[Daomu Fanfiction] 等待着你 – 2

– 2 –
痕迹 – Mark

______________________________________

ยามอาทิตย์สาดส่อง สิ่งต่างๆมองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เหลี่ยมมุมต่างๆของกำแพงถูกขัดเกลาด้วยลมทรายแสงแดดและน้ำฝน เมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาถูกธรรมชาติกลืนหายไปอย่างเงียบเชียบ พื้นดินร่วนซุย ซากบางแห่งทรุดลงต่อหน้าเพราะสาเหตุนี้ ดีที่พวกเราเดินอยู่วงรอบนอกซึ่งเป็นจุดที่อ้อมที่สุดและปลอดภัยที่สุดเช่นกัน ขึ้นผ่านเนินสูงไปไม่นานเราก็ผ่านวัดที่ผม นายอ้วน และเมินโหยวผิงเข้ามาสำรวจกันเมื่อคืน รอบนี้เราได้แต่เดินผ่าน ไม่ได้เข้าไปอีก กว่าจะพ้นส่วนกลางของเนินเขาก็กินเวลาไปครึ่งวัน คณะเดินทางนั่งพัก ดื่มชาเนยกันคนละถ้วยกับอาหาร สักพักจึงออกเดินทางกันต่อ เดินเท้าบ้างขึ้นจามรีบ้างแก้เมื่อย ทางข้างหน้าเป็นทางลาดขึ้น เดินค่อนข้างลำบาก

ผ่านไปอีกราวๆ 2 ชั่วโมงจึงเห็นวิหารเทพพิทักษ์ เมื่อมองถัดไปจึงเห็นยอดอารามที่มีโครงสร้างเสาสีแดง ใช้เวลาอีกชั่วโมงก็ถึงวิหาร ผมจึงพูดคุยกับพวกชูอิอีกรอบ ชูอิเห็นว่าที่นี่ไม่มีอะไรก็จะเดินไปด้วยเป็นการเปิดหูเปิดตา ส่วนวั่งตุ้ยอาสาเฝ้าจามรีและสัมภาระให้ ชูอิจัดการของพกติดตัวเรียบร้อย พูดฝากวั่งตุ้ยอีกหน่อยก็พร้อมออกเดิน นายอ้วนออกเดินนำไปเล็กน้อยแล้ว เมินโหยวผิงท่าทางเหมือนเดินอ้อยอิ่งเพื่อรอผมตามไปสมทบ อากาศที่นี่เบาบาง หายใจลำบาก และดูท่าจะมีผมที่ปรับตัวได้ช้าที่สุด กว่าจะตามพวกข้างหน้าทันผมก็หอบจับ

ในวิหารมีภาพวาดประหลาดตาใช้สีร้อนแรง ลายเส้นดุดัน ดูเป็นรูปชายหญิงจากลัทธิตันตระ พอเดินลึกเข้าไปอีกหน่อยเนื้อหาของภาพวาดก็เปลี่ยนเป็นความทรมานในนรก แต่ละภาพบรรยายถึงการลงทัณฑ์อันโหดเหี้ยม ได้ยินชูอิเล่าว่าสมัยเด็กเคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเขตต้องห้าม สังหรณ์ใจว่าคงเป็นที่วิหารเทพแห่งนี้ ชาวบ้านทั่วไปเข้าใกล้ได้มากที่สุดแค่ประตู นอกจากคนของวัดแล้ว คนอื่นไม่ว่ายิ่งใหญ่มาจากโลกไหนก็ไม่ได้รับอนุญาต

ผมมองรอบๆเขตต้องห้ามที่ล่มสลาย วัดหลุนหุยหลังวิหารตั้งอยู่ในส่วนที่มีกำแพงโอบล้อมเป็นรูปครึ่งวงกลม จึงได้รับผลกระทบจากลมฝนค่อนข้างน้อย อยู่ในสภาพที่นับว่าดี พวกเราเดินเรียงแถวเข้าไปด้านใน สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดคือเสาสีแดงต้นใหญ่หลายต้น บนเสามีโคมไฟเสียบอยู่เป็นชั้นๆ เพดานผุพังเป็นหลายรูใหญ่ ไม่มีรูปปั้นหรือของตกแต่งอะไรเหลืออยู่แล้ว ไม่รู้ว่าโดนขโมยหมดหรือย่อยสลายเป็นดินทราย

นายอ้วนชี้ภาพในกระดาษ ภาพวาดอารามเป็นเสาที่มีโคมเสียบเป็นชั้น น่าจะเป็นที่นี่แน่ พอรู้ว่าอาจจะมีบางอย่างซ่อนอยู่ ก็ทำท่าคันไม้คันมือเป็นอย่างมาก ผมมองรอบๆก็ดูว่ามันไม่เหลืออะไรให้ค้นได้อีก เหลือบเห็นชูอิเงยมองด้านบนผมก็มองตาม

แสงอาทิตย์ส่องสว่างผ่านรูบนเพดานลงมา มองแล้วตาพร่า แต่ก็สามารถมองเห็นได้ว่าบนเพดานทั้งแถบคือภาพสีสันสวยงาม บ้างเป็นงานสลัก บ้างเป็นภาพวาด บางส่วนถลอกลอก บางส่วนเสียหายไปกับโครงสร้างที่ล้มไป แต่ก็ยังรักษาไว้ได้เกินครึ่ง ในภาพคือดวงตาขนาดใหญ่ รอบวงแบ่งเป็นแปดช่อง แต่ละช่องเป็นรูปสัตว์เทพต่างๆ วงนอกสุดคือภาพเจ้าแม่ฑากินีในหลากท่วงท่าสิบภาพ มองแล้วเพลินตาเป็นอย่างมาก

เสียงเสาถล่มดังขึ้นใกล้ตัวจนทุกคนสะดุ้ง นายอ้วนอยู่ใกล้ที่สุดกระโดดโหยง พวกเราวิ่งแตกไปคนละทาง ไม่ทันได้มองว่าใครวิ่งไปทางไหน ไม่ได้ยินเสียงร้องจึงคิดว่าไม่มีใครโดนทับ รอจนฝุ่นอวลหายไปจึงค่อยเดินกลับมาแถวจุดเกิดเหตุ

“เสี่ยอ้วนรูปร่างผอมเพรียว ไม่นึกเลยว่าพิงไปยังไม่ทันทิ้งน้ำหนักก็ล้มแล้ว” พวกเรามองหลังคาที่ขาดเสาใหญ่ไปต้นหนึ่งแล้วกับมามองที่หน้านายอ้วน “เอาน่า ไม่มีใครโดนทับตายเป็นเนื้อแผ่นก็ดีแล้ว”

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ก็ไม่มีใครอยากอยู่ต่อด้วยกลัวเพดานจะถล่ม จึงรีบออกไปข้างนอกวัดเพื่อวางแผนกันต่อ ที่อยากมาก็มาถึงแล้ว และดูเหมือนว่ามันไม่มีอะไรสักนิด ภาพวาดบนเพดานสื่อถึงอะไรผมก็ไม่มีข้อมูล รู้จักแค่บางส่วนเท่านั้น ไม่รู้ว่าจุดหมายถัดไปของนายอ้วนคืออะไรกันแน่

เมื่อเดินออกมาเราก็พบว่ากำแพงที่เสาล้มทับมีช่องมืดมิดขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น เหมือนกับเป็นห้องลับที่ถูกปิดไว้ เมื่อกำแพงล้ม กลิ่นเหม็นด้านในก็พุ่งออกมา ไม่ใช่กลิ่นเก่าหรือกลิ่นอับแน่ๆ ยากจะเดาได้ว่ามันคือกลิ่นของอะไร

ชูอิหยิบไฟฉายส่องเข้าไปด้านใน ด้านข้างเป็นของนายอ้วน ผมถูกสิ่งของด้านในดึงดูด แทบลืมหายใจ ด้านนอกสุดคือพระพุทธรูปโลหะสีทอง มีสามตาสี่แขนประดับอัญมณีบนหัว นั่งขัดสมาธิบนดอกบัว ดวงตาทั้งสามทอแสงสีเงินประกายบนตัวสีทอง ด้านหลังพระพุทธรูปเป็นประตูเหล็กมีกระดาษติดอยู่เต็ม เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าเป็นยันต์

ผมถอยหลังมาครึ่งก้าว ประตูที่มียันต์แปะท่วมไว้แบบนี้ไม่ใช่ของดีแน่ เห็นนายอ้วนส่องไฟอย่างระแวดระวัง เมื่อไม่พบอะไรก็กลับมาสนใจพระพุทธรูปเนตรเงินอีกรอบ

เข้าไปดูระยะใกล้ ก็เห็นว่าพระพุทธรูปสูงประมาณหนึ่งฟุต สีทองแวววาวอย่างประหลาด ไม่ได้หลอมขึ้นจากทอง และดูเหมือนจะไม่ใช่ทองแดงด้วย ชูอิเห็นผมสงสัยจึงพูดว่านี่อาจจะเป็นผลงานของชาวกู่เก๋อ หล่อพระพุทธรูปจากการหลอมโลหะ 5 ชนิดรวมเป็นเนื้อเดียว มีเพียงชาวกู่เก๋อที่จะรู้กระบวนการเหล่านี้ และวิธีการที่ว่าคงจะหายไปพร้อมกับกู่เก๋อ นายอ้วนที่ไม่รู้มายืนข้างผมตั้งแต่เมื่อไหร่กำลังพึมพำประเมินราคาของตรงหน้าและหาวิธีนำออกไปจากที่นี่อย่างเคร่งเครียด ด้วยด้านหลังพระพุทธรูปหลอมติดกับประตูเหล็ก ดูท่าว่าถ้าจะนำมันออกมาก็จะคือการเปิดประตูบานนี้ด้วย ผมตีแขนเจ้าเนื้อของนายอ้วนเต็มแรง พูดเสียงเบาว่าเราไม่ได้มาคว่ำกรวยทำไมต้องแบกของพวกนี้ออกไปด้วย อีกอย่าง ชูอิมีศรัทธาในพุทธศาสนา ถ้านำมันออกไปต้องมีเรื่องแน่ เรื่องแคะอัญมณีออกก็อย่าแม้แต่จะคิด นายอ้วนส่งเสียงขัดใจแต่ก็ไม่สามารถเถียงผมได้สักครึ่งคำ

ละจากนายอ้วน ผมเดินเข้าไปมองยันต์ใกล้ๆอีกครั้ง เห็นแล้วเหมือนเคยผ่านตาจากที่ไหนสักแห่ง ผมคงไม่ได้ใส่ใจจึงบอกได้แค่ว่าเป็นยันต์ที่ลงคาถาตันตระหกคำเท่านั้น

“อันมาณีปาโมวโหว แปลว่า โอม อัญมณีแห่งดอกบัว” เมินโหยวผิงราวกับตอบคำถามที่ผมสงสัยในใจได้ ผมหันไปหาเขาอยากจะถามว่าเขารู้ได้อย่างไร ฉับพลันก็สะดุ้งออกปาก

ความสนใจของทุกคนพุ่งมาที่ผมทันที เมื่อครู่มีอะไรวิ่งผ่านเท้าผมไปจริงๆยังเห็นเงามืดไหวอยู่หางตา ชูอิไล่ไฟฉายจนเจอ แท้จริงคือตัวหนูมัสค์ ตัวเล็ก สีดำ รูปร่างคล้ายแมว ชูอิทำท่าจะฟันมันให้ตาย แต่มันเคลื่อนไหวเร็ว ผลุบเข้าไปใต้ประตูสีดำ พ้นปลายมีดแหลมไปอย่างหวุดหวิด แต่เพราะอย่างนี้พวกเราจึงเห็นช่องใต้ประตูนั้น

นายอ้วนก้มลงส่องไฟฉายเข้าไปไม่พบอะไรมีเพียงความดำมืด ชูอิพูดชวนพวกเราออกไปด้านนอก ประตูมียันต์เห็นชัดอยู่แล้วว่าห้ามเข้า ข้างในไม่ใช่ของดี อยู่แบบนี้พาลไม่สบายใจ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย และย้ำให้พวกเราหาอะไรมาบังช่องกำแพงเอาไว้เหมือนเดิม นายอ้วนทำสีหน้าหงอยซึมแต่ก็ยอมทำตาม เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีเราจึงเดินออกจากตัววัด

“เรื่องยันต์นั่น นายรู้ได้ยังไง?” ผมถามเมินโหยวผิง ไม่ยอมงำความคาใจ คำตอบที่ได้คือเขาไม่รู้ มันเพียงแว่บเข้ามาในหัว คงเป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำ “พอเข้าใจนะ ฉันก็เหมือนเคยผ่านตามาบ้าง แต่จำไม่ได้เลย” ถ้าให้ผมดูแผ่นลอกลายหรือพวกเครื่องหมิงอาจจะเข้าทางกว่า

“เสี่ยอ้วนสงสัย ทำไมต้องหล่อพระพุทธรูปเข้ากับประตู แบบนี้ถ้ายกพระพุทธรูปออกมิต้องเอาประตูออกมาด้วยเหรอ? ข้างในประตูนั่นคืออะไรกันแน่? หรือจะเป็นทางลงสุสาน?”

“ถ้าข้างใต้มีสุสานจริงไม่โดนขุดพรุนไปแล้วเหรอ? ชูอิบอกว่าแถวนี้เมื่อก่อนเคยมีนักสำรวจเข้ามา ถ้ามีอยู่จริงคงไม่รอดสายตาพวกนั้น ไม่เหลือมาถึงเราหรอก นายตัดใจเถอะ” นายอ้วนพยักหน้าอย่างส่งๆ ผมมองแล้วชักเริ่มมีลางไม่ดี

“อย่างนั้นฉันคงได้แต่ตัดใจแหละ” นายอ้วนยักไหล่ น้ำเสียงฟังแล้วน่าเชื่อถือพอๆกับประโยคที่บอกว่าเห็นยานบินต่างดาวจอดอยู่หน้าบ้านตัวเองนั่นแหละ ผมเหล่มองเขา “อะไรเทียนเจิน นายไม่เชื่อคำพูดเสี่ยอ้วนรึ?”

“เปล่า ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่เห็นตัดใจได้ไว ค่อนข้างจะน่าเหลือเชื่อ แต่ก็ดีที่นายหัดตัดอกตัดใจซะบ้าง” ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น ผมก็เชื่อว่างานนี้ไม่พ้นนายอ้วนแผลงฤทธิ์อีกแน่นอน

พวกเราไม่ทันจะได้ขยับไปไหน เสียงถล่มจากที่ไหนสักแห่งดังขึ้นมาอีกครั้ง สังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจผม พวกเรามองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง ถ้าไม่รีบออกไปตอนนี้ไม่ดีแน่ๆ

เสียงถล่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังใกล้มากๆราวกับอยู่เพียงแค่ปลายจมูก พวกเราหันมองรอบๆพลางถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ทางเข้าเบื้องหน้าของเราเห็นเป็นเสาขนาดมหึมาล้ม เราวิ่งถอยหลังหลบกันจ้าล่ะหวั่น ตามองเพียงยอดเสาและก้อนอิฐที่ร่วงมาจากด้านบน เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เรามาอยู่ในช่องแคบมืด ไม่ทันได้ดูรอบๆ เสาหลายต้นก็ถล่มปิดทางเข้าออกก่อนที่เราจะทันได้รู้สึกตัว

“เชี่ย!” เสียงนายอ้วนอุทานเสียงดัง พวกเราละสายตาจากกองซากทับถมตรงหน้ามามองเขา “ไอ้หนูสกปรกนั่นอีกแล้ว! ตกใจหมด!”

“ดูนั่น!” ชูอิตะโกนขึ้น สีหน้าไม่ดีนัก

ผมตระหนักได้ถึงสถานที่ของพวกเราก็ตอนนี้เอง พวกเราอยู่ในข่องที่เพิ่งจะยกอะไรมาปิดทับ หนูตัวนั้นก็วิ่งลอดประตูบานเดิมเข้าไป สิ่งที่น่าตกใจคือประตูพระพุทธรูปขยับแง้มออกมาทั้งๆที่ไม่มีใครแตะมัน ชูอิถอยออกมาทางผม พยายามอยู่ห่างจากประตูนั้น สีหน้าซีดเผือด กระทั่งนายอ้วนเองก็ยังถอยออกมา ทำหน้าราวกับเห็นประตูนรก

มุมหนึ่งที่ไกลที่สุดจากประตูบานนั้นคือที่ที่พวกเราเลือกจะนั่งพักกัน ชูอิแทบจะไม่ละสายตาจากประตูบานนั้นเลย ขนาดตัวผมเองยังรู้สึกว่ามันมีปัญหา มันเปิดได้อย่างไร แรงถล่มก็ไม่ได้มากมายอะไร พวกเรายังยืนอยู่ได้ตามปกติด้วยซ้ำ ตอนนี้สภาพแวดล้อมเราคล้ายถ้ำไร้ทางออก เสาด้านนอกปิดถล่มขังพวกเราไว้ในช่องมืดมิด ยังดีที่มีแสงจากภายนอกลอดเข้ามาได้บ้าง แต่ก็ยากจะเดาว่ายามค่ำคืนจะน่ากลัวกว่านี้แค่ไหน นอกจากนั้นผมยังนั่งคิดถึงเหตุการณ์ที่พวกเราวิ่งหนีเสาถล่มกัน อะไรทำให้เราเข้ามาอยู่ในนี้ ผมแน่ใจอย่างมากกว่าเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยยกแผ่นหินมาปิดทางเข้านี่แน่ๆไม่ใช่นิมิตหรือความฝัน พวกเราวิ่งทะลุเข้ามาก็จะดูเหนือมนุษย์ นี่มันอะไรกัน เหมือนทุกสิ่งอยู่นอกเหนือความเข้าใจของผมไปแทบจะทั้งหมด รวมถึงการที่พวกเราจะออกไปจากที่นี่ ผมยังคิดไม่ออกเลยสักวิธี ผมเหลือบมองเมินโหยวผิงที่ดูเหมือนจะมองมาอยู่ก่อนแล้ว พบว่าเมื่อสักครู่ เขาอาจจะเป็นคนเดียวหนีออกไปทัน และการที่เขายังยืนอยู่ตรงนี้ แปลว่าเขาไม่คิดจะทิ้งเราไว้ สมองของผมแล่นอีกครั้ง การโดนขังอยู่ในนี้สี่คนมันจะมีความหมายอะไรนอกจากการตายหมู่ อาหารเรานำติดตัวมาไม่มาก กินประหยัดๆหน่อยก็ได้อย่างมากสองวัน ทันใดผมก็เห็นความหมายของการขังหมู่นี้ อย่างน้อยในพวกเราสักคนต้องหาทางเจอแน่ๆ ตัวผมอาจจะสิ้นหวัง แต่ที่เหลือต้องมีทางออกแน่ๆ

ผมเห็นนายอ้วนจ้องประตูบานนั้นเขม็ง จึงใช้ศอกกระแทกเขาให้พูดอะไรออกมาสักอย่าง

“อย่ามากวนสมาธิน่า” นายอ้วนพูดปัดรำคาญ ผมเบิกตากว้าง ใครมีสมาธินะ? “เสี่ยอ้วนกำลังมองอยู่ว่ายันต์ที่แปะอยู่มีอันไหนขาดไปรึเปล่า”

ผมหันไปมองประตูนั่นในทันทีทั้งที่ตอนแรกทำเป็นเมินมัน กลิ่นไอของอะไรบางอย่างลอยออกมาจากประตูบานนั้น ผมมองกราดตาดูยันต์ตามนายอ้วนบอก พบว่าระยะนี้มันไกลเกินกว่าจะมองเห็น “นายเห็นอะไร มองจากตรงนี้ฉันไม่เห็นอะไรเลย”

“พูดอีกก็ถูกอีก…” นายอ้วนยักไหล่ก่อนจะลุกขึ้นยืน ตายังไม่กระพริบ “…เลยว่าจะเดินไปดูเสียหน่อย”

ผมเบิกตากว้างอีกครั้ง นายอ้วนเป็นแบบนี้เสมอ ลุยเป็นลุย ไม่ปล่อยให้อะไรคาใจนาน แต่เดี๋ยวก่อน นี่อาจจะเป็นโอกาสทองของนายอ้วนก็ได้ เห็นตอนแรกอยากเข้าไปนักหนา นี่ถ้าไม่เห็นว่าเฉียดตายมาด้วยกัน ผมคงคิดว่าเขาคงวางแผนทั้งหมดไว้ วางระเบิดตามจุดต่างๆและคำนวนทิศทางการหนีของพวกเราเป็นอย่างดี ทันที่ที่กดระเบิดตัวแรก ก็ติดตั้งระเบิดอีกตัวไว้ที่แผ่นหินช่องนั้นแล้วทำลายทิ้ง แต่ก็อีกนั่นแหละ นายอ้วนหวังที่ผมรู้จักไม่ฉลาดซับซ้อนขนาดนี้หรอก

เห็นนายอ้วนยืนอยู่นานไม่กระดิก ผมจึงยืนเป็นเพื่อนเขาอีกคน “นายจะไปกับฉันสินะเสี่ยวเสีย”

“ไม่ไป ใครเสี่ยวเสีย เห็นนายยืนก็เลยยืนเป็นเพื่อน” เป็นห่วงนะจริงๆแล้ว “รู้ว่าไปคนเดียวได้ แต่พาใครไปสักคนที่เป็นประโยชน์มากกว่าฉันเถอะ ฉันเป็นอย่างมากก็แค่เหยื่อล่อตายแทนนายเท่านั้น”

“ก็ต้องการเท่านั้นแหละ” รักกันสุดๆเลยนะนี่ นายอ้วนยิ้มมุมปากค่อยคลายบรรยากาศลงได้หน่อย “ไม่ชูอิก็เสี่ยวเกอน้อย มาเป็นเพื่อนกันหน่อย”

ชูอิทำตะบันไฟในมือได้คนละอันกับเมินโหยวผิง คนหนึ่งนำหน้าคนหนึ่งปิดท้าย จากบานประตูเข้าไปมีความกว้างได้เท่าหนึ่งคนเดิน ด้านในยังแปะท่วมไปด้วยยันต์ล้วนแล้วแต่ดูไร้ประโยชน์เพราะฉีกขาดและเก่ามาก หมึกบนยันต์จางไปแทบไม่เหลือไม่ก็โดนฝุ่นจับเกินกว่าจะเห็น ผมไม่กล้าเอามือไปสัมผัสดู ดูจากรูปแบบการขุดไม่ประณีตนัก กำแพงเป็นรอยนูนต่ำเต็มไปหมดฉาบด้วยยันต์เก่าๆอีกชั้นเท่านั้น ทั้งเหนือหัวของเราก็ยังคงเป็นยันต์ มองนานๆแล้วมึนหัวไม่ใช่น้อย นายอ้วนมองรอบทั้งซ้ายขวาบนล่างอยู่ด้านหลังผม เขาดูขรึมแปลกๆ ชูอิเดินระวังหลังอยู่ท้ายสุด มือด้านหนึ่งกระชับด้ามมีดที่เอวไม่ปล่อย

เพราะมัวแต่สังเกตคนอื่น ผมจึงเดินชนกับคนด้านหน้า กำลังจะอ้าปากถามว่าหยุดทำไม คำตอบก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ด้านหน้าเป็นโถงเล็กๆราวสามคูณสี่เมตร ถัดไปเป็นรูอุโมงค์แยกสี่ทาง สูงเกินครึ่งคนไปเล็กน้อย กว้างขนาดให้นายอ้วนเดินได้แถวเรียงเดี่ยว ผมกับนายอ้วนรู้หน้าที่ เดินแยกไปตามปากอุโมงค์ต่างๆเพื่อหาลายมือขยุกขยุยอย่างมีความหวัง

“บางทีเราน่าจะคิดบ้างนะว่าที่บางที่เขาอาจจะไม่เคยไปมั่งน่ะ” ผมพูดพลางส่ายหน้าให้สีหน้าเวิ้งว้างของนายอ้วน

“จะไปรู้เรอะ! ก็เห็นไปที่ไหนแม่งก็มีลายมือมันบอกทางเต็มไปหมด เห็นทางแบบนี้มันก็อดไม่ได้นี่หว่า เสี่ยวเสียก็ปรี่ไปหาเหมือนฉันน่ะแหละ ทำเป็นพูดดีไป” นายอ้วนเดินมาแซวผม เอาแขนพาดบ่า หันไปถามคนที่เหลือ “เอาไงดีทีนี้? เสี่ยวเกอ ชูอิ มีความเห็นอะไรไหม?”

ชูอิเดินมาหยุดแต่ละทาง เขานั่งนิ่งมองไปในความมืดนั้น ฟังเสียงลม รับกลิ่น หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นเบาะแสให้เรา สุดท้ายก็กลับมารวมกลุ่มกันที่เดิม กระทั่งเมินโหยวผิงก็ไม่มีความเห็นใดๆ

“คนละทางไหม วัดดวง” นายอ้วนเสนอ

“พูดมาได้นะ คิดบ้างไหมว่าคนซวยอาจจะเป็นนายก็ได้น่ะ” ผมไม่เลือกทางนี้เด็ดขาด

“งั้นแยกเป็นสองทาง กลุ่มละสองคน”

“ก็ถ้าตายทั้งสองทาง”

“เถียงจริงวุ้ย! เทียนเจิน นายจะเอายังไงห๊ะ คงไม่เลือกนั่งรวมหมู่กันอยู่แบบนี้จนตายใช่ไหม” นายอ้วนฟึดฟัด “หรือเราจะเดินกลับไปทางเดิม ให้นายปล่อยแสงออกจากมือ ทำลายเสาบ้าพวกนั้นเคลียร์ทางให้เรา”

“ใครจะไปทำได้! นายแปลงตัวให้ใหญ่ๆสิแล้วต่อยหินเปิดทางเลย” ผมเถียง

“พักกินอะไรกันหน่อยเถอะ เผื่อจะคิดอะไรออก” เสียงชูอิเรียกสติ และผมดีใจที่มีคนมีสติอยู่ในหมู่พวกเราบ้าง

จากที่เห็น แน่นอนว่าเราเข้ากันมาทั้งสี่คนนั่นแหละ ไหนๆการรอคอยอยู่ตรงนั้นไม่ว่าจะกี่คนก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตอนนี้เราล้อมวงหันหน้าเข้าหากัน ดื่มน้ำจากในกระติกพกพา อากาศภายในถ้ำเริ่มเย็นลง ข้างนอกคงจะมืดแล้ว ไม่รู้ว่าวั่งตุ้ยจะออกมาตามหาพวกเราไหม แล้วจะรู้ไหมว่าพวกเราอยู่ในนี้ ผมกัดเนื้อแห้งในกระเป๋าตัวเองอย่างประหยัด สถานการณ์แบบนี้ไม่รู้เราจะต้องติดอยู่ในนี้กี่วัน อะไรทนได้ก็ทนไปก่อน ผมมองนายอ้วนที่กินเสร็จไม่มีอะไรทำก็เดินวนดูตามปากทางเข้าอีกรอบ ไม่ได้ความอะไรเพิ่มเติม เมื่อผมกินเสร็จแล้วจึงไปพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง นี่อาจจะเป็นอุโมงค์โจรไม่ก็กับดัก หรืออีกที ตอนนี้เราอาจจะติดอยู่ในกับดักแล้วก็ได้

เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ เมินโหยวผิงก็ขยับตัว เขาเสนอให้พวกเรารออยู่ที่นี่ เขาจะเข้าไปสำรวจทีละทางแล้วจะออกมาบอกว่าทางไหนเป็นอย่างไร โดยรับปากกว่าจะไม่เข้าไปลึกเกินไป หากเจอทางแยกหรืออะไรที่ผิดแปลกจากเดิมจะเดินกลับมา

จุดนี้ ผมไม่สบายใจอย่างมาก ชูอิทำท่าจะเสนอตัวไปด้วยก่อนจะจำใจยอมรับอย่างเงียบเชียบ ราวกับดูออกว่าเมินโหยวผิงดูแลตัวเองได้ดีพอแล้ว จุดนี้ผมไม่เถียงหรอก แต่ผมไม่อยากให้เขาไปคนเดียว ไปในที่ที่ผมไม่รู้ว่าเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร และเขาจะกลับมาตรงนี้อย่างที่พูดได้ไหม เมินโหยวผิงไม่สบตาผมเลย เขาพูดจบเท่านั้น ทิ้งสัมภาระที่ไม่จำเป็นไว้ รวมถึงตะบันไฟ เดินหายเข้าไปในอุโมงค์ทางแรก

ผมนั่งนิ่งอยู่ด้านหน้าทางที่เขาเดินเข้าไป สองคนที่เหลือโยนหน้าที่ยามให้ผมโดยไม่ได้นัดหมาย เห็นชูอิลืมตามองผมเป็นพักๆ ผมเกิดความรู้สึกอยากตามเข้าไปอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหน อาจจะแค่สิบ สิบห้านาทีก็ได้ ไม่ก็อาจจะเป็นชั่วโมงไปแล้ว สำหรับผมมันนานมากราวกับผมนั่งเฝ้าตรงนี้มาแล้วเจ็ดวัน ผมนั่งกอดเข่าตัวเองทั้งสองข้างมองทางเดินที่มืดมิดตรงหน้า หวังว่าจะมีแสงไฟกระทบเข้าตาผมสักครั้ง เป็นสัญญาณให้ผมรู้ว่าเขากลับมาแล้ว ผมใจไม่ดีเท่าไรนัก เสียงของความเงียบไม่มีเสียงใดแทรกเข้ามา (แน่นอนว่าถ้าไม่นับเสียงกรนของนายอ้วน) และนั่นทำให้ผมกลัว

to be continued….

++++++++++++++++++++++++++++++++

talk:
สุขสันต์วันฮาโลวีนค่ะ
จากใจ เราไม่คิดว่าจะมีใครอ่านฟิคเราเลยค่ะ /น้ำตาไหล
เราแต่งด้วยความบ้าพลังล้วนๆ แล้วก็แต่อยู่ในไฟล์ไม่ได้เอามาโพสด้วยนะ ลืม OTL

ไหนๆมีคนทวง(ฮา)และมีโอกาสแล้ว เราจึงลงตอนที่สองก็แล้วกัน

ตอนที่สามเจอกันอีกทีคริสมาสนะคะ /โดนตีหัว
เราอยากวาดแฟนอาร์ตเรื่องนี้มากเลยค่ะ แต่ตอนนี้คิดปัญหาที่เมาส์ปากกาหายปริศนาอยู่ในห้องหาไม่เจอ #มิติลี้ลับ มีก็แต่ที่เขี่ยๆไว้ในกระดาษ อายเกินกว่าจะเอามาลง
วันไหนบ้าพลังจะทำนะคะ ฮา

เราอ่านจบทั้ง 10 เล่มแล้วค่ะ
สามารถเม้ามอยได้คอมเม้นเบย (เรื่องตอบคอมเม้นที่เร็วพอตัว ถถถถถ)

หากพบเจอคำผิดหรือตรงไหนแปลกๆบอกได้นะคะ น้อมรับทุกความเห็นค่ะ
(เราเป็นเทพเจ้าแห่งการพิมพ์ผิดอยู่แล้ว ฮา)

แล้วเจอกันค่ะ~

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu Fanfiction] 等待着你 – 2

  1. เหยชชช ยังไม่ได้อ่าน มาเม้นก่อน (?) เพราะใกล้เลิกงานแล้ว เดี๋ยวอ่านแล้วไม่จบจะค้างคาจัยยยยย

    ดีมากที่นายต่อ แอ๊ยยยย นี่ เรามาเม้นท์ต่อเพื่อรายงานตัวว่าเรามี account wordpress แล้วนะ!!!!

    /เม้นท์อย่างเกรียน
    /เดี๋ยววันจันทร์เรามาอ่านยาวๆ

  2. ทำไม!!!
    ทำไม!!!
    ทำไมมีแต่เนื้อเรื่อง!!!

    นี่แฟนฟิคนะเว้ยบ้อย!!! ขอความมุ้งมิ้งไม่ซีเรียส จะเขียนให้เข้มเหมือนของจริงทำมัยฟระ!!!! /อาละวาดอย่างก้าวร้าว

    ฮือ นาย เราอุตส่าห์คาดหวังฉากกุบกิบกับเสี่ยวเกอน๊ะะะะะะะะะะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s