[Daomu fanfiction] 等待着你 – 6

– 6 –
检查点 – Checkpoint

_____________________________________

หลังมือของผมคันๆแต่ไม่เจ็บ เห็นมีบางอย่างยื่นออกมาจากผิวเนื้อจึงลองใช้นิ้วหนีบสิ่งที่งอกออกมาดู เจ็บจนเกือบร้องออกมา เหงื่อผุดเต็มหน้า เมินโหยวผิงที่พิงผมอยู่พยายามจะคว้ามือผมไปดู แต่ผมไม่ให้ คลานเขยิบออกมาจนถึงปากทางที่ซ่อนตัวแล้วแหวกผ้าพันแผลดู ตรงกลางแผลมีกิ่งอ่อนสีเขียวดำงอกออกมาสองสามกิ่ง แตะโดนก็เจ็บจี๊ดไปถึงกระดูก แต่บริเวณรอบแผลกลับไม่รู้สึกอะไร กระทั้งกดลงบนแผลตรงๆก็ไม่รู้สึก เป็นเฉพาะตอนแตะโดนกิ่งเท่านั้น ตรวจดูส่วนอื่นของร่างกายทุกอย่างปกติดี

เมินโหยวผิงคว้ามือของผมไปดูจนได้ เขายื่นหน้ามาใกล้ พอเห็นแล้วก็ขมวดคิ้ว ดูเป็นท่าทางที่บอกลางไม่ดีเอามากๆ มันแปลว่า เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร พอนิ้วยาวๆทำท่าจะแตะผมก็กระตุกมือหนี บอกไปว่ามันเจ็บมากถ้าแตะโดนกิ่งพวกนั้นและผมอาจจะแหกปากออกมาและเราก็จะตายกันอยู่ในนี้ เขาส่ายหน้าไม่ฟังผม พลันถลันตัวออกจากที่ซ่อนไป ทำเอาผมอ้าปากค้างมองเงาที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วด้วยตาปริบๆ ชะโงกออกไปดูบ้างก็พบว่าฝั่งนายอ้วนเองก็เริ่มออกมายืนกันแล้ว

ผมคิดย้อนไปตั้งแต่เจอรากไม้ในทางเดินนั้นจนถึงตอนนี้ ผมไม่ได้ทำอะไรแตกต่างไปจากทุกคนเลย หากจะโดนเกสรทุกคนก็ต้องมีอาการ นายอ้วนเดินเข้ามาหาผม จับข้อมือตรวจดู จึงเล่าอาการให้เขาฟัง ทีนี้ทุกคนเริ่มสำรวจตัวเอง ทุกคนล้วนปกติ ชูอิที่มีเงื่อนไขเดียวกับผม คือมีบาดแปลบนตัว ตรวจดูทุกแผลก็ปกติ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมงอกขึ้นมาเหมือนผมเลยสักที่ ทำไมมีแต่ผมที่ผิดไปจากคนอื่นๆ คิดถึงช่วงที่มันผลิดอกออกผลกับศพมากมายบนพื้นรู้สึกเหงื่อเย็นไหลจากตามขมับ หากไม่รีบหาทางแก้ต้องแย่แน่ ผมคงจะต้องเป็นหนึ่งในกองร่างมากมายพวกนั้น

พวกเราตกลงกันหาที่สำหรับนั่งพักก่อนค่อยว่ากัน ยืนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จะมีตัวอะไรออกมาเมื่อไหร่ เราแยกย้ายกันค้นหาอีกครั้งอย่างไม่รอรี ชูอิเป็นคนเจออุโมงค์ที่มีบ่อน้ำขัง แหล่งน้ำเหมือนจะผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ระยะค่อนข้างไกลจากต้นไม้ น้ำในแอ่งใสตรวจดูแล้วน่าจะกินได้

แอ่งน้ำอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยพวกเรานั่ง เมินโหยวผิงเป็นคนกินน้ำก่อนคนแรก เมื่อพบว่าปลอดภัยพวกเราก็เอาถกระติกน้ำรวมถึงขวดน้ำที่มีมีกรอกน้ำกันอย่างใจเย็น เสร็จแล้วก็เริ่มล้างหน้า ชูอิให้นายอ้วนช่วยล้างแผลทำแผลอีกรอบ เมินโหยวผิงก็เข้ามาจับผมหันหลังให้แล้วทำความสะอาดแผลบ้าง เลี่ยงไม่โดนเลือดและแผล ใช้ผ้าชุบน้ำบีบน้ำล้างแผล ผมสะดุ้งกับความเย็นของน้ำ โดนแบบนี้แล้วก็รู้สึกอยากอาบน้ำขึ้นมา เอาน้ำลูบๆตามตัวก็รู้สึกสดชื่นขึ้น ง่วงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อจัดการตัวเองกันเสร็จเรียบร้อยก็บิเนื้อแห้งกินคนละคำสองคำ เริ่มพูดคุยเรื่องกิ่งที่งอกบนแผลของผมกัน

“หรือว่าจะโดนเกสรของมันตอนไหนเข้า” ชูอิวิเคราะห์ ผมแย้งไปว่าผมเป็นคนนึงที่แทบจะไม่เข้าใกล้ต้นไม้ ราก หรือส่วนของมันเลย หากจะเกิดด้วยเหตุนี้ ชูอิกับนายอ้วนควรโดนด้วยเพราะเข้าไปสำรวจมันใกล้ชิดกว่าผมที่รออยู่วงนอก เขาเงียบไปอย่างใช้ความคิด ก่อนจะห้ามมือนายอ้วนที่กำลังจับบนแผลของผม “อย่าดีกว่า เราไม่แน่ใจว่ามันแพร่เชื้อทางไหน หากเป็นทางเลือด การสัมผัสแผลก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี อย่าเสี่ยง เสี่ยวเกอก็ทำแบบนั้น”

ที่ชูอิพูดมันก็ถูก แต่ผมฟังแล้วรู้สึกอ้างว้างชอบกล…

“ลองคว้านเนื้อออกมาเลยไหม?” นายอ้วนเสนอพร้อมเอามือจับมีดพกของตัวเอง ผมกระถดตัวหนีครึ่งก้าว ถ้าจะทำแบบนั้นก็เอามีดนั่นมาแทงผมเลยเถอะ น่าจะค่าเท่ากัน

“ไม่เอา บอกแล้วว่าตอนจับเหมือนมันงอกออกมาจากกระดูก ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงไม่ต้องคว้านไปยันขูดกระดูกฉันเลยเรอะ พอไม่ใช่ตัวนายก็พูดคล่องเชียวนะ” ผมแหวใส่

“เจ้าตัวนั้น…” เมินโหยวผิงพูดถึงแมวที่เราเจอกันเมื่อครู่ มันกัดกินผลพวกนี้แล้วไม่ตาย แปลว่ามันต้องมีอะไรที่แก้พิษได้ ในตัวแมวอาจจะมี หรือมันอาจจะกินอย่างอื่นที่ช่วยล้างพิษของเหยื่อเลือดได้ “ลองจับมันมาดู”

“พูดยังกับมันง่ายเหมือนเดินไปซื้อหมั่นโถวหน้าปากซอย” นายอ้วนกลอกตาแต่ก็ดูไม่มีวิธีอื่นมาค้าน “พวกเรามีปืนพกสอง ไรเฟิลอีกหนึ่ง จะล่อมาให้ยิงไหม?”

“สภาพแวดล้อมแบบนี้เสียงปืนน่าจะล่อตัวอื่นมาเพิ่ม แถมยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะพลาดสูง หากมันตายขึ้นมา มีหวังเราไม่ได้ทดลองอะไรแก้พิษกันเลย” ชูอิแย้งอย่างใจเย็น นายอ้วนทำท่าเสียดายที่แบกปืนมาไม่ได้ใช้ “แล้วเราจะจับไอ้แมวตัวนั้นยังไง?”

“ฉันจะไปจับมันเอง” เมินโหยวผิงพูดเสียงเรียบก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปด้วยฝีเท้าเงียบกริบ ชูอิย่องตามไปข้างหลัง นายอ้วนจึงรั้งเขาไว้

“นายสภาพดีไปกว่าอู๋เสียเสียเท่าไหร่กัน รออยู่นี่แหละ ฉันกับน้องเสี่ยวเกอไปเอง” คนฟังเหมือนจะค้านแต่ก็ยอมพยักหน้ารับ หยิบไรเฟิลจากนายอ้วนมาไว้กับตัว และให้ปืนกับผมกระบอกหนึ่ง เผื่อเหตุไม่คาดฝันอาจจะช่วยกันได้

พวกเราดับตะบันไฟเพื่อที่จะได้เห็นสองคนนั้นได้ง่ายขึ้น จากมุมที่ซ่อนมองเห็นนายอ้วนกับเมินโหยวผิงได้รางๆ เมื่อสองคนนั้นเดินได้ระยะ นายอ้วนก็ตะโกนร้องเหมียวๆไม่หยุด ผมฟังแล้วรู้สึกอยากเอามือก่ายหน้าผาก แต่มันก็เป็นวิธีที่เรียกร้องความสนใจจากตัวอะไรก็ตามได้ดีทีเดียว ไม่ว่ามันจะเป็นแมวหรือไม่ก็เถอะ ขณะที่เมินโหยวผิงเดินมองซ้ายขวาท่าทางนิ่งสงบและจับจ้อง ได้ยินเสียงร้องของแมวดังมาจากไกลๆ เป็นอันรู้กันว่ามันสนใจเสียงเรียกจากนายอ้วนแน่แล้ว

จากนั้นผมมองไม่เห็นแล้ว ได้ยินแค่เสียงนายอ้วนล่อมันไปทางนู้นทีทางนี้ที เสียงแมวขู่ฟ่อๆก่อนจะร้องเสียงแหลมสูง เสียงคนวิ่ง เสียงตะโกน สลับซ้อนกันไปเรื่อยๆ ผมนึกสงสัยจริงๆว่าถ้าไอ้แมวนี้มันไม่ได้มีตัวเดียวจะฉิบหายกันหมดทั้งคณะไหม ขณะที่คิดก็ได้ยินเสียงทุบหนักๆ เสียงแมวร้องดังสั่นสะท้อนไปทั่วก่อนจะเงียบลง ผมกับชูอิรอจนได้ยินเสียงคนเดินมาใกล้ๆแล้วจึงออกไปยืนรอด้านนอก เห็นแมวตัวสกปรก ปากถูกผ้ายัดขาโดนมัดรวบเข้าด้วยกันทุกข้าง เขียวเงาวับของมันพยายามกัดเคี้ยวผ้าที่อัดอยู่เต็มปาก เห็นแล้วไม่นึกอยากโดนมันงับ สภาพของมันก็ไม่น่ารักเหมือนแมวที่เดินเอื่อยนวยนาดหน้าร้านของผมเสียด้วย

ทั้งตัวของมันคลุมด้วยขนแข็งสีเขียวเป็นกระจุกแห้งกรัง ตัวลีบแห้งจนแทบเห็นโครงกระดูก รู้สึกว่านี่อาจจะเป็นผีดิบประเภทหนึ่ง เป็นไปได้ว่าสัตว์ป่าบางชนิดตายแล้วกลายร่าง ด้วยสีดำเขียวเหม็นคาว ตัวมันเองอาจจะมีพิษ รูปร่างเป็นแมวจริงๆ

นายอ้วนเกริ่นว่าจับไม่อยากอย่างที่คิด มันไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์มากไปกว่าแมวจรจัดเท่าไหร่ “…ว่าแต่มันจะเป็นยาแก้ได้เรอะ หน้าตาน่าเกลียด เลือดมันอาจจะมีพิษได้ หรือจะเอาอย่างในหนังสมัยก่อน วิธีพิษแก้พิษ”

“มีความเป็นไปได้ว่าร่างกายมันต้านพิษได้ หรือกินอย่างอื่นที่สามารถแก้พิษ” เมินโหยวผิงมองไปรอบๆขณะพูดแล้วเดินแยกออกไป

“ลองหาดูใกล้ๆนี้เถอะ อาจจะเจออย่างอื่นที่มันกิน” ชูอิดูเหมือนจะเริ่มชินกับพฤติกรรมของเมินโหยวผิงแล้ว เขาถือตะบันไฟแยกเดินไปอีกทาง

“แล้วแม่งทิ้งให้เสี่ยอ้วนแบกเชี่ยนี่…” นายอ้วนบ่นแล้วเดินแยกไปอีกทาง สักพักก็ฮัมเพลง ‘ดอกไม้สีแดง’ ร้องเสียงหลงสูงต่ำเข้ากับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมเป็นที่สุดแทบอยากปรบมือให้ “ดอกไม้ดอกไม้ ทำไมสีแดง เรืองฤทธิ์ร้อนแรง สีแดงดั่งไฟ…”

พวกเราหาในบริเวณกว้าง เจอโลงศพแตกอยู่ประปราย พบทางน้ำไหลเอื่อยจึงเดินตามไปเรื่อยๆ ข้างหน้าผมคือเมินโหยวผิง เขาเหลือบตามองแล้วหยุดเดินจนผมเดินเข้าไปไกล้ นิ้วเรียวยาวประคองข้อมือผมขึ้นมาดู แสงจากตะบันไฟในมือเขาวูบไหว นัยน์ตามืดสนิทนั้นสะท้อนแสงไหวตามเปลวไฟสวยดีไม่หยอก ขณะผมกำลังคิดเพลินๆเขาก็เหลือบขึ้นมาสบตา

“….” ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ผมกลั้นหายใจมองริมฝีปากเขา ลุ้นสิ่งที่กำลังจากเอ่ยออกมานั้น แต่ไม่มีใครพูดอะไร เขาหันเดินไปต่อโดยที่มือยังจับที่แขนของผม

หินข้างทางเริ่มมีหินลักษณะไม่เป็นธรรมชาติ ผมยื้อตัวหยุดดูครู่หนึ่งพบว่าเป็นหินสลักสัญลักษณ์ตันตระไว้เป็นจำนวนมาก ยังไม่ทันได้ดูโดยละเอียดก็โดนตะบันไฟในมืออีกคนตัดหน้า จึงเห็นว่าใต้หินมีแผ่นไม้หน้าตาเหมือนฝาโลงแตกกองทับถมกัน ตามซอกนั้นเจอหินรูปร่างคล้ายเห็ด เมินโหยวผิงเอาตะบันไฟให้ผมถือแล้วแงะมันออกมา ที่จริงมันไม่ใช่หินรูปร่างคล้ายเห็ด แต่เป็นเห็ดที่รูปร่างและลายคล้ายหิน พอจับดูมันนุ่มนิ่มเหมือนจะกินได้ บริเวณนั้นมีหลายดอกพุดขึ้นมา บ้างเป็นรอยถูกแทะ พวกเราเก็บมาจำนวนหนึ่งแล้วเดินสำรวจรอบๆต่อ

นายอ้วนส่งเสียงทัก เขากับชูอิเดินมาตามทางน้ำ เจอผมแล้วก็ยื่นเห็ดให้ดู ลงความเห็นกันดูน่าสนใจ ชูอิว่าเดินต่อไปตามทางนี้อาจจะเจอที่นั่งพัก เพื่อเจอของน่าสนใจอย่างอื่นจะได้มานั่งลองกันทีเดียว ผมไม่เห็นประโยชน์ที่จะแย้งเลยเดินตามไปอย่างไม่มีปากเสียง

“นี่ใจคอจะจับมือถือแขนไปยันแก่เฒ่าเลยไหม?” ศอกอวบๆของนายอ้วนถองเข้าสีข้างผม ยิ้มน่าเกลียดมาให้หนึ่งทีแล้วแซวเสียงเบา มีเสียงครางของแมวผีเป็นเพลงประกอบฉาก

“แก่เฒ่ารึเปล่าไม่แน่ใจ เพราะมีแววว่าฉันน่าจะตายก่อน” ผมตอบด้วยสีหน้าเอือมๆ รู้สึกคันแผลที่หลังมือยิบๆ “ไม่ต้องทำเป็นซุบซิบ อยู่กันแค่นี้ต่อให้กระซิบเสี่ยวเกอก็ได้ยิน ในเมื่อจะหน้าด้านแซวแล้ว ก็อย่าทำเป็นพูดไม่เต็มเสียง”

“เทียนเจินก็หน้าหนาใช้ได้ เสี่ยอ้วนไม่สู้หรอก” เขาปล่อยให้ชูอินำหน้า ท่าทางดูเหมือนเดินรั้งท้ายเพื่ออยู่แซวจริงๆ “นายยังไม่เคยตอบฉันเลยนะ ตกลงนายกับน้องเสี่ยวเกอมีความสัมพันธ์อะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?”

“ไม่มีว้อย” ผมสวนทันควัน “แทนที่นายจะมาถามฉัน นายช่วยดูด้วยความฉันเป็นผู้ถูกกระทำนะ อยากถามไปถามคนข้างๆฉันโน่น” ว่าแล้วก็โบ้ย อย่าว่าแต่นายอ้วนเลย ผมก็โคตรสงสัย ว่าจะเดินจับแขนผมทำไม หรือกลัวว่าไอ้กิ่งนั้นมันจะลาม? ถึงขนาดนี้แล้วผมมีสองทางคือตายกับรอด อาการสาหัสดูไม่น่าใช่ปัญหา หรือจะกลัวผมเกาแผล?

“ข้างหน้าน่าจะนั่งพักกันได้” เมินโหยวผิงชี้ไปยังเวิ้งด้านหน้า ทางน้ำสายใหญ่ขึ้นดูเป็นนิมิตหมายที่ดี ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนเรื่องอย่างเนียนและไม่มีใครกล้าแย้ง

นายอ้วนจับตัวแมวเอาไว้ให้เมินโหยวผิงดึงผ้าที่ใช้ยัดปากมันออก เท่านั้นมันก็ร้องเสียงดังก้อง ชูอิยื่นเห็ดไปให้มันจึงสงบลง ทำท่าตั้งใจดมแล้วกัดกินหมดโคนในที่สุด ผมได้ยินเสียงถอนหายใจของหลายคนรวมทั้งของตัวผมเองด้วย

“ลองดูไหม?” ผมพยักหน้าตอบนายอ้วน ถ้าไม่ใช่อย่างมากก็แค่ตายเร็วขึ้นเท่านั้น

มีความเป็นไปได้สองทางเลือก เจ้าแมวนี่กินแล้วไม่ตายก็จริง แต่ผมไม่อยากตาย ต่อให้ลองแล้วอาการมันแย่ลง กิ่งที่หลังมือของผมอาจจะแตกหน่อมากขึ้น ต่อให้ผมจะตายให้วันรุ่งขึ้น ผมก็ไม่อยากตาย ผมอยากได้ทางเลือกเพียงทางเดียว นั่นคือทางที่แน่ใจได้ว่าผมจะไม่ตาย จะบอกว่าผมขี้ขลาดที่ทำเป็นเก่งก็ไม่ผิดเลย มีอีกหลายอย่างในชีวิตที่ผมยังไม่ได้ทำ ปริศนาและเรื่องราวมากมายที่ผมยังอยากรู้และอยากมีชีวิตอยู่เพื่อรับรู้มัน

เมินโหยวผิงพูดขัดความคิดของผมเสียงเรียบในขณะที่ชูอิกำลังบดเห็ดหินผสมน้ำ เขาว่าถ้าหากลองทาแล้วมันแย่ลงหรือมีอาการลุกลามมากขึ้นเขาจะตัดแขนผมทิ้งก่อนที่มันจะลามถึงตัว “…แล้วนายจะไม่ตาย”

พูดงี้วางมวยกันเลยมั้ย ถ้ามันลามขึ้นแค่นิดเดียวแล้วผมเสียแขนนี่ก็ไม่เอาได้ไหมเล่า! “นี่พูดจริงป่ะเนี่ย?!”

ไอ้เรือพ่วงเมินนี่มันเบือนหน้าไปอีกทาง เอาผ้ายัดใส่ปากแมวบ้านั่นตามเดิมให้มันเงียบเสียง ไม่ยอมตอบคำถามผม ผมหันไปสบตากับนายอ้วนที่ทำหน้าเหรอหราไม่แพ้กัน ก่อนจะทำหน้าคิดได้แล้วยิ้มออกมา

“น้องเสี่ยวเกอ เดี๋ยวนี้รู้จักพูดเล่นนะ” นายอ้วนหัวเราะหึหึ

ผมหันควับอย่างตะลึง มองนายอ้วนทีมองเมินโหยวผิงที “เล่นบ้าเล่นบออะไรไม่รู้ล่ะ พูดได้แต่ห้ามทำจริงเด็ดขาด ถ้าจะตัดแขนก็ตัดคอไปเลยก็ได้จะได้จบๆ”

“เสี่ยวเกอไม่เสียเวลาตัดคอนายร๊อก เดินมาบิดกรึ๊บตายปั๊บ ง่ายๆไม่เปลืองเวลาชักดาบ” นายอ้วนยักไหล่ “เอะอะทำเป็นอยากตาย เสี่ยอ้วนไม่เสียเวลาง้อนะบอกเลย”

“พวกคุณนี่เหลือเชื่อจริงๆ ในเวลาแบบนี้ยังคุยเล่นกันได้” ชูอิส่ายหน้าก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ผม

“ชีวิตนี้เครียดไปก็อาจจะไม่มีอะไรดีขึ้นนะ ตอนนี้เรามีลางดี เจ้านี่อาจจะเป็นยาก็ได้ เครียดไปได้เส้นเลือดในสมองแตกตายเป็นปุ๋ยให้ไอ้เหยื่อเลือดพวกนี้เอาเปล่าๆ”

“ไม่แน่ใจว่าไอ้นี่กินได้ไหม ลองทาดูก่อนดีกว่า ถ้าไม่ได้ผลค่อยลองกินดู” ชูอิมองตาผม จับมือข้างนั้นของผมไว้แน่น นายอ้วนขยับมาลอคตัวผมทันที พอหันไปแหวใส่ดันตอบมาว่าเผื่อมันแสบมากแล้วผมจะดิ้น เลยต้องหุบปากลงเถียงไม่ออก

ชูอิไม่สนใจพวกผมอีก เขาป้ายยาลงบนแผลตรงที่มีเหยื่อเลือดขึ้น ความรู้สึกเย็นซึมถึงกระดูก อาการเจ็บๆคันๆบนผิวหนังลดลงไม่น้อย พอเห็นผมไม่ดิ้นและดูสีหน้าดีขึ้น นายอ้วนก็ปล่อยผมและเสนอให้ลองทาแผลที่อื่นๆดู อาจจะมีสรรพคุณแก้พิษ ที่่หลังของผมแม้จะดีขึ้นมาแล้ว แต่บางแห่งยังมีเลือดสีเขียวปะปนอยู่ จึงเริ่มทดลองจากแผลเล็กๆก่อน ถ้าถามผม นอกจากความเย็นแล้วผมไม่รู้สึกอะไรอย่างอื่นเท่าไหร่ มันเหมือนแผลหกล้มหนังถลอกลึกธรรมดา เจ็บๆตึงๆไม่มีอะไรพิเศษ พวกที่เหลือมามุงดูแผลผมกันหมด ไม่นานเมินโหยวผิงก็จับผมนอนคว่ำ นายอ้วนไปช่วยชูอิบดเพิ่มให้ยามาป้ายเรื่อยๆ ผมนอนเฉยไม่มีอะไรทำจึงดูแผลที่ข้อมือตัวเอง ตอนนี้ยาที่ป้ายแห้งสนิทแล้ว ลักษณ์ะเหมือนมีหินติดที่ข้อมือ ลองเอานิ้วเกาเบาๆมันก็ร่วงเป็นผงไปหมดกลายเป็นแผลธรรมดา บอกให้คนที่เหลือฟังแล้วจึงลงความเห็นกันว่ารอยาแห้งแล้วจึงจะขยับตัวได้

“รอดตัวไปทีนะ นายมีเคราะห์มาฟาดเรื่อยๆเลยจริงๆ ทำบุญหน่อยมั้ยเทียนเจิน”

ได้ข่าวว่าเพิ่งจะทำบุญกันมาไหม ผมว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันน่าจะเกิดจากปฏิกิริยาที่ผม นายอ้วน และเมินโหยวผิงมารวมตัวกันมากกว่า เจอกันพร้อมหน้าทีไรเดี๋ยวแม่งต้องมีเรื่องสักทาง

ผมกลอกตาไปมาแล้วพบแท่นหินมีบางอย่างสลักอยู่ไม่ไกลมากนักแต่มองไม่เห็น เกิดสนใจขึ้นมาจึงบอกให้สักคนส่องไฟให้ผมหน่อย มองแล้วรู้ว่าเป็นอักษรและสัญลักษณ์จำนวนมากที่ผมไม่เข้าใจซะส่วนใหญ่ แต่ส่วนหนึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยาก บนสุดสลักพิธีฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมต่างๆ ชูอิพูดเพิ่มเติมว่าบางพิธีดูคล้ายวิชาเถิงของกษัตริย์เซี่ยนที่ยูนนาน หลังจากที่ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมแล้วก็ติดบางอย่างบนตัวศพ เปลี่ยนความโกรธแค้นของผู้ตายเป็นพลังงาน ภายหลังพิธีซับซ้อนมากขึ้นแต่ไม่หลุดจากกรอบเดิม

พอนายอ้วนบอกว่ายาที่หลังแห้งแล้วผมก็ไม่สนใจเนื้อหาส่วนที่เหลืออีก ขยับตัวลุกขึ้นนั่งให้ผงยาร่วงออกจนเกือบหมด เมินโหยวผิงนำเศษผ้าชุบน้ำเช็ดแผลด้านหลังให้แล้วบอกว่าสภาพแผลดีขึ้นมาก แม้จะไม่หายในทันทีแต่ดูเป็นแผลปกติแล้ว ผมเห็นชูอิป้ายยาบริเวณสีข้างขยับตัว แผลแห้งขึ้นแต่ไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะไม่ได้โดนพิษเหมือนกับผม

“เรากลับไปเก็บไว้อีกสักหน่อยไหม เผื่อข้างหน้ามีอะไรประหลาดๆแบบนี้อีก” นายอ้วนเสนอ แล้วเดินไปในทันทีไม่รอฟังใครตอบ ผมว่าไอ้หมอนี่ต้องหาทางเอาออกไปขายทอดตลาดแน่ๆ

“ตรงนี้เหมือนลมจะแรงขึ้นนะ น่าจะใกล้ทางออกแล้ว” ชูอิว่าพลางเก็บสัมภาระ “เสบียงเราไม่เหลือแล้ว แต่ยังดีที่เรามีน้ำ”

รอไม่นานนายอ้วนก็กลับมาพร้อมเห็ดเต็มห่อผ้า นั่งคุยกันสักพัก นายอ้วนแบ่งเห็ดให้พวกเราทุกคนเท่าๆกัน (ยกเว้นเมินโหยวผิงเพราะเขาไม่สนใจ) เผื่อออกไปเป็นของประหลาดที่ขายได้ราคาจะได้แบ่งกันรวย

“พวกคุณเป็นพวกคว่ำกรวยใช่ไหม?” ชูอิโพล่งถามขึ้นมา นายอ้วนตกใจสะดุ้ง ดูแล้วน่าจะรู้ตัวว่าความแตกเพราะตัวเอง

“ฉันเปล่า” ผมชิงพูดก่อน “ฉันเป็นเถ่าแก่ที่ร้านขายของเก่า ชอบศึกษาพวกของโบราณเป็นงานอดิเรกเท่านั้น”

“ฉันก็ขายของเก่า” ชูอิหัวเราะขึ้นมาตอนนายอ้วนพูด “คว่ำกรวยอะไรไม่เคยทำ แต่ฉันชอบสำรวจผจญภัยเหมือนในช่องดิสโคฟเวอร์รี่ สารคดี”

มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมว่าชูอิรู้อยู่แล้วแค่อยากถามให้แน่ใจเท่านั้น พิรุธมาเต็มไปหมดแบบนี้ “ไม่หรอก พวกคุณไม่ต้องปิดแล้ว ตลอดทางมานี้พวกคุณดูไม่กลัวเลย โดยเฉพาะเขา” ชูอิชี้ไปที่เมินโหยวผิง “เหมือนว่าคุณได้เจอเรื่องพวกนี้มาตลอด และเริ่มชินกับมัน”

“ขอฉันไม่ชินหนึ่งคนนะ อย่าให้เป็นคนในวงการเลย ฉันมันก็แค่พวกอยากรู้ไปเรื่อยเท่านั้น” ผมออกตัว “นายเองก็เถอะ ดูมีสติดีเหมือนกันนี่”

ชูอิส่ายหน้า “แค่เก็บอาการเก่งเท่านั้น คุ้นเคยมาแต่พวกสัตว์ หมาป่า จิ้งจอก งู ทั้งสัตว์ทั้งธรรมชาติที่เราต้องรับมือกับมัน ตอนแรกที่ลงมาที่นี่คิดว่าต้องตายแน่แล้ว แต่เห็นพวกคุณ เลยคิดว่าต้องตั้งสติให้มั่น หากโดนทิ้งไว้กลางทางต้องแย่แน่ ผมไม่ใช่เพื่อนพวกคุณ หากจะถูกทิ้งก็ไม่แปลกใจเลย ต้องขอบคุณมากจริงๆที่ช่วยไว้ในหลายครั้ง”

ประโยคหลังเหมือนจะพูดกับเมินโหยวผิง แต่เขาไม่ได้ตอบรับ

“ถ้าออกไปได้ให้ฉันเลี้ยงข้าวสักมื้อนะ จ้างนายมานำทางแต่ดันซวยกันไปหมด” ผมรู้สึกสนิทกับเขามากขึ้น ตลอดทางที่มามีแต่การคุยกันอย่างเป็นทางการ และเข้าสภาวะฉุกเฉิน ไม่เคยได้คุยผ่อนคลายแบบนี้

“พวกคุณไม่ได้มาหาสมบัติกันใช่ไหม?”

“เปล่าหรอก เรามาเที่ยวกันน่ะ สาบานได้ว่าไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้เลยจริงๆ” ผมยิ้มอ่อนใจแล้วส่ายหน้าให้เขา “พวกเราไม่ได้จะมาเอาสมบัติอะไรจากเมืองนายเลยนะ”

ชูอิหัวเราะบอกว่าเขาไม่ถือสา “แค่รู้สึกเหมือนมาเที่ยวอย่างมีจุดมุ่งหมายเลยถามดูเท่านั้น บุคคลิกของพวกคุณสามคน ดูไม่น่าเป็นเพื่อนกันได้ เหมือนมาทำงานกันมากกว่า แต่พอได้เห็นมากๆเข้า ถึงรู้ว่าพวกคุณสนิทกันพอดู”

“มาเที่ยวได้งานย่อมดีกว่ากลับไปมือเปล่านา” นายอ้วนพูดอย่างหางโผล่ “แต่คราวนี้เรามาเที่ยวจริงๆ กะใช้เงินให้สะบัด แน่นอนว่าถ้าได้อะไรติดมือไปก็ไม่เลว แต่ตอนนี้เงินยังไม่ทันได้ใช้ กำลังหาทางออกไปใช้อยู่”

เราคุยเล่นกันอีกพักใหญ่ พอไม่คิดจะปิดบังอะไรชูอิ พวกเราก็นั่งฟังนายอ้วนโม้แตกเรื่องสุสานของราชวงศ์นู้นราชวงศ์นี้ที่เขาเคยไปเห็นมา เรื่องพวกนี้ผมได้ฟังเป็นสิบๆรอบแล้วจึงนั่งขัดคอนายอ้วนอย่างนึกสนุก แซวบ้าง คุยทับบ้าง ไม่นานนักเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย ที่นี่ดูปลอดภัยจึงตกลงหลับกันสักงีบ จัดเวรยามกันเหมือนเดิม

“ของนายฉันอยู่ยาวให้เอง” เมินโหยวผิงบอก “พักเถอะ”

เนื่องจากเมินโหยวผิงพูดขึ้นในขณะที่ทุกคนพูดจบเลยไม่รู้ว่า ‘นาย’ นั้นหมายถึงใครกันแน่ มีนายอ้วนหวังมองหน้าผมก่อนจะถอนหายใจบอกทางออกของปัญหา

“เอางี้ เนื่องจากพวกนายเจ็บกันอยู่ทั้งคู่แล้วไม่ได้นอนพักกันยาวๆเลย ฉันกับน้องเสี่ยวเกอจะเฝ้าให้ พวกนายพักให้ร่างกายมันฟื้นฟูบ้างจะดีกว่า แถวๆนี้ดูลาดเลาไม่น่ามีอะไร น่าจะพักได้นานหน่อย ตกลงตามนี้นะ เสี่ยอ้วนอยู่กะแรกสามชั่วโมง เสี่ยวเกอสามชั่วโมง”

ในเมื่อไม่มีใครค้าน ทุกคนก็แยกย้ายหาทำเลนอน ผมขยับไปจากที่เดิมไม่ไกลเท่าไหร่แล้วล้มตัวนอน แรกรู้สึกนอนไม่หลับ ตั้งแต่ตื่นมาจากฝันร้ายก็ได้แต่ตะลุยกันมา ฝืนร่างกายกันมามากจนอะดรีนาลีนหลั่งจนล้น หลับไม่ได้ง่ายๆ ผมพยายามตั้งสมาธิให้ร่างกายผ่อนคลาย มองดูกองไฟสักพักเงาดำก็มานั่งบัง

“นอน” เสียงนั้นเรียบนิ่ง

“มันก็ไม่ได้ง่ายนะ” ผมพูดเถียงเสียงเบา เหลือบตามองชูอิที่นั่งพิงหินหลับไปแล้วอยู่อีกด้าน

“นอนเถอะ เราต้องเดินไปอีกกี่วันไม่รู้ เอาแรงไว้หน่อย” นายอ้วนพูดเสียงเอื่อยขึ้นมา มือเอาท่อนไม้เขี่ยกองไฟสุมให้ขนาดเล็กลง เสร็จแล้วก็แยกไปนั่งอีกทาง

จู่ๆผมก็รู้สึกสงบขึ้นมา ความสงบนี้ไม่น่าไว้ใจแบบแปลกๆ ผมมองบริเวณโดยรอบในความมืดสลัว นึกทั้งกลัวทั้งวางใจ อยู่กับสองคนนี้ผมไม่มีทางเป็นอะไรแน่ๆ และผมกลัวถ้าทั้งสองคนจะเป็นอะไรขึ้นมา ถ้าผมหลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย คนที่เหลือจะเดินทางกันต่อไปได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า? ถ้าผมหลับไปแล้วตื่นขึ้นมามีแค่ผมเพียงคนเดียวผมจะเป็นยังไง

หรือถ้าตื่นขึ้นมาพบว่าเรื่องนี้เป็นแค่ความฝัน สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความฝันต่างหากที่เป็นเรื่องจริง ผมจะอยู่ต่อไปกับเรื่องจริงนั้นได้อย่างไร…

“อย่าฟุ้งซ่าน” มือเรียวทั้งนิ้วยาวๆนั่นทาบปิดตา ผมสะดุ้งในทีแรกแล้วก็นอนนิ่ง นี่เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่ามือนี้มันก็มีความอุ่นอยู่เหมือนกัน

โดนบังสายตาได้ไม่นานผมก็ยอมแพ้ หลับไปอย่างรวดเร็ว ตื่นอีกทีตอนนายอ้วนมาเขย่าตัว

ความรู้สึกได้นอนเต็มอิ่มทำให้ผมสภาพจิตใจดีขึ้นมาก แผลของผมก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว พวกเราพร้อมออกเดินทางต่อ ชูอิถามเรื่องแมวประหลาดที่เราจับมา จึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ นายอ้วนเดินไปดูพบว่ามันตายแล้ว คงเพราะเมินโหยวผิงเอาเศษผ้าอุดปากมันแน่นเกินไป สภาพตัวแข็งค้าง ตัวเขียวจนเดือบดำ ยังไงมันก็ไม่ใช่สัตว์ที่ให้คุณ เป็นพิษทั้งตัว ปล่อยไว้ก็ไม่ได้อยู่ดี นายอ้วนจึงโยนศพมันใส่กองไฟก่อนที่จะออกเดินทางกันต่อ

เราเดินไปตามทางน้ำที่หลายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนขนาดเป็นร่องน้ำ ดูเป็นนิมิตรหมายที่ดี พวกเราเดินกันเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนพบทางตัน

ข้างหน้าผมเป็นกำแพงหินทึบทั้งแผ่น มีอุโมงค์เป็นทางให้น้ำไหลลงมา ลักษณะเป็นช่องเหมือนอุโมงค์โจรแนวทะแยงขึ้น ความกว้างขนาดที่นายอ้วนน่าจะปีนลำบาก เมินโหยวผิงชะโงกไปดูบอกว่าปลายอุโมงค์มีแสง เท่านี้ก็รู้กันแล้วว่าเราสมควรจะปืนขึ้นไปอย่างมาก ทีนี้ก็มาลำดับการปีนกัน นายอ้วนกับผมเถียงกันอยู่นานมาก สุดท้ายก็ใช้วิธีเด็กๆด้วยการออกขาวดำ ได้ออกมาเป็น ชูอิคนแรก ตามด้วย นายอ้วน ผม และเมินโหยวผิง (แน่นอนว่าเขาไม่ได้เล่นออกขาวดำด้วยหรอก เพราะเสนอตัวก่อนว่าจะเป็นคนปิดท้ายเอง) และเนื่องจากปากอุโมงอยู่ค่อนข้างสูง จึงต้องใช้วิธีส่งตัวกันขึ้นไป ชูอิผ่านได้สบายๆ ผมว่าเขาน้ำหนักไม่มากน้อยไปกว่าผมสักเท่าไหร่ ยิ่งนายอ้วนเป็นคนส่งตัวยิ่งไม่เป็นปัญหา

“ห้ามลื่นลงมานะ” ผมพูดขณะที่ถึงคิวนายอ้วนปีนขึ้นไป แน่นอนว่าคนส่งตัวให้นายอ้วนเป็นผมคนเดียวคงตายแน่ “ฉี่กับตดก็ห้ามด้วย!”

“ไม่เห็นมีอะไรน่าเป็นห่วง ต่อให้ฉันลื่นก้นฉันยังมีหน้านายคอยรับ ส่วนก้นนายมีเสี่ยวเกอคอยรับอีกที ฉันปลอดภัยแน่นอน” นายอ้วนท่าทางเริงร่า “ส่วนฉี่กับตด ปล่อยเบาพอกลั้นได้นะ แต่ตดเนี่ย…ของแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ว่ะ” อุโมงค์นั้นกว้างกว่าตัวเขาข้างละคืบ ผมแทบถีบเขาขึ้นไปแต่ทำไม่ได้จึงรอให้เขาปีนขึ้นไปทิ้งระยะห่างมากหน่อย คิดว่ายังไงก็ตามทันแน่ๆ

ต่อไปเป็นตาผม เมินโหยวผิงส่งตัวผมขึ้นไปสบายๆ เงยมองนายอ้วนด้านหน้าเห็นแต่ก้นบังเต็มทางเลยไม่รู้มันไกลแค่ไหน ปีนต่อจากนายอ้วนก็สบายดี ไม่ต้องต้านน้ำที่ไหลลงมาเท่าไหร่ ผมก้มลงมองเมินโหยวผิงที่ตามหลังผมว่าติดๆแล้วรู้สึกเหมือนมาเข้าค่าย และนี่เป็นฐานหนึ่งที่พวกผมต้องผ่านไป

“โว๊ะ เสี่ยอ้วนขึ้นไปตัวเปื่อยแน่ๆ” นายอ้วนบ่น เขาพาร่างท้วมๆของตัวเองกระถดขึ้นไปทีละหน่อย

“เร่งมือหน่อยสิ ฉันเริ่มเมื่อยแล้วนะ” ผมเร่ง อันที่จริงก็ไม่ใช่เมื่อยมือหรอก ต้องเรียกว่าล้าทั้งแขนขา เกร็งทั้งตัว แต่ยังไม่ถึงกับทนไม่ไหว “ข้างหน้าอีกไกลไหม?”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เดาว่านี่ก็ใกล้กลางทางแล้วนะ ตรงนี้จะชันหน่อย ระวังด้วย” ชูอิตะโกนตอบผมกลับมา “มันยากตรงมีน้ำปะทะหน้าเนี่ยแหละ”

“แต่ตำแหน่งฉันทำเลโอเคนะ น้ำไปข้างๆหมด ตัวนายอ้วนรับเละ” ผมพูดไปหัวเราะไป

“เดี๋ยวปั๊ดถีบร่วง” นายอ้วนเค้นฟันพูด ในเวลาเดียวกันก็เปลี่ยนท่าเป็นใช้หลังค้ำผนัง ทำความเร็วได้ดีกว่าเมื่อครู่มาก “เป็นไงเล่า เสี่ยอ้วนก็มีวิธี เห็นแบบนี้อย่ามาดูถูกกัน”

นายอ้วนทำท่านั้นได้สักพักก็เมื่อย เปลี่ยนกลับท่าเดิม ตอนนั้นเองที่ลื่นลงมาที่ผมจนได้ โชคดีที่ผมยันเอาไว้อยู่ ขืนตัวกับผนังเต็มที่ มีก้นนายอ้วนพาดเต็มหน้า ยังดีที่เบี่ยงหน้าทัน ไม่งั้นคอจะหักรึเปล่าก็ไม่รู้

“โอ๊ย ขึ้นไปให้ไวเลย ฉันจะไม่ไหวแล้ว!” ผมร้อง รู้สึกขาตัวเองสั่นพั่บๆพอกันกับแขน นายอ้วนทิ้งตัวลงมายังไม่เท่าตัวเขาขยับตัว ขยับทีผมไถลลงไปเป็นคืบ

“แม่งเอ๊ย มันขยับตัวลำบากเป็นบ้า!”

ผมไม่ไหวแล้ว แขนผมหมดแรงแล้ว แหกปากด่านายอ้วนพลางคิดว่าต้องร่วงลงไปแน่ๆ ขาขวาผมยันผนังไม่ไหวแล้วลื่นทันที เมินโหยวผิงใช้ไหล่รับขาของผมไว้ มือจับข้อเท้าของผมเอาไว้อีกที กว่านายอ้วนจะขึ้นไปได้ ทำเอาผมปวดตัวและเจ็บแผลที่หลังจี๊ดๆ ก้มลงมองเมินโหยวผิงที่ทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา แถมปีนขึ้นมาอีก ผมสะดุ้ง

“อย่าเพิ่งๆ” ผมร้อง “ปล่อยขาฉันก่อน ฉันปีนไม่ได้” ไอ้หมอนี่จะให้ผมยืนบนไหล่แล้วแบกผมดุนขึ้นเรอะ แต่นี่เป็นขาข้างเดียวเท้าอยู่ จะท่ายากไปไหน!

“มัวเล่นอะไรกันอยู่นั่นแหละ จะออกไปมั้ยเนี่ย” นายอ้วนใช้ขาเตะน้ำลงหัวผมก่อกวน

“มันใช่เวลามั้ย!” ผมยื้อจนเขายอมปล่อยขาผมแล้วปีนขึ้นไปเร็วกว่าเดิม ลืมเรื่องเมื่อยแขนขาไปจนหมด “ห้ามฉี่ ห้ามตด!” ผมดักนายอ้วนไว้ก่อน

“ห่านี่ เวลาอย่างนี้ใครจะทำแบบนั้น ตอนนี้ยังไม่ปวด!” เขาสวน ผมจึงถือโอกาสเผาเขาฆ่าเวลา นายอ้วนหวังเนี่ยแหละ หน้าสิ่วหน้าขวานชอบตดเรียกผีสางตลอด

เราปีนกันไปสักพักใหญ่ ระยะทางดูไม่ไกล แต่เพราะนายอ้วนปีนช้า ชูอิก็ไม่กล้าทิ้งระยะห่างมากทั้งยังตะโกนบอกเส้นทางข้างหน้าเป็นระยะ ไม่ทันไรผมก็ล้ามาก ปีนช้าระดับเดียวกับนายอ้วน ทิ้งระยะห่างพอสมควร ยิ่งปีนช้ายิ่งกินแรง

“พักก่อน” ผมพูด “เดี๋ยวตามขึ้นไป ฉันไม่ไหวแล้วจริงๆ ขอสิบวินาที”

นายอ้วนหันมาพยักหน้าให้ก่อนจะปีนเร็วขึ้นกว่าเดิม ผมถอนหายใจ อ้าปากกินน้ำไปสองสามอึก สูดหายใจลึกๆเรียกแรงฮึด มองคนด้านล่าง เขาหยุดเงยมองผมอย่างสำรวจ ผมสะบัดหน้าสองสามทีแล้วปีนต่อ ยิ่งได้ยินเสียงชูอิบอกว่าใกล้ถึงแล้วยิ่งฮึด อยากปีนรวดเดียวให้ถึงไปเลย ผ่านไปสักระยะทางเริ่มชันน้อยลง คลานสบายมากขึ้นก่อนจะเป็นเส้นเกือบตั้งตรง ผมเหนื่อยจนพูดไม่ออกแล้ว จะปีนท่าไหนก็ปีนให้ถึงไปเสียที

ในที่สุดความฝันก็เป็นจริง เราขึ้นมาบริเวณกอหญ้ารก มีต้นไม้สูงขึ้นชุกเหมือนเป็นป่า พวกเรานั่งพักเรียกได้ว่ารอดตายแล้ว ชูอิเสนอว่าควรออกไปก่อนฟ้าจะมืด ซึ่งข่าวดีก็คือชูอินำทางในป่าได้ดีมาก เดินไม่ถึงสองชั่วโมงเราก็ออกจากป่ามาได้ และได้เจอวั่งตุ้ยที่พาจามรีแวะมาแถวนี้พอดี

วั่งตุ้ยแทบกระโดดตอนที่ได้เห็นชูอิ เขาว่าคนในหมู่บ้านเริ่มออกตามหาชูอิกันแล้วเพราะหายไปหลายวัน ดูจากสภาพไม่มีชิ้นดีของพวกผมวั่งตุ้ยก็มีคำถาม แต่ผมไม่พร้อมจะเล่า ตอนนี้อยากกลับไปกินให้อิ่ม อาบน้ำนอนให้หายอยากแล้วค่อยว่ากัน

to be con..

_______________________________________

Talk: ต่อจากนี้ถ้ามีเวลาจะลงรัวๆนะคะ อยากให้ถึงสัก 10 ตอนก่อนที่จะเข้าสู่วันโอนลี่อีเวนท์ ทุกคนจะได้มีเวลาอ่านแซมเปิ้ลกัน

ปล. งานโอนลี่อีเวนท์เราจะแต่งเป็นเสี่ยวเกอไปค่ะ แล้วก็มานั่งคิดว่า เห้ย… เขาห้ามคอสรึเปล่านะ…
ถ้าห้าม ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นค่ะ นอกจากถอดวิก 555555 ที่เหลือใส่ไปจากบ้าน ชิลมาก…

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s