[Daomu fanfiction] 等待着你 – 5

– 5 –
希望 – Hope

______________________________________

ผมยืนนิ่งตรงหน้า ‘ร่าง’ นั้น มองเลือดที่กองท่วมจนชุ่มเสื้อ คิดหาเหตุผลมากมายที่จะยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง ผมอาจจะฝันไป เมินโหยวผิงในความทรงจำของผมคือคนที่ตายไม่เป็น ร่างตรงหน้าเหมือนภาพลวงตาที่หลอกหลอน หัวใจของผมเจ็บแปลบ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่ร่างนี้อาจจะไม่ใช่เมินโหยวผิง เขาอาจจะถอดเสื้อคลุมร่างซากศพบางอย่างเอาไว้ล่อเจ้าตัวประหลาดนี่ก็ได้

ขณะที่กำลังฟุ้งซ่าน นายอ้วนก็ชวนกลับขึ้นไปหาชูอิ จังหวะนั้นผมแข็งใจเปิดเสื้อกั๊กนายอ้วนออก ใช่ว่าผมจะไม่เคยเห็นศพคนตาย ศพคนรู้จักผมก็เคยเห็นมาแล้วทั้งนั้น แต่ภาพนี้ไม่อาจเข้าใจได้ ส่วนศีรษะไม่เหลือโครงร่าง เป็นแค่กองเลือดปนกองเส้นผม อะไรบางอย่างที่เละแหลกละเอียด เบ้าตาของผมร้อนผ่าว ไม่แน่ใจนักว่าควรจะรู้สึกยังไง สุดท้าย นายอ้วนก็ดึงแขนผมและคะยั้นคะยอให้ปีนขึ้นไป ชูอิเห็นสีหน้าพวกเราก็พอเดารายละเอียดได้ เขาไม่ถามอะไรมาก ชักชวนพวกเรากลับไปที่จามรี เกิดอะไรขึ้นผมไม่อาจรู้ได้ ขณะนี้ไม่มีสิ่งใดทะลุผ่านสมองของผมได้เลย

เขาตายแล้วจริงหรือ นี่อาจจะเป็นภาพหลอนหมู่เพราะอากาศในนี้มีปัญหา หรือเมินโหยวผิงมีวิชาแยกเงา ที่เห็นเป็นเพียงร่างจำแลง ถึงตรงนี้ ผมอยากให้เขาเป็นคนมาบอกผมเองว่าเขาตายแล้ว ผมจะได้หยุดคิดต่อและทำใจเชื่อได้ เขาเป็นคนเก่ง ในสุสานนี้เขาเป็นคนหนึ่งที่ไว้ใจได้ในฝีมือ หากหายตัวไปในสุสานยังไม่น่าห่วงเท่ากับหายไปจากบ้าน การตายง่ายๆแบบนี้มันเกินใจจะรับ ผมนั่งลงมองร่างนั้นอย่างใจลอย ผมไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร คนเรามันก็จบชีวิตกันง่ายๆไม่ต่างจากแมลง ไม่ว่าจะเก่งกาจมาจากไหนก็ตาม

ความเคว้งคว้างมันเป็นเช่นนี้เอง ราวกับจุดมุ่งหมายของการมีชีวิตอยู่ของผมหายไป ตอนนี้ผมอาจจะเข้าใจแล้วว่าการที่เมินโหยวผิงนั่งเหม่อมองอยู่เสมอนั้นเขารู้สึกอย่างไร ผมให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ว่าหลังจากนี้ผมจะทำยังไงต่อไป กลับร้านไปใช้ชีวิตเช้าเก้าโมงเย็นหกโมงตามปกติ ปกติที่ว่านั้นคืออะไร ผมไม่รู้ด้วยซ้ำ สิ่งนั้นได้หายไปจากชีวิตของผมนานมากเกินไป

ช่วงเวลาก่อนที่ผมจะได้รู้จักเมินโหยวผิงมันเป็นยังไงนะ? ช่วงเวลาก่อนที่ผมจะลงกรวยผมทำอะไร? ชีวิตของผมดำเนินผ่านแต่ละวันด้วยอะไร? ต่อจากนี้ผมควรคิดถึงอะไร ควรไขว้คว้าสิ่งใด ควรหายใจต่อไปอย่างไร?

“นายเป็นถึงนายน้อยตระกูลอู๋ บนโลกนี้มีมีอะไรให้ทำตั้งมากมาย ลูกน้องก็มี หากอยากหาอะไรตื่นเต้นทำก็ไปช่วยกิจการของพี่สาม นายก็ไม่ได้สิ้นไร้ชีวิตเกินไปนักหรอก” นายอ้วนพูดพลางถอนหายใจ เขารู้ว่าเรื่องนี้เขาช่วยผมไม่ได้ “หากนายอยากทำอะไรอย่างอื่นก็ปรึกษาเสี่ยอ้วนผู้รอบรู้ได้ นายเรียนหนังสือมาเยอะ หนทางในชีวิตคงไม่ตันง่ายๆหรอกน่า” ผมไม่ได้พูดอะไรต่อได้แต่ฟังผ่านหูไป แผลนี้ยังสดมากสำหรับผม

พวกเรากลับถึงที่พักตั้งแต่ตอนไหนผมไม่ทันได้สังเกต บรรยากาศที่ผมเป็นแบบนี้คงไม่น่าอภิรมย์นัก นายอ้วนพูดกับผมว่าคืนนี้เขาจะมานอนเป็นเพื่อนด้วยและพรุ่งนี้จะเดินทางกลับปักกิ่งไปที่ร้านนายอ้วนก่อนค่อยว่ากันต่ออีกที ผมได้แต่ฟังผ่านหูอย่างไม่มีปากเสียง

ภาพเพดานห้องในความมืด ผมนอนจ้องมองมันล่องลอยไปไกล ผมกำลังหลับในช่วงเวลาที่ไม่น่าจะหลับลง

ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เห็นนายอ้วนกำลังเช็ดหน้าให้ผมอยู่ แสงสลัวและเพดานประหลาด ขยับตัวไม่ได้แม้แต่จะกระดิกนิ้ว ผ่านไปสักพักก็ดีขึ้น พยายามลุกขึ้นโดยมีนายอ้วนช่วยพยุง มองไปรอบๆเห็นเมินโหยวผิงนั่งมองอยู่ไม่ห่างแล้วสมองก็เหมือนจะตั้งรับไม่ทัน

“ที่นี่ที่ไหน?” ผมถามเสียงพร่า รับน้ำมาดื่ม

“ปากทางเข้าของอุโมงค์สี่รู สลบไปเกือบวัน คิดบ้าอะไรอยู่ถึงได้เดินเข้าไปคนเดียวแบบนั้น ถ้าเสี่ยวเกอไม่ทันเห็นก็ไม่มีใครหาศพนายเจอนะ” นายอ้วนเอ็ดว่าผมต่อมความอยากรู้อยากเห็นกำเริบ “มีอะไรเรอะ?”

ผมสะดุ้ง เพิ่งรู้สึกตัวว่าเอาแต่มองเมินโหยวผิงไม่ละสายตามาตั้งแต่ตอนตื่น “เอ่อ… เขายังมีชีวิตอยู่ไหม”

“เขาไหน?” นายอ้วนมองตามสายตาผมไปแล้วตบแก้มเบาๆ “มีเอ็งคนเดียวแหละที่จะตายน่ะ เสี่ยวเกอ นายมาดูคนป่วยของนายหน่อยไหม ดูท่าจะยังไม่ตื่นว่ะ”

ร่างนั้นเดินเข้ามานั่ง พูดกับผมเสียงนิ่งว่า “นายยังไม่ตาย”

แล้วผมก็น้ำตาร่วง…

นายอ้วนผงะไปเล็กน้อยเหมือนตั้งรับไม่ทัน ผมร้องไห้แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างกับคนบ้า นายอ้วนมองผมก่อนจะถอนหายใจ ทำหน้าเอือมระอา “เสี่ยอ้วนว่าแม่งโดนพิษเกินเยียวยาแล้ว นี่มันถึงขั้นเสียสติ เสี่ยวเกอน้อย..นายควรทำใจ” แต่เมินโหยวผิงไม่รับมุก

สถานการณ์ตอนนี้ใช่ว่าจะดี แต่ผมกลับรู้สึกโล่งใจไม่ได้ ตราบใดที่พวกเรายังอยู่ มันต้องมีทางไปต่อแน่ ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ ช่างโชคดีเหลือเกิน…

“ดึงสติหน่อยเทียนเจิน” นายอ้วนเขย่าตัวผมเบาๆ “ตอนนี้เป็นยังไง รู้สึกเจ็บหลังอยู่ไหม?”

ถามได้ความคร่าวๆจากนายอ้วนว่าเมินโหยวผิงลากผมที่หมดสติไปแล้วออกมาจนได้ แผลของผมค่อนข้างสาหัส สุดท้ายก็ให้วิธีหักดิบ นำมีดขูดแผลแล้วโปะยาทันที ถ่ายเลือดเสียออกสภาพจึงดีขึ้น ในช่วงที่หมดสติไป ผมเหงื่อไหลราวกับน้ำ ท่าทางไม่สบายตัวลูกตากลอกไปมาใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท เรียกไม่ตื่น แถมไข้พุ่งสูง แถมท้ายแซวว่าผมน่าจะมีแผลเป็นพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายเพิ่มขึ้นอีกบาน ถ้าสำอางค์นักก็ให้ไปศัลยกรรม หากเลือกทางนี้ถ้าออกไปได้เขาจะชวนไปคว่ำกรวยอวบๆสักที่เป็นทุน

ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นและไม่รู้สึกปวดแผลเท่าไรนัก นายอ้วนว่าคุ้ยเจอพวกสมุนไพรในย่ามของชูอิ จึงนำมาใช้จนหมดสิ้นทุกใบไม่เหลือไว้ให้ใช้ต่อ แปลว่าบาดแผลของผมคงสาหัสมากจริงๆ ระหว่างนั้น เมินโหยวผิงอาสาเข้าไปสำรวจทุกอุโมงค์ พบว่าอุโมงค์ที่หนึ่งกับสี่เชื่อมถึงกัน(จากที่เมินโหยวผิงและชูอิแยกกันไปในครั้งแรก) อุโมงค์ที่สองมีจุดเลี้ยวโค้งเยอะ เมื่อเดินได้สักพักใหญ่พบว่ามีลมผ่าน น่าจะเป็นทางออกของพวกเราได้ แต่ปลายทางไปถึงไหนยังไม่แน่ใจ เลือกที่จะเดินกลับมารอคนเจ็บฟื้นตัวก่อนค่อยว่ากันต่อ ส่วนอันที่สามปลายทางเป็นดินถล่ม ต้องขุดถึงจะผ่านไปได้ แน่นอนว่าเราไม่มีอุปกรณ์สำหรับขุดจึงไม่ควรไม่เสียเวลาตรงนั้น

ผมถามอาการของชูอิเพิ่มเติม ได้ความว่าเขาดีขึ้นกว่าผมมาก ตื่นมาหลายรอบแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวรยามจึงหลับไปเท่านั้น ผมก็โล่งใจ

ผมโล่งใจในหลายสาเหตุ กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ผมโล่งใจที่ทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน เมินโหยวผิงยังคงมีชีวิตอยู่ตรงหน้าของผม พวกเราทุกคนยังอยู่พร้อมหน้ากันและยังดูท่าว่าจะมีทางรอดออกไปได้ อีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ผมขอเรียกมันว่าความกลัว ผมเป็นมนุษย์คิดมากอย่างยิ่งในเรื่องของคนอื่น หากว่ามันคือฝันบอกเหตุคงหัวเราะไม่ออกแน่ๆ และผมไม่รู้ว่าจะช่วยระวังให้เมินโหยวผิงยังไง ในเมื่อตัวผมเองยังเอาชีวิตไม่รอด ความจริงก็คือในพวกเราทั้งหมดนี้ ผมนี่แหละที่จะมีโอกาสตายง่ายสุดอย่างไม่ต้องสงสัยหรือให้ใครมาฟันธง พูดแล้วก็สงสารตัวเองที่อ่อนแอเสียเหลือเกิน

ระหว่างที่ชูอิยังไม่ตื่น เราฆ่าเวลาด้วยการคุยกัน (แน่นอนว่า ‘เรา’ ในที่นี้หมายถึงผมกับนายอ้วน) ผมเปิดปากเล่าความฝันซ้อนฝันที่โคตรประหลาดของผมให้นายอ้วนฟัง ว่าเราเข้าไปในอารามเจอหินถล่มยันเหตุการณ์ที่เมินโหยวผิงตาย แรกๆเขาหาว่าผมเพ้อเจ้อ แน่นอนว่าพอเล่าจนจบแล้วเขาก็ยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าผมละเมอเพ้อหนักอย่างน่าเป็นห่วง การที่ฝันว่าเมินโหยวผิงตายดูจะเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่าจานบินบุกโลกหรือมีมนุษย์ต่างดาวในสุสานเสียอีก เขาด่าทอผมอย่างสาแก่ใจแล้วหันไปขอความเห็นกับเมินโหยวผิงที่ไม่รู้ว่าฟังอยู่ไหม คนนั่งเงียบพูดออกมาเพียงสั้นๆแต่ทำให้นายอ้วนขำไปหลายนาที นั่นคือการบอกให้ผมเอาเวลาที่มีไปนอนพักฟื้นดีกว่ามานั่งพูดปาวๆอยู่นี่… ช่างรักผมกันเสียเหลือเกินนะ!

ไม่นานชูอิก็ตื่นขึ้นมา เราหารือและตัดสินใจออกเดินทางกันต่อในทันที เมินโหยวผิงเดินน้ำหน้า ตามด้วยนายอ้วน ผม และชูอิปิดท้าย เดินไปกว่าหกร้อยก้าวผมก็หน้ามืด พักกันไม่นานก็เดินทางต่อ สารภาพว่าผมหน้ามืดเป็นระยะแต่ผมไม่อยากเป็นตัวถ่วงทุกคน ผมรู้ว่าร่างกายของตัวเองยังทนไหว รอออกไปพักข้างนอกรวดเดียวก็ยังไม่สาย ได้แต่เดินไปจับผนังไปเป็นการช่วยพยุงตัวเอง เราเดินไปจนถึงอุโมงค์ใหญ่ เมื่อพ้นไปแล้วกลายเป็นที่โล่งทางทอดยาวคล้ายทางเข้าอาราม นายอ้วนเดินนำไปสำรวจรอบๆ รู้สึกได้ว่ามีลมพัดผ่าน เมินโหยวผิงเดินแยกไปอีกทาง เหลือผมกับชูอิเบี่ยงตัวมาหาที่พิง มองแสงจากตะบันไฟที่แยกไปสองทาง นายอ้วนดึงบางอย่างลงมาจากเพดานใช้พันท่อนไม้ได้ตะบันไฟมาอีกอันแล้วกลับมายื่นให้ชูอิที่พอเดินเองไว้ ส่วนผมเขาไม่ไว้ใจจึงให้เดินไปกับเขา จึงได้เห็นสภาพโดยรอบ

จากเพดานถ้ำมีธงผีไร้อักษรลายดาวแขวนไว้เต็ม ลายดาวแบ่งเป็นห้าสี แดง ฟ้า ขาว เขียว และดำ มีธงสีดำเยอะที่สุด สีฟ้าน้อยที่สุด นายอ้วนดึงลงมาอีก เขาว่าจะเอาไว้เผาไฟ ดึงไปดึงมาก็เกือบหมดทั้งแถบแล้ว ผมถามชูอิเรื่องความหมายของธงเหล่านี้ ได้ความว่ามีอยู่บันทึกของนิกายหลุนหุยต่อชาติหมัว สีเหล่านี้แสดงถึงความหมายที่แตกต่างกัน สีแดงคือเลือด ฟ้าคือท้องฟ้า ขาวคือเทือกเขา สีเขียวคือแหล่งน้ำ สีดำเป็นตัวแทนของเหวลึก ความเชื่อของชาติหมัวแตกต่างจากศาสนาอื่น ในโลกทัศน์ของพวกเขา สีดำยิ่งมาก หลุมยิ่งลึก พลังก็ยิ่งแข็งแกร่ง ผมเงยหน้ามองอีกรอบกลายเป็นเพดานเกือบโล่ง จึงหันไปด่านายอ้วน ธงพวกนี้อาจจะตีความหาทางออกได้ก็ได้ นายอ้วนยักไหล่กวนประสาทผมเต็มที่ บอกว่าต่อให้เอาขึ้นไปแปะใหม่เขาก็จำตำแหน่งของสีไม่ได้ ผมก็ไม่ควรบ่นในเรื่องที่มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ยังไม่ทันอ้าปากด่าต่อ เมินโหยวผิงก็ส่งสัญญาณให้เดินไปทางเขา นายอ้วนตอบสัญญาณพลางพยุงผมเดินไป แสงจากตะบันไฟทำให้เห็นว่าตรงกลางทางเป็นแท่นหินที่อาจจะเคยมีอะไรตั้งอยู่ เมื่อเห็นผมทำท่าสนใจนายอ้วนก็พูดขึ้นว่าเขามาลองขยับและสังเกตรอบแท่นแล้วไม่คิดว่ามันขยับได้ ของที่อยู่ด้านบนน่าจะมีคนสอยเอาไปแล้วเรียบร้อย เมินโหยวผิงช่วยพยุงผมต่อจากนายอ้วน เขาเจอช่องแคบทางหนึ่ง ขนาดใหญ่กว่าอุโมงค์ที่เราเดินทีแรกราวหนึ่งศอก

“มีจบต้องมีเริ่ม เจอน้ำย่อมมีทาง” นายอ้วนเปรยเมื่อนั่งลงเอามือแตะพื้นในช่องแคบนั้นพบว่าชื้น น่าจะเป็นทางที่น้ำไหลเข้ามา “จากที่เดินๆดูน่าจะมีทางนี้เป็นทางไปต่อทางเดียวที่เจอนะ ใช่ไหม?” เมินโหยวผิงพยักหน้าเป็นคำตอบ

พวกเราไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก เดินต่อไปในช่องแคบนั้น พบทางแยกมากมาย แต่มีทางเดียวที่น้ำคราบน้ำไหลผ่าน เราตามรอยไปเรื่อยๆหวังจะเจอทางออกเป็นต้นแม่น้ำสักสาย ถึงจะยังออกไปไม่ได้ แต่ได้เติมน้ำดื่มยังนับว่าเป็นเรื่องดี เมื่อถึงทางแยกที่มีพื้นที่กว้างหน่อย พวกเราก็หยุดพัก ก่อกองไฟ สำรวจเสบียงและกินกันอย่างประหยัดให้พอมีแรง ชูอิยืนขึ้นทำท่าเหมือนจะบริหารคอแต่ก็สะดุ้งพลันชักมืดพกออกมา พวกเราเคลื่อนย้ายกันอย่างรวดเร็ว นายอ้วนดึงผมชนิดที่เรียกได้ว่าตัวแทบปลิว

“นึกว่างูซะอีก” ชูอิถอนหายใจแต่ยังไม่ยอมเก็บมีด “อะไรเนี่ย รากไม้?”

“ไม่เถาวัลย์ก็รากแหละ แต่ดูมันสมบูณ์ดีนะ สีเขียวอี๋แบบนี้” นายอ้วนชูตะบันไฟขึ้นมอง ทำท่าอย่างกับจะตัดมันลงมากิน หากเป็นสีนี้ภายในต้องมีน้ำเลี้ยง และน่าจะกินได้ ผมไม่เห็นด้วยกับไอเดียของเขาเท่าไหร่ เมินโหยวผิงเข้ามาห้าม ผะเยิดหน้าให้มองตามเส้นรากหรือเถาวัลย์นั้นไป พวกเราจึงสะพายเป้เตรียมเดินต่อทันที

“อ..ไอ้นี่มันขยับได้!” ชูอิร้องขึ้นมา พวกเราทุกคนเงยหน้ามองตาม คนอื่นดูจะยังไม่ทันเห็น แต่ผมผวาเรียกได้ว่าโดดไปสิงอยู่ที่หลังของนายอ้วน

กิ่งเล็กๆจำนานมากขยับราวกับมันกำลังเติบโต กิ่งที่เป็นฝอยม้วนพันรวมกันเป็นเส้นใหญ่หนึ่งท่อน กิ่งเล็กฝอยจำนวนมากค่อยๆแผ่ออกมาราวกับเป็นเส้นผมสีเขียวจนเกือบดำ ผมลูบแขนตัวเองพลางทำหน้าพะอืดพะอม ทันใดนั้นก็ผลิดอกบานให้เห็นต่อหน้าต่อตา ดอกของมันโคนกลับดอกเป็นสีแดงจัด ไม่กี่วินาทีถัดมาก็กลายเป็นผลทรงกลมขนาดเท่าเหรียญ ชูอิใช้มีดฟันมันลงมา กิ่งอ่อนมีหยดน้ำสีแดงหยดลงพื้น นายอ้วนลองใช้ปลายไม้แทงที่ผลของมัน เป็นน้ำสีแดงสดกลิ่นเหม็นเน่าจนต้องเบือนหน้าหนี

“กลิ่นห่านี้แม่งเหมือนเลือดเน่า” จบคำนายอ้วนผมคิดถึงกลิ่นบ๊ะจ่างเปียกๆขึ้นมา แล้วก็เห็นด้วยในทันที “ดีนะไม่ได้ลองกินเข้าไป ไม่งั้นเสี่ยอ้วนมีหวังอ้วกแตก รับรองผอมยิ่งกว่าโดนดีท็อกซ์”

“มันอาจจะเป็นเหยื่อเลือด” ชูอิเอามือปิดจมูกและอธิบายเพิ่ม “เคยอ่านเจอแบบผ่านๆในบันทึกเก่า ไม่แน่ใจนะ แต่คิดว่าในนี้อาจจะมีพลังงานทางลบเข้มข้น ใกล้ๆนี้ต้องมีศพตัวอะไรสักอย่างฝังอยู่แถวๆโคนต้นไม้ และเติบโตด้วยเนื้อศพนั้นกลายเป็น ‘เหยื่อเลือด’ นี้”

พวกเราเดินกันอย่างระมัดระวังมากขึ้น ตามทางน้ำไหลไปกิ่งบนเพดานยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คาดเดาว่าสุดทางนี้เราจะเจอหน้าตาของต้นประหลาดนี้แน่นอน กิ่งของมันบางทีมีดอกไม้อยู่ประปราย ชูอิเตือนไม่ให้พวกเราสัมผัสหรือไปโดนมัน เขามีความรู้เกี่ยวกับมันไม่มาก หากมีพิษขึ้นมาเกรงว่าจะช่วยอะไรไม่ได้ ปรึกษากันสักพัก พวกเราจึงฉีกผ้า ใช้น้ำที่เหลืออยู่ทำให้ชุ่มเล็กน้อยและใช้แทนหน้ากากกันพิษ พวกผมถึงมีหน้ากากกันพิษที่นายอ้วนหาซื้อมาได้แต่ก็กันเอาไว้อีกชั้นทำให้หายใจค่อนข้างลำบากแต่ต้องยอมทน เผื่อในกรณีที่เกสรมันฟุ้งขึ้นมาและอาจจะมีพิษจริงๆแล้วหน้ากากใช้ไม่ได้ขึ้นมา กันไว้อุ่นใจกว่า

ยิ่งเดินไปกิ่งไม้ยิ่งหนาแน่น บางจุดดอกสีแดงเลือดของมันขึ้นเบียดกันจนแทบไม่เห็นกิ่ง เพดานเริ่มต่ำลงจนต้องก้มตัวเดิน ไม่นานก็เจอจุดเลี้ยว ผนังที่เคยเป็นอุโมงค์กลายเป็นหน้าผาฝั่งหนึ่่ง นายอ้วนทดลองห่อธงผีกับก้อนหินแล้วจุดไฟโยนลงไป เห็นเป็นโคนต้นไม้ใหญ่ที่มีดอกสีแดงอันแน่นเป็นแพ ด้านล่างเป็นแท่นหินวางอยู่บริเวณโคนราก จากตรงนี้เหมือนมีทางปีนลง และนายอ้วนก็ปีนลงไปคนแรก

“ทำอะไรปรึกษาหน่อยได้มั้ย!” ผมตะโกนด่าเสียงเบา ทำไมต้องเบาก็ไม่รู้เหมือนกัน สัญชาตญาณมันพาไป หันไปอีกทางเห็นเมินโหยวผิงปีนลงตามไปด้วย ถึงพื้นเร็วกว่านายอ้วนหวังนั่นซะอีก ผมกรอกตา ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองตากับชูอิ แล้วปีนตามลงไป

“ตรงนี้มีศพ” เมินโหยวผิงพูดเสียงเบา เขายืนอยู่ตำแหน่งแท่นหิน บนแท่นมีศพระบุตัวไม่ได้นอนเป็นซากอยู่ บนศพมีรากไม้พันไม่เห็นหน้าเห็นตัว มีเพียงขาและช่วงไหล่ที่พอเดาได้ว่าเป็นศพมนุษย์
“เวรแล้ว แถวนี้มีศพเต็มไปหมด” ผมมองพื้นที่ตัวเองอยู่ตามเสียงของนายอ้วน จึงเห็นว่าพื้นมีศพอยู่เกลื่อนกลาดทั้งคนและสัตว์ แต่ละศพต่างมีรากคลุมอยู่ ผมชักเท้าตัวเองขึ้นมาด้วยความระแวง มองไปรอบๆกลัวมีสักกิ่งมาตวัดขาและผมกลายเป็นอีกศพในนี้ “อู๋เสีย ดูท่าว่าฉันจะเจอแท่นวางโลงศพ VIP ตรงนี้”

ผมเดินอย่างระมัดระวังไปยังโลง โลงสีแดงเข้มจัดเกือบดำ มีต้นเหยื่อเลือดเติบโตจากโลงนั้น ลำต้นมันพันรวมเข้ากับต้นใหญ่ตรงกลาง ฝาโลงปิดแตกและอัดแน่นไปด้วยรากไม้

“น่าเสียดาย สภาพนี้ข้างในไม่ได้มีของ” นายอ้วนครวญ

“เราไม่ได้มาคว่ำกรวยนะ” ผมด่า ห่านี่เอะอะก็จะเอาของมีค่า ดูท่ามันจะลืมไปแล้วว่าทำไมเราถึงมาอยู่กันตรงนี้ได้

“เงียบ!” เมินโหยวผิงตะโกนเสียงเบา พวกเราทุกคนสภาพเหมือนเล่นฟรีซ แข็งค้างอยู่ท่านั้นก่อนจะค่อยๆขยับไปทางชูอิที่ให้สัญญาณมือให้ตามเขาไป ผนังด้านหนึ่งมีช่องราวครึ่งคนให้เข้าไปหลบ ผมมองตามสายตาชูอิและเมินโหยวผิงไปยังไม่เห็นตัวอะไรหรืออะไรที่น่าระวังภัย ได้แต่เดินตามนายอ้วนที่เดินนำหน้าด้วยสปีดทิ้งเพื่อนไปรวมตัวกับพวกเมินโหยวผิงและชูอิแล้ว เหลือผมคนเดียวที่รู้สึกตึงแผล น่าจะเป็นเพราะตอนปีนลงมา

ได้ยินเสียงร้องแปลกๆดังขึ้นไม่ไกลนัก ผมตัวแข็งไม่กล้าขยับต่อ รู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นๆที่ไหลลงมาตามขมับ ไม้กล้าแม้แต่จะหันไปมองได้แต่มองจากปลายหางตาสองข้าง นายอ้วนกวักมือเร่งผมยิกๆ ดูจากทิศทางแล้ว เจ้าของเสียงน่าจะอยู่ข้างหลังผมไปแน่นอน

“นายทำบ้าอะไรอยู่ รีบมาเซ่!” นายอ้วนตะโกนเสียงเบา ผมไม่รู้จะตอบอะไรไปดีนอกจากทำหน้าซีดใส่ ทางสามคนนั้นคุยอะไรกันบางอย่างก่อนที่เมินโหยวผิงจะเดินออกมา

อย่าเรียกว่าเดินเลย ระดับนี้น่าจะเรียกว่าก้าวพริบตา… เขากระโดดสองสามก้าวก็มาถึงตัวผมในพริบตาเดียว

“เกาะไว้”

เกาะอะไร? เกาะตรงไหน? ผมทำสีหน้างงงันใส่เขา “เกาะอะไร? นายจะให้ไปท่าไหน?”

เหมือนโหยวผิงคงรำคาญผม จับแขนพาดคอ มือโอบสะโพกของผมไว้ พลันเห็นสัญญาณมือจากนายอ้วน ผมไม่ทันแปล สมองคิดไม่ทัน แต่พอเดาได้ว่าเป็นอะไรที่ฉิบหายมาเยือนแน่ๆ

ฝั่งนั้นดับตะบันไฟเกลี้ยง ผมแทบมองอะไรไม่เห็นเลย จนปรับตาได้ก็เห็นสลัวๆ พอเดาได้ว่าตรงไหนตำแหน่งของโลงและแท่นหิน ตรงไหนคือโคนต้นไม้ มือของเมินโหยวผิงจับผมไว้แน่นพาผมกระโดดขึ้นไปยืนบนแท่นหิน ผมไม่กล้ากระดิกตัว กระพริบตายังไม่กล้าทำได้แต่เกาะเมินโหยวผิงไว้แน่น ปลายหางตาของผมเห็นแล้ว มันคือแมวตัวหนึ่ง ตัวประมาณแมวไทยที่โตเต็มที่ มีขนจับเป็นก้อนเปียกรุงรัง หางเป็นเส้นลีบ… ไม่มีคำบรรยายอื่น บอกได้แต่ว่ามันเหมือนแมว ไม่มีตา อาจจะเพราะมันอยู่ใต้ดินมานาน ประสาทตาและจมูกถดถอย ไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงรอบตัวและไม่รู้ว่ามีคนอยู่บนแท่นหิน

มันกัดกินผลไม้อย่างตะกละตะกลาม ตามทางที่มันเคี้ยวผ่าน กิ่งที่โดนกินผลเหยื่อเลือดไปแห้งเหี่ยวเป็นผง ไม่นานก็เห็นศพปรากฏขึ้นข้างใต้นั้น ผมขนลุกชันภาพศพแมวที่ผมเคยเห็นในวัยเด็กผ่านเข้าสมองมาหลอกหลอน

เมินโหยวผิงส่งสัญญาณมืออีกครั้ง เห็นชูอิตอบกลับมา คนพวกนี้มองเห็นได้ในที่มืดหรือยังไงนะ ผมเพ่งตามองไม่เห็นมือชูอิด้วยซ้ำ รับรู้ได้ว่าคนฝั่งผมพยักหน้า กระชับตัวผมให้แน่นขึ้น แบบนี้เตรียมเคลื่อนตัวแน่นอน เมื่อชั่งใจแล้วว่าไม่มีปัญญาไล่ตามความเร็วของเมินโหยวผิงทัน ผมจึงเกาะโอบเขาไว้แน่น ใจเต้นเร็วขึ้นอย่างระทึก และได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วของก้าวพริบตาอีกครั้งทันทีที่นายอ้วนปาหินล่อไปอีกทาง

เจ้าแมวนั่นกรีดร้องเสียงน่าเกลียดและกระโจนไปยังทิศตรงกันข้าม ผมลอยปลิวอยู่กับเมินโหยวผิงอยู่ในรูตื้นๆรูหนึ่ง น่าจะคล้ายกันกับฝั่งของนายอ้วน ความสูงราวครึ่งคน ด้านในลึกราวสามคนนั่ง กว้างเท่าสองคนนั่ง มือยาวนั่นดันให้ผมเข้าไปด้านในก่อนจะตามมา ผมยังไม่กล้าปล่อยมือจากเขา พวกเราทุกคนนิ่งเงียบ เสียงแมวตัวนั้นไกลออกไปจนหายลับ ยังไม่มีใครกล้าขยับตัวหรือพูดอะไร ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง จากจุดนี้มองไม่เห็นจุดที่นายอ้วนซ่อนตัวอยู่ แต่เหมือนว่าพวกเราจะคิดตรงกัน รอให้สถานการณ์สงบและแน่นอนที่สุดก่อน

ผมรู้สึกคันหลังมือเป็นอย่างมาก ยอมปล่อยมือจากเมินโหยวผิงมาเกา เป็นจุดบริเวณใกล้ข้อมือที่เป็นแผล คันยิ่งกว่าตอนแผลตกสะเก็ด ถึงจะมีผ้าพันอยู่แต่อาจจะเพราะเหงื่อออกลงแผล พยายามเอาเล็กจิบผ่านผ้าพันแผลสองสามครั้งและไม่สนใจมันอีก เมินโหยวผิงหันมามองและห้ามไม่ให้เกา เขาเข้ามานั่งพิงผนัง ท่าทีผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เสียงของแมวตัวนั้นยังได้ยินอยู่เรื่อยๆแต่ในระยะที่ไกลมากและไม่ได้ยินตัวอื่นอีกเขาจึงคลายกังวล พอเห็นท่าทีนั้น ผมก็ผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง

อยู่ในรูแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงช่วงที่โดนขังหินถล่มโคนต้นไม้สำริด ข้างนอกนี้ก็เป็นต้นไม้เหมือนกัน ผมมองรอบๆจุดซ่อนตัวซึ่งไม่มีอะไรเลย เห็นเมินโหยวผิงมองผมอยู่ ผมถามว่ามีอะไรเขาก็ส่ายหน้า แบบนี้แปลว่าพูดเบาๆได้ ผมเลยเล่าเรื่องต้นไม้สำริดให้เขาฟังโดยย่อ เขานั่งฟังเงียบๆไม่พูดอะไร ก่อนจะเบียดตัวเข้ามาใกล้ ถึงช่องนี้จะกว้างขนาดสองคนนั่ง แต่ไม่ได้แปลว่าจะนั่งกันได้อย่างสบายๆนะ เขานั่งเบียดข้างๆผม ผมก็ไม่รู้จะตัวลีบให้เขายังไง ได้แต่นั่งกอดเข่าตัวตรงไม่กล้าหันไปมอง แล้วก็สะดุ้งเพราะนิ้วยาวๆของเขาแตะที่หลังของผม เมื่อเห็นว่าเขากำลังสำรวจแผลที่หลังจึงขยับตัวขึ้นหน้าไปอีกหน่อยเพื่อให้เขาดูให้ถนัด เสื้อผ้าผมขาดเป็นริ้วๆด้านหลังแถมเปื้อนสีเขียวสีแดงปนกันทั้งยังเป็นคราบดำๆ ออกจากที่นี่ไปได้คงต้องฉีดยากันหลายขนาน

“แผลบางทีเหมือนจะปริ” เขาพูดเสียงนิ่ง ผมพยักหน้ารับ ก็คิดไว้แล้วแหละว่าตอนปีนลงมาน่าจะแผลเปิดหลายทีอยู่ ไหนจะโดนหิ้วโดดไปโดดมานี่อีก “เจ็บไหม?”

คราวนี้ผมหันไปมองหน้าเขา ร้อยวันพันปีผมเป็นแผลไม่เคยได้รับความถามแบบนี้ไม่ว่าจากใคร เพราะเหมือนก็จะรู้กันอยู่แล้วไหมว่าเป็นแผลมันก็ต้องเจ็บ “ก็ทนได้”

เมินโหยวผิงไม่พูดอะไรต่ออีก เอามือลูบหลังผมเบาๆแล้วก็หยุด ข้างหนึงพาดมากับท่อนแขนของผม อีกข้างโอบผ่านหลังราวกับกำลังกอด ผมยังคงนั่งตัวตรงไม่กล้าขยับ และไม่รู้สึกผ่อนคลายยังไงชอบกล พลันคิดถึงเรื่องในฝันและไอ้เรื่องป้อนน้ำก่อนหน้านี้แล้วสมาธิแตก พยายามหาอะไรอย่างอื่นคิด

พอเพ่งสมาธิไปที่อย่างอื่นที่ไม่ใช่คนข้างตัวก็รู้สึกคันแผลที่หลังมือขึ้นมาอีก เอานิ้วลูบๆก็ไม่หาย ลูบไปลูบมาก็พลันรู้สึกไม่ถูกต้อง แผลบนหลังมือของผมมีรอยนูนขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนมีอะไรงอกออกมา

to be con..
____________________________________

talk:

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ เราแต่งฟิกเรื่องนี้จบแล้วค่ะ!!!! /น้ำตาไหลนอง
รวมเล่มเสร็จเรียบร้อย วางขายในงานโอนลี่อีเวนท์วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ค่ะ
ส่วนในบลอคเราจะลงจนจบค่ะ มีแค่ตอนพิเศษที่จะไม่ลงไว้ในนี้

หน้าปกอลังการดาวล้านดวงมาก ไว้จะแปะให้ดูนะคะ

ในขณะที่กำลังห้ำหั่นกับต้นฉบับ
บุไตเบสบอลก็จบลงโดยที่เราไม่ได้ฝากใครซื้ออะไรเลย OTL
เรียกได้ว่าเงยขึ้นมาจากหลุมสุสาน โลกก็ไปถึงไหนกันแล้ว…..
เศร้าจัย…

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 5

  1. หากหายตัวไปในสุสานยังไม่น่าห่วงเท่ากับหายไปจากบ้าน < ใจร้ายไปไหมนาย…………
    จะเป็นจะตายแล้วมามิ้งกันเรื่องเกาหลังมือนี่คืออะลั้ยยยยยยยยยยยยย

    ฝันซ้อนฝันก็งงพอแล้ว นี่จะมีเอเลี่ยน(?)ผุดมาจากหลังมือนายน้อย เอ๊ะ นั่นมันมิกิ!!! #ผิด

    • กร๊ากกกกก ชอบมิกิ
      ถ้านายน้อยได้มิกิมากนี่น่าจะชนะเสี่ยวเกอได้เลยนะพี่!!!! 5555555555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s