[Daomu fanfiction] 等待着你 – 3

– 3 –
温暖 – The warmth
______________________________________

เสียงถอนหายใจของนายอ้วนข้างๆทำให้ผมหันไปมองเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่แน่ใจนัก ตอนนี้เขามานั่งข้างๆผม มองไปยังเส้นทางดำมืดที่เพื่อนของเราเดินเข้าไป มืออวบตบบ่าผมอย่างเข้าใจและให้กำลังใจ มันไม่ง่ายเลยที่จะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ในเมื่อมันเคยเกิดขึ้นมาก่อน ฝันร้ายของผมที่ไม่มีทางลืมวนมาซ้ำอีกรอบ

ผ่านไปอีกสักพัก ชูอิเริ่มนั่งไม่ติดที่ เขาเสนอตัวที่จะเดินเข้าไปยังทางที่สองโดยรับเงื่อนไขเดียวกับเมินโหยวผิง คือไม่ว่าจะเจออะไรใดๆก็ตาม เขาจะเดินกลับออกมา แววตาของชูอิเด็ดเดี่ยวและเตรียมตัวพร้อมที่จะเดินไปในทางที่ตัวเองเลือก นายอ้วนทำสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถึงจะไม่ได้รู้จักกันแต่ก็ถือเป็นเพื่อนร่วมทางที่ผ่านอะไรมาด้วยกันพักใหญ่ๆ หากชูอิไม่เลือกเดินมากับเรา อนาคตของเขาต้องเป็นผู้กล้าของดินแดนแน่ๆ ผมและนายอ้วนไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องฝีมือของเขา แต่ผมไม่อาจเห็นหนึ่งในพวกเราหายไปอีกคน ผมส่ายหน้ายืนยันคำตอบของผม แต่ชูอิก็ยืนยันที่จะไป ผมกับนายอ้วนไม่รู้จะเอาอะไรรั้งเขาไว้ได้อีก ทั้งเขายังไม่สนใจ ทิ้งตะบันไฟไว้ เดินดุ่มเข้าไปในเส้นทางมืดมิดริมอีกด้านที่ผมกำหนดเองว่าคือเส้นทางที่สี่

ผมกับนายอ้วนนั่งเหวง อยากจะทำอะไรที่มีประโยชน์มากกว่าการรอคอย แต่การแยกไปอีกคนละทางไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย


ผมไม่ได้กลัวตาย แต่ผมกลัวเสียทุกคนไป…

 

ฝีเท้าดังขึ้น ผมกับนายอ้วนตื่นตัวขึ้นมาทันที นายอ้วนหยิบปืนไว้ในมือ มันไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นพวกของเราที่เดินกลับออกมา ประสบการณ์บอกเราไว้เช่นนั้น สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือเสียงของฝีเท้ามีมากกว่าหนึ่ง ทันทีที่เจ้าของฝีเท้านั้นก้าวกระทบกับแสงไฟ ผมกับนายอ้วนก็ลุกพรวดขึ้นไปหา

เมินโหยวผิงกำลังประคองชูอิที่สีข้างเลือดโชกออกมา พวกเราช่วยประคองชูอินอนราบกับพื้นและเริ่มต้นปฐมพยาบาลทันที นายอ้วนหยิบน้ำและยาที่มีเตรียมพร้อมไว้ให้ ชูอิไม่ส่งเสียงใดๆ แสดงเพียงสีหน้าเจ็บปวดเท่านั้น

“เขาโดนกับดัก” เมินโหยวผิงอธิบาย

เริ่มต้นจากการเดินเข้าไปในทางนั้น ค่อยๆสัมผัสทีละก้าว หูเงี่ยฟังเสียงกลไลทุกกับดักที่อาจจะเกิดขึ้น ในความมืดนั้นไม่สามารถตอบได้ว่าทางคดเคี้ยวไปแค่ไหน ทางตรงหรือทางโค้งก็ยากจะเดา ค่อยคืบไปเรื่อยๆอย่างระแวดระวัง เดินไปสักพักใหญ่ก็ไม่เจอทางแยก ไม่พบอะไรจึงตัดสินใจเดินกลับ ค่อยเลาะสืบเท้าไปเรื่อยๆแล้วก็พบว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่ทางเดิมที่เขาเดินมา ระหว่างทางมาทีแรกได้ทิ้งสัญลักษณ์ไว้ จำนวนก้าวก็นับโดยตลอด ความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นแทบไม่มี แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่เดินหน้าต่อไปเท่านั้น จวบจนกระทั่งได้ยินเสียงกลไกทำงาน เขาหยุดฟังทันที เสียงนั้นไม่ไกลไม่ใกล้ อาจจะเกิดขึ้นกับพวกที่นั่งรอเขาอยู่ ใจร้อนรีบเดินต่อไป เสียงหอบหายใจของคนดังเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เมินโหยวผิงย่องเสียงเงียบไปยังร่างที่นอนคู้อยู่ในอุโมงค์ พบว่าเป็นชูอิ คลำสักพักจึงแน่ใจว่าชูอิคงจะโดนกับดักเมื่อครู่ เขาระวังตัวมากกว่าเดิม คลำและฟังเสียงกับดักไม่พบ จึงค่อยพาตัวชูอิเดินตรงมาเรื่อยๆจนเจอพวกเราในที่สุด

จากที่ได้ฟังเมินโหยวผิงเล่า ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ อุโมงค์ที่หนึ่งและอุโมงค์ที่สี่เชื่อมถึงกัน แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะง่ายอย่างนี้จริงหรือไม่ แต่ข้อสันนิษฐานนี่เป็นข้อมูลเดียวที่เรามี

“ฉันขอถามอะไรไม่เข้าท่าสักอย่าง” นายอ้วนเปรยออกมาเสียงเบา และลดเสียงลงอีก “นายว่าคนที่นอนอยู่นี่ใช่ชูอิจริงๆหรือเปล่า? เสี่ยวเกอ นายมั่นใจไหม?”

ผมสักเกตลักษณะชูอิที่กำลังนอนพักฟื้นอยู่กับชูอิในความทรงจำของผมทันที ข้อมูลของเขาผมมีแค่คร่าวๆเท่านั้น เนื่องจากเพิ่งได้รู้จักกันไม่นาน ถ้ามองแบบกราดๆผมว่านี่ก็ดูเป็นชูอิคนเดิม แต่เพราะนายอ้วนทัก ผมจึงไม่อาจวางเฉย

“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น”

“ไม่รู้เหมือนกัน” นายอ้วนยักไหล่ “แค่ถามเพราะสะกิดใจขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะเจออะไรผิดปกติหรอกนะ แต่ดีแล้วที่นายรอด” ประโยคหลังนายอ้วนผันหน้าไปทางชูอิ

ผมจัดให้ชูอินอนหนุนกับเป้สะพายของเขาต่างหมอน เห็นไม่มีใครพูดอะไรเรื่องนี้ขึ้นมาอีกจึงตัดสินใจนอนพัก ไม่รู้ว่ากี่โมงกี่ยามแล้ว แต่การพักผ่อนเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะสำหรับคนเจ็บ เมินโหยวผิงอยู่ยามคนสุดท้าย คนแรกคือนายอ้วน

 

ด้วยอากาศไม่ถ่ายเทและความระแวดระวังบางอย่างในตัวผมทำให้นอนแทบไม่หลับ รู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดขณะที่นายอ้วนเฝ้ายาม พอถึงทีของตัวเองผมก็ตาสว่าง มองกราดไปรอบๆอย่างไม่มีอะไรให้มอง ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีเสียงอะไรแปลกๆ เดินไปดูอาการชูอิเป็นพักๆ พยายามเช็ดเปลี่ยนผ้าพันแผลให้และกลับมานั่งอย่างเดิม กระทั่งถึงเวรของเมินโหยวผิง ผมเห็นเขาไม่ได้หลับตาลงเลย แต่ก็ยังไว้ใจได้ ในที่สุดผมก็เริ่มง่วงสัปหงกไป

ผมลืมตาขึ้นมาอย่างเบลอๆเพราะปวดคอจากการนอนไม่ถูกท่า ขยับตัวเล็กน้อย หางตาพลันเห็นว่ามีบางอย่างไม่อยู่ที่เดิม ปากอุโมงค์ที่สองเห็นอะไรแวบประหลาดเหมือนมีคนเดินเข้าไป ผมลุกขึ้นนั่งทันที หันซ้ายขวาดูพวกพ้องแล้วก็จริง… เมินโหยวผิงหายไป

บอกไม่ถูกว่าผมรู้สึกยังไง มันไม่ชินเสียทีกับการที่เมินโหยวผิงเป็นแบบนี้ ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ว่าเขาอยากทำหรือตั้งใจจะทำอะไรจริๆขึ้นมา ไม่มีใครห้ามได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลหรือจะงัดกันด้วยกำลังก็ตาม ผมไม่เห็นทางอื่นจึงลุกเดินตามเข้าอุโมงค์ไปทั้งที่ไม่ถือคบไฟ ผมไม่อยากตะโกนเรียกให้อีกสองคนตื่น จึงวางแผนแค่ว่าเดินไปให้ทันแล้วจับลากกลับมาก็พอ ไม่อย่างนั้นก็เดินไปมันด้วยกันนั่นแหละ ตราบใดที่คนเดินนำหน้าผมเป็นเมินโหยวผิง ผมก็คงไม่ตายง่ายๆกระมัง

 

อุโมงค์มืดและไม่มีเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงฝีเท้าของผมเอง ทั้งที่รู้ว่าเมินโหยวผิงฝีเท้าเบา แต่นี่มันจะเบาเกินไปหน่อยไหม เดินมาพักใหญ่ก็เพิ่งนึกได้ว่าลืมนับจำนวนก้าวที่เข้าอุโมงค์มา จะหันกลับไปกลับมาก็ไม่กล้าเพราะกลัวหลงทิศ จึงตั้งใจเดินให้ก้าวยาวขึ้นถี่ขึ้นเพื่อที่จะได้ตามคนข้างหน้าทัน ที่ตรงนี้ไม่มีแม้แต่แสง ไม่รู้เข้ามาลึกเท่าไหร่แล้ว มือทั้งสองข้างแตะผนังดินสองด้านตลอดทางเผื่อเจอทางแยกก็ไม่มี ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เดินอยู่คดเคี้ยวบ้างหรือไม่ รู้แต่ต้องไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น ไม่นาน มือผมก็สัมผัสได้ถึงทางเลี้ยวโค้ง เบื้องหน้าผมยังคงไม่มีอะไร แม้เสียงลมหายใจก็ไม่ได้ยิน ได้แต่นึกด่าเมินโหยวผิงว่าจะเดินเร็วไปไหน ทางแคบเท่าหนึ่งคนยืนก็ลำบากพอตัวอยู่แล้ว เลี้ยวตามทางนี้ไปผมควรเจอตัวเมินโหยวผิงได้เสียที

อะไรอะไรก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ผมยังคงเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จุดหมาย และตอนนี้ก็เริ่มกลัว พ้นโค้งมาผมนับก้าวตลอด นี่ก็เกินห้าร้อยก้าวเข้าไปแล้ว ทางนี้มันจะสิ้นสุดลงตรงไหน หรือผมเดินวนอยู่ในเขาวงกตและกำลังหลงทางก็สุดจะรู้ได้ มือยังคลำไปทั่วไม่หยุดแม้แต่บนเพดาน เหงื่อเริ่มไหลท่วมทั้งตัว มาสะดุดตรงช่องลมที่ร่างกายสัมผัสได้

ช่องลมมีขนาดไม่ใหญ่มาก สัมผัสดูเหมือนปากทางจะเป็นรอยหินแตก ลองเทียบแล้วหากตะแคงตัวเข้าไปท่าจะผ่านไปได้ รู้สึกถึงสายลมที่ปะทะผิวหน้าได้จริง ทางนี้น่าจะเป็นทางออก เมินโหยวผิงอาจจะลอดไปทางนี้ ยังไงก็ต้องลองดู ผมทำเครื่องหมายไว้แถวนั้นเสร็จก็แทรกตัวเข้าไป รอยแตกนี้เหมือนจะเป็นหินทั้งชิ้น มีหลายแง่งที่ข่วนบาดตัวผมทั้งแสบๆคันๆทั้งเจ็บเลยก็มี พอพยายามไปได้สักพักก็รู้ว่าพลาดท่าเสียแล้ว

ร่างกายคาอยู่ในรอยแยกหินเขยิบไม่เข้าและขยับออกไม่ได้ ขยับตัวแต่ละครั้งก็โดนผิวมุมหินแตกบาดเนื้อเจ็บไปหมด มือพยายามรั้งตัวเองออกก็ไม่สำเร็จ พยายามจนเหงื่อเข้าตาจึงหยุดอยู่เฉยๆ นี่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล ช่องหินนี้มันแคบลงหรือผมอ้วนขึ้นกระทันหันถึงได้ติดแหงกอยู่แบบนี้ ผ่านอันตรายอะไรมาก็มาก กลไลก็ทั้งเลี่ยงทั้งปลดมาได้ไม่รู้กี่ครั้ง แต่นี่กลับต้องมาแห้งตายคาซอกหินที่ไม่มีบ้าอะไรเลยมันจะทุเรศไปหน่อยแล้ว… ผลของการกระทำไม่คิดหน้าคิดหลังจริงๆ งานนี้โทษใครไม่ได้นอกจากสมองอันซื่อบื้อของตัวเอง ผมตัดสินใจอยู่นิ่งๆเพื่อฟื้นแรงสักหน่อย ร่างกายเหนื่อยและอ่อนเพลียมาก ริมฝีปากเริ่มแห้ง และที่น่าเหลือเชื่อกว่านั้นคือผมเริ่มง่วง…

สถานการณ์แบบนี้ยังจะง่วงลง ผมคงเหนื่อยมากแล้วจริงๆ สัญญาณระวังภัยยังตื่นเต็มที่แต่สมองเริ่มไม่ประมวลผล พยายามฝืนลืมตาแม้จะไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม หูก็ยังคงนิ่งฟังเสียงของตัวเองหอบหายใจ สุดท้าย ผมว่าช่างมารดามัน… ผมจะขอหลับสักงีบเพื่อตื่นมาแงะตัวเองออก เอาตัวเองเข้ามาติดก็ต้องออกไปให้ได้ ผมไม่ยอมตายอย่างน่าสมเพชอยู่อย่างนี้เป็นอันขาด คิดถึงตรงนี้ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าเมินโหยวผิงลำตัวหนากว่าผมด้วยซ้ำ ยังไงก็ไม่มีทางเข้าผ่านทางนี้ไปได้อย่างแน่นอน แล้วมาคิดออกตอนนี้ ผมอยากตบกบาลตัวเองสักทีแต่ไม่สามารถ ได้แต่รู้สึกทุเรศทุรังตัวเองเกินใจจะรับ ยังไงก็ตามขอพักสักหน่อยก่อน… แค่นิดเดียว แล้วจะตื่นขึ้นมา ในสมองของผมยังมีส่วนหนึ่งที่ต่อต้านอยู่ ก็ได้แต่คิดว่า…ขอแค่นิดเดียวเท่านั้น ตาสองข้างของผมค่อยๆปิดลง วินาทีนั้นเอง มือใหญ่ของบางคนก็คว้าแขนของผมไว้ ถ้ามือนั้นเป็นของคนผมก็พอเดาได้ว่ามันคือของใคร และถึงแม้ว่าจะง่วงผมก็อดไม่ได้

“เพิ่งนึกได้เหรอว่ามีคนเดินตามมาน่ะห๊ะ ไม่ปล่อยให้ฉันตายอยู่ตรงนี้ไปเลยล่ะ เดินกลับมาทำไม?”

“เดินกลับ? อะไร?” เสียงที่ตอบกลับมาทำให้ผมแน่ใจว่านี่คือเมินโหยวผิงแน่ เขาพยายามดึงผมออกจากซอกนี้ “ช่วยขยับตัวหน่อย อยากติดอยู่ตรงนีหรือไง?”

“อย่ามาพูดเหมือนอยากเข้ามาติดเองได้ไหม ฉันหมดแรงแล้ว แรงขยับนิ้วยังไม่มีเลย!” ผมโวยทั้งๆที่ง่วง ไม่แน่ใจด้วยว่ายังพูดเป็นคำอยู่ไหม

“คิดไหมว่าถ้าไม่มีใครมาช่วยจะเป็นยังไง?”

“ก็ตายอย่างอุบาทว์อยู่ตรงนี้น่ะสิ!” ผมกรอกตาเสียหนึ่งรอบ “พยายามเข้านะ ฉันขอนอนสักหน่อยได้ไหม ห้านาทีก็ได้ หรือจะลากฉันออกมาทั้งอย่างนี้เลยก็ได้ ฉันไม่ไหวแล้ว…”

“….กระเป๋ายังชีพล่ะ?”

“อยู่ที่มือขวาข้างในนี่..” ผมหันไปเพยิดหน้าเป็นสัญญาณบอกว่ามันอยู่ที่มือข้างที่อยู่ในซอกแม้ว่าเขาจะมองไม่เห็น “ทำไม?”

เมินโหยวผิงไม่พูดอะไร ได้ยินเสียงคุ้ยเป้ของตัวเองกับเสียงของน้ำในถุงหนัง “อ้าปาก กินน้ำเข้าไปเยอะๆ ฉันสงสัยว่าร่องหินนี่มันต้องมีอะไรแน่”

ความเห็นเดียวกันเลยนะนี่ ผมอ้าปากเดาเอาจากเสียงของน้ำที่ได้ยิน แต่มันทุลักทุเลเหลือเกิน ผมยื่นหน้าออกมาได้ไม่มากพอ ถุงน้ำก็ใหญ่เกินกว่าที่จะลอดมาได้ น้ำส่วนใหญ่ราดลงไหล่ของผมแทนที่จะเข้าปาก คิดแล้วก็เสียดาย “พอเถอะ เปลือง…มันอยู่ที่ไหล่มากกว่าจะเข้าปากฉันซะอีก…” ผมพูดติดขำ

“ถ้าไม่อยากตายก็กินเข้าไปอีก” เสียงนิ่งเรียบนั้นสั่ง

“ก็เห็นอยู่ว่ากินไม่ได้ ฉันเงยหน้ารับยังไม่ได้เลยเนี่ย ช่องนี้มันแคบนะ ลองคลำดูก็น่าจะเดาได้แล้วไม่ใช่เรอะ!”

ผมได้ยินเสียงเมินโหยวผิงชักถุงน้ำออกไปและไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ไม่รู้ว่ากำลังคิดหาทางออกให้ผมท่าไหน ครู่เดียวเท่านั้นผมได้ยินเสียงกระดกถุงน้ำอีกครั้ง มือใหญ่ยื่นมาคลำๆหน้าของผม เมื่อได้จุดที่ต้องการแล้วก็จับไว้แน่นช่วงกรามล่างถึงคาง และผมก็ได้ยินเสียงลมหายใจของคนตรงหน้า

เสียงผมหายใจนั้นดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ …เดี๋ยวก่อนนะ ผมพยายามขยับตัวแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร และถึงจะเดาเจตนาได้ก็เถอะ… ถึงจะเดาเจตนาได้ก็เถอะ… ถึงจะรู้เจตนานั้นก็เถอะ!

 

เอาเป็นว่าหลังจากที่ผมออกมาได้แล้ว…. อะไรนะ… ข้ามเกินไปเหรอ?

….เอาเป็นว่าหลังจากที่เมินโหยวผิงป้อนน้ำให้ผมจนเจ้าตัวพอใจแล้ว ร่างกายของผมก็ดีขึ้นจริงๆ ความง่วงทั้งหมดหายไปสิ้น(ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะน้ำ) หินด้านในมันต้องมีอะไรจริงๆนั่นแหละ ผมพยายามขยับออกทั้งยังมีกำลังของเมินโหยวผิงช่วยดึงอีกแรง ไม่นานก็ออกมาได้ ถ้าไม่นับบาดแผลตามตัวก็เหมือนจะไม่มีปัญหา… ใช่ ปัญหามันอยู่ที่แผลตามตัวนี่แหละ ไม่นานก็รู้สึกเพลียขึ้นมาอีก พยายามถ่างตาแค่ไหนก็ดูจะไม่ดีขึ้น คลำกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมาหยิบน้ำดื่ม กะปริมาณของน้ำในขวด รวมถึงน้ำของเมินโหยวผิงแล้วก็กินไม่ลง เมื่อครู่นี้ผมกินเข้าไปเยอะมากจริงๆ ทั้งหกไปก็เยอะมาก ที่เหลือนี้ควรใช้ประทังชีวิตต่อไปมากกว่า ขาดอาหารยังพอไหวแค่ขาดน้ำดูท่าว่าจะไม่รอด จึงตัดใจเมินเฉยต่ออาการง่วงนี้ไปเสีย สักพักมันก็คงจะหาย อาจจะเป็นแค่ผลตกค้างข้างเคียงอะไรก็ได้

“นายได้ยินเสียงเลยเดินกลับมาเหรอ?” ผมชวนเมินโหยวผิงคุยแก้ง่วง มือของเขายังจับคลำและถามจุดที่เป็นแผลเป็นระยะเพื่อประเมินอาการและห้ามเลือด

“กลับ? ฉันเดินตามนายมาต่างหาก”

“ฉันเห็นนายเดินเข้ามาเลยตามมานะ ดูไม่ผิดหรอก ก่อนเดินเข้ามาฉันหันไปมองด้วยว่านายไม่อยู่ เลยมั่นใจว่านายแอบเดินเข้ามาแน่ๆ ก็เลยจะเข้ามาตาม แล้วจู่ๆนายก็หายไป” หลังจากนั้นผมก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่เจอยันเรื่องช่องลมและการถลำตัวเข้าไปติดอยู่ในช่องนั้น

เมินโหยวผิงฟังเงียบๆอยู่นานก่อนจะพูดขึ้นมา “ฉันเดินตามนายมาจริงๆ นายทำท่าเหมือนเห็นอะไรบางอย่างแล้วเดินเข้ามา เรียกก็ไม่ได้ยิน แล้วจู่ๆนายก็เร่งฝีเท้า แล้วก็เงียบไป คลำทางดูมาเรื่อยจนเจอ” เขาละจากบาดแผลไปคุ้ยๆในกระเป๋าของผมแล้วหยิบตะบันไฟเล็กๆที่พกไว้เผื่อฉุกเฉินขึ้นมาจุด จากใจ ผมลืมมันไปแล้วว่ามีมันอยู่ในกระเป๋าด้วย เมินโหยวผิงมองผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เปิดเสื้อให้ฉันดูแผล” เขาพูดสั้นๆ ผมปลดกระดุมเสื้อจนหมด เขาพลิกตัวผมไปมาแล้วพบว่าด้านหลังของผมมีรอยบาดขนาดใหญ่ เลือดยังคงไหลไม่หยุด คิดว่าเพราะสิ่งนี้เองผมถึงได้มีอาการเพลียนัก

“นั่งเถอะ หันหลังมา แล้วพยายามอย่าขยับตัวถ้าไม่จำเป็น” เสียงนิ่งสั่งสั้นๆ ผมทำตามนั้น นั่งนิ่งๆแล้วก็ง่วงขึ้นมาอีก “ห้ามหลับเป็นอันขาด” คราวนี้เสียงเฉียบจนผมเผลอนั่งหลังตรง แต่สักพักก็ง่วง พยายามกวาดตามองไปรอบๆเท่าที่ตะบันไฟด้านหลังจะอำนวย

“นี่อะไร…” ผมหยิบเศษผ้าขึ้นมา น่าจะเป็นสิ่งที่ใช้ในการห้ามเลือดหรือเช็ดบาดแผลของตัวผมเอง มันชุ่มไปด้วยน้ำสีเขียวๆ

“อยู่เฉยๆ” เขาสั่ง แต่ความอยากรู้อยากเห็นของผมมีมากกว่า มือหยิบเศษผ้าขนาดต่างๆรอบๆตัวขึ้นมาดู ทุกชิ้นล้วนเปื้อนสีนี้เต็มไปหมด

จะว่าสีของหินก็ไม่น่าใช่ ผมมองเข้าไปในร่องนั้น เห็นแต่แง่งหินที่ยื่นออกมายากจะบอกสีได้ ด้านในมืดสนิท แสงจากตะบันไฟไปไม่ถึง ตอนนี้ผมเริ่มเวียนหัวหน่อยๆแล้ว พอผมบอกเมินโหยวผิงไปอย่างนั้น เขาก็สั่งให้ผมกินน้ำให้หมดขวดของผม “จิบเอาได้ไหม มันเหลือน้อยแล้วนะ เราไม่รู้ว่าต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”

“กินไปเถอะ” ก็รู้ดีแหละว่าเรื่องจะอยู่จะตายอะไรนี่ไม่ควรเถียงกับคนคนนี้ ที่พูดอาจจะแปลว่ามันจำเป็นถึงขึ้นนั้นจริงๆก็ได้

“ถามได้ไหม” ผมเกริ่นนำ “เพราะบาดแผลของฉันใช่รึเปล่า?” ไม่ได้ยินเสียงตอบอะไรกลับมาเลยคิดว่าใช่แน่แล้ว เป็นไปได้ด้วยว่าสีเขียวเหล่านี้อาจจะเป็นเลือดของผมเอง และเพราะอาการแบบนี้ด้วยแน่ ผมอาจจะกำลังตาย “ฉันกำลังจะตายแล้วเหรอ?” ผมถามติดหัวเราะไปด้วยหน่อยๆ น่าแปลกที่ผมไม่ตื่นเต้นหรือตกใจอะไรกับเรื่องนี้เลย

“ไม่หรอก” เสียงนั้นอ่อนลงนิดหน่อย “นายไม่อยากตายไม่ใช่เหรอ?”

ผมหัวเราะ “ถ้าอยากคงไม่ต้องทำอะไรยากๆแบบนี้ก็ได้”

“ฉันจะพานายออกไป” เขาพูดสั้นๆ

“แต่ฉันง่วง… พอพักแป๊บนึงได้ไหม แล้วเราค่อยออกไป” ผมสาธยายเรื่องจำนวนก้าวหลังจากที่ได้พบทางเลี้ยวโค้ง เมินโหยวผิงทำเพียงพยักหน้ารับคำ ซึ่งผมก็รู้อยู่แล้วว่าคนอย่างเขากะอะไรได้แม่นยำกว่าผมไม่รู้กี่เท่า

“พักแต่ห้ามหลับเด็ดขาด รู้สึกดีขึ้นแล้วค่อยออกไปจากที่นี่กัน”

“ถ้าอย่างนั้นก็ออกไปกันตอนนี้เลยเถอะ” เขาช่วยพยุงขึ้นยืน คิดอยู่ว่าพวกเราจะออกไปท่าไหน ลำพังความกว้างของอุโมงค์นี้แค่ผมยืนเฉยๆก็ลำบากอยู่แล้ว นี่มีเมินโหยวผิงที่พยายามจะช่วยผม รวมตัวเองที่เดินแทบไม่ไหว ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าทำอย่างไร จึงเสนอให้เขาออกไปบอกคนที่เหลือก่อน แล้วผมจะค่อยๆเดินตามไปอีกที เมินโหยวผิงปฏิเสธความคิดนี้ ก่อนจะถอดเสื้อตัวเองออกมา ผูกข้อมือผมทั้งสองข้างกับเอวของเขา

นี่เป็นภาพที่ตลกมากทีเดียว ยังกับเด็กกอดแม่เดินอย่างนั้นแหละ ผมขี้เกียจเถียงต่อเลยเดินไปด้วยทั้งๆอย่างนั้น มองรอยสักสีเข้มสวยงามพาดด้านหลังนั้นแล้วสงบใจอย่างบอกไม่ถูก

 

ผมคิดว่าทุกคนน่าจะมีช่วงเวลาที่ง่วงมากเกินจะต้านไหวสักครั้ง อย่างการที่จู่ๆก็หลับไปทั้งอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่ามกลางกองงานหรือหน้าคอมพิวเตอร์ ผมว่าทุกคนก็คงจะเคยเป็นกัน

 

เหมือนผมตอนนี้ ที่เกินจต้านทานความง่วงนั้นไหว ยิ่งที่พิงของผมคือหลังอุ่นๆของคนที่ผมไว้ใจได้อย่างมากถึงมากที่สุด ผมก็หลับไปจนได้ สิ่งสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงหัวใจภายในแผ่นหลังนี้…

 

 

to be continued….

__________________________________________

ไม่เจอกันซะนานเลย
อันที่จริงแต่งแล้วก็ดองไว้ไม่ได้ลง มัวแต่แก้นู่นแก้นี่อยู่
คิดว่าจะร่วมเล่มขายงานสุสานเนี่ยค่ะ เลยปั่นลง
ว่าแต่มีใครจะสนใจไหมไม่รู้ OTL

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 3

  1. ตอนที่แล้วนี่ถึงไหน ระลึกชาติแพร่พ…

    อ่านชูอิ เป็นชูอิจิ ทุกทีเลย /ตบหน้าตัวเอง

    เดี๋ยวๆๆๆ อีฉากจับหน้าป้อนน้ำ(?)นั่นอะไร บรรยายต่อเดี๋ยวนี้ ข้ามไปแล้วเว้ย ข้ามเกินไปแล้ว!!!

    รวมเล่ม…? เขียนทันเหรอ งานมีเมื่อไหร่ /นี่ก็สบประมาทอย่างมาก

    • งานมีสิงหาค่ะ
      โธ่พี่ หนูนี่ถึงกะหาคนวาดปกไว้แล้วนะ ถถถถถถ
      /ร้องไห้แพ๊พพพพพพพ

      อย่างน้อยก็คิดแผนสำรองไว้แล้ว ว่าถ้าไม่เห็นบูธจะได้ไม่โล่ง #เดี๊ยววววววววว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s