Untitled Story – 3 –

สถาบันกวดวิชาหมิงเต๋อเป็นอาคารสูงสามชั้น สภาพไม่ใหม่นัก มีนักเรียนอยู่ประปราย พอเข้าไปในตัวอาคาร บรรยากาศขมุกขมัวอัดแน่นแม้จะติดไฟสว่างโร่ บันไดปูนอยู่สองฟากอาคาร มีบันไดเลื่อนเก่าๆจากชั้นแรกไปยังชั้นลอย หน้าตาเหมือนเพิ่งมาต่อเติมทีหลัง ใต้บันไดเลื่อนเก่ามีร้านขายขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่สภาพเก่าซอมซ่อ หญิงท้วมสูงอายุยืนจัดขนมลงบนชั้นวางเขรอะสนิม มีเสียงดังครืดๆออกมาจากตู้น้ำอัดลม ด้านข้างของร้านมีหลอดไฟเก่าๆเปิดให้แสงสว่างมัวๆ

 

เทียนอวี่นั่งอยู่แถวหน้าเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ อันที่จริงเขาควรจะกลับได้แล้ว แต่เทียนอวี่เมื่อยล้า ข้างนอกแดดแรงราวกับจะเผาคนได้ หลังจากที่หลิงเซิงขึ้นไปสอนแล้ว เขาจึงมานั่งรอให้เหงื่อแห้ง อย่างน้อยก็ให้ขาหายเมื่อยเสียหน่อย เพราะเจ้าโคมไฟนี่ทีเดียว ที่ทำให้เขาต้องเดินหาไปทั่วกว่าจะเจออันที่ถูกใจ เดินแต่ละทีเหมือนขาถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็ก หลิงเซิงก็เดินแยกไปดูอีกทาง ปล่อยให้เขาต้องเดินหาอยู่คนเดียว ท้ายแล้ว หลิงเซิงไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเติม ในขณะที่เขาได้โคมไฟกับนาฬิกาที่ถูกใจมา จากนั้นเทียนอวี่ไปเดินเลือกซื้อพรมเช็ดเท้าที่ร้านถัดไปอีกสองช่วงตึก แดดแรงทำให้เขาเสียเหงื่อและอ่อนล้าต้องมานั่งเอาแรงอยู่ที่นี่

รู้สึกเหมือนถูกจ้องจากที่ไหนสักแห่ง…. เทียนอวี่ค่อยกวาดสายตาหา สบเข้ากับคุณป้าร้านขายของที่จ้องเขาเขม็ง ด้วยความที่หิวน้ำเป็นทุนเดิม เทียนอวี่จึงลุกไปอุดหนุน ป้าร้านขายของอาจจะมองเขาว่าเป็นมิจฉาชีพรึเปล่านะ

 

เทียนอวี่คิดผิด ป้าคนนั้นยังคงจ้องเขาเขม็งแม้ว่าเขาจะอุดหนุนโดยการซื้อทั้งน้ำทั้งขนมก็ตาม ด้วยความที่คาใจ เทียนอวี่จึงออกปากถาม “คุณป้าครับ….ผมมีอะไรผิดปกติเหรอครับ?”

 

“เจ้าหนุ่ม… เจ้าจงระวังตัวให้ดีเสียเถอะ อยู่ให้ห่างจากเงามืด อย่า-” เสียงหญิงชราเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ ก่อนจะถูกขัดด้วยเสียงทุ้ม

 

“นายทำอะไรน่ะ?”

 

เสียงดังมาจากข้างหลังระยะประชิดทำให้เทียนอวี่สะดุ้งสุดตัว “ครับ?”

 

ร่างโปร่งหันไปพบพนักงานทำความสะอาด เป็นชายผิวคล้ำ น่าจะอายุมากกว่าเขาสัก 10-20 ปีได้ หลังโค้งโก่งอย่างคนมีอายุ มีผมขาวแซมอยู่ทั่วศีรษะ หน้าตาถมึงทึง ซึ่งเทียนอวี่ไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิดไป แต่ก็ถอยออกมาจากหน้าร้านสองสามก้าวและยืนอย่างเจียมตัวเรียบร้อย

 

“มารอลูกเรอะ?”

 

เทียนอวี่ส่ายหัวไวเร็วๆพลางตกใจไม่น้อย ทั้งสับสนในใจว่าควรคิดในทางที่ว่าเขาดูหน้าตาเป็นคนที่รับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้แล้ว หรือจะเป็นชายหนุ่มหน้าตาเกินอายุดี

 

พนักงานพูดต่อด้วยเสียงห้วน “งั้นก็กลับไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนนอกอยากเข้ามานั่งพักก็เข้าได้หรอกนะ”

 

พอโดนว่าเข้ามากๆเทียนอวี่จึงล่าถอยออกมา ถึงจะคาใจว่าหน้าเขาเหมือนผู้ก่อการร้ายลักพาตัวเด็กตรงไหน แต่ยอมเดินกลับออกไปเผชิญแดดร้อนเปรี้ยงด้านนอกพร้อมแบกข้าวของทุกอย่างที่ซื้อมากลับห้องไป

ถึงแม้ว่าจะเจอแดดร้อนและความเมื่อยล้าเข้าโจมตี เขาวางแผนที่จะร่างงานเป็นการพักผ่อนร่างกายให้พัดลมพัดโกรกจนเหงื่อแห้ง เสียเวลาไปไม่น้อย แต่กระดาษเปล่าก็ยังไม่ถูกขีดเขียนลงไปสักเส้น ในเมื่อยังไม่มีหัวจะทำงาน เทียนอวี่จึงลงมือจัดห้องเสียใหม่ เริ่มต้นจากการเก็บของบนโต๊ะของตัวเองให้เรียบร้อย จัดวางให้เป็นระเบียบ ลามไปยันจัดเตียง ปัดฝุ่น พอได้ทำแล้ว เทียนอวี่จึงทำขนานใหญ่ แม้ว่าเพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่ตั้งเป้าว่าจะทำให้สะอาดเอี่ยมเหมือนห้องเช่าใหม่เพิ่งสร้างเสร็จเลยทีเดียว

 

พื้นที่ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ไหนๆก็ไหนๆ จึงถือวิสาสะทำความสะอาดฝั่งของหลิงเซิงไปด้วยในคราวเดียวโดยพยายามไม่เคลื่อนย้ายสิ่งของใดๆนอกจากหยิบมันมาทำความสะอาดแล้ววางที่เดิม จากนั้นก็เตรียมกวาดถูห้องด้วยเสียเลย

 

แล้วก็เพิ่งจะได้สังเกตว่า…. ชั้นวางที่เป็นตู้เก่าๆนั้นหายไป เหลือเป็นรอยวางที่พื้นปรากฏเป็นรอยกระเบื้องสีใหม่ ศีรษะเอียงอย่างสงสัย

 

หรือเป็นเพราะไม่ได้ใช้ หลิงเซิงจึงติดต่อให้เจ้าของหอมาเอาไปไว้ที่อื่น? แต่เขาที่อยู่ห้องแทบจะตลอดเวลาก็ต้องเห็นสิ…

ยังไงก็เถอะ หลิงเซิงกลับมาแล้วค่อยถามแล้วกัน

เทียนอวี่ตั้งใจกับตัวเองแล้วลงมือทำความสะอาดต่อ ห้องสะอาดโปร่งน่าอยู่ขึ้นมาเยอะ ข้าวของดูเป็นระเบียบซ้ำยังมีพื้นที่ว่างพอที่จะซื้อชั้นวางหนังสือเพิ่ม หรือกางขาตั้งผ้าใบวาดรูปของเขาได้สบายๆ เขาทำความสะอาดเพลินลามไปยันกำแพง ตรงไหนเช็ดได้เป็นเช็ด เห็นความสะอาดจากฝีมือตัวเองก็อดจะยืดอกภูมิใจไม่ได้

 

กว่าจะวางมือก็เป็นเวลาพลบค่ำ ร่างผอมนั่งพิงประตูต้องทั้งที่ยังยิ้ม มองห้องตัวเองที่สะอาดเอี่ยม ถึงจะล้าแขนแต่มันก็คุ้ม กระเพาะของเทียนอวี่ส่งเสียงครวญ แต่เขาง่วงและคร้านเกินกว่าจะขยับตัว ลมเย็นๆพัดเข้ามาทำให้เหงื่อเริ่มแห้ง ร่างโปร่งจึงตัดสินใจนั่งรับลมอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นติดๆกันสามครั้ง ดังเหมือนห่างไกลอยู่ในความฝัน

 

เทียนอวี่สะดุ้งตัวเมื่อเสียงเคาะดังเป็นรอบที่สี่ ก่อนจะลุกขึ้นเปิดประตูให้คนร่วมห้องเข้ามา รูมเมทของเขาปรายตามองมาเล็กน้อยก่อนจะขนของไปวางที่อีกมุมของห้อง กลิ่นอาหารโชยเข้าจมูกทำเอากระเพาะเทียนอวี่ครวญอีกครั้ง

 

“เดาว่ายังไม่ได้กินข้าวเลยซื้อมาเผื่อ” หลิงเซิงพูดพลางหยิบจานให้ “เพิ่งตื่น?”

 

มือสองข้างของเทียนอวี่จัดทรงผมของตัวเอง มันคงกระเซิงมากเหมือนเพิ่งตื่นนอนแน่ๆ (ถึงเขาจะเพิ่งตื่นจริงๆก็เถอะ) “เปล่า…”

 

หลิงเซิงมองมาที่เขาแล้วถอนหายใจ เรียวนิ้วชี้ที่มุมปากของตัวเอง “นี่ต่างหาก”

 

เทียนอวี่รีบยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดเป็นพัลวัน “ก็หลับเพราะว่าเพลีย ฉันกลับมาทำความสะอาดนะเห็นไหม”

 

“อ้อ…”

 

เป็นประโยคตอบรับที่เฉยชาผิดคาด คนฟังทำหน้ามุ่ยแล้วจัดการมื้อเย็นของตัวเองโดยไม่ต่อคำ ได้แต่ตักอาหารใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆแทนเท่านั้น จวบจนสายตามองไปเห็นรอยใหม่บนพื้นกระเบื้องจึงได้เอ่ยปาก

 

“ตู้ตรงนี้มันหายไปไหนเหรอ?”

 

หลิงเซิงหันมามองตามนิ้วที่ชี้ไปยังที่ที่ตู้เคยอยู่ “มันพังน่ะ ฉันเลยเอาไปทิ้งแล้ว”

 

“พัง?”

 

“ใช่… ถ้านายจะใช้ก็ซื้อตัวใหม่มา” หลิงเซิงถอดเสื้อนอกพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ ทำท่าเหมือนเตรียมตัวจะไปอาบน้ำ

 

“ไม่ได้จะใช้หรอก แค่สงสัยที่อยู่ๆมันหายไปน่ะ ทำไมฉันไม่สังเกตเลยว่านายยกไปทิ้งตอนไหน”

 

“มันร่วงมาเป็นชิ้นๆ นายไม่สังเกตก็ไม่แปลก”

 

“ร่วงเป็นชิ้นๆเลยเรอะ…” เทียนอวี่พยายามนึกภาพตามอย่างทึ่งๆ ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าเขาจะไม่ทันเห็นมันได้อย่างไร

 

“ฉันไปอาบน้ำล่ะ”

 

เที่ยนอวี่ทำปากยื่น ทั้งที่เขาเหนื่อยกับการทำความสะอาดมาทั้งวันแท้ๆ ออกปากชมสักคำก็ไม่มี และยังต้องรออาบทีหลังอีก ความน้อยใจพุ่งสูง ได้แต่บ่นอุบในใจจนลืมประเด็นเรื่องตู้ไปเสียสนิท…

ไฟกลางของหอพักดับลง ร่างสูงกดเปิดโคมไฟสีเหลืองนวลนั่งอ่านหนังสือต่อ อ่านไปได้ไม่ถึงบทดีเขาได้ยินเสียงขยับตัวไปมา สักพักก็ถี่ขึ้นเรื่อยๆ มากเข้าหลิงเซิงจึงหันกลับไปมองคนบนเตียงที่พลิกตัวไปมาราวกับกลิ้งเล่น

 

“นายทำอะไร?”

 

“นอนไม่หลับ….” เทียนอวี่ผุดลุกขึ้นนั่ง ปากยื่นอย่างหงุดหงิดใจ “เป็นเพื่อนคุยหน่อยสิ”

 

หลิงเซิงถอนหายใจยาว ปิดหนังสือ และหันไปนั่งราวเป็นผู้ฟังที่ดี “พูดมา ฉันจะฟัง”

 

“เอาเพื่อนคุย ไม่ใช่คนฟัง” เสียงบ่นหงุงหงิงดังขึ้นหลังจากนั้นเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มหัวเรื่อง “นี่ๆ นายเคยเจอคนที่พักที่นี่บ้างไหม?”

 

“นายไง”

 

“นอกจากฉันสิ!”

 

“ก็มีบ้าง แต่ไม่ได้สนใจน่ะ”

 

“ฉันว่าที่นี่ต้องมีอะไรแหงๆ” เทียนอวี่เหลือบตาลองซ้ายทีขวาที น้ำเสียงที่พูดก็เบาลงเรื่อยๆ “เวลาไปอาบน้ำ ฉันได้ยินเสียงคนเดินตามตลอดเลยนะ แต่พอหันไปมองก็ไม่มีอะไร ไม่มีใครสักคน”

 

“เสียงฝีเท้านายเองรึเปล่า?”

 

“ไม่นะ ลองหยุดเดิน ก็ยังได้ยินอยู่เลย” เทียนอวี่กอดหมอนเข้าหาตัว รู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมา

 

“วันนี้ก็ด้วยเหรอ?” หลิงเซิงราวกับได้คำตอบว่าทำไมวันก่อนหน้านี้อีกฝ่ายถึงได้อาบน้ำเร็ว ไม่ยอมเช็ดผม และถึงขั้นเช็ดตัวไม่แห้งดีอีกด้วยก่อนกลับมาถึงห้อง

 

เทียนอวี่พยักหน้า “นายไม่เคยเป็นเหรอ?”

 

หลิงเซิงส่ายหน้าแล้วยิ้มมุมปากบางๆ “บางทีนายอาจจะคิดมากไป ตึกนี้เก่ามากแล้วก็จริง ระบบทั้งหมดก็เก่าพอๆกับตึก เลยอาจจะทำให้นายหลอนไปเองบ้าง นายเพิ่งย้ายมา อาจจะยังไม่ชินกับบรรยากาศ”

 

“ฉันก็คิดแบบนั้น” เทียนอวี่ยิ้มออกมาเหมือนจะสบายใจแล้ว เขาขยับไปในท่าที่พร้อมนอน “นายนอนดึกตลอดเลยเหรอ?”

 

“ไม่หรอก ก็แล้วแต่โอกาส ช่วงนี้ติดนิยายน่ะ” ร่างสูงหยิบนิยายขึ้นมาไว้ในมือ “นายเองก็นอนเหอะ พรุ่งนี้มีอะไรต้องทำไม่ใช่หรือไง?”

 

คนฟังพยักหน้าด้วยตาที่หรี่ปรือ “ช่วงนี้มีเรื่องดีๆเหรอ?”

 

“ทำไมถึงคิดแบบนั้น?”

 

“ก็……. ดูนายใจดี..” คนพูดตาปิดลงทั้งรอยยิ้ม ก่อนคิ้วจะย่นเข้าหากันเล็กน้อย “วันแรกนายเย็นชาจะตาย แต่เดี๋ยวก็ใจดี เดี๋ยวก็เฉยชา….”

 

ไม่ทันที่คนฟังจะได้เถียงหรือชี้แจงอะไร เสียงผ่อนหายใจยาวก็ดังขึ้น หลิงเซิงจึงเปิดหนังสือในมือขึ้นอ่านต่อ ตาของเขาไล่ตัวอักษรที่เรียงรายบนหน้ากระดาษ ขณะที่หูแว่วฝังทุกเสียงที่เกิดขึ้นในห้อง เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีจึงตั้งใจจะพักผ่อนบ้าง แต่ในทันทีที่ปิดไฟและทิ้งตัวลงนอน สัญชาตญาณของเขากลับไม่ยอมพักผ่อน ร่างกายของเขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศในห้องที่เปลี่ยนไป กลิ่นดอกหมื่นลี้ค่อยอวลตลบจนฉุนจมูก

 

เว่ยหลิงเซิงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย…
เพื่อนร่วมห้องของเขาเพิ่งได้นอนไปสักครู่นี้เอง ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็เสี่ยงที่อีกฝ่ายจะตื่น ร่างสูงจึงนอนตะแคงหันไปทางเพื่อนร่วมห้องแต่ไม่ได้หลับตาลง เขากวาดมองทุกสิ่งอย่างในห้อง มองไปรอบๆอย่างสำรวจตรวจตรา

 

เขาเกือบจะวางใจอยู่แล้ว ถ้าไม่เห็นเงาวงดำสนิทบนพื้น ค่อยเคลื่อนตัวเข้าไปใต้เตียงเพื่อนร่วมห้องของเขา แม้ในความมืดนี้จะเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก ทำได้เพียงพึ่งแสงสลัวจากด้านนอก เขาก็ยังเห็นวงดำสนิทที่เคลื่อนไหว มองลึกเข้าไปในเงาดำมืดนั้นช่างน่าสะอิดสะเอียน ใต้เตียงถัดจากของเขาไปราวกับเป็นที่ซ่อนตัวชั้นเยี่ยมของมัน และดูเหมือนว่า ‘มัน’ จะไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าเขาเห็นมันแล้ว

 

ใต้เงามืดของเตียงนั้น มันไม่ขยับ ราวกับจะรอให้ผู้เฝ้ามองนั้นหลับไปเสียก่อน ซึ่งดูเป็นการเสียเวลาเปล่าโดยแท้จริง ร่างสูงเฝ้าสังเกตยังคงคิดไม่ออกว่าตัวเองจะนอนลงได้อย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้… ถึงจะง่วงนิดๆแล้วก็เถอะ… เขาจำต้องเฝ้ารอมันออกมา ทุกอย่างจะได้ดำเนินไปตามอย่างที่มันควรจะเป็นเสียที

 

ช่วงเวลาที่หลิงเซิงเกือบจะหลับ เงานั้นขยับยืดตัวสูง เป็นกลุ่มก้อนเมือกสีดำน่าขยะแขยง เบนร่างของมันเข้าหาคนที่กำลังหลับสนิท ก่อนที่ร่างนั้นจะกระสับกระส่าย คิ้วขมวดแทบชนกัน ตอนนั้นเองที่หลิงเซิงผุดลุกขึ้นมาจากเตียง

 

กลิ่นของดอกกุ้ยฮัวแรงจนแสบโพรงจมูก…

เทียนอวี่ตกอยู่ใความฝัน…

เขาถูกภรรยากุมมือไว้ เดินทอดหุ่ยอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีขาว รอบข้างโอบล้อมด้วยต้นกุ้ยฮัว ดอกเล็กเป็นพุ่มของมันส่งกลิ่นกำจายไปทั่วบริเวณ ผมสีดำสนิทของภรรยาสาวพริ้วไปตามสายลม ชายแขนเสื้อยาวปลิวเผยลวดลายดอกไม้สีขาวบนเนื้อผ้าสีชมพูหม่น ได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงดังมาจากร่างอรชรนั้น ทั้งคู่เดินไปจนถึงแม่น้ำสายเล็ก เทียนอวี่เริ่มรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก แขนของเขาอ้ารับหญิงสาวเข้ามาในอ้อมกอด เสียงแหลมเล็กนั้นพร่ำถึงสัญญาที่เขาเคยมอบให้ เทียนอวี่ยิ้มให้กับคำพูดนั้น

 

‘ท่านพี่บอกว่าจะพามาเดินเล่นหลายทีแล้ว ข้าดีใจจังที่ได้มา’

 

เทียนอวี่ได้ยินเสียงของตัวเองตอบไป ‘ข้าสะสางงานทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว เราอยู่เที่ยวที่นี่นานแค่ไหนก็ได้เลยนะ’

 

หญิงสาวหัวเราะอย่างชอบใจ ‘งั้นเราข้ามแม่น้ำสายเล็กนี่ไปทางนู้นกันเถอะค่ะ ข้าเห็นมีดอกไม้สวยๆเยอะเลย’

 

‘ได้จ้ะ’ เทียนอวี่ได้ยินตัวเองตอบรับอีกครั้ง มือของเขาถูกกุมมือเอาไว้ ร่างสาวน้อยค่อยเดินจูงเขาไปตามทาง

 

ดีจัง…
เทียนอวี่คิดสบายใจ เขาอยากเดินไปกับภรรยาของเขา แต่ยิ่งใกล้สะพานนั้นเท่าไร เทียนอวี่ยิ่งอึดอัด หัวใจราวกับถูกบีบ ร่างกายอ่อนแรงราวกับจะล้มลงให้ได้ มือเย็นของหญิงสาวต้องใบหน้าของเขาอย่างเป็นห่วง ทั้งยังช่วยพะยุงร่างของเขาเดินไปอย่างทุลักทุเล

 

มือเย็นแบบนี้… คล้ายๆกับหลิงเซิง…

 

ร่างกายของเขาปวดแปลบอีกครั้ง ราวกับไม่สามารถขยับได้ดังใจ

 

หลิงเซิง? ใช่… หลิงเซิง… เพื่อนร่วมห้องพักของเขา… แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน? ฝัน?

 

‘อีกนิดเดียวเราจะถึงสะพานแล้ว ข้ามไปฝากนั้นแล้วพักกันหน่อยเถอะนะ’ ภรรยาของเขาเอ่ยอย่างอาดูร

 

นั่นสิ… ภรรยาของเขาตัวแค่นี้ ต้องมาช่วยพยุงตัวเขาที่สูงใหญ่กว่า….

เดี๋ยวก่อนสิ! ภรรยาเหรอ! เขาจะไปมีภรรยาได้ยังไงกันล่ะ!!

เทียนอวี่ตัวชา เขาไม่สามารถขยับตัวได้อีกแล้ว ขาที่กำลังก้าวเดินไม่ใช่ขาของเขา รอยยิ้มที่ส่งไปให้ผู้หญิงข้างตัวก็ไม่ใช่ของเขา ไม่มีอะไรมาจากความตั้งใจของเขาแม้แต่อย่างเดียว เทียนอวี่อยากนั่งพัก อยากเดินไปในทิศตรงข้าม ยิ่งใกล้สะพานนี้เท่าไรเขาก็ยิ่งหมดแรง

 

นี่มันฝันอะไรกัน…
ร่างโปร่งพยายามขืนตัวและเริ่มหายใจไม่ออก

 

ความรู้สึกนี้เหมือนกับคืนนั้นไม่มีผิด ในสมองของเขากำลังดิ่งลงไปยังความมืดมิดที่ไม่มีวันสิ้นสุด…

ทัศนียภาพสวยงามกลับค่อยเหี่ยวเฉา ขมุกขมัวเป็นไอสีเทาลอยเอื่อยอยู่บนซากกองดอกไม้เน่าเหม็น บริเวณกว้างถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้ที่มีแต่กิ่งก้าน แม่น้ำที่สะท้อนประปรายงดงามกลับดูเย็นยะเยือก อะไรบางอย่างบอกให้เขาออกจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุด ติดอยู่ตรงที่เทียนอวี่ไม่สามารถขยับตัวได้ หญิงสาวข้างกายเขาค่อยดูซูบเซียว เรือนผมดำขลับร่วงโรยจนเห็นกระโหลกสีเทาฝุ่นพ้นออกมาจากหนังศีรษะแห้งเหี่ยว

 

‘ท่านพี่สัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด’ เสียงหญิงสาวแว่วมาจากข้างตัว ‘ท่านพี่ว่าจะอยู่ด้วย เมื่อครู่ที่ข้าถามท่านพี่ยังยิ้มดีใจอยู่เลยที่ข้าจำได้…’

 

เทียนอวี่อยากส่ายหน้า เขาอยากตื่นจากความฝันนี้เต็มที ทำไมฝันนี้ให้ความรู้สึกราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องจริง… ราวกับเขากำลังจะตาย…

 

‘เราต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป… ถึงอย่างนั้นพี่ก็ยังจากข้าไป….. แต่ข้ารู้ว่าท่านพี่ต้องกลับมาหา แล้วก็มาหาข้าจริงๆ ข้าดีใจเหลือเกิน ทีนี้เราจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว ท่านพี่ทิ้งให้ข้าเหงาเสียชั่วกัปชั่วกัลป์จนเจียนใจสลาย….’

 

เสียงโหยหวนนั้นทำให้เทียนอวี่ขนลุก รูขุมขนทั้งแขนขาพากันลุกซู่

 

‘บ้านของเราอยู่ฝั่งโน้น ข้ามไปก็จะเจอแล้ว ครานี้เราก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป’

 

ไม่!
เทียนอวี่รวบรวมแรงดันออกมาได้ในที่สุด เขาล้มลงกับพื้นกรวด แขนที่ยังพอมีแรงขยับตัวเองออกไปให้ห่างจากตัวสะพาน

 

‘ท่านพี่บอกว่าจะไม่ทิ้งกันแล้วจวบจนโลกนี้จักแหลกสลาย….’ เจ้าของเสียงทรุดลงกับพื้น ‘ท่านพี่… มันทำข้าเจ็บเหลือเกิน…. ไอ้ตัวที่มันอยู่กับท่านพี่ มันจะเอาข้าไป มันจะขัดขวาง! ข้าเจ็บเหลือเกิน…’

 

เสียงทั้งโหยหวนทั้งกรรโชกแรง เทียนอวี่ไม่เข้าใจประโยคเลยแม้แต่นิด เขารู้สึกสงสารอีกฝ่ายก็จริง แต่เขาก็อยากจะบอกเหลือเกินว่านี่เป็นการเข้าใจผิด หล่อนจำคนผิดแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย!

 

‘ทั้งที่อีกนิดเดียว….’ อยู่ๆหญิงสาวก็เข้ามากระชากคอของเขาอย่างแรง และลากตัวเขาไปทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังดูไม่มีเรี่ยวแรงอะไรเลย ‘อดทนหน่อยนะท่านพี่ ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ถ้าข้าพาท่านพี่ข้ามไปได้ล่ะก็…’

 

ร่างโปร่งรู้สึกเหมือนคอของเขาจะขาดออกจากร่างก็ไม่ปาน… เขาทั้งตะโกนเรียกและดิ้นหมายจะสลัดให้หลุดด้วยแรงทั้งหมดที่มีแต่ก็ไม่เป็นผล มือที่คว้าลำคอของเขาทิ่มเนื้อหนัง มือของหญิงสาวเป็นเพียงซากกระดูกแข็ง โอบรัดคอเขาไว้ด้วยมือข้างเดียว

 

ไม่เอานะ… ช่วยด้วย! ฉันอยากตื่นแล้ว!

 

เพียงอึดใจ เทียนอวี่ก็ถูกปล่อย ร่างหญิงสาวข้างกายเขาก็ล้มลงมาด้วยกัน

 

‘ท่านพี่…. ข้าเสียใจ… ใจของข้าปวดสลายดั่งเหล็กแหลมทิ่มแทง…… ความรักของข้าช่างอาภัพนัก ข้าจะหายไป ไม่ได้อยู่เคียงคู่ท่าน ผิดสัญญากับท่าน ไม่ว่าปรโลกหรือภพหน้าข้าก็จะไม่ได้มีโอกาสเจอท่านพี่อีกแล้ว……’ น้ำตาหญิงสาวไหลออกมาจากกระบอกตาดำมืด หยดน้ำตาสีเลือดไหลลงหยดแล้วหยดเล่าออกมาจากกระบอกตาว่างเปล่าทั้งสองข้าง เสียงโหยหวยของนางฟังแล้วเสียดจนรู้สึกใจเจียนสลายตาม

 

‘ข้ารักท่านพี่เหลือเกิน…..’ โครงกระดูกมือค่อยสัมผัสใบหน้าและมือของเทียนอวี่อย่างแผ่วเบา ปากเอ่ยพร่ำคำรักไม่ขาดสาย ‘รักเหลือเกิน… รักเหลือเกิน… รักเหลือเกิน…’

 

ร่างหญิงสาวค่อยเป็นฝุ่นผงปลิวสลายไปตามสายลม เนื้อหนังผิวพรรณหายเหลือเพียงเถ้าธุลี เกิดความเจ็บปวดสุดแสนเกินจะบรรยายได้ หล่อนได้แต่เพียงเจ็บปวดทั้งที่ไม่สามารถเจ็บปวดไปได้มากกว่านี้…ทั้งหัวใจและร่างกาย คนรักที่หล่อนเฝ้าคนึงหา ทั้งที่ได้พบเจอยังไม่ทันได้คลายคิดถึงกลับต้องพรากจาก และเป็นการพรากจากอันนิรันดร์ หล่อนรู้ดีว่าการสูญสลายนี้ทำให้หล่อนไม่มีโอกาสได้เฝ้าดู ได้พบแสงสว่าง กระทั่งได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป เฝ้าพร่ำคำรักสลักดวงวิญญาณให้อีกฝ่ายได้รับรู้ก่อนที่เธอจะต้องหายไปตลอดกาล

เทียนอวี่สะดุ้งสุดตัว มือปัดกระทั่งผ้าห่มหล่นลงจากเตียง เม็ดเหงื่อผุดเต็มไปหน้า เสื้อชื้นเหงื่อและหายใจหอบแรง เขามองไปรอบๆห้องด้วยแสงอาทิตย์ค่อยทอดผ่านผ้าม่าน บนฟูกอีกเตียงยังมีร่างคุ้นตานอนผ่อนหายใจยาวสม่ำเสมอ หัวใจของเขาจึงค่อยเต้นในจังหวะเดิม คลายความหวาดวิตกลงได้ เวลาเช้าตรู่แบบนี้เขาคงปลอดภัยจากฝันร้ายนั้น เทียนอวี่ไม่มีใจจะนอนต่อแม้ว่าจะเพิ่งเช้าตรู่ เขานั่งเหม่อลอยและค่อยร้องไห้ออกมาอย่างเงียบเชียบ ความเศร้าโศกเสียใจที่ตัวเขาเองไม่รู้ว่ามาจากไหนกำลังกัดเล็มหัวใจของเขา ราวกับถูกพลัดพรากจากของรักไปชั่วอวสาน

 

ความไม่สบายใจเริ่มแผ่กว้าง ร่างโปร่งจึงตัดสินใจจะแวะทำบุญทำทานก่อนที่จะไปรับงานชิ้นต่อไป แม้ว่าเขาและผู้หญิงคนนั้นไม่รู้จักกันในชาตินี้ หรือมีความเป็นไปได้ที่อาจจะรู้จักกันในชาติก่อน เขาก็อยากทำอะไรให้ ร่างชื้นเหงื่อลุกขึ้นจากเตียง เตรียมของสำหรับอาบน้ำก่อนจะเอะใจบางอย่าง…

 

ผ้าขี้ริ้วเปียกชื้น รวมทั้งไม้ถูก็ถูกตากไว้รอแห้ง… ทั้งๆที่มันแห้งสนิทและเก็บเข้าที่แล้วก่อนที่เขาจะนอน ทำไมมันถึงกลับมาเปียกชื้นได้อีกล่ะ?

 

คำตอบมีเพียงหนึ่ง ถ้าเขาไม่ได้ใช้ คนใช้ก็คงต้องเป็นหลิงเซิงแน่นอน… แต่ประเด็นเล็กน้อยแบบนี้เทียนอวี่ก็เลือกจะไม่ใส่ใจและออกจากห้องไปในที่สุด

ฉับพลันนั้น คนบนเตียงลืมตาโพลง ยันกายขึ้นนั่งแล้วจ้องมองเข้าใต้เตียงเพื่อนร่วมห้อง แสงอาทิตย์ยามเช้าทำให้เห็นชัดมากกว่ายามค่ำคืนมาก เมื่อแน่ใจแล้วว่าใต้เตียงอีกคนทั้งพื้นห้องเรียบร้อยดี จึงเอนตัวลงงีบต่ออีกสักนิดก่อนจะถึงเวลาเตรียมตัวต่อไป

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++

Talk:
ช่วงนี้พยายามหาเรื่องลึกลับมาเสพค่ะ แต่อ่านเพลินจนไม่รู้ว่าเรื่องไหนควรเอามาใช้บ้าง (อ่านแล้วก็ลืมจุดประสงค์ไปเลย) เลยคิดว่าจะเอาเรื่องที่เจอกับตัวมาทยอยใช้ก่อน สลับกับช่วงนี้รีดเค้นเรื่องลึกลับจากเพื่อนๆรอบตัวด้วย (น่าจะได้เห็นกันในตอนต่อๆไป)

ขอบคุณบิ๊ซังและเป้ซังด้วยนะคะ ที่บิ๊วให้เสมอเลย ถถถถถถถ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s