[Daomu Fanfiction] 等待着你 – 1

– 1 –
走的足迹 – Walking trails
[張起靈*吳邪]
______________________________________

เนินทรายเป็นหย่อมๆเบื้องหน้าเปลี่ยนรูปทรงไปตามแรงลม ข้างหน้าเป็นจามรีสามตัวค่อยเดินแต้มรอยเท้าไปเป็นทางกลางทะเลทรายโกบีที่ร้อนเปรี้ยง แดดจัด มีกอหญ้าสีเหลืองเป็นหย่อมๆอยู่ประปราย แน่นอนว่ามันไม่สามารถใช้คุ้มแดดได้แม้แต่น้อย ผมหรี่ตาสู้แสงมองไปยังคนนำทางผิวเกรียมแดดกำลังเล่าประวัติโดยย่อของทะเลทรายแห่งนี้ให้ผมฟัง ตามประสาก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างด้วยเนื้อหาที่กล่าวมาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ได้ดูมาจากสารคดีเท่าไร บุคคลข้างผมยิ่งแล้วใหญ่ นอกจากจะไม่ฟังแล้วยังฮัมเพลงในลำคอเบาๆ ถึงคนนำทางจะไม่ได้ยินแต่ก็ไม่เรียกว่ามีมารยาทนัก ส่วนอีกคนมีตัวตนเหมือนไม่มี ผมขอไม่พูดถึงจะดีกว่า…

ก่อนหน้าที่เราจะมาเดินเป็นเนื้อคนแดดเดียวกลางทะเลทรายแบบนี้ ผมจะเล่าให้ฟังว่ามาที่นี่ได้ยังไง


เรามีแผนที่จะเดินบุญกันรอบทะเลแห่งพระเจ้าเพื่อสะสมบุญและลบล้างบาปตามความเชื่อของชาวทิเบต ณ ดินแดนใจกลางของทิเบต ท้องฟ้าใสดั่งแก้ว เมฆสีขาวโอบล้อมยอดเขา ขาของผมยืนอยู่ริมทะเลสาบเซียนนวี่ เชื่อกันว่าน้ำในทะเลสาบนี้เป็นดั่งน้ำตาของนางฟ้า นอกจากจะสามารถรักษาโรคภัยได้แล้ว ยังสามารถชะล้างความโลภ โกรธ หลง ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ได้ (ฟังถึงตรงนี้ผมก็แทบจะจับหัวนายอ้วนกดจุ่มลงทะเลสาบ เผื่อจะมีทำให้มีอะไรดีขึ้นมาบ้าง) ภูเขาหิมะตรงข้ามทะเลสาบเป็นดั่งสัญลักษณ์ความกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดของพระพุทธศาสนา พวกเราเดินรอบทะเลสาบผ่านกลุ่มผู้มีศรัทธาอยู่บ้างไม่มากไม่น้อย ผู้แสวงบุญต่างก็มีพิธีกรรมแตกต่างกันไป พวกชาวท่องเที่ยวมักจะเดินกันคล้ายเดินจงกรม แต่พิธีเก่าเดินลักษณะเดินหนึ่งก้าวก้มกราบหนึ่งครั้ง หรือการเดินแบบแสดงความเคารพยิ่งกว่า คือสวมไม้กระดานที่ด้านบนสองมือยกขึ้นเหนือหัว ดึงกลับลงมาที่อก ก้มลงไปทั้งตัว หน้าผากมือเท้าติดพื้น เป็นการใช้ร่างกายค่อยๆวัดความยาวรอบภูเขาทะเลสาบ ทุกๆรอบจะช่วยสร้างบุญลดบาป สะสมบารมี หากตายระหว่างทางถือเป็นโชคดี รอบพื้นที่นั้นมีโครงกระดูกของนักบุญผู้เป็นหนึ่งเดียวกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อดั้งเดิม คนนำทางกล่าวปลอบผมไม่ให้ตกใจ ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆให้ เพราะไม่รู้ว่าต้องตกใจกับอะไร เท่าที่ผ่านสายตาผมมาช่วงหลังๆนี้ โครงกระดูกสงบนิ่งเป็นอะไรที่ทำให้ผมอุ่นใจได้มากที่สุดแล้ว

เราใช้เวลาเดินกันไม่นานนักก็เสร็จสิ้น แวะไหว้พระทิเบตที่กำลังเดินสะสมบุญและทำทานให้ ผมรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ในระหว่างเดินทางไปที่พักก็ได้รับรู้เรื่องความเชื่อของวิญญาณสัตว์ เช่นที่ว่า หากเชือดสัตว์มาเป็นอาหาร ต้องรอให้วิญญาณออกจากร่างก่อนจึงจะกินได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะทรมานตายด้วยความอาฆาตแค้นของวิญญาณสัตว์นั้นๆ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะได้เชือดอะไรกินที่นี่ไหม ผมก็จำไว้เป็นเกร็ดความรู้เพื่อการเอาชีวิตรอด พยักหน้าหงึกหงักไปกับคนนำทาง แว่วเสียงนายอ้วนเปรยขึ้นว่าถ้าเชือดแล้วไม่กินคงได้หิวตายก่อน ผมก็อดจะพยักหน้าในใจไม่ได้

ห้องพักที่เซิ่นเก๋อจั้งปู้เป็นเพียงห้องเล็กๆจากที่พักที่ไม่อาจะเรียกได้ว่าโรงแรม เป็นเพียงบ้านของชนพื้นเมืองที่ใจดีเปิดให้เราอยู่ข้ามคืน ให้เราจ่ายค่าที่พักได้ตามสะดวก โดยจะมีอาหารให้ 3 มื้อ แล้วแต่ว่าจะลงมาทานหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากเป็นบ้านที่ไม่กว้างนัก ห้องพักที่เตรียมให้พวกเราจึงมีแค่ 2 ห้อง แบ่งเป็น ผมกับเสี่ยวเกอ และนายอ้วนกับสัมภาระอีกห้อง (ของที่ไม่ใช่เสื้อผ้าและของใช้จำเป็น ผมเอาไปโยนไว้ห้องเขาทั้งหมด) นายอ้วนว่ามีเสี่ยวเกอในห้องเหมือนไม่มี ก็เสมือนผมนอนคนเดียวเหมือนกัน แล้วทำไมไม่เอาเสี่ยวเกอไปนอนด้วยมั่งล่ะ ผมเถียงตอบไปแต่ก็ได้รับเสียงหัวเราะกลับมา

ผมกับเสี่ยวเกอเดินเข้ามาในห้องพัก พักกันตามอัธยาศัย หรือเอาจริงๆคือผมนั่งเฉยๆ เสี่ยวเกอยืนมองออกไปนอกหน้าต่างเฉยๆ เขามีจุดหมายไหมไม่รู้ แต่ผมน่ะไม่มีแน่นอน นั่งอยู่สักพักก็เบื่อ อยากจะนอนก็นอนไม่ลง จึงชวนเสี่ยวเกอคุย

“ได้ทำบุญแล้วรู้สึกสบายใจโล่งใจบ้างไหม ฉันว่าความเชื่อพวกนี้ก็ไม่เลว เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีสมาธิ การมีสมาธิก็ทำให้เรานึกอะไรออกหลายอย่างนะ”

เมินโหยวผิงแค่พยักหน้าตอบผม ไม่มีปฏิกิริยาอื่นคล้ายไม่อยากคุยด้วย… แล้วผมจะทำอะไรได้

จุดประสงค์ของการมาที่นี่เพียงแค่อยากพักยกชั่วคราวจากเรื่องเครียดๆเท่านั้น วันทั้งวันผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากการหาเบาะแสของเมินโหยวผิง ตื่นคิด นั่งคิด กินคิด นอนคิด อะไรที่เกิดขึ้นแม้จะเพียงเล็กน้อยผมก็จะสืบจนเจอ ผมเป็นเช่นนั้นจนนายอ้วนทักว่าผมค่อนข้างซูบเกินไป ดูท่าอยู่ไม่นิ่งกินไม่ลง จึงเสนอพาผมและเมินโหยวผิงมาในที่ที่คิดว่าไม่สามารถหาเบาะแสอะไรเจอได้ ถือเป็นการพักผ่อน ทิเบตเราก็เคยมากันครั้งหนึ่งแล้วอาจไม่เหลืออะไรที่เป็นเบาแส ถึงจะบอกว่ามาเที่ยวแต่ก็ไม่ได้จองที่เที่ยวหรูๆอะไรมากมาย กึ่งผจญภัยแบบนี้สนุกว่ากันเยอะ และมีแผนจะไปเมืองโบราณของทิเบตอีกหลายจุด ซึ่งตรงนี้ผมไม่ได้สนใจนักว่าจะเป็นที่ไหนบ้าง นายอ้วนอยากค้างแรมกลางทะเลทราย นึกครึ้มอยากดูดาวแสนโรแมนติกผมก็ไม่ได้ขัด ในเมื่อไม่ได้ไปคว่ำกรวยผมก็ไม่มีกะใจเตรียมพร้อม หรือถ้าจะไป เราก็มีเมินโหยวผิงผู้ไร้เทียมทาน

ถึงจะบอกว่าเป็นการผ่อนคลาย แต่ผมไม่รู้ว่าเมินโหยวผิงได้ผ่อนคลายกับเขาบ้างไหม เพราะถ้าเป็นผม ผมก็คงร้อนใจกับการตามหาความทรงจำของตัวเองจนไม่มีกะใจจะมาเที่ยว หนึ่งวันที่เสียไปคือ 24 ชั่วโมงที่มีคุณค่า ไม่รู้จะอยู่ได้วันนี้หรือวันพรุ่ง ผมคอยสังเกตเขาตลอดการเดินทาง นอกจากไม่หือไม่อือแล้วก็ดูใจเย็นมากเกิน ไม่รู้เข้าสู่ช่วงเวลาทำใจแล้วหรือไม่ แต่ผมขอบอกตรงนี้เลย ผมไม่ยอมให้เมินโหยวผิงอยู่ในความดำมืดต่อไปอีกแน่นอน เขาช่วยผมมาไม่รู้กี่ร้อยพันครั้ง ผมยังไม่เคยช่วยเขาได้สักครั้ง ครั้งนี้ขอเป็นประโยชน์ให้บ้างก็ยังดี

ผมมองเสี่ยวเกอที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างเสียนาน ขนาดผมไม่ได้ยืนก็ยังจะเมื่อยไปด้วย จึงร้องเรียก “เมินโหยวผิง นายจะนอนเตียงซ้ายหรือเตียงขวา”

เมื่อเขาไม่หันมาผมก็ร้องเรียกอยู่แบบนั้นต่อไป เขาคงจะหันมาตอบว่าเตียงไหนก็ได้แหละ แต่ผมไม่สนใจ ผมทำเป็นไม่รู้ก็แล้วกันนะตอนนี้

พอหนวกหูเข้าอีกนิด เสี่ยวเกอก็หันมามองผมอย่างรำคาญใจเล็กน้อยแล้วไปนั่งเตียงฝั่งตรงข้ามผม ขยับย้ายของไปเรียบร้อยแต่ก็กองๆไว้ ก็เราอยู่กันแค่คืนเดียวไม่มีประโยชน์ที่จะเอาของออกมากองไว้ ลำบากเวลาเก็บเปล่าๆ ตาคู่นั้นเหลือบมองผมที่กำลังตบที่ว่างข้างตัวปุๆแล้วก็ทำสีหน้าไม่เข้าใจออกมา นานๆทีจะเห็น รู้สึกล้ำค่าแทบอยากชักภาพเป็นที่ระลึก

“มานั่งนี่ๆ” ผมเรียกด้วยภาษาพูดอีกครั้ง เห็นเขาถอนหายใจแต่ก็เดินมานั่ง หันมาราวกับจะถามว่ามีอะไร “ช่วงนี้เรามาผ่อนคลายกัน คิดมากไปหนักสมองเอาเปล่าๆนะ”

“ฉันไม่รู้จะคิดอะไร” เขาพูด ก็น่าจะทำนองว่า ในเมื่อมันยังไม่มีเบาะแสอะไรมากมายก็ไม่รู้จะเก็บเอาตรงไหนไปคิด ยิ่งคิดก็เหมือนวนอยู่ในอ่าง

“ที่จริงตอนนายอ้วนบอกว่าจะมา ฉันก็ไม่รู้ว่านายอยากมาไหม เหมือนลากนายไปนู่นมานี่เลย” ผมพูดติดขำ “แต่ถ้าเกิดได้เจออะไรที่นี่ก็คงจะโชคเข้าข้างน่าดู”

เมินโหยวผิงพยักหน้าก่อนที่หน้าห้องจะมีเสียงนายอ้วนร้องเรียกพร้อมเคาะบานประตู

เขาเปิดเข้ามาก่อนที่ผมจะทันได้อนุญาต(แต่ผมชินละ) ในมือมีกระดาษสีน้ำตาลเก่า มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องมีอะไรสำคัญแน่ แถมสีหน้านายอ้วนดูลิงโลด นี่คงไม่ได้ไปหาเรื่องอะไรมาหรอกใช่ไหม

นายอ้วนก็คือนายอ้วน คุณก็รู้ว่าคาดหวังสิ่งใดกับเขา เขาจะให้สิ่งตรงข้ามเสมอ “ฉันออกไปคุยกับชาวบ้านแถวนี้มา เรื่องแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ไม่เสียแรงเสี่ยอ้วนก้าวเท้าซ้ายขวาตามฤกษ์ยามอันดี จึงได้สิ่งนี้มาครอบครองไว้ในมือ” ก่อนจะเสริมว่าเขาจ่ายเงินไปเล็กน้อยเพื่อให้ได้มันมา แลกของถูกเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

“นี่จะไปคว่ำกรวยกันทุกที่ที่ไปเลยหรือไง” ผมคราง กรอกตารอบหนึ่งอย่างเหนื่อยหน่าย ลอบมองเสี่ยวเกอที่ไม่แสดงท่าทีสนใจเป็นพิเศษ

มืออวบอูมของนายอ้วนหวังกางกระดาษเก่ากรอบนั้นออกอย่างระมัดระวัง เป็นอักษรพื้นเมืองกับรูปวาดขยุกขยุย ดูแล้วเหมือนตัวอะไรสักอย่างที่เห็นไม่ได้บนโลกปกติ หรืออาจจะแค่ฝีมือวาดห่วยผมก็ไม่แน่ใจนัก นายอ้วนหวังเริงร่า เขานำเรานั่งลงพื้น เอาดินสอมาจิ้มๆบนกระดาษบอกถึงจุดที่เราอยู่กับเส้นทางไปยังจุดหมาย หน้าตาจากรูปวาดเป็นวัดโบราณ ตามที่เขาถามชาวบ้านมาก็เป็นเพียงวัดร้างที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปนานแล้ว พอบอกแบบนี้นายอ้วนถึงคันมือขึ้นมา อยากออกสำรวจเสียหน่อย เห็นว่าในวัดมีรูปวาดหลากหลายซึ่งรูปบนกำแพงเหล่านั้นอาจเป็นเบาะแสไปถึงอะไรบางอย่างที่น่าสนใจกว่า และแน่นอนว่าทุกอย่างที่กล่าวมาไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของเมินโหยวผิงเลยแม้แต่เสี้ยว

ผมมองหน้าเขาแล้วก็ไม่มีความเห็น นายอ้วนกระแซะให้เสี่ยวเกอตอบตกลงไป คิดว่าถ้าเสี่ยวเกอตกลงผมก็ต้องร่วมด้วยอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ผมคิดว่าเสี่ยวเกอจะปฏิเสธ แต่เห็นเขาบอกว่าถ้าถือเป็นที่เที่ยวก็น่าไปดูสักครั้ง

และทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น

 

 

เวลาไม่คอยท่า ตกบ่ายแก่ๆเราก็เดินเข้าแหล่งค้าขาย ข้อมูลจากเจ้าของที่พักบอกว่าช่วงนี้มีคนต่างถิ่นมาบ่อย คนนำทางมืออาชีพยังไม่กลับมา ผมคิดว่าเราก็ไม่ได้จะบุกไปที่ไหนลึกลับนัก จึงติดต่อคนเช่าลามะให้เขานำทางให้ คนเช่าลามะขอเพียงค่านายหน้าเล็กน้อย แนะนำเราต่อให้พรานคนหนึ่ง ท่าทางวัยรุ่นแววตามั่นคง ลักษณะดี ดูเด็ดเดี่ยว มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ผมเห็นก็รู้สึกถูกชะตา พูดคุยไม่นานก็ได้ชูอิมาเป็นคนนำทางให้เราพร้อมจามรีสามตัวกับเพื่อนเขาอีกคนหนึ่ง นายอ้วนสอบถามเรื่องแหล่งซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแล้วก็ไปไล่กว้านซื้อของ ปล่อยให้ผมกับเสี่ยวเกอนัดแนะชูอิเรื่องการเดินทางในวันพรุ่งนี้

ตกค่ำหลังกินอาหารกันพุงกาง เราไปรวมกันที่ห้องนายอ้วน เขาแผ่ของที่ได้มาบนพื้น เป็นปืนพกสองกระบอก ไรเฟิลกระบอกหนึ่ง กระสุนจำนวนหนึ่ง หน้ากากกันพิษ 3 อัน เครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในเมืองทิเบตหาได้เพียงเท่านี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว ส่วนของประจำตัวที่นายอ้วนพกมามี พลั่วลั่วหยาง แท่งไฟสีฟ้า 5 อัน ดินประสิว กีบลาดำ ข้าวเหนียว มีดพก เชือกปีนเขา ผมเห็นของที่เขาพกมาแล้วก็อดมองอย่างค่อนขอดไม่ได้ ไหนใครว่ามาพักผ่อนกลับพกของเตรียมพร้อมลงกรวยมาเต็มที่ แบบนี้มันมีนัยยะชัดๆ นายอ้วนหวังรีบพูดเมื่อเห็นผมมองว่าจะว่าเขาไม่ได้ คนเรายึดสิ่งใดเป็นอาชีพ ของนั้นถ้าไม่ติดตัวไปทุกที่ย่อมไม่สบายใจ เสี่ยวเกอเอ่ยเสริมว่าเขามีเชือกปืนเขาติดมาในกระเป๋าด้วย ทั้งยังมีไฟเย็นอีกจำนวนนึง ผมมองเขาอย่างทึ่งๆ เขาว่ามากับนายอ้วนไม่พ้นมีเรื่องพวกนี้ ฟังแล้วดูผิดที่ผมเองที่มีแค่มีดพก ขาดการเตรียมพร้อม

 

 

กลับมาที่ปัจจุบัน คณะผม 3 คน ชูอิและวั่งตุ้ย เดินเท้ามาได้ไม่ถึงสองชั่วโมง ผมเห็นนายอ้วนดื่มน้ำมากกว่า 5 ครั้ง อากาศร้อนแห้งคอเป็นผง ไร้วี่แววผู้คน ขนาดวั่งตุ้ยที่พูดพล่ามเกี่ยวทะเลทรายก็เงียบไปแล้ว กับชูอิที่เดินจูงจามรีอยู่หน้าสุดมองทิศทางลมออกเดินไม่มีหยุดพัก ถึงเราจะเดินทางกันไม่เร็วนัก ท่ามกลางแดดเช่นนี้ผมก็หวนคิดถึงตอนมาถ่ามู่ถัวกับคณะของอาหนิง ทะเลทรายโกบีอันแสนลึกลับ เคยมาเหมือนไม่เคยมา ผมนึกถึงการโต้เถียงกับเมินโหยวผิงก่อนออกเดินทางรอบนั้นมันช่างน่าขัน ตัวผมที่สุดจะฉิว อยากจะชากคอคนปากหนักมาเขย่าให้ดอกพิกุลร่วง ขึ้นเสียงใส่กันเป็นครั้งแรก แล้วก็เพิ่งจะมานึกได้… ว่าอะไรหลายๆอย่างมันคงเริ่มจากตรงนั้นเอง ตัวผมที่ชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน อะไรที่คาใจก็ไม่อยากปล่อยให้กินนอนไม่หลับ กระโจนลงเหวด้วยขาของตัวเอง รอดมาได้ทุกวันนี้ไม่รู้จะขอบคุณชะตาฟ้าลิขิตหรือคนรอบตัวดี เรื่องของคนอื่นไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องของเมินโหยวผิงผมกลับรู้สึกว่าจะปล่อยให้หลุดมือไม่ได้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม

เสียงชูอิพูดทำให้ผมหลุดจากห้วงความคิด ด้านข้างไม่ไกลนักปรากฏเสาไม้เก่าเหมือนถูกจมด้วยเม็ดทราย ชูอิเล่าเป็นสุสานโบราณร้างนานแล้ว โดนพวกคลำทองตรวจยศกว้านไปเรียบ ข้างในไม่เหลืออะไร พอถึงท่อนนี้ก็ได้ยินเสียงจิ๊ปากจากนายอ้วน ดูท่าจะเสียดายไม่เบา

หลังจากผ่านพื้นที่สุสานร้าง เราเดินทางกันต่ออีกจนพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ข้างหน้าเห็นเป็นเชิงเขาไม่ไกล จึงหารือกันว่าจะหาที่ตั้งแคมป์กันแถวนั้น ถัดจากเชิงเขาไปเป็นเมืองโบราณ เราจึงเดินกันอีกหน่อยเพื่อที่พักที่สบายขึ้น วั่งตุ้ยเล่าว่าเมืองโบราณที่นี่ถูกพบนานมากแล้ว นอกจากภาพวาดผนัง ภาพแกะสลักและรูปปั้น นอกนั้นก็มีแต่ซากรกร้าง ไม่เหลืออะไรน่าสนใจ

นายอ้วนกางกระดาษเก่าออกเทียบ พบว่าวัดโบราณอยู่ในเมืองร้างนี้จึงโลดเต้นที่จะเข้าไปสำรวจ แต่ชูอิว่าควรไว้พรุ่งนี้ ตอนนี้มืดค่ำควรหาที่ไว้พักนอนจะสมควรกว่า บรรยากาศยามค่ำของที่นี่ไม่สู้ดีนัก ถึงจะไม่มีใครเคยเจออะไรที่นี่ แต่กันไว้ก็ดีกว่าแก้ ผมเห็นด้วยกับชูอิ สายลมยามค่ำคืนพัดมาแล้ว หาที่ก่อไฟกินอิ่มให้สบายค่อยว่ากัน เดินมานานก็ค่อนข้างล้า นายอ้วนตกลงแต่ดูท่าจะอดใจไม่ไหว ผมจึงว่าถ้ากินเสร็จแล้วเข้าไปเดินเล่นกันตื้นๆย่อยอาหารคงไม่เป็นไร ชูอิและวั่งตุ้ยไม่คัดค้าน นายอ้วนถึงเดินทางที่พักเหมาะๆพร้อมฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

พวกเราเลือกบ้านร้างหลังแรกที่เจอเป็นที่พักพิง จะเรียกบ้านก็ไม่เต็มปาก มันเป็นเพียงซากปรักหักพัง เหลือเพียงแผ่นผนังสามด้าน ด้านบนคล้ายเพดานหายไปเกือบครึ่ง เสี่ยวเกอและชูอิเข้าไปสำรวจความเรียบร้อยก่อนจะทยอยเข้าด้านใน ผนังสามด้านกันลมกลางคืนได้ดี ก่อกองไฟก็ไม่เป็นปัญหา ผมและนายอ้วนช่วยวั่งตุ้ยพาจามรีนั่งพักที่ผนังด้านนอกแล้วให้อาหารมันพอประมาณก่อนจะเข้าไปรับชาเนยจากชูอิกินพร้อมมื้อเย็น

ระหว่างกินดื่มมองเห็นซากบ้านเรือนเป็นแพ ถัดไปไกลๆลดูเหมือนเป็นอารมวัด ถามชูอิได้เพิ่มเติมมาว่า เมื่องนี้เรียกกันว่ากู่เก๋อด้านในมีทั้งบ้านทั้งถ้ำอยู่นับร้อย วัดโครงสร้างแข็งแรงกว่าบ้านจึงดูเป็นรูปทรงอยู่ ทันทีที่เห็นว่าคนนำทางดูท่าจะเคยเดินเข้าไปในนี้นายอ้วนจึงกางกระดาษเก่าอีกครั้ง ถามว่าวัดในกระดาษคือวัดที่เห็นไกลๆใช่หรือไม่ ชูอิกับวุ่งตุ้ยยากจะตอบ กล่าวว่าด้านในมีวัดมากมาย ชาวทิเบตเสื่อมใสในพุทธศาสนา วัดจึงมีมาก วัดไหนเป็นวัดอะไรยากจะรู้ได้ ป้ายวัดก็ไม่เคยได้เข้าไปสังเกต เคยแต่เพียงเดินผ่านเท่านั้น นายอ้วนพยักหน้า ท่าทางดูอยากสำรวจให้ถ้วนทั่ว ท้องอิ่มแล้วก็อยากหาอะไรทำ

“ที่นี่อาจจะเป็นที่อยู่ของวัดหลุนหุย(วัดเวียนว่ายตายเกิด)” เสี่ยวเกอพูดขึ้นมาขณะที่นายอ้วนกำลังเตรียมตัวให้พร้อม เรากางกระดาษที่เป็นเหมือนแผนที่แล้วถกกันเล็กน้อย ถ้าชูอิบอกว่าวัดในนี้ค่อนข้างเยอะก็ยากจะระบุตำแหน่ง แถมวัดที่วาดขยุกในกระดาษกับวัดร้างด้านในหน้าตาไม่คล้ายแม้แต่เสี้ยว มีแต่ต้องเข้าไปดูเท่านั้น ผมถามเมินโหยวผิงว่าทำไมรู้จักชื่อวัดได้ เขาตอบมาด้วยน้ำเสียงนิ่งกึ่งมั่นใจ “ฉันเหมือนเคยอ่านเจอในคัมภีร์ที่ไหนสักแหล่ง จู่ๆก็แว่บเข้ามาในหัว”

ได้ยินประโยคนี้ใจผมก็เต้นกระหน่ำ จากทีแรกกะจะนอนรอข้างนอกกับพวกชูอิ ผมเปิดเป้เช็คอาวุธและอุปกรณ์ทันที ถ้าที่นี่มีความทรงจำของเมินโหยวผิงแม้เพียงเสี้ยว ผมก็อยากจะเข้าไปค้นหามัน

“ไม่แน่ว่านายอาจจะเคยมาที่นี่” ผมหันไปถาม เสี่ยวเกอส่ายหน้าตอบว่าเขาไม่รู้ เขาจำได้เท่าที่พูดออกมาเท่านั้น

“อุวะ นายแม่งก็ไปทุกที่ในโลกเลยมั้ง” นายอ้วนสบถก่อนจะคิดในแง่ดี “แต่ถ้าเสี่ยวเกอน้อยของเราเคยมา วัดที่ใช่คงมีลายมือไอ้หมอนี่แน่ แม่งเล่นเขียนไปทั่ว” ว่าแล้วก็หัวเราะ ส่วนผมได้แต่ขำไหล่สั่นเพราะไม่มีส่วนไหนอยากเถียง

“ถ้ามีเบาะแสนับว่าการมาพักผ่อนครั้งนี้ไม่เสียเที่ยว และฉันหวังให้เป็นอย่างนั้น” ถ้าไม่มีอะไรเลยก็ดีไป แต่การที่เสี่ยวเกอรู้จักแปลว่าต้องมีบางอย่างแน่ แต่มืดค่ำแบบนี้ผมไม่ค่อยอยากสำรวจลึกนัก ลมหนาวเย็นจากด้านนอกบอกลางไม่ดีชอบกล

 

 

ชูอิกับวั่งตุ้ยเฝ้าแคมป์อยู่ด้านนอก เราเข้าไปกันอาศัยไฟจากไฟฉายของเยอรมัน โชคดีที่ผมพกติดตัวมาด้วย มีของผมกับนายอ้วนคนละอันส่องไฟสำรวจทาง เดินผ่านกำแพงดินปีนขึ้นสู่ส่วนกลางภูเขา ดินร่วนซุยรับน้ำหนักได้ไม่ดีนัก เราตัดสินใจเดินห่างจากซากบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่นๆด้วยกลัวมันถล่มใส่หัว ฉุกละหุกไม่อาจหาหมวกนิรภัยได้ เดินไปกว่าครึ่งก็เจอวัดหนึ่งอยู่ตรงหน้า เป็นวัดเล็กๆเก่าผุพัง ที่ผนังมีภาพวาดเก่าสีลอกไปค่อนข้างเยอะแล้ว เป็นเรื่องราวประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า อีกส่วนเป็นภาพในนรกขุมต่างๆ ลายเส้นเลอะเลือนยากจะมองออก ไม่พบเจอใจความสำคัญ นายอ้วนเดินเข้าลึกไปยังแท่นบูชาเปล่า เดินรอบด้านก็ดูเหมือนไม่มีอะไร ผมสำรวจกำแพงรอบๆแล้วก็มองหาเสี่ยวเกอ หมอนี่ไม่มีไฟฉายแล้วยังจะเดินตามใจชอบอีก! ผมมองกราดไปทั่วอย่างวิตก ผมรู้ว่าเขาดูแลตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ผมกลัวเขาหายไปโดยที่ไม่บอกผม สมองหวนคิดถึงในรูอุกกาบาตที่เมินโหยวผิงปีนขึ้นตามเหวินจิ่นไปและหายตัวไปหลายวันจนผมแทบบ้า แค่คิดทวนไปนิด ผมก็แทบน้ำตาคลอเบ้า

เสียงฝีเท้าดังไม่ไกลทำให้ผมเบาใจลง ฟังแล้วเป็นของเมินโหยวผิงไม่ผิดแน่ ทำไมเจ้านี่ชอบทำใจตัวเองนักนะ นิสัยนี้แก้ไม่หาย ด่าไปก็เหมือนผายลมได้แต่อดทนนิ่งเฉยหันไปมองตามเสียงฝีเท้านั้น เมินโหยวผิงเหมือนจะเจออะไรบางอย่าง ผมกับนายอ้วนเดินตามเขาไปดูใกล้ๆ ไม่พบอะไรน่าสนใจเหมือนเดิม เป็นเพียงโครงกระดูกกองหนึ่งเท่านั้น นายอ้วนดูไม่ได้ดั่งใจ บอกว่าจะไปสำรวจด้านนอกต่อกลับโดนเสี่ยวเกอห้ามไว้ เขานั่งลงใส่ถุงมือสำรวจส่วนกระโหลกอย่างตั้งใจ ผมคอยฉายไฟให้เขาจากด้านหลัง

กระโหลกสภาพไม่ดีนัก หักเป็นชิ้นๆ ยากจะตอบได้ว่าโดนเหยียบหรือตายเพราะโดนบีบกระโหลกแตก ผมชะโงกมองพยายามเพ่งว่าเสี่ยวเกอมองเห็นอะไรผิดปกติ และผมก็ได้เห็น ขนสีขาวเส้นเล็กๆอยู่บนกระโหลก ดูไม่คล้ายเส้นผม ไม่มีที่มาที่ไป เสี่ยวเกอวางมันกลับลงที่เดิมแล้วพูดว่าที่นี่ท่าทางไม่ใช่ ‘ไม่มีอะไร’ แน่แล้ว ขนเส้นเล็กสีขาวดูมีอยู่ตามโครงกระดูก จะว่ากันตามจริงสภาพโครงกระดูกดูไม่เก่ามาก ผมคิดในแง่ดีว่ามันอาจจะโดนนักท่องเที่ยวเหยียบแตก แต่ในหัวมีแง่ร้ายสุดๆเช่นภาพของคนกำลังโดนอะไรบางอย่างบีบศีรษะเละ นายอ้วนได้ยินก็หยิบปืนพกกระชับมือเดินอย่างระแวดระวัง

หลังจากออกจากวัดแรกถัดไปเหมือนจะเป็นซากบ้านเนืองแน่น เดินไปอีกทางเป็นทางโล่งกว้างขึ้นที่สูง กะระยะทางแล้วเดินทางอ้อมปลอดภัยก็จริงแต่กว่าจะถึงที่หมายถัดไปคงได้ใช้ไปอีกครึ่งชีวิตแน่ พระจันทร์เริ่มลอยสูง นายอ้วนจึงถอดใจเดินกลับ ถือว่าสำรวจกันหอมปากหอมคอเดินกลับที่พักแรมกันอย่างเงียบเชียบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าขนเส้นเล็กๆสีขาวนั่นมีอิทธิพลต่อความคิดของพวกเราเป็นอย่างมาก รอบนี้ไม่ต้องใช้อาวุธถือเป็นลางดี การเดินทางต่อไปคงไม่ลำบากนัก

เราเดินกลับจนเห็นกำแพงเมืองและกองไฟลิบๆ ผมค่อยผ่อนคลาย ดูท่าคืนนี้คงหลับสนิท จัดการเรื่องเวรยามเสร็จคงหัวถึงหมอนเฝ้าพระอินทร์ได้ไม่ยาก ฉับพลันมีเสียงคล้ายฝีเท้าแว่วเข้าหู รู้ตัวทันทีว่าไม่ได้หูฝาดแน่ เมินโหยวผิงตั้งท่าเตรียมพร้อมก่อนผมนานแล้ว นายอ้วนก็ดูเหมือนจะรู้ตัว ผมไม่กล้าหันหลังไปมอง เราปิดไฟฉาย เดินกันท่ามกลางความมืด ดีที่แสงพระจันทร์ส่อง ทางที่เราเดินไม่มีซากบ้านเรือนบดบัง เดินไปตามทิศที่เห็นกองไฟไกลๆ ใจนึงกลัวใจหนึ่งอยากหันไปมองให้รู้แล้วรู้รอด ผมหันกลับไปไม่เห็นสิ่งใดในความมืด ในหัวผมวิ่งเร็ว กลัวมันตามไปเจอที่พักและลอบทำร้ายเรา แต่จะจัดการมันตอนนี้ก็ไม่ได้ มองตัวยังไม่เห็นแม้เงา ผมมองปรึกษาทางสายตากับนายอ้วนหวัง เขาดูกดดันไม่แพ้กัน จนระยะทางใกล้กำแพงเมือง เสียงฝีเท้าก็เงียบหายไป

“มาเมืองผีต้องเจอผีเป็นของคู่กันจริงๆ ให้ตายสิ” นายอ้วนโอดครวญเสียงเบา “น้องเสี่ยวเกอ นายว่าเจ้านี่จะตามเรามาไหม”

เมินโหยวผิงเงียบไปสักพักก่อนจะตอบ “มันเหมือนมีขอบเขตในการตาม ดูกำแพงเมืองนี้ไม่น่ามีอะไรให้มันกลัว แต่มันอาจจะตามได้แค่นั้น”

ผมคิดดูแล้วก็เห็นด้วย “มันจะคือตัวที่มีขนสีขาวไหม…”

“ไม่เจอสุสานแต่เจอขนมจ่าง แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน” นายอ้วนคราง ถึงจะมีกีบลาดำก็ไม่แน่ใจว่าจะจัดการตัวนั้นได้สำเร็จ ไม่เห็นตัว ไม่เห็นลักษณะ ยากตัดสิน

 

 

เมื่อกลับถึงที่พักเราเก็บของกันเรียบร้อย ก่อนจะคุยเรื่องเวรยามผมเล่าเรื่องที่เจอให้พวกชูอิฟังโดยย่อ เน้นไปทางเรื่องเสียงฝีเท้าที่ตามมาเพราะเป็นเรื่องที่ควรระวัง วั่งตุ้ยทำหน้าเหมืนจะร้องไห้ เขาสารภาพว่ากลัวพวกผีสางจับใจ ชูอิจึงอาสาอยู่เฝ้าสองกะเพื่อนเป็นวั่งตุ้ยด้วยอีกผลัด ผมเป็นเวรแรก ตามด้วยนายอ้วน ชูอิ วั่งตุ้ย และสุดท้ายคือเมินโหยวผิง สารภาพว่าผมค่อนข้างวางใจ เกิดเหตุอะไรเมินโหยวผิงต้องรู้ตัวก่อนแน่ เขานอนเหมือนไม่นอน เรื่องเวรยามให้เขาคนเดียวเฝ้าทั้งคืนยังไม่คณา

ชาเนยกลิ่นหอมอวลขึ้นจมูก แก้วอุ่นในมือผมไม่ได้ทำให้ง่วงเท่าไรนัก ประสาทตื่นตัวเต็มที่ เสียงฝีเท้านั่นผมยังจำได้ไม่ลืม มองระแวดระวังโดยรอบเท่าที่จะทำได้ ใจผมก็คิดหลายเรื่อง วัดหลุนหุยนั่นอาจจะมีอะไรบางอย่างพรุ่งนี้จะได้รู้กัน เราไม่ได้มาคว่ำกรวยอย่างเป็นทางการแต่ผมกลับรู้สึกกดดันมากคงเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมินโหยวผิง ได้แต่ภาวนาว่ากลางวันคงไม่เจอผีห่าปีศาจที่ไหน หวนคิดถึงของที่พกติดตัวมา โชคดีที่อย่างไรก็มีปืนพอฟัดกับมันได้ ส่วนเรื่องพวกชูอิยังไงผมก็ไม่อยากให้เขาเข้ามาร่วมเสี่ยง ยังไงพรุ่งนี้คงต้องพูดคุยกันอีกครั้ง ผมออกจากภวงัค์ความคิด ในความเงียบนั้นผมได้ยินเสียงของแมลง ขนคอผมลุกชันทันที

อาจจะเพราะเคยเจอพญาด้วงศพกลางทะเลทราย บอกเลยว่าเข็ดหลาบมาก ใช่ไม่ใช่ไม่รู้ ผมขึ้นลำกล้องปืนเตรียมพร้อม สายตาสอดส่ายหาที่มาของเสียง หลังพิงโขดหิน มองสามด้านรอบตัวอย่างระแวดระวัง

“นายทำอะไร?” เสียงเมินโหยวผิงทำผมสะดุ้ง ถ้าขาดสติหน่อยผมคงยิงเขา แน่นอนว่าเขารอด แต่ผมเป็นศพเพราะโดนเขาฟันสวนตาย “มีอะไร?”

“ฉันได้ยินเสียงปีก” ผมตอบเขาสั้นๆ เขาดูเข้าใจความหมาย ท่าทีไม่ทุกข์ร้อนพาผมคลายความตึงเครียด

“คงเป็นยุง” เมินโหยวผิงพูดเสียงนิ่ง นั่งลงข้างๆผมไม่พูดอะไรต่ออีก

ผมลดปืนลง ไม่รู้จะพูดอะไรแก้เก้อดี ได้แต่ยกชาเนยขึ้นจิบอีกรอบ พอมีคนมานั่งอยู่ด้วยผมก็ผ่อนคลายขึ้นเยอะ โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นเป็นเขา

ขายาวนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆท่าทีสบายๆมองตรงไปยังกองไฟเหมือนไม่ได้จ้องมองสิ่งใดเป็นพิเศษ ผมนึกอยากหาเรื่องคุยขึ้นมา แต่คิดไม่ออกว่าจะคุยอะไร ในหัวผมมีแต่คำถามที่ไม่มีใครตอบได้ พูดไปก็ไร้ความหมาย อากาศเริ่มเย็นลง รู้สึกพลาดที่ไม่ได้เอาหมวกมาจึงรู้สึกเย็นหัว จะลุกไปหยิบก็ขี้เกียจ กลัวถุงนอนยั่วใจ พอสมองไม่คิดอะไรก็พาจะง่วง

หันไปหาคนข้างๆ นึกอยากรู้ขึ้นมา “นายมานั่งทำอะไรตรงนี้? ไม่นอนเหรอ?”

เมินโหยวผิงไม่ตอบ ผมหัวเราะเบาๆในใจ เสี่ยวเกอจอมงก บอกว่ามานั่งเป็นเพื่อนนี่มันยากตรงไหน

“นายควรพักนะ พรุ่งนี้เราคงพึ่งนายอีกมาก หมายถึงถ้าตอนเจอตัวประหลาดอะไร” ผมพูดขำๆ เห็นคนข้างตัวยักไหล่แบบชินแล้วก็รู้สึกหมั่นไส้ไม่เบา “อากาศเริ่มเย็นลงอีกแล้ว ฉันว่าจะใส่ฟืนเพิ่ม”

ผมหยิบท่อนฟืนกับพวกกิ่งไม้เล็กๆไม่ไกลจากที่นั่งอยู่เติมลองในกองไฟ อากาศรอบกายอุ่นขึ้น ยิ่งชวนง่วงพิกล ผมพยายามถ่างตา กลัวถ้าหลับยามแล้วจะเจอเมินโหยวผิงหัวเราะเยาะเย้ยในใจแน่

 

 

“เปลี่ยนเวรแล้ว” กิ่งไม้ท่อนไม่เล็กเคาะกลางกระหม่อม ไม่ต้องถามนะว่าผมสะดุ้งไหม นายอ้วนแสยะยิ้มมุมปากบ่นปนเย้ยเรื่องผมหลับยาม… อะไรวะ ผมหลับไปตอนไหน อย่ามาใส่ความกันนะเว้ย “หลักฐานแม่งคาตาคาตัวแล้วยังจะมาเถียงเสี่ยอ้วน อู๋เสียแม่งใช้ไม่ได้”

พอเงยหน้ามองนายอ้วนถึงได้รู้สึก ตัวผมมีผ้าห่มคลุม มองไปด้านข้างไม่เห็นใคร

“พอฉันออกมาเสี่ยวเกอก็ขอตัวไปพักผ่อนแล้ว มีเอ็งเนี่ยแหละ เสี่ยอ้วนฝีเท้าเบาเดินมาใกล้ก็ไม่รู้สึก ใช้ได้ที่ไหน”

ผมปล่อยเสี่ยอ้วนทับถมไปให้พอใจ ดึงผ้าห่มที่คลุมหัวคลุมตัวมาพบว่าเป็นเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินที่มีรอยเลอะประปรายแล้วก็ยิ้มออกมา

 

 

 

to be continued…

 

++++++++++++++++++++++++++++

 

talk: แก้บน #ผิด

คือสารภาพว่านี่ไม่ใช่โครงเรื่องที่เราร่างไว้แต่แรกเลยค่ะ /พ่นเลือด จู่ๆเหมือนโดนผีเข้า สงสัยจะขุดสุสานมากไปเลยอยากลองแต่งแบบนี้ดูสักครั้ง

ยากเป็นบ้าเลยค่ะ /ร้องไห้
เราไม่ถนัดการเขียนมุมมองบุคคลที่ 1 เลยค่ะ ฮือออออ ขอเป็นมุมมองกรอบนอกคงจะง่ายกว่าเยอะ นี่ถือว่าลองของสุดๆ แงงง

ทั้งนี้ตัวละครและสถานที่เราดึงมาจากคนขุดสุสานนะคะ เนื่องจากว่าเป็นข้อมูลที่ใกล้ตัวที่สุดแล้ว ชื่อตัวละครเราก็คิดไม่เก่งไม่ว่าสัญชาติไหน ยิ่งเป็นชาวทิเบตยิ่งแล้วใหญ่เลยค่ะ /พราก

จากคนขุดสุสาน ตัวประกอบที่เราชอบมากคือชูอิค่ะ เลยดึงเอาชูอิมาเล่นในนี้ด้วย #บทน้อยไปนะคะ #อาถรรพ์ตัวโปรด

ความใฝ่ฝันคือ อยากแต่งฟิคขุดสุสานที่มุ้งมิ้งค่ะ! #พญาด้วงเป็นสีชมพูเลยทีเดียว

 

ตอนนี้เป็นช่องว่างในเล่ม 6 ช่วงจบภาคก่อนขึ้น บท 1 ใหม่ค่ะ เห็นมันว่างอยู่สามเดือน เลยเอาตรงนี้แหละ ฮา
ผิดตรงไหนรบกวนชี้แนะด้วยนะคะ เป็นอะไรที่แต่งในเวลาไม่กี่ชั่วโมงจริงๆ

กี่ตอนจบก็ไม่รู้ค่ะ /เงยหน้ามองฟ้า

อ่านแล้วชอบหรือน่าเบื่อยังไง ติด่าได้เต็มที่เลยนะคะ
ถ้าจะเม้าเล่ม 7 เชิญได้เลยค่ะะะะะะ

 

Advertisements

10 thoughts on “[Daomu Fanfiction] 等待着你 – 1

  1. อ่ากกกกก มีฟิคDAOMUให้อ่านแล้ว เราดีใจยิ่งนัก
    โมเม้นผิงเสียตอนท้ายมันช่างกร๊าวยิ่ง //ด้วงบินเลยค่ะ

    รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

    ปล.กีบลามะ นี่ใช่กีบลาดำรึเปล่า

    • พลาดอย่างแรง
      เราคงสับสนกับขี่ลามะไปซะแล้วค่ะ
      ขอบคุณมากค่า แก้ไขอย่างด่วนนน /เก็บเศษหน้า

  2. ฟังถึงตรงนี้ผมก็แทบจะจับหัวนายอ้วนกดจุ่มลงทะเลสาบ < โถ นายน้อยโหดสุดโมเอะ ฮ่าๆๆๆๆ นายอ้วนเนี่ยตัวสร้างโจ๊กตบมุขจริงจริ๊งงง
    ตาคู่นั้นเหลือบมองผมที่กำลังตบที่ว่างข้างตัวปุๆแล้วก็ทำสีหน้าไม่เข้าใจออกมา < เสี่ยวเกอย่าทำเอ๋อดิ! เด๋วให้นายน้อยจับจูบเลย วุ้ย!!!
    ถ้าขาดสติหน่อยผมคงยิงเขา แน่นอนว่าเขารอด แต่ผมเป็นศพเพราะโดนเขาฟันสวนตาย < แง ตลกกกก ชอบบบบบ

    โมเม้นมุงิหงิงๆๆๆ นี่คืออัลลัยยยยยยยยยยยยยย ปล้ำกันไปเลยได้มั้ย ฮื่ออออออออออ คว่ำกงคว่ำกรวยอะไรอย่าไปมันเลยข่าาาาาาาาาา กั๊กๆ กันเหลือเกินดิฉันอยากเห็นโลกนอกสุสานเป็นสีชมพูมวร่างงงง ผีสางนางไม้ปิศาจด้วงศพอะไรไม่ต้องเอามาาาาาา

    ละมาเขียนแนวรายละเอียดตึมแบบนี้มึงจะเขียนจบหรอค๊ะะะะะะะะะะะ ยากชิหาย มึงจะเขียนต่อชาติไหนคะบ้อย!!!!

    • มีสตอกอยู่นะคะ แต่แบบไม่มีเวลาพรูฟมาลง ถถถถถ

      นั่นสิ เมื่อไหร่จะจบ กร๊ากกกกกก
      ทำไมพี่มาอ่าน หนูเขิน แงงงงงงง

  3. ชอบอะค่ะ ฮืออออออออออ ถึงจะบอกว่าดึงข้อมูลจากคนขุดฯ มาก็เถอะ แต่เอามาเรียบเรียงได้เท่มากๆ อ่านแล้วอิน ยังกับต้นฉบับมากเอง โอยยย จริงจังมากกกกก

    แอบเห็นว่าล่อนซังพูดในทวีตว่าเขียนๆ อยู่มาตั้งนานแล้วแต่ไม่กล้าทัก เลยย่องมาอ่านเองเลย ← ชะอ้าว 5555 แง ไม่ผิดหวังเลยค่ะ สมแล้วที่ทำการบ้านมาดี แอ๊ ฟิคดี สมควรแก่การเทิดทูน /เอาขึ้นหิ้ง

    แอบทักนิดนึงนะคะ ดูเหมือนนายน้อยไม่เคยเรียกเสี่ยวเกอว่า “เมินโหยวผิง” ออกมาเป็นคำพูดค่ะ เหมือนเป็นฉายาที่เขียนเม้าธ์ในบันทึกมากกว่า ไม่น่ามีใครได้ยิน เวลาคุยกันจะเรียกเสี่ยวเกออย่างเดียว (ถ้าเราจำไม่ผิดนะคะ -x- ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขอโทษด้วยค่ะ)

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ >///< โมเม้นต์กรุบกริบแบบนี้กำลังดีเลยค่ะ โหะๆๆๆ

  4. แวะมากรีดร้องค่ะ ตามวาร์ปคนอื่นมา พอมาแล้วก็นั่งกรี๊ดอยู่คนเดียว

    ภาษาให้ เนื้อเรื่องได้ บรรยากาศใช่ค่ะ โฮฮฮฮ นึกว่าอ่านตอนพิเศษอยู่เลย เป็นฟิคที่เลอค่า ประทับใจ
    ไม่เคยเห็นใครเขียนฟิค daomu แนวนี้ได้เลยเพราะต้องใช้ข้อมูลเยอะมาก ถึงจะเป็น adapt ก็ปลื้มปริ่มมากค่ะ = v =

    มีคอมเมนต์เรื่องการเรียกพี่เมินกะเรื่องคำเปรียบเทียบเรื่องพระอินทร์ที่แปลกๆแค่นั้นค่ะ แต่นอกนั้นเราลื่นไถลตามมาจนจบตอนเลย

    ชอบความกรุบกริบแบบไม่มากไม่น้อยเกินไปของเรื่องมากค่ะ แอระ อ่านไปแล้วมุ้งมิ้งหัวใจแต่ไม่รู้สึก ooc

    รอตอนใหม่อยู่นะคะ O v O

    • ขอบคุณมากๆๆๆค่ะ
      น้อมรับไปปรับปรุงนะคะ~

      ส่วนตอนหน้านี่คือ… /เงยหน้ามองฟ้า

  5. ดูวันที่แล้ว อืม เพิ่งจะได้มาอ่าน ชอบไสตล์การเขียนมากเลยค่ะ ขำที่ว่าคนเขียนบอกอยากเขียนฟิคมุ้งมิ้ง แต่เราว่านี่ไม่มากไป กะลังพอดีเลยค่ะ มีที่มาที่ไปเยอะดีด้วย ท่าจะทำการบ้านมาหนักมาก^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s