึงพยายามฉีกกระชาก ขาถีบปะป่าย ขัดขืนด้วยแรงฮึดทั้งหมดที่มี

ไม่เอานะ ไม่ลงไปแล้ว ไม่เอาแล้ว!

เพี๊ยะ!

ดวงตาเบิกโพลงมองเพดานห้องในความมืดสลัว ก่อนจะทะลึ่งพรวดขึ้นมานั่ง จับลำตัวของตัวเอง มองมือทั้งสองข้าง เหงื่อชุ่มแผ่นหลังบาง และใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาและเหงื่อ

 

นี่คือห้องพักของเขา…

เทียนอวี่กวาดตามอง เตียงตรงข้ามว่างเปล่า เขาเห็นเงาคนนั่งอยู่ริมฟูกเตียงของเขา มือของเงานั้นเข้าลูบไหล่ลูบหลังช้าๆ ความเจ็บปวดข้างใบหน้าค่อยแผ่ตัว ยืนยันว่าตอนนี้เขาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ร่างโปร่งหอบหายใจแรงก่อนจะค่อยผ่อนลง

 

“ไม่เป็นไร….” มือใหญ่ลูบหลังเขาไปมาราวกับปลอบเรียกขวัญ

 

“ล…หลิงเซิง….” เทียนอวี่จับเข้าที่แขนอีกฝ่าย “หลิงเซิง…”

 

“นายฝันร้าย” น้ำเสียงนั้นราบนิ่ง “นายตื่นแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว”

 

ความง่วงเข้าจู่โจมเทียนอวี่ในทันที ตาเริ่มพร่าเบลอ ในหัวเหมือนมีบางอย่างหมุนคว้าง “ไม่เอา…ยังไม่อยากนอน…”

 

มือใหญ่คู่นั้นค่อยประคองเอนตัวเขาลงนอน ก่อนจะดึงผ้าห่มให้เรียบร้อยโดยที่นั่งอยู่ที่เดิม เทียนอวี่เพ่งมองทั้งที่ตาหรี่ปรือ เขากลัวที่จะต้องกลับตาอีกครั้ง… หากว่าต้องจมลงไปอีก…

 

“นอนเสีย” เทียนอวี่ส่ายหน้าหวือตอบรับในทันที “นายจะไม่ฝันร้ายอีก นอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ไปซื้อของ”

 

“…ต-”

 

“สูดหายใจเข้าลึกๆ ร่างกายจะได้ไม่เกร็ง” หลิงเซิงแนะ “อีกไม่นานก็จะเช้าแล้ว นอนเอาแรงเถอะ”

 

“มันน่ากลัวมาก ฉันไม่อยากกลับไปแล้ว” เสียงนั้นสั่นเครือ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น มือปาดน้ำตาแรงๆ

 

“นายไม่ได้กลับไปไหน นายอยู่ในห้องนี้ไง”

 

“ฉันกลัว…. ฉันหายใจไม่ออก”

 

“มันจะไม่เกิดขึ้นอีก” เสียงทุ้มนั้นฟังดูหนักแน่นจนเทียนอวี่นึกคาใจ “นายจะฟังที่ฉันพูดไหม?” เทียนอวี่พยักหน้าเบาๆ “ฉันคือคนที่จะไม่โกหกนาย… วางใจเถอะ นายไม่ฝันร้ายอีกหรอก”

 

“………….อื้อ…”

 

มือที่ยังคงสั่นเทาอยู่น้อยๆกระชับผ้าห่มเข้าหาตัว เขาเห็นหลิงเซิงยังคงนั่งอยู่ข้างตัวเขาไม่ขยับไปไหน เทียนอวี่สองจิตสองใจ เขาอยากให้หลิงเซิงไปนอน แต่เขาก็กลัว ช่างน่าขำจริง… อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว กลับมากลัวอะไรไม่เข้าเรื่องแบบนี้ หลิงเซิงต้องมองว่าเขาเป็นคนไม่ได้ความแน่ๆ

 

“ขอบคุณนะ… น… นายไปนอนเถอะ”

 

“นอนซะอันเทียนอวี่”

 

พอโดนพูดด้วยน้ำเสียงดุๆ เทียนอวี่ก็ยอมหลับตาลง ยอมเชื่อที่หลิงเซิงบอก ความมืดหลังหลับตาลงก็ไม่ได้แย่เท่าไรนัก ไม่นาน เทียนอวี่ก็หายใจยาวสม่ำเสมอ จมสู่ห้วงนิทราอย่างแท้จริง

หลิงเซิงนั่งมองอยู่อย่างนั้น จนแน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับลึกไปแล้วจริงๆ จึงได้ลุกขึ้นจากฟูกนุ่มนั้นอย่างระมัดระวัง ขายาวนั้นก้าวมายืนกลางห้อง เพ่งมองในความมืดอย่างเหนื่อยหน่าย ขากางเกงของเขาเปียกชุ่ม มองไปรอบๆห้องแล้วก็ถอนหายใจยาว ทันทีที่ออกเดินเกิดเสียงเฉอะแฉะจนต้องแทบย่อง

 

เลือดที่กระจายอยู่ทั่วพื้นนี้ อาจต้องใช้เวลาทำความสะอาดถึงเช้าเป็นแน่แท้…

 

Advertisements

2 thoughts on “Untitled Story – 2 –

  1. มาเร็วจริงๆเลยค่ะ \(>€<)/
    เทียวอวี่น่ารักขี้อ้อนมากเลยย ถ้าเราเป็นหลิงเซิงนี้คงอ่อนยวบ 5555
    ตอนนี้รู้สึกตื่นเต้นมากเลยค่ะ เหมือนทั้งสองคนมีความลับอยู่ เสียงเดินตามตอนกลางคืนเอย เลือดที่นองท่วมพื้น ทำให้อยากรู้ตอนต่อไปมากๆๆๆๆเลยค่ะ อยากรู้ว่าหลิงเซิงรู้อะไร
    ส่วนตัวเราชอบพวกนิยายสืบสวนอยู่แล้ว พอมาวายด้วยละใช่เลย 55

    • แฮ่ ไม่ได้ไวอะไรหรอกค่ะ แต่สตอกค้างไว้เป็นปีแล้ว (แต่จำนวนตอนยังไม่ได้ไปไหน)
      จะพยายามทยอยเอามาลงเรื่อยๆค่ะ

      แต่นี่มันนิยายที่แต่เอนไปทางจีน/ไต้หวันเรื่องแรกของเรา ขอฝากตัวด้วยนะคะ ////// O<<

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s