[Daomu fanfiction] 等待着你 – 4

– 4 –
侵蚀 – Erosion

______________________________________

หยดน้ำกระทบลงบนแก้มเมื่อผมกำลังลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเงาดำที่ผมคุ้นเคย เมินโหยวผิงมองผมอยู่ด้วยประกายตาประหลาดที่ผมไม่เคยเห็น ผมอยากขยับตัวแต่ทำไม่ได้แม้เพียงสักนิ้ว ผมแทบไม่รู้สึกใดๆกับร่างกายของตัวเองเลย มันชาไปหมดทั้งตัวราวกับว่านี่ไม่ใช่ร่างกายของผม ทำได้เพียงกระพริบตามองคนตรงหน้า แสงจากตะบันไฟไม่สว่างเท่าทีแรก คำนวนคร่าวๆเอาเองว่าคงจะผ่านเวลาไปนานพอสมควร เท่าที่มองเพดานอยู่นี่ เราคงยังอยู่สักส่วนในอุโมงค์ ผมเองก็สุดที่จะบอกได้ว่าตรงนี้คือที่ไหน สักพักก็มีน้ำมาจ่อที่ปากกรอกลงคอของผมไป ร่างกายกลืนโดยอัตโนมัติ เมื่อผมกระพริบตาสองครั้งติดกันเขาก็หยุด จับผมพยุงขึ้นนั่งพิงเขา ไม่นานก็จับดื่มน้ำอีก ผมจึงเห็นว่าถุงน้ำก็เมินโหยวผิงคงหมดไปนานแล้ว และที่มือเขาคือขวดของผมพร่องลงเกินครึ่ง

ผมหลับไปอีกครั้ง รู้สึกเหมือนโดนจับพลิกตัวไปมา และไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป…

ทั้งตัวรู้สึกอุ่นวาบ ผมกระพริบตาขึ้นราวกับว่าไม่ได้นอนอยู่ในท่าที่สบายนัก กลิ้งตัวไปมาถึงรู้ได้ว่าอยู่บนเตียงในห้องพักเก่าที่เซิ่นเก๋อจั้งปู้ มือปัดผ้าห่มออกและลุกขึ้นมอง เมินโหยวผิงไม่อยู่ในห้อง รีบรุดไปที่หน้ากระจกในห้องน้ำเปิดเสื้อดูบาดแผลที่หลัง หากไม่นับสะเก็ดแผลเก่าๆก็ไม่เห็นมีอะไร ดูท่าว่าจะฝันยาวตื่นสายจนคนอื่นไม่รอแล้วจริงๆ หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง แสงอาทิตย์จ้าแบบนี้อาจจะเป็นช่วงบ่ายแล้ว ลองชะโงกลงไปมองผู้คนที่เดินจูงจามรีบ้างก็เป็นม้าทำการค้าขาย เหลือบเห็นนายอ้วนอยู่ไม่ไกลจึงตะโกนเรียก นายอ้วนวิ่งเข้ามาหาพร้อมชูอิ เสียงบ่นดังระงมขั้นมาตามทาง

“เพราะนายตื่นสายเนี่ย เสี่ยวเกอหายไปไหนไม่รู้” นายอ้วนบ่นไม่หยุด “ตอนแรกก็เดินไปด้วยกันดีๆหรอก แล้วแม่งก็หายไปเฉยเลย วาร์ปได้หรือไงไม่ทราบ ฉันกับชูอิแยกกันหาจนทั่วแล้วยังไม่เจอ ว่าจะไปที่วัดกันที่จะได้ไปมั้ย เลิกยิ้มแล้วมาช่วยกันหาเลยนะ”

“อ้าว ฉันจะรู้ได้ไงวะก็เพิ่งตื่น แล้วทำไมนายไม่มาปลุกฉันก่อน”

“โอ๊ยยย เขย่าจนเตียงจะแตกนายยังไม่ฟื้นเลย ฝันไปถึงจักรวาลไหนแล้วฮะ?”

พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาผมจึงเล่าความฝันทั้งหมดให้นายอ้วนและชูอิฟังอย่างตื่นเต้นหลังจากที่ทั้งคู่ขึ้นมาหาผมบนห้อง นายอ้วนบอกผมคงคิดถึงการคว่ำกรวยมากจริงๆถึงได้เก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะอย่างนี้ ผมยักไหล่ ช่วงนี้ผมอาจจะคิดอะไรเยอะไปหน่อยก็ได้ถึงได้ฝันเป็นเรื่องเป็นราว มีชูอิที่บอกว่าฝันของผมน่าสนุกดี เสียดายที่ตัวเขาในฝันไม่น่าบาดเจ็บ และเสียดายที่ไม่รู้ตอนจบของเรื่อง เขาว่าผมมีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่อง สนุกน่าติดตาม ยอผมจนเกือบตัวลอย

ช่วงเวลามื้อเย็นพวกเราจึงได้เห็นเมินโหยวผิงเดินกลับเข้ามาในบ้านพัก นายอ้วนบ่นไม่หยุดเรื่องค่าที่พักที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกคืนทั้งๆที่ในปากยังเต็มไปด้วยข้าว แน่นอนว่าไม่มีปฏิกิริยาใดจากเมินโหยวผิง พอถามว่าไปไหนเขาก็ตอบสั้นๆว่าไปเดินสำรวจทั่วๆมาเท่านั้น ผมเซ้าซี้อีกหน่อยจึงได้รู้เพิ่มว่าเขาไปเจอผู้เฒ่าของหมู่บ้านมา ท่าทางเหมือนเคยเห็นเขามาก่อน จึงเดินไปคุยไป สุดท้ายไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเท่าไหร่ ผู้เฒ่าเล่าว่าเขาเคยเห็นคนที่หน้าตาแบบนี้เมื่อราวๆสามสิบถึงสี่สิบปีที่แล้ว ผมยาวรกรุงรัง ท่าทางเหมือนคนเร่ร่อน แต่ไม่ได้มีเนื้อเรื่องอะไรต่อจากนี้ เมื่อไม่ได้เรื่องอะไรเพิ่มเติมนายอ้วนจึงพูดถึงเรื่องอารามเก่าหลายแห่งที่อยากไปเดินเที่ยวชม กำหนดการคือเช้าวันพรุ่งนี้ และลำดับสถานที่ชูอิเป็นคนแนะนำทั้งอาสานำทางไปให้

พวกเราแยกย้ายกันนอน ชูอิแยกกลับไปพักที่บ้าน นายอ้วนหวังท่าทางกึ่มๆ ผมอดไม่ได้เลยช่วยเดินไปส่งถึงหน้าห้อง ท่าทางนายอ้วนดูอารมณ์ดีเพราะพรุ่งนี้จะได้ผจญภัย จากนั้นผมจึงแยกกลับมาที่ห้องพัก เห็นเมินโหยวผิงยังนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ผมขยับไปนั่งข้างๆแล้วเล่าเรื่องความฝันของผมให้ฟังโดยไม่สนใจว่าเขาจะฟังไหม เล่าไปสักพักไม่เห็นลุกหนีผมก็เล่าต่อ แน่นอนว่ามีบางฉากที่ไม่ได้ลงรายละเอียดเท่าใดนัก เมินโหยวผิงนั่งฟังนิ่งเงียบจนผมคิดว่าเขาจะหลับในไปเสียแล้ว

“…ฉันมีแผลใหญ่ที่ตรงกลางหลัง ไม่รู้ว่านายทำอะไรนะ ฉันง่วงตลอดแล้วก็หลับไป ตื่นมาอีกทีเจอห้องเปล่าๆห้องนี้แหละ” ผมจบประโยค “อยากรู้เหมือนกันนะว่าในฝันฉันจะตายไหม”

“ไม่หรอก เพราะมีฉันอยู่ด้วย” เมินโหยวผิงพูดเสียงนิ่ง

“โคตรพระเอก…” ผมแหวอย่างหมั่นไส้ แต่ก็ไม่มีอะไรจะไปเถียงด้วยเขาเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ ที่ผมมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้มาได้ก็เพราะเขากับนายอ้วนทั้งนั้น แต่ก็นั่นแหละ หากเห็นว่าเหตุการณ์ไม่ได้หนักหนาอะไร หมอนี่มันก็นักหายตัวมืออาชีพดีๆนี่เอง กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ไอ้หมอนี่มันทิ้งผมไว้แล้วร่อนเร่ไปไหนต่อไหน ทิ้งให้ผมเป็นบ้าอยู่คนเดียว “พอจบทริปนี้นายจะไปไหนต่อ?”

“ออกเดินทางไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ” เขาพูดตอบกลับมาเสียงนิ่ง

“ได้สิ ไปไหนขอให้บอกมาได้เลย ล่วงหน้าหน่อยก็ดีนะ ฉันจะได้เตรียมตัว”

“ฉันจะไปคนเดียว” เขาตัดน้ำใจของผมด้วยเสียงเรียบเรื่อยของเขา

ผมถอนหายใจ ขนาดเสียความทรงจำไปมันก็ยังนิสัยแบบนี้ไม่เปลี่ยน ผมจึงบอกไปว่า อย่างน้อยก็มาแจ้งข่าวกันหน่อยว่าจะไปไหน จะได้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ เขากลับถามสวนมาว่าทำไมต้องทำให้มันยุ่งยาก

“ขอประโยคแบบ ต่อไปจะไปไหนจะแจ้งข่าวหรืออะไรแบบนี้แทนได้ไหม?” ผมหยอก รู้อยู่แล้วว่าเขาคงไม่พูด เมินโหยวผิงไม่ใช่คนขี้โกหก ขนาดพูดให้ความหวังเขายังไม่เคยทำเลยสักครั้ง จะว่าดีก็ดีจะว่าไม่ดีก็พูดได้ไม่เต็มปากเสียทีเดียว “นายเห็นฉันเป็นเพื่อนบ้างไหมเนี่ย”

“ฉันไม่เข้าใจเรื่องนี้” เสียงราบเรียบตอบคำถามผม “แต่ว่า…. หากเป็นอะไรที่สำคัญมาก จะบอก”

หูฝาดหรือเปล่านี่… ผมแทบไม่อยากจะเชื่อ ไม่รู้จะบอกความรู้สึกของตัวเองยังไง จึงพาโยงไปเรื่องความฝันของผมอีกรอบ เรื่องที่ผมพาตัวเองไปติดในซอกหิน นั่นมันเกินรับได้จริงๆ

“แล้วแผลเป็นไงบ้าง?” เขาถาม ผมเดาว่าน่าจะหมายถึงในฝัน

“เลือดเป็นสีเขียวแหละ เจ็บจนไม่รู้สึกอะไรเลย ขนาดตัวนายในฝันทำหน้านิ่งๆ ฉันยังดูออกเลยว่านายก็เครียด” ผมยิ้ม “ถึงจะแค่ฝันก็เถอะ แต่ตอนนั้นไม่มีความรู้สึกกลัวตายอยู่เลยนะ คงเป็นเพราะนายอยู่ด้วยล่ะมั้ง”

“ฉันไม่อยากให้นายตาย” เขาพูดราวกับมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ

“ก็คงงั้นแหละ ถึงขั้นคอยป้อนน้ำเลยนะนี่” เขาเอียงคอเหมือนไม่เข้าใจความหมาย “คือที่ผ่านๆมานายดูแลฉันก็จริง แต่มันเหมือนแบบทำไปงั้นๆ เวลาบาดเจ็บนายก็ไม่ได้อะไรกับฉันมากมาย แต่คงเพราะในฝันมันมีกันแค่สองคน นายเลยดูแลเต็มที่มั้ง”

“ป้อนน้ำยังไง?”

“….ก็แบบกรอกน้ำใส่ปาก”

จบประโยคนี้ทุกอย่างก็เงียบงัน ผมนั่งหลังตรงราวกับโดนสอบสวนอะไรอยู่สักอย่าง ดีที่พวกเราดับไฟกันแล้ว ไม่อย่างนั้นเมินโหยวผิงคงได้เห็นสีหน้าแปลกๆของผมเป็นแน่ ยอมรับก็ได้ว่าเขิน ถึงจะไม่ได้คิดอะไรมากก็เถอะ แต่เรื่องแบบนี้ทำใจเล่าตามที่เกิดขึ้นในฝันจริงๆไม่ได้ เดี๋ยวจะได้มีคำว่าวิปริตผุดมาในพจนานุกรมของเมินโหยวผิง หรืออาจจะรังเกียจผมไปเลย

ผมผงะไปเมื่อมือใหญ่นั้นขยับเข้ามาใกล้ หลังชนกับชั้นวางข้างเตียง แต่เขาก็ยังไม่หยุด ผมหลับตาปี๋ไม่กล้ากระดุกกระดิกตัว

“ตรงแก้ม…”

ผมยกมือขึ้นมาจับหน้าตัวเอง พบว่าตรงบริเวณที่บอกเลอะเหมือนน้ำจิ้มของมื้อเย็น… นี่ผมหน้าเปื้อนมาตลอดเลยที่ไม่มีใครทักเลยเรอะ เจ้าพวกนี้ยังเป็นเพื่อนของผมอยู่ไหมเนี่ย

“นายนี่ในความมืดก็สายตาดีเรอะ?” เมินโหยวผิงพยักหน้าแทนคำตอบ ช่วยเช็ดจุดที่เลอะออกจนหมด “เห็นถึงขนาดไหน?”

เขาอธิบายว่าหากยังพอมีแสงแม้จะน้อยแค่ไหนก็พอจับได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้ามืดสนิทนั่นก็เกินความสามารถไปเหมือนกัน คงต้องใช้ประสาทหูแทน ที่รับรู้ได้ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัญชาตญาณมากกว่า “ตอนนี้หน้านายประหลาด”

“ประหลาดเรอะ?” อย่างน้อยก็ขอเป็นหล่อ หรืออะไรเทือกๆนี้ได้ไหม แล้วทำไมมือยังมาจับอยู่ที่หน้าผมอีกล่ะ? “ที่หน้าฉันยังมีอะไรอีก?”

เมินโหยวผิงไม่ตอบอะไร เขาทำสีหน้าจริงจังขึ้นพร้อมทั้งขยับเข้ามาใกล้ ผมอยากขยับตัวหนี แต่สายตาเขาเหมือนกับจะบอกว่าให้ผมอยู่เฉยๆ ผมชักไม่แน่ใจในสถานการณ์ หรือว่ามีตัวอะไรเกาะอยู่กันแน่ ได้แต่นั่งนิ่งลุ้นไปพลางจ้องเมินโหยวผิงไปพลาง จนกระทั่งริมฝีปากเราสัมผัสกัน

ถึงตรงนี้ผมไม่รู้จะบรรยายยังไงต่อดี นอกจากมันอึ้งอยู่ คิดไม่ออกด้วยว่าเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นในความเป็นจริงแล้วผมจะทำอย่างไร เขาทำทำไมผมก็สุดจะเดา ไม่นานก็ผละออกและทาบทับลงมาอีกครั้ง คราวนี้มีน้ำส่งผ่านมาให้ผมด้วย

ผมยังนิ่งค้างอยู่แบบนั้นจนเมินโหยวผิงกลับไปนั่งตามปกติ ท่าทางเหมือนได้ทดลองอะไรบางอย่างเสร็จไปหมาดๆ ส่วนผมลุกขึ้นยืนแล้วบอกราตรีสวัสดิ์ นอนห่มผ้าตาค้างอยู่แบบนั้น ไม่ได้ยินเสียงเขาขยับไปไหน กว่าผมจะหลับลงได้ ก็หมดบุหรี่ไปค่อนซองและได้ยินเสียงไก่ขันแว่วเข้าหูมานั่นเอง

เช้าวันต่อมาผมตื่นสาย เสียงแผดของนายอ้วนดังกรอกข้างรูหูจนสะดุ้งตื่น คนอื่นๆให้เวลาผมเตรียมตัวราวๆครึ่งชั่วโมง ก่อนออกเดินทางชูอิกางแผนที่ออกมาให้ดู อธิบายถึงเส้นทางโดยคร่าวๆ นายอ้วนแซวผมว่าเขาน่าจะได้กระดาษเก่าๆนั้นมาบ้างเหมือนที่ผมฝัน ชีวิตจะได้มีอะไรโลดโผน ชูอิตอบยิ้มๆว่าที่ที่เราไปก็ใช่จะสบายนักต้องข้ามผ่านทะเลทรายไปอาจจะเจอพายุทรายที่ทำให้ชีวิตน่าตื่นเต้นขึ้น แต่ขอพูดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยปลื้มทะเลทรายเท่าใดนัก

เราอยู่บนหลังของจามรีคนละตัว เดินเชื่องช้าไปผ่านทะเลทรายได้ครึ่งทาง ได้ยินเสียงนายอ้วนกรนบ้างหาวบ้าง ส่วนตัวผมเองง่วงยิ่งกว่าง่วง เผลอหลับไปบ้างเหมือนกัน ส่วนสองคนที่เหลือปกติมากถึงมากที่สุดราวกับเดินเล่นอยู่ในสวนข้างบ้านทีเดียว พวกเรามีผ้าบางปิดปากทั้งแว่นตากันฝุ่นทราย แต่งตัวด้วยผ้ามากชิ้นยังกับจะฝ่าพายุหิมะทั้งที่อากาศแห้งร้อนระอุ ผมหาวออกมาอีก จามรีของเสี่ยอ้วนเดินมาขนาบข้างผม ก็คิดได้ว่าการที่ผมจะแอบงีบอีกสักรอบเป็นไปได้ยากเสียแล้ว

“เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นเหรอ?” นายอ้วนถามผมเสียงเบา ซึ่งไม่รู้เบาทำไม “ดูท่าทางนายจะอดนอนนะ นี่ฝันร้ายหรือคนร่วมห้องไม่ให้นอน?”

โห.. ดูฝีปาก.. “นายคิดว่าเสี่ยวเกอจะนั่งเม้ามอยจนฉันไม่ได้นอนไหมล่ะ…ถามมาได้” นายอ้วนคงจะนึกภาพตามคำ ถึงได้ทำท่าผีหลอกใส่ “แค่นอนไม่หลับ… นายว่าเสี่ยวเกอช่วงนี้ประหลาดๆไหม?”

“อุวะ ถามเสี่ยอ้วนแล้วเสี่ยอ้วนจะไปถามใคร?! นายดูสนิทกันมากกว่าอีก ฉันจะไปรู้ได้ไง… ว่าแต่ประหลาดตรงไหน?” จบคำก็เอาผ้าเช็ดเหงื่อฟาดใส่ผม

“อืม… เหมือนจะดูไม่ค่อยนิ่งเหมือนเคย”

“ยังไงวะ?” ผมไม่รู้จะยกตัวอย่างเหตุการณ์ไหนที่จะพ้นตัวดี เลยยกตัวอย่างที่เขานั่งฟังผมเล่าเรื่องความฝันนิ่งๆไม่หือไม่อือ “แล้วมันต่างจากปกติยังไง? เสี่ยวเกอไม่ใช่คนช่างพูดนี่ นั่งเงียบๆก็ปกติดีออก”

“แต่เขาถามว่าแผลของฉันในฝันเป็นยังไงด้วยนะ ฉันว่ามันประหลาด”

“เรื่องอื่นเป็นล้านมีให้คิดไม่คิด อาจจะไปสะกิดความทรงจำส่วนไหนของเขาก็ได้ เทียนเจินอย่าคิดอะไรให้ฉันระแวงได้ไหม เท่านี้ฉันจะระแวงแทบแย่แล้วว่าจะหายตัวไปไหนอีกไหม คนนี้หายทีไร้ร่องรอยให้ตาม หายไปนี่เครียดเลยนะ ไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนมาชดใช้นาย นี่มีคิดบ้างไหมว่าเสี่ยวเกออาจจะหายตัวไประหว่างเที่ยวกับพวกเราก็ได้”

พอนายอ้วนเห็นผมเงียบไปเขาจึงพูดปลอบว่าเราช่วยกันจับตาดูคงไม่เป็นไร แต่ผมรู้ดีว่าต่อให้มีร้อยตาจับตาดูคนคนเดียว ยังไงเขาก็หายตัวไปได้แน่นอนถ้าเขาคิดอยากจะทำ

อีกราวๆสองสามชั่วโมงเราก็เข้าสู่หมู่บ้านอีกแห่ง เป็นเพียงตลาดซื้อขายเล็กๆไม่มีอะไรน่าสนใจ นายอ้วนกับผมแวะซื้อเสบียงเพิ่มเล็กน้อยก่อนจะเดินทางไปยังวัดที่อยู่กลางตลาด ในวัดสภาพไม่ใหม่ไม่เก่า อาจจะเพราะอยู่ในเขตชุมชนจึงมีการบูรณะอยู่ประจำ กลิ่นธูปอวลอยู่ในบรรยากาศ มีหลายจุดที่มีคนมานั่งสมาธิ บ้างก็เดินจงกรม พวกเราแวะไหว้พระทำบุญกันตามเรื่อง จากนั้นผมเดินแยกออกมาดูภาพบนผนังวัด แม้จะจางไปมากแล้วแต่ยังคงมีบางส่วนที่สภาพดี พอดูออกว่าเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ก่อนกำเนิดไปยันภาพบนสรวงสวรรค์ ส่วนภาพของนรกภูมิสีค่อนข้างจางไปมาก รายละเอียดจึงหายไปเกือบหมด พื้นผนังกลายเป็นสีชมพูจางๆแทนที่จะเป็นสีแดง ส่วนที่อยู่บริเวณพื้นน่าสนใจมาก เป็นปีศาจรูปร่างประหลาด คอสั้น มีขนสีขาวอยู่ตามกระดูกกำลังวิ่งท่ามกลางกองไฟ รูปก่อนหน้าเหมือนจะเป็นคนที่กำลังวิ่งหนี น่าจะเป็นสักส่วนของนรก พื้นหลังเป็นซากปรักหักพัง มองถึงตรงนี้ก็ขนลุก นึกถึงในฝันขึ้นมาลางๆ

“ตรงนี้มีอะไรเหรอ?” นายอ้วนยื่นหน้าเข้ามา ผมจึงชี้ให้เขาดูแล้วพูดติดตลกเรื่องที่เหมือนกับในฝันของผม “ไม่แน่นา นี่อาจจะเป็นฝันบอกเหตุก็ได้”

นายอ้วนพูดถึงรูปหล่อของวัดนี้ที่ไม่มีอะไรน่าตื่นตาและไม่มีอัญมณีอะไรให้น่าตื่นใจ(แหงสิ) พวกเรายืนรอชูอิที่นั่งสวดมนต์ยาวอยู่หน้าอารามสักพักก็ออกเดินทางกันต่อ

วัดที่สองอยู่ถัดออกมาจากหมู่บ้านนั้นราวหนึ่งชั่วโมง เรียกได้ว่าเป็นวัดที่ไม่ได้ตั้งใจแวะ แต่นายอ้วนชี้ชวนเพราะเห็นว่ามันเก่าดี ที่จริงจะเรียกว่าเก่าก็ไม่ถูก นี่ต้องเรียกว่าเป็นซากเลยจึงจะตรงกับภาพที่ผมเห็น หลังคาหลายส่วนทะลุพัง เสาจำนวนมาเอนเอียง ผมลงจากจามรีแล้วยังไม่กล้าเดินเข้าไป มันมีบางอย่างเดจาวูผมอยู่หน่อยๆอย่างบอกไม่ถูก แต่สุดท้ายเมื่อเห็นทุกคนเดินกันไปหมด ผมจึงเดินปิดท้ายตามเข้าไปอย่างเสียไม่ได้

เสาทุกต้นเหมือนจะเคยเป็นสีแดงมาก่อน โดนลมกระเทาะไปหลายที่ ไม่มีรูปหล่อพระพุทธรูปให้เห็นเลยสักองค์ ประตูบ้างพาดอยู่กับพื้น พวกเราเดินแยกย้ายกันหาของที่ดูน่าสนใจ ซึ่งผมก็ไม่พ้นพวกภาพเขียนหรือหยิบพวกจานชามที่แตกบนพื้นขึ้นมาดู ไม่ใช่ของเก่ามีราคาเท่าใดนัก พ้นจากส่วนหน้าไปเจอประตูที่พาดอยู่กับกรอบอย่างหมิ่นเหม่ ผมตะโกนเรียกนายอ้วนไม่ให้เข้าใกล้ ยังไม่ทันสิ้นคำประตูก็พังลงมา นายอ้วนโทษว่าเป็นเพราะผมตะโกนมันจึงกระเทือน แต่ผมว่าที่จริงเป็นเพราะมือนายอ้วนไปสัมผัสมันแล้วต่างหาก ในเมื่อมันพังลงมาแล้วนายอ้วนก็เดินหน้าต่อ เปิดไฟฉายส่องเข้าไปด้านในพบรูปหล่อที่ชำรุดมากมาย วัสดุไม่ใช่ของเก่าอะไรนัก แต่บางชิ้นก็เป็นรูปหล่อสำริดเนื้อสวย น่าเสียดายที่โดนของทับบุบพัง

ไฟฉายของผมส่องไปตามผนัง พบเรื่องราวที่ไม่ค่อยต่างกันนักจากวัดแรก ตามผนังช่วงล่างเป็นเรื่องเกี่ยวกับนรกทั้งหมด ดูแล้วก็เพลินดี ผมดูภาพไล่ไปจนเดินชนเข้ากับเมินโหยวผิงที่มองผมอยู่ก่อนแล้ว ผมหยุดมองหน้าเขาเป็นครั้งแรกของวัน เขาไม่หลีกทาง ผมจึงหันหลังไปเผื่อว่าเขาจะจ้องอะไรที่อยู่ด้านหลังแต่ก็ไม่ใช่ …เป็นผมเอง ผมมองเขาอย่างไม่เข้าใจเท่าใดนักก่อนจะเดินอ้อมไปอย่างไม่ติดใจอะไรมาก

“อย่าเดินไปลึกนัก” ผมมองคนพูดสลับกับนายอ้วนด้านในเป็นระยะทางสองเท่าของผมแล้วทำหน้าไม่เข้าใจใส่ เขาย้ำให้ผมสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดี

“ฉันจะระวัง” ผมพูดทั้งๆที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เข้าใจว่าสถานที่ไม่น่าไว้ใจอาจจะทรุดลงไปเมื่อไหร่ก็ได้อะไรแบบนี้ แต่ที่ไม่เข้าใจคือพฤติกรรมนี้ของเขาต่างหาก และนึกไปถึงขั้นนี่อาจจะเป็นเมินโหยวผิงตัวปลอมก็ได้

ผมไม่สนใจเรื่องนั้นต่อ กลับมาที่รูปวาดที่กำลังดูอยู่ เหมือนเป็นวิวัฒนาการเกิดของอสูร ช่วงต้นกำเนิดหลุดร่อนไปแผงใหญ่ ไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไรกันแน่ ภาพต่อไปเป็นแขนสีขาวทุบหัวมนุษย์ตาย ต่อมาเป็นภาพราวกับปิศาจตนนั้นกำลังร่ายรำ มันมีแขนยาวสีขาวสี่ข้างและข้าบิดเบี้ยวอีกคู่ ท่าทางเหมือนแมงมุม ช่วงต้นของภาพเล่าเรื่องคงจะเป็นตัวนี้ น่าสนใจตรงที่หากผมดูไม่ผิด นี่ก็เป็นปีศาจที่เห็นตัวเดียวกับในรูปจากวัดก่อนหน้า ผมนั่งลงส่องไฟพิจารณาอย่างละเอียดไม่แน่ใจว่าคือรอยแตกของภาพหรือเป็นการลงเส้นสีขาวไปทั่วโครงกระดูกนั้นกันแน่ กระทั่งในเบ้าตาก็มีขนสีขาวมากมายทะลวงออกมา ถัดไปเป็นรูปตัวดังกล่าวในสภาวะจำศีล มันยืนนิ่งและค่อยกลายเป็นเศษซาก เหลือเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่กระดูกไม่สลายไป ส่วนกระโหลกค่อยเพาะขนสีขาวขึ้นมาเป็นกลุ่มก้อน เมื่อได้ขนาดแล้วจึงกลิ้งไปตามลมเหมือนเป็นก้อนฝุ่น จากนั้นเป็นอย่างไรต่อไม่สามารถคาดเดา ผนังส่วนนั้นพังเป็นรูโหว่ทะลุไปยังด้านนอก เมื่อมองไปรอบๆไม่เห็นเนื้อเรื่องต่อผมจึงมองหาคนอื่นๆ เห็นนายอ้วนหวังสูบบุหรี่อยู่แล้วนึกอยากขึ้นมาครามครัน

เมื่อมวนบุหรี่เสร็จจึงเดินไปที่ที่ลมเย็นหน่อยจุดสูบแล้วมองไปรอบๆ วัดนี้ห่างจากหมู่บ้านไม่มากแต่กลับเงียบสงบจนน่ากลัว ด้านในสุดของห้องนี้ผมยังเดินไปไม่ถึง เมื่อคิดว่านายอ้วนออกมาเร็ว ด้านในอาจจะไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว …ก็ไม่แน่อีก นายอ้วนนิสัยหยาบไม่สนใจพวกศิลปะหรือภาพเขียน ผมแวะคุยกับชูอิว่าเรายังมีเวลาเหลือพอที่จะเตร็ดเตร่ได้อีกหน่อยหรือไม่ ชูอิไม่คัดค้านอะไรผมจึงขอเข้าไปด้านในทันทีที่บุหรี่หมดมวน

ยิ่งเดินเข้าไปยิ่งมืด ผมเกือบจะหันหลังเดินออกมาแล้วหากไม่สะดุ้งเมื่อเห็นเงาคนเดินตาม พอรู้ว่าเป็นใครจึงสงบใจลงได้ สักวันนายคนนี้อาจจะทำให้ผมตกใจตาย เขาเดินไม่ทิ้งห่างจากผมนักและดูเหมือนจะไม่แยกเดินไปทางไหนเลย ไฟจากกระบอกฉายไปยังผนัง ด้านในพังและมืดจนแทบไม่เห็นอะไร ซากโต๊ะและแท่นบูชากองอยู่ประปราย แล้วเลี้ยวเข้าไปดูลายสลักที่โต๊ะบูชาด้านหนึ่งที่ยังดูสภาพดี มันทำมาจากไม้สักจึงผุพังช้ากว่าชิ้นอื่นๆ ด้านกลังเป็นกำแพงที่มีรูปวาดอะไรอยู่สักอย่างคล้ายดอกบัว ผมก้มลงไปดูใกล้ๆเป็นรูปดอกบัวเจ็ดดอกอยู่ในเหล่ากอที่แตกต่างกัน ลายเส้นต่างจากที่เห็นมาก่อนหน้านี้ยังกับคนละวัฒนธรรม ผมขมวดคิ้วสงสัย มองมันอย่างใส่ใจมากขึ้น

ไม่ทันจะได้ขยับตัว ผมก็ทรุดไปพร้อมกับพื้นห้อง

ด้านล่างมืดสนิทและลึกพอสมควร ไฟฉายหลุดออกจากมือร่วงลงไปกระแทกกับอะไรสักอย่างหายไป ผมเงยหน้ามองแขนตัวเองที่ถูกจับเอาไว้แน่น ไม่รู้เป็นโชคดีรึเปล่าที่เมินโหยวผิงเดินมากับผมด้วย หูได้ยินเสียงนายอ้วนแว่วมา ท่าทางจะรอดได้อย่างหวุดหวิด สัมผัสได้ถึงไอยะเยือกด้านล่าง ผมไม่กล้าหันลงไปมอง ได้แต่พยายามทำตัวเบาๆให้เมินโหยวผิงดึงผมขึ้นไป

ผมน่าจะรู้ว่าชีวิตนี้มันไม่มีอะไรง่าย ผมถูกดึงขึ้นมาเกือบถึงพื้นด้านบน แต่มันก็ทรุดลงอีกครั้ง โลกทั้งใบหมุนคว้างสู่ความมืดสนิท ได้ยินเสียงอีกฝ่ายกระแทกกับอะไรบางอย่าง และต่อไปเป็นผมที่กระแทกพื้นจนจุกไปหมด มือปะป่ายเจอไฟฉายที่ตกลงมาทีแรก โชคดีที่ยังไม่พังแต่ไม่ดีพอมันจึงทำได้แค่กระพริบแทนที่จะส่องไฟได้เหมือนเดิม ใจคิดถึงไฟฉายจากเยอรมันที่คงทน แต่ในสถานการณ์นี้ก็ดีมากกว่าไม่มี ผมยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล มองไปยังปากทางที่ร่วงลงมาเห็นเงานายอ้วนกับเสียงที่จับใจความไม่ได้ จากนั้นผมจึงมองไปรอบๆเพื่อหาเพื่อนร่วมชะตากรรม

เมินโหยวผิงอยู่ในสภาพที่ไม่ดีนัก เขาคงกระแทกโดนอะไรบางอย่างก่อนถึงพื้น มีรอยครูดที่แขนลากยาวเกือบถึงข้อมือ เส้นเลือดใหญ่น่าจะเสียหายสาย ดูจากปริมาณเลือดที่ออกมากขนาดนี้ ผมไม่มีเวลาคิดอะไรมาก รีบทำการช่วยห้ามเลือด ล้างแผลด้วยน้ำเปล่าที่พกอยู่ในกระเป๋าสะพายและฉีกผ้าเช็ดหน้ามาพันแผลทั้งอุดห้ามเลือด เมื่อจัดการกับแผลเสร็จผมจึงตรวจสีหน้าของเขาพร้อมกับยื่นน้ำให้เพื่อชดเชยเลือดที่เสียไป แล้วพบว่าเขากำลังมองบางอย่างที่อยู่ข้างหลังผม พอหันไปมองบ้างก็เจอแต่ความมืดที่ลำแสงไฟส่องไปไม่ถึง คิดเองว่านี่คงเป็นการสำรวจในแบบของเขา พอผมจะขยับตัว เขาก็คว้ามือของผมไว้ อ่านจากสายตาได้ความว่าห้ามขยับ

เสียงแกรกๆดังขึ้นมาจากที่ไกลราวกับแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง ได้ยินเสียงบางอย่างครูดกับพื้นดิน เคลื่อนไหวอย่างสับสน เร็วบ้างช้าบ้างเหมือนคอยกับสังเกต และมันก็หยุด

ผมค่อยๆหันกลับไปมอง ด้านหลังในความมืดนั้นคล้ายเป็นอุโมงค์ยาว ไฟฉายติดๆดับๆในมือผมส่องไปเห็นเป็นเงาสีขาวคล้ายท่อนแขน เท่านี้ผมก็ขนลุกทั่วตัว ความขยะแขยงพุ่งขึ้นมาถึงคอ ไม่กล้ามองมันอีกต่อไป ผมกลับมามองเมินโหยวผิงที่มีอาวุธเป็นแค่มือเปล่าที่สบายดีข้างเดียวเท่านั้น นึกย้อนไปถึงภาพเขียนที่ผ่านตามาก็รู้ว่านี่ไม่ใช่คู่มือที่เราจะฟัดด้วยได้ตอนนี้ เราขาดแคลนอุปกรณ์

“อู๋เสีย ฉันจะโยนเชือกลงไปนะ”

เสียงตะโกนของนายอ้วนทำให้มันขยับตัวทันที ผมถึงขั้นอยากกัดลิ้นตาย อะไรจะถูกจังหวะขนาดนี้ ผมเงยขึ้นส่งสัญญาณมือให้นายอ้วน เห็นเขาทำหน้างงพักนึงก่อนจะพยักหน้าและวิ่งหายไป ผมไม่รู้ว่าเขาเข้าใจสิ่งที่ผมอยากสื่อมั้ย อันที่จริงผมแค่อยากให้เขาหุบปากเท่านั้น เท่าที่ดูจากลักษณะการเดินของเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ ท่าทางเหมือนมันตาบอด อาจจะเพราะอยู่ใต้ดินมืดมิดมานาน ตอนแรกมันคงตื่นเต้นที่ได้ยิน และคงอยู่ไกลเกินกว่าจะจับจุดได้อย่างแม่นยำว่าเราอยู่ตรงไหน เสียดายที่ช่วงที่มาไม่หาซื้ออาวุธสักชิ้นติดตัวเผื่อเอาไว้ คราวหน้าผมควรฟังคำนายอ้วนมากกว่านี้เสียหน่อยแล้ว

เชือกที่นายอ้วนโยนลงมาห้อยเลยเหนือหัวเมินโหยวผิงไปเล็กน้อยห้อยแกว่ง สายตาคมกริบของเขามองมันก่อนจะสบตาผม ท่าทางเขาอยากให้ผมปีนขึ้นไปก่อน ผมอ้าปากจะเถียงเขาก็เอามืออุดปากผมเอาไว้ ทำสัญญาณมือของให้ปีนขึ้นไป ผมและเขาค่อยๆลุกยืนกันอย่างช้าๆ พยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากในระยะที่ผมยืนอยู่ผมเห็นขาสีขาวของมันแล้วสองข้างมีขนสีขาวอยู่ทั่ว ระยะทางใกล้กว่าห้าสิบเมตร ขาสองข้างของผมกระโดดคว้าเชือกแล้วค่อยไต่ขึ้นไป ดินผนังค่อนข้างร่วน แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เกิดเสียง ความระแวงทำให้ผมเหลือบตามองไปข้างหลังบ่อยครั้ง หูได้ยินเสียงมันขยับตัวเข้ามาใกล้มาขึ้น ฉับพลันก็เห็นเมินโหยวผิงกระโจนย่องไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว ผมรู้แล้วว่าเขาจะทำอะไร

ผมพยายามปีนให้เร็วขึ้นเท่าที่จะทำได้ เงยหน้ามองขึ้นไปเห็นนายอ้วนชะโงกมา ในมือเขามีปีนกระบอกหนึ่ง เมื่อเห็นผมเขาก็มองหาเมินโหยงผิงทันที เขาอยากโยนปืนลงมาให้ แต่จากปากทางถึงจุดที่เมินโหยวผิงยืนน่าจะโยนปืนลงไปยาก ผมจึงส่งสัญญาณมือบอกให้เขาโยนมาให้ผม แล้วผมส่งต่ออีกทอด แน่นอนว่าต้องรับให้ได้แบบจับกวางทีเดียว

นายอ้วนไม่คิดท่ายาก โยนให้ผมสบายๆ ผมคว้ารับเอาไว้ได้แล้วหันไปมองเมินโหยวผิงที่กำลังปาหินล่อตัวประหลาดนั่นไปอีกทาง โยนปืนให้เขาแล้วพยายามไต่ขึ้นด้านบนอย่างทำเวลาให้ดีที่สุด

อย่างที่ผมบอกไปทีแรก ดินผนังบริเวณนี้ร่วนมาก ปืนขึ้นไปต่อไม่ถึงสามเมตร ดิน หิน ร่วงระนาวลงพื้นเป็นกอง ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เมินโหยวผิงกระโจนเข้าไปด้านในแล้วยิงปืนล่อมันไป

“ปีน!” เขาตะโกนผมลั่นกระสุนปืนกลเล็กในมือ ยิงล่อได้ไม่อาจจัดการขั้นเด็ดขาดได้ นายอ้วนช่วยดึงเชือกผมขึ้นไปอีกแรง คราวนี้ผมตะกายไม่คิดชีวิต

“แม่ง หาได้แต่ปืนเส็งเคร็งนี่ คิดเสียว่าดีกว่าไม่มีเลยก็แล้วกันนะ” ว่าแล้วนายอ้วนก็สบถขณะคว้าแขนของผมได้ “เสี่ยวเกอจะไหวไหม ไอ้ข้างล่างนั่นมันตัวอะไร”

“ตัวห่าอะไรไม่รู้ที่อยู่ในภาพวาด” ผมอธิบายให้เขาฟังสั้นๆ เห็นชูอิวิ่งมาพร้อมมีดยาวในมือทำท่าจะกระโดดลงไป แต่ผมกับนายอ้วนรั้งตัวไว้

“เพื่อนคุณจะไหวเหรอ?” ชูอิถามเสียงเบาร้อนรน

“อยากส่งมีดให้เสี่ยวเกอ พอจะมีวิธีไหม” ผมเห็นด้วยกับนายอ้วนอย่างแรง ปืนที่เมินโหยวผิงทำได้แค่ถ่วงเวลาเท่านั้น กับเจ้าตัวที่มีบาดแผลยังไงของมีคมย่อมคล่องตัวคล่องมือมากกว่า ผมก็ไม่ทันเห็นด้วยว่าไอ้ตัวข้างล่างนั้นมีคอให้เมินโหยวผิงบิดเล่นไหม ส่งมีดยาวให้น่าจะดีที่สุด

เสียงปืนยังดังอย่างต่อเนื่องซ้ำยังเบาลงทุกที ผมกับนายอ้วนชะโงกลงไปดูเชือกเปล่า เมินโหยวผิงหายตัวไปจากระยะมองเห็นแล้ว ชูอิเสนอตัวไต่เชือกลงไปดูสถานการณ์ เขาพอมีวิชา รับปากจะลงไปให้เงียบที่สุด สองหัวดีกว่าหัวเดียว ผมร้อนใจอยากลงไปดูกับตาและผมนี่แหละที่จะเป็นตัวถ่วงชั้นดีของพวกเขา จึงถามนายอ้วน เขาปฏิเสธทันที

“ฉันจะอยู่เป็นแผนสองที่นี่ นายก็อย่าร้อนรนไปนัก เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิด” เขาว่า “ปืนกลนั่นเป็นปืนที่ชูอิใช้ขู่สัตว์เท่านั้น สัตว์เล็กยังพอเอาอยู่ แต่ฟังจากเสียงเจ้านี่ท่าจะจัดการยาก และนอกจากมีดเล่มนั้น พวกเราไม่มีอาวุธอะไรแล้ว”

ชูอิฟังข้อมูลโดยคร่าวจากผม เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วโหนลงไปถึงพื้นด้านล่างอย่างรวดเร็ว เสียงปืนที่เงียบไปทำผมใจคอไม่ดี นายอ้วนพึมพำไม่หยุดเรื่องการเดินทางที่เตรียมตัวไม่พร้อม แต่จะโทษใครไม่ได้ เหตุการณ์นี้มันเหนือความคาดหมาย นอกแผนการของพวกเราสุดกู่ ใครจะไปคิดว่ามาเดินเที่ยวต้องพก AK มาด้วย

ผมกับนายอ้วนแยกย้ายกันไปหาว่าแถวนี้มีอะไรใช้เป็นอาวุธได้บ้าง มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่มี อย่างมากก็เจอมีดพกของผมกับนายอ้วนคนละเล่มเท่านั้น พวกเราย้อนกลับไปที่ปากหลุม ชะโงกมองความเคลื่อนไหวด้านล่าง

“นายว่ามันจะปีนได้ไหม” ผมถามเสียงเบา ในหัวคิดแต่เรื่องอุปกรณ์ที่เราไม่มีอย่างเสียดาย

“ตามแผน ชูอิจะล่อมันไป แล้วเขากับเสี่ยวเกอจะปีนขึ้นมา จากนั้นพวกเราก็หาอะไรปิดตายซะ แต่ก็อย่างที่เห็น จะเอาอะไรมาปิดตายปากหลุม ดินประสิวสักขี้เล็บเรายังไม่มีเลย คงต้องให้มันตายแล้วล่ะ ไม่ว่าแม่งจะเป็นตัวอะไร”

นายอ้วนเห็นก้อนหินก้อนใหญ่ก็ยกขึ้นมาวางไว้ข้างตัว หินขนาดเท่าคน ดูท่าผมคงจะยกมันไม่ขึ้น นายอ้วนบอกว่าเมื่อชูอิกับเมินโหยวผิงปีนขึ้นมาครบเขาจะกลิ้งหินนี่ลงไปทับตัวประหลาดนั่น ฟังดูเข้าท่า แต่ผมสังหรณ์ใจไม่ดีชอบกล

“มาแล้ว!” นายอ้วนร้อง ผมเห็นชูอิกระโจนคว้าเชือกตามด้วยเมินโหยวผิง ผมหลับหูหลับตาสาวเชือกขึ้นสุดแรง ชูอิขว้างมีดพกข้างตัวใส่มันก่อนจะสบถออกมา เหตุการณ์ค่อนข้างชุลมุน

ชูอิขึ้นมาได้แล้ว เขาช่วยผมสาวเชือกทันที เมินโหยวผิงปีนขึ้นมาเกือบจะคว้าแขนเอาไว้ได้ก็โดนแขนยาวที่เต็มไปด้วยขนฟาดลงไปอีกรอบ

“ไอ้แม่งเอ๊ย!” นายอ้วนที่รอท่าอยู่ด่าออกมา แบบนี้ไม่เป็นไปตามแผนแล้ว ชะโงกลงไปเห็นเมินโหยวผิงใช้มีดยาวที่ชูอิให้ตัดแขนมันขาดไปข้าง เสียงหวีดสูงของตัวนั้นดังลั่น แขนที่เหลืออีกสามข้างของมันที่เหลือยังไม่ลดละ ตะกายขึ้นมาคร่อมตัวเมินโหยวผิง เขาจึงปล่อยเชือกลอดตัวมันไปแล้วโจมตีจากทางด้านหลัง

พื้นที่พวกเรายืนชะโงกดูลั่นเบาๆก่อนจะร่วงเทลงไปอีกรอบ ชูอิดึงตัวพวกเราถอยออกมา หินก้อนใหญ่ที่นายอ้วนเตรียมไว้กลิ้งลงไปอย่างไม่มีใครคว้าทัน นายอ้วนตะโกนร้องเตือนคนข้างล่าง พวกเราเซถลาไปด้านหลัง คราวนี้พื้นทรุดบริเวณกว้าง ผมจะกระโจนไปหาเมินโหยวผิงก็โดนนายอ้วนรั้งไว้ ใจคอไม่ดีอย่างมาก

เมื่อพื้นทรุดสงบลงแล้ว ผมเล่นไปยังปากทางอีกรอบ ด้านในมีแต่หินและดินร่วนเต็มไปหมดแทบมองไม่เห็นอย่างอื่น นายอ้วนที่ตามมาส่องไฟไปรอบๆให้ผม แล้วก็พบ แขนบิดอัปลักษณ์ของตัวประหลาดนั้น ครึ่งล่างของมันโดนหินก้อนใหญ่ทับแต่ยังไม่ตาย แขนของมันตะกุยตะกายยกขึ้นลงอย่างประหลาด ผมไม่ว่างไปสนใจมัน ยังคงมองหาเมินโหยวผิง หรือเขาอาจจะวิ่งเข้าไปทางที่เหมือนอุโมงค์ จากจุดที่ผมยืนมองไม่เห็น ผมปรึกษาเรื่องนี้กับนายอ้วนและชูอิ นายอ้วนจะลงไปกับผม ให้ชูอิอยู่เฝ้าปลายเชือกด้านบนเผื่อมีอะไรฉุกเฉินเกิดขึ้น

เดินอย่างทุลักทุเลจนถึงพื้นด้านล่าง ห่างจากเอื้อมแขนเจ้าตัวนั้นไม่กี่เมตร เราเดินกันเสียงเงียบ นายอ้วนคว้ามีดยาวของชูอิที่ตกอย่างขึ้นมา ผมเห็นแล้วยิ่งใจไม่ดี เราไม่กล้าขยับตัวบุ่มบ่าม ถ้ามันคว้าเราเอาไว้ได้คงเรื่องใหญ่แน่ แขนของมันเหลือสองข้าง คว้าก้อนหินใกล้ๆขึ้นมาทุบพื้นเป็นเสียงต่ำๆ เดี๋ยวก็วางเด๋วก็ยกขึ้นส่ายบิดไปมา ผมพลันสงสัยว่านี่มันผิดปกติแล้ว หรือมันเพิ่งจะเป็นบ้าขึ้นมาตอนนี้ ดูจากขนาดมันสูงกว่าผมราวครึ่งคน แต่แขนของมันยาวมากและเต็มไปด้วยขน ผมขนลุกซู่ ไม่กล้ามองต่อ ได้แต่ให้นายอ้วนส่องไฟไปทางอุโมงค์มืด พอเห็นทางเดินเลียบไปได้ก็รู้สึกไม่ปลอดภัย นายอ้วนเสนอว่าต้องฆ่ามันให้ตายก่อนถึงจะเดินได้อย่างโล่งใจ ผมเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อโต้งแย้ง

นายอ้วนอ้อมไปตรงจุดที่เราลงมา หาโอกาสฟันแขนข้างใกล้ตัว ฟันสองสามรอบจึงขาด ลักษณะเหมือนลำไผ่ขนาดใหญ่ อีกข้างของมันพยายามจะคว้านายอ้วน แต่นายอ้วนชิงแทงตรงเข้าส่วนที่คิดว่าเป็นหัวของมัน มันกระตุกสองสามครั้งแล้วนิ่งไปในที่สุด
พวกผมถอนหายใจมองเลือดสีดำเหนียวข้นทะลักออกมาจากปากแผล ขนบนร่างของมันเริ่มร่วงลง มืออดยกคอเสื้อขึ้นมาปิดจมูกไม่ได้ นายอ้วนเสื้อถอดเสื้อกั๊กมอซอสีตุ่นของเขาออกพาดบนพื้น ผมจึงเดินเข้าไปใกล้ ไม่เข้าใจว่าเอาจะคลุมให้ตัวประหลาดนี่ทำไม

นายอ้วนเห็นผมเดินมาใกล้ก็เดินเข้ามาหา “นายอย่าเพิ่งเห็นเลยดีกว่า”

ผมพยักหน้า ด้วยความที่เข้าใจว่านายอ้วนคงรู้เรื่องที่ผมขยะแขยงพวกขนหรือผมนี่อย่างกับอะไร ผมจึงชวนเขาไปทางอุโมงค์มืด เราเดินกันไปอย่างเงียบๆ ผมเริ่มตะโกนเรียกเมินโหยวผิง เดินไปสองสามก้าวก็รู้สึกไม่ถูกต้อง

นายอ้วนสีหน้าคล้ายลำบากใจ เขาไม่ตะโกนหรือพูดอะไรกับผมสักครึ่งคำ ผมจึงรุดวิ่งสวนไปทางที่เราเข้ามา เขารั้งตัวผมไว้ “เทียนเจิน นายก็รู้ว่าเรื่องบางเรื่องเราห้ามให้มันไม่เกิดไม่ได้”

“จะเกิดห่าอะไรขึ้นก็ตาม ฉันรู้ดีกว่าฉันไม่รู้!” ผมสวน “เป็นต้องเจอตัว ตายต้องเห็นศพ ต่อให้นายพูดอะไรมา ฉันก็ไม่เชื่อถ้าไม่ได้เห็น”

“เสี่ยอ้วนก็รู้เรื่องนี้ แค่อยากซื้อเวลาให้นายทำใจเท่านั้น” เขาถอนหายใจ ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วง แต่เรื่องนี้เขาคิดพลาดไป

“เวลาเท่านี้มันไม่มีวันพอ..” จบคำเขาก็ปล่อยผม เดินตามผมมาเงียบๆ จนถึงจุดที่เขาคลุมเสื้อไว้กับพื้น

ส่วนที่พ้นเสื้อของเขาเป็นช่วงเอวลองไป จากสะโพกจมอยู่ในกองหินและซากตัวประหลาด ผมสูดหายใจเข้าลึก สบตานายอ้วนที่เข้ามาจับไหล่ของผม มองเลยไปเห็นก้อนหินที่ยังกลิ้งไปไม่ไกลตัวมัน กว่าครึ่งของพื้นที่ก้อนหินเต็มไปด้วยเลือด ผมกลับมามองเสื้อกั๊กของนายอ้วนอีกครั้ง มันชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงเข้มบริเวณที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นช่วงศีรษะ แล้วผมก็นิ่งอยู่แบบนั้น…

To be continued….

________________________________________________________________

Talk: เหมือนเป็นโรคจิตบางอย่าง อ่านคอมเม้นของคุณกีก็คิดอยู่ตลอดเลยนะว่าทำไมต้องทำอะไรที่ทั้งยุ่งและยากแบบนี้ด้วย แต่มันก็สนุกดีแปลกๆ (หรือว่าเราจะเป็น M )
ช่วงนี้จะพยายามอัพให้ถี่มากขึ้น กดดันตัวเองไปในตัว
เห็นเพจงานอัพทีไร รู้สึกอยากอัพฟิคทุกที (ฮา)

สิ่งที่ขี้เกียจมากคือการที่ต้องมานั่งอีดิทโค้ดhtmlตอนจะอัพฟิค โอ๊ยยย ขี้เกียจจจจจจจ
ทำไมไม่มีฟังก์ชั่นย่อหน้าวะคะะะะะ /ตะโกนริมผา

กลับมาที่สุสาน ตอนนี้ใครที่ได้ดูซีรีย์ ถ้าอยากเม้ามอยแบบพังยับ เชิญได้ที่คอมเม้น (กร๊าก)
เป็นแฟนซีรีย์ เป็น fcคนแสดงนำทั้งคู่ แต่ว่าซีรีย์นี่มันไม่ไหวจริง ดูแล้วขำไตลั่น
ดีใจที่มีซับไทยที่คุณเบียร์แปล อ่านแล้วรู้สึกรู้เรื่องความบ้านอื่นๆเยอะเลย ออกช้าก็ยอม (ตอนแรกข้าพเจ้าดูดิบ….สองตอนรวดยังกะคนบ้า)

ตอนนี้ติด BBB มากค่ะ ใครรู้รหัสนี้เม้ากันได้ทั้งในนี้และในทวิต #เดี๋ยวๆๆๆๆๆๆ

เจอกันตอนหน้าค่ะ

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 4

  1. อ่านย่อหน้าแรกแล้วคือ……………. เมินโหยวผิง นายทำอะไรน่ะ…………… (แน่นอนว่าเราคิดถึงเรื่องลามก….)

    ตอนนั่งจีบกันนี่จิกหมอนแพร่พ แอร๊ยยยยยยยยยยยยย /จิกกกกกก

    อ่าว เข้าเนื้อเรื่องซีเรียสอีกแล้ว โกรธธธธธธธธธธธธธ แฟนฟิคคคค ต้องการความมุ้งมิ้งงงง แกเอาความเครียดนี้ใส่มาทำมัยยยย เข้าจัยไหมว่าอ่านแล้วเหนื่อยยยยย /ด่าเค้าอีก /โอ๋นะบ้อย

    • ที่จริงก็พยายามมุ้งมิ้งนะ ตอนหลังๆก็มุ้งมิ้งนะ!
      จริ๊งงงง!!!!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s