[Daomu fanfiction] 等待着你 – 7

– 7 –
返回 – Return

______________________________________

ลืมตามาอีกทีคือตอนที่ท้องหิว ผมเดินออกมาจากห้องพักด้วยสภาพปวดเมื่อยไปทั้งตัวเห็นนายอ้วนนั่งกินข้าวอยู่ก่อนแล้ว เขาบอกว่าผมหลับไปเกือบวันเต็มๆ ผมแทบไม่มีความทรงจำช่วงนั้น จำได้แต่ว่ากลับมาก็เอาแต่กิน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าขึ้นห้องหลับไปตั้งแต่ตอนไหน ผมพยักหน้าเป็นอันรับรู้แล้วนั่งลงข้างนายอ้วน ตักข้าวมากินบ้าง เมินโหยวผิงนั่งข้างหน้าตามองออกเหม่อไปไกล ผมจ้วงข้าวใส่ปาก ไม่ทักทายอะไรใครมาก ชูอิแวะเข้ามาเยี่ยมผมจึงต้องเปิดปากเล่า แผลที่หลังไม่เป็นอะไรมาก บาดแผลดีขึ้นตามลำดับไม่มีอาการติดเชือ ถึงอย่างนั้นก็อยากจะไปหาหมอดูอาการจริงจังเสียที

“จากนี้เอาไงต่อ?” นายอ้วนเปิดประเด็นขึ้นมา “อยากเที่ยวรอบๆก่อนไหมหรือว่ากลับเลยดี?”

ผมยังไงก็ได้แล้วแต่ความเห็นส่วนใหญ่เลยไม่ได้เสนออะไรออกมา เอาแต่พุ้ยข้าวใส่ปาก นายอ้วนจึงเสนอต่อ “งั้นพรุ่งนี้นายไปหาหมอให้เรียบร้อย อีกวันค่อยกลับ ไปเที่ยวที่บ้านฉันที่ปักกิ่งก่อนไหมล่ะ ถ้าไม่ได้มีนัดอะไรต่อจากนี้ เห็นเด็กที่ร้านส่งข่าวมาว่าเร็วๆนี้จะมีเปิดตลาด เสี่ยอ้วนว่าจะไปออกร้านดูสักหน่อย ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาด้วย นายว่าไง?”

ผมรวบช้อน ดื่มน้ำหมดแก้ว เหลือบมองเมินโหยวผิงก่อนจะพูด “ก็ดีนะ ไม่รู้จะรีบกลับร้านทำไม ยังไงหวังเหมิงก็เฝ้าอยู่ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นายถามเสี่ยวเกอเถอะ”

เมินโหยวผิงตอบว่ายังไงก็ได้ ชูอิจึงแนะนำคลินิคในหมู่บ้านให้ จะเรียกเป็นคลินิคก็ไม่ถูกต้องนัก เป็นแค่ชาวบ้านที่มีความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี ผมนัดให้เขาพาผมไปพรุ่งนี้ พูดถึงเรื่อยเปื่อยกันสักพักชูอิก็ขอตัวกลับ

“นี่ๆ เสี่ยอ้วนได้เหล้าดีๆมาด้วยนะ ลองสักหน่อยไหม?” นายอ้วนหวังยิ้มตาปิด ชูไหเหล้าขึ้นมาอวด ผมรับคำชวนนั้นด้วยการยื่นแก้วออกไป

จิบเหล้าได้สองสามคำผมก็เริ่มมีสติมากขึ้นหน่อย “ระหว่างที่ฉันหลับไป พวกนายไปทำอะไรกันมา?” ผมเปิดหัวข้อ

“ไม่ได้ทำอะไร เดินดูตลาด ซื้อขายของธรรมดาหาดูของฝากให้คนนู้นคนนี้ ออกไปกับเสี่ยวเกอนั่นแหละ ส่วนใหญ่ก็เดินเล่น แถวนี้ผู้คนอยู่กันชิลเกิน เจ้าวั่งตุ้ยชวนไปล่าสัตว์แต่ก็ไม่ได้ไปด้วย ขี้เกียจ” เขาเล่าง่ายๆ “มารอบนี้เสี่ยอ้วนกลับไปมือเปล่าของจริง ถึงจะไม่ได้ตั้งใจมาคว่ำกรวยก็เถอะ แต่ไหนๆก็ได้ลงแล้วก็ดันไม่เจออะไรเลย”

“รอดออกมาก็บุญแล้ว” ผมล้อ “แต่รวมๆก็สนุกดีออกนา ได้เห็นอะไรหลายอย่างเยอะเลย”

“ช่าย ได้เจ็บตัวด้วย” นายอ้วนแขวะ “ตอนกลับมาแกกินเสร็จแล้วก็หลับคาโต๊ะ ลำบากน้องเสี่ยวเกอแบกขึ้นไปน่ะได้ขอบคุณเจ้าตัวมั่งยัง?”

ผมตกใจเกือบพ่นเหล้าออกมา มิน่าผมถึงไม่มีความทรงจำช่วงนั้นอยู่เลย “จริงเรอะ! แปลว่าฉันยังไม่ได้อาบน้ำเลยสิเนี่ย หยะแหยง”

“อั๊วนี่ต้องหยะแหยงเว้ย! ไปอาบน้ำเลยไป ยังมีหน้ามานั่งกินสบายอารมณ์อีก” นายอ้วนทำหน้ายี้ใส่ผม อุดจมูกแล้วโบกมือไล่ อย่าว่าแต่นายอ้วนเลย ผมยังขยะแขยงตัวเอง ดองมากี่วันแล้วก็ไม่รู้

“ก็มันไม่ได้เหนียวตัวนี่หว่า เลยคิดว่าอาบไปแล้วไง” ผมเถียง กระดกเหล้าหมดแก้วแล้วทำท่าจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ เมินโหยวผิงเดินมากดไหล่ผมนั่งลง

“เช็ดตัวให้แล้ว นายนั่งกินต่อเถอะ”

ห๊ะ?!

ผมมองนายอ้วนที่กำลังมองผมอยู่ แล้วก็มองเมินโหยวผิง “เอ่อ… ขอบใจน-……………….. เดี๋ยวก่อนสิ แล้วทำไมนายไม่ปลุกฉันมาอาบน้ำ? ไม่ๆ นายหมายถึงนายเช็ดตัว แบบเช็ดทั้งตัว?”

เมินโหยวผิงพยักหน้า นายอ้วนเริ่มตัวกระเพื่อมเพราะขำ “เสี่ยวเกอเขาหวังดี จะด่าทำไม”

“ยังไม่ได้ด่าเลยนะ แค่สงสัยว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ถามหน่อย ถ้าเป็นนายจะเช็ดตัวให้ฉันหรือไง?” นายอ้วนส่ายหน้า ใช่สิ เมื่อก่อนเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นออกบ่อยไป อย่างใจดีก็แค่เช็ดหน้าเช็ดตาให้เท่านั้น ….เดี๋ยวก่อนนะ เช็ดตัวอาจจะหมายถึงแค่แขนขาก็ได้ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องตกใจ

ผมเทเหล้าแล้วยกขึ้นจิบเรียกสติ หมดแก้วนี้จะไปอาบน้ำแล้วจริงๆ ถึงจะไม่มีอาการคันยิบๆแต่ก็รับตัวเองไม่ได้ ผมก้มตบยุงที่ขาแล้วก็นึกขึ้นมาได้…

ตอนกลับมาผมใส่ขายาวแน่ๆ เสื้อก็ไม่ใช่ตัวเดิมด้วย…

“เสี่ยวเกอ นายเปลี่ยนชุดให้ฉันเหรอ?” เขาพยักหน้าตอบ อืม ปริศนาไขกระจ่างแล้ว

“น้องเสี่ยวเกอก็พูดอยู่ตะกี้ว่าเช็ดตัวให้ ก็ต้องเปลี่ยนเสื้อให้ด้วยสิ เรื่องแค่นี้คิดได้หน่อยเถอะ” นายอ้วนหัวเราะหึ “บอกเลยนะว่าเรื่องนี้เสี่ยอ้วนไม่เกี่ยว นอนหลับอยู่ในห้องคนเดียวเต็มเตียง ไม่ได้แวะไปดูนายเลยเพราะเห็นเสี่ยวเกออยู่ด้วยตลอด”

ผมพยักหน้ารับ “ไม่ไหว ขอไปอาบน้ำก่อนดีกว่า เดี๋ยวลงมากินต่อ”

นายอ้วนโบกมือไล่พลางกระดกเหล้า เขาว่าจะอยู่รอผมลงมาเพราะนอนไปเสียเยอะไม่ง่วงเท่าไหร่ ผมก็เหมือนกัน ตอนนี้ตื่นเต็มที่เต็มตาแรงเหลือเฟือ แต่กลางค่ำกลางคืนแบบนี้ไม่รู้จะออกไปไหน กะจะดื่มเอาให้ง่วงไปอีกรอบน่าจะเข้าท่ากว่า

ห้องอาบน้ำในห้องพักของผมกับเมินโหยวผิงมีแค่ถังรองน้ำ ผมถอดเสื้อผ้าใส่ถุงผ้าที่ใส่แล้วก็มาล้างหน้า มีหนวดขึ้นหรอมแหรมก็โกนเกลี้ยงเนียนเหมือนเดิม เริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแล้วชักจะฟุ้งซ้าน สะบัดหัวไปมาแล้วก็ราดน้ำลงหัวเอาให้สมองเลิกเพ้อเจ้อ ใช้เวลาไม่นานผมก็อาบน้ำเสร็จ เปลี่ยนใส่ชุดนอนแล้วลงไปสมทบพวกนายอ้วนข้างล่าง

ระหว่างเดินลงบันไดกับสวนกับเมินโหยวผิง เขามองหน้าผม ผมหลบให้เขาเดินสวนขึ้นไป แต่เขากลับหันหลังเดินลง

“ไม่ไปอาบน้ำเหรอ?” รู้สึกได้ว่าไม่ปกติยังไงชอบกล เจอหน้าผมแล้วเปลี่ยนใจเดินลงไปคืออะไร “หรือนายอ้วนให้มาตาม?”

“ฉันอาบแล้ว” เขาตอบสั้นๆ ยกนิ้วเรียวของตัวเองขึ้นแตะปลายเส้นผมของผม “ผมยังเปียกอยู่เลย”

“ก็มันเย็นดี” ผมตอบแล้วทำท่าจะเดินลง แต่ลงไปไม่ได้เพราะติดเขายีนขวางอยู่ “นายมีอะไรรึเปล่า?”

เขาไม่ตอบอะไรแล้วเดินนำผมลงไป

เนื่องจากมีแขกคนอื่นที่มาพักนั่งอยู่ด้วย ผมกับเมินโหยวผิงนั่งฟังนายอ้วนคุยกับคนนู้นคนนี้ไปอย่างสนุกสนาน นายอ้วนดูท่าจะเมาแล้ว ส่วนผมก็เริ่มกึ่มๆขึ้นมาเล็กน้อย เหลือบมองเมินโหยวผิงที่นั่งจิบเหล้าด้วยสีหน้าเฉยเมย ตอนแรกก็นึกแปลกใจ ไม่ค่อยเห็นเมินโหยวผิงดื่มของพวกนี้นอกจากจำเป็นจริง แต่คิดอีกทีก็ช่างมันเถอะ นี่อาจจะเป็นการผ่อนคลายที่น่าสนใจอย่างนึงก็ได้ ผมไม่สนใจเขาอีก มีชาวต่างชาติเป็นหนึ่งในแขกที่เข้ามาพักใหม่ เขาสนใจอยากไปปักกิ่งมาก พูดกับพวกผมด้วยภาษาจีนงูๆปลาๆ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง บางที่พูดภาษาอังกฤษมาผมก็เป็นแปลให้นายอ้วนฟัง บางส่วนแปลไม่ออกก็เบลอไป แถมมีกับแกล้มมาเลี้ยง ผมกับนายอ้วนก็ฝอยไม่หยุด จนทุกคนแยกย้ายกันไป นายอ้วนเมาฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ เหล้าหมดไปสี่ไห ผมเองก็เบลอๆ มั่นใจว่าการยืนตรงเป็นอะไรที่ยากมากแน่นอน

ผมลุกขึ้นแล้วพยายามแบกนายอ้วนขึ้นไปบนห้อง ปรากฏว่าเซลงโต๊ะไปกับนายอ้วนอีกรอบ เมินโหยวผิงเข้ามาช่วยแบกนายอ้วนขึ้นห้องไป ผมเมาฟุบอยู่กับที่ รู้สึกโต๊ะมันเย็น เหมาะแก่การนอนเป็นอย่างมาก จึงตั้งใจว่าจะนอนตรงนี้ ยังไม่ทันได้หลับดี นายเรือพ่วงคนเดิมก็พยุงผมขึ้นมา เพิ่งรู้ว่าเขาคอแข็งเอาเรื่องเหมือนกัน เห็นเขาดื่มไม่หยุดพอๆกับผม กระทั่งตอนนี้เขายังดูมีสติเต็มร้อย เราเดินขึ้นบันไดกันอยากทุลักทุเล ผมเงยหน้ามองเขาแล้วเอ่ยปากถามเรื่องคาใจไปอย่างไม่ได้ยั้งคิด

“นี่ เรื่องที่นายมาเช็ดตัวให้ฉัน ฉันยังไม่ได้เอาความเลยนะ” เขาชะงักฝีเท้านิดนึงก่อนจะเดินต่อไม่สนใจผม “นายเปลี่ยนกระทั่งกางเกงชั้นในให้ฉัน คิดว่าฉันจะจำไม่ได้เหรอว่าครั้งสุดท้ายที่ใส่มันเป็นสีอะไร?”

เมินโหยวผิงไม่ได้ตอบอะไรผม เขาเปิดประตูเข้าห้องพัก ปล่อยผมลงบนเตียง ผมยิ่งงอแงใส่

“คือขอบใจนะ แต่คราวหน้าไม่ต้องขนาดนี้ได้ไหม ฉันสยองบอกไม่ถูก” ผมห้ามปากตัวเองไม่ได้ ไม่ยอมนอนตามที่เขาจัดท่า กลับลุกขึ้นมานั่งแล้วยืนด่าแล้วก็ทรุดลงไปกับพื้น เขามองผมโดยไม่ได้ช่วยเหลือ “นายเป็นอะไรของนาย ปกตินายไม่ทำแบบนี้นี่”

ร่างสูงยืนนิ่ง สูดหายใจเข้าลึกก็จะปล่อยออกมา “แล้วตัวฉันปกติเป็นยังไง?”

ผมอ้าปากค้างแทบสร่างเมา จะว่าเป็นความผิดของเขาก็ไม่ถูก ช่วงความทรงจำที่ขาดหายไปกระทั่งตัวเองเป็นใครยังไม่รู้ จะมารู้ได้อย่างไรว่า ‘ปกติวิสัย’ ของตัวเองต้องทำยังไงกับใครบ้าง ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมารอบนี้ผมกับนายอ้วนก็กระเตงเขาไปนู่นมานี่ ใช้สารพัดวิธีที่ทำให้ต้องอยู่โยงไปด้วยกันโดยที่เขายังไม่บ่นสักครึ่งคำ พอคิดได้ว่าควรจะขอโทษ เขาก็ปิดไฟ ผมได้ยินเสียงที่เตียงฝั่งตรงข้าม เขาคงนอนแล้ว และผมปากหนักเกินกว่าจะพูดอะไรออกมา

รุ่งขึ้นผมตื่นตามเวลาปกติคือเก้าโมงเช้า ออกไปนัดแนะกับนายอ้วนที่กำลังจะออกไปเดินเล่นสั่งลา นัดกันเสร็จชูอิก็มาถึงพอดี เขามองเลยไปด้านหลังผมจึงเพิ่งเห็นว่าเมินโหยวผิงมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ชูอิบอกว่าร้านหมออยู่ถัดจากนี้ไปไม่ไกลมาก เดินสิบนาทีน่าจะถึง ผมรับคำแล้วเดินตามเขาไป เหลือบเห็นว่าเมินโหยวผิงเดินตามมาด้วยเงียบๆ

ร้านหมอเป็นแบบแผนโบราณ มีลิ้นชักไม้เก่ารอบผนังสองด้าน ในร้านมีกลิ่นสมุนไพรแห้งอบอวล เขาเรียกผมไปนั่งแล้วตรวจดูแผล อาการเป็นอย่างที่คิด นั่นคือแผลเริ่มแห้งแล้ว ไม่น่ามีอาการแทรกซ้อนอะไร ให้ยาทามาสองชุดแล้วก็กลับได้ ชูอิถามเรื่องเข้าเมืองเพื่อไปโรงพยาบาลจริงจัง แต่ผมไม่เห็นมันเป็นเรื่องร้ายแรงอะไรจึงปฏิเสธ ขี้เกียจเดินทางยุ่งยาก พรุ่งนี้เราก็จะกลับปักกิ่ง หากมีอะไรไว้ไปที่นั่นทีเดียวเลยน่าจะง่ายกว่า
หลังจากนั้นพวกเราได้แวะตลาดในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นพวกของกิน ร้านรวงส่วนใหญ่เป็นเพิงขายหน้าบ้านตัวเอง ขายพวกผลไม้ ของสด พาหนะให้เช่าทั่วไปอย่างที่เคยเห็นตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ผมสนใจเข้าร้านอัญมณีที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน เรียกได้ว่าเป็นหินที่เกรดไม่ผ่านการคัดเลือก หน้าตาคล้ายหินอุกาบาตขายในราคาไม่แพงนัก เห็นแล้วน่าเอาไปเป็นที่ทับกระดาษเก๋ๆเป็นของฝากให้หวังเหมิง ผมเลือกหินก้อนสีน้ำตาลเข้ม มีลายชั้นสีเข้มอ่อนต่างกันไล่ระดับ เจ้าของร้านบอกว่าหินชนิดนี้คนนิยมเอาไปเจียเม็ดกลมเป็นลูกปัดร้อยสร้อยข้อมือ ผมซื้อในราคาไม่กี่เหรียญโดยไม่คิดจะต่อราคา เสร็จแล้วออกไปสมทบกับชูอิที่อยู่ร้านฝั่งตรงข้าม ซื้อผลไม้ให้พวกเราเดินกินเล่น จากนั้นจึงพาชูอิไปเลี้ยงข้าวมื้อหนึ่งตามที่เคยรับปากไว้

ผมเลือกเดินกลับที่พักอย่างไม่มีอะไรจะทำ เดินอยู่ค่อนวันท่ามกลางแสงแดดแล้วเพลียแปลกๆ กลับมาเก็บของในห้องพัก เลือกทิ้งบางชิ้นที่ไม่จำเป็น อย่างพวกอาวุธที่ซื้อกันตอนขาไปสำรวจวัดผมก็ยกให้ชูอิทั้งหมด ถือเป็นเบี้ยพิเศษ ยังไงพวกผมก็เอากลับไปไม่ได้ หากเกิดเรื่องขึ้นจะลำบากเอาเปล่าๆ ยิ่งไม่อยากเจรจากับพวกหมาต๋าอยู่ คิดเอาเองว่านายอ้วนก็คงไม่ว่าอะไร ของแบบนี้มีแหล่งซื้อกันอยู่แล้วหากอยากจะลงกรวยที่ไหน ชูอิรับของจากผมท่าทีเกรงใจ ช่วยผมอยู่สักพักเขาก็ต้องกลับ ผมจึงสังเกตเห็นว่าเมินโหยวผิงนั่งเงียบๆมองผมอยู่ ไม่ได้พูดจากันมาตั้งแต่เช้า

“นายจัดของแล้วเหรอ?” พูดแล้วก็มองสัมภาระของเมินโหยวผิงที่อยู่ในกระเป๋าเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนตอนเพิ่งมา “ไม่มีอะไรทำเหรอ?”

เขานั่งนิ่ง ได้ยินผมถามแบบนั้นจึงเดินออกไปนอกห้อง เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาทบกับของเมื่อคืนผมก็ลำบากใจ เมื่อครู่ไม่ได้ต้องการจะไล่ ผมแค่ถามไถ่ธรรมดาเท่านั้น อาจจะเพราะรูปประโยคชวนเข้าใจผิด ผมเกาหัวอย่างหนักใจก่อนจะลุกตามไป เมินโหยวผิงนั่งอยู่ข้างหน้าต่างที่มุมรับแขกของบ้านพัก น่าจะเหม่อเหมือนเดิม แถวนี้ไม่มีแขกเข้ามาพัก เจ้าของที่พักก็ไม่อยู่ ผมเลยถือโอากาสขอโทษเขา เมินโหยวผิงทำหน้างงใส่ผม

“ไม่ได้ตั้งใจจะไล่นะ เรื่องเมื่อคืนก็ด้วย ที่จริงฉันต้องขอบคุณนายด้วยที่ช่วยดูแล…” ผมพูดแล้วรู้สึกประหลาดปาก แถมยังดูเป็นทางการห่างเหินเข้าไปอีก “จะว่าไงดี คือนายอยู่ด้วยก็ดี แต่ฉันไม่รู้ว่าที่นายกำลังทำอยู่อย่างวันนี้เป็นเรื่องที่นายอยากทำรึเปล่า? ตั้งแต่นายตื่นมาก็โดนฉันกับนายอ้วนกำหนดเส้นทางให้ตลอด ไม่ใช่ฉันไม่คิดนะว่านายมีอย่างอื่นที่อยากทำไหม แต่พวกฉันไม่ได้ให้ตัวเลือกนายเลย เรามาคุยกันก็ได้นะว่านายอยากไปที่ไหนหรือมีอะไรที่อยากทำ”

เขาปิดปากสนิท มองผมพูดเหมือนดูทีวีแล้วผ่านเลยไป พอผมจะอ้าปากพูดอีกครั้งเขาก็พูดขึ้น “ตอนนี้ยังไม่เป็นไร”

“…” ผมอ้าปากค้าง อะไรคือตอนนี้ยังไม่เป็นไร แปลว่าต่อไปมันจะเป็นรึเปล่า?

“ฉันยังคิดอะไรไม่ออกว่าอยากเดินทางไปที่ไหน ระหว่างนี้ก็อยู่กับนายไปก่อน” ฟังแล้วผมไม่ได้อุ่นใจขึ้นมาเท่าไหร่ แต่ถือว่ายอมรับได้

“นายจะกลับขึ้นไปไหม หรือว่าอยากนั่งอยู่ตรงนี้?” ผมถามเก้อๆเพื่อยืนยันว่าเมื่อครู่นี้ไม่ได้เต็มใจไล่เขาออกมาจริงๆ พอเป็นไม่ได้คำตอบอะไร ผมจึงบอกว่าจะขึ้นไปจัดของต่อ เดินถึงห้องพักแล้วเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาเดินตามมา

อันที่จริงเขาก็แค่เปลี่ยนที่นั่งเท่านั้น ในห้องพักก็นั่งบนกรอบหน้าต่างมองออกไปข้างนอก ผมไม่ได้คิดชวนคุยอะไร จัดของอะไรไปเรื่อย ทั้งคิดคำนวนเงินสดที่ติดตัวอยู่ตอนนี้กับคำนวนเงินที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่ปักกิ่งสักพัก เมื่อไม่เห็นอะไรที่เกิดปัญหาผมก็ขึ้นเตียงนอนพักสักงีบ รอนายอ้วนกลับมาเพื่อออกไปหามื้อเย็นกินกัน

ท้องส่งเสียงโครกคราก ผมพลิกตัวสองสามทีแล้วก็ยอมตื่น ในห้องเป็นสีหม่นสลัวๆ เมินโหยวผิงคงปิดไฟให้ ผมบิดตัวอย่างขี้เกียจก่อนจะตกใจร้องอุทานออกมาเมื่อเห็นเงาที่นั่งข้างเตียง พอตั้งสติได้ถึงรู้ว่าเจ้าของร่างตะคุ่มข้างเตียงผมคือเมินโหยวผิง เขาเงยหน้าขึ้นจากฟูกเตียงแล้วมองผม

“ตกใจหมด! ทำไมนายมานอนตรงนี้ ตื่นมาหัวใจจะวายตาย นึกเวลาเจอผีข้างเตียง” ผมลุกขึ้นนั่ง ปัดผ้าห่มให้พ้นตัว เขายังคงพาดแขนต่างหมอนอยู่บนฟูก

“มองนายนอน แล้วง่วง ก็เลยหลับบ้าง” เขาตอบง่ายๆ ดีนะที่ผมไม่ตกใจปาอะไรใส่ ไม่อย่างนั้นคงเจอสวนกลับอย่างสาหัส “ท้องนายร้อง…”

“ขอโทษทีนะที่ทำให้ตื่น” ผมประชด “นายอ้วนกลับมารึยังนะ ฉันหิวแล้ว ไม่เห็นขึ้นมาตามเลย”

เมินโหยวผิงบอกว่าเขาเองก็ไม่รู้เพราะนั่งอยู่กับผมตลอด…. เดี๋ยวนะ นายเป็นหมานอนเฝ้าเจ้าของหรือยังไง?

เสียงเคาะประตูพร้อมเสียงเรียกของนายอ้วนดังขึ้นถี่ก่อนจะเปิดประตูเข้ามา เขาตกใจร้องตอนเห็นเงาตะคุ่มข้างเตียงผม พอเห็นเป็นเมินโหยวผิงนายอ้วนก็ด่า “ห่านี่นั่งทำอะไรมืดๆตรงนั้น! เสี่ยอ้วนนึกว่าเทียนเจินแม่งโดนผีมาลากตัวแล้ว หากเสี่ยอ้วนสู้ขึ้นมามีหวังโดนสวนกลับตายแหงแก๋ไม่ทันได้ล่ำลาใคร!”

…มีคนที่มีความคิดตรงกับผมเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกมีพวกขึ้นมาทันที

“ฉันไปซื้อตั๋วกลับมาให้แล้ว เป็นพรุ่งนี้ตอนเช้ามืดนะ ตอนนี้ไปกินข้าวกันเหอะ หิวจะแย่แล้ว เจอร้านดีๆแถวท้ายหมู่บ้าน เด็กเสิร์ฟน่ารักน้ำลายไหล” นายอ้วนยกนิ้วโป้งประกอบ

ผมโดดลงจากเตียงแล้วเดินไปกับนายอ้วนทันทีด้วยความหิว

จากบ้านพักเดินไปสิบห้านาทีก็ถึงร้าน ดูท่าจะเพิ่งเปิดร้านช่วงเย็น ตอนบ่ายผมมาแถวนี้จึงไม่ทันเห็น เดินไปฟังนายอ้วนเล่าไป เหมือนเขาจะไปที่บ้านวั่งตุ้ยมา เป็นร้านขายหนังสัตว์ จึงได้หนังจิ้งจอกกลับมาในราคามิตรภาพ บอกว่าอยากจะเอาไปตกแต่งร้านที่ปักกิ่งคงจะดูเท่ห์และขลังดี เมื่อได้โต๊ะนายอ้วนก็สั่งอาหารรัวไม่เปิดช่องให้คนอื่นออกความเห็น แถมสั่งเหล้าไปอีกสองไห พอเห็นผมมองหน้าก็แก้ตัวว่าแค่นี้ไม่อาจทำให้นายอ้วนเมาได้

บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงตอนของกินเล่นมาเสิร์ฟ นายอ้วนเอนตัวมากระซิบกับผม “เกิดอะไรขึ้นเหรอวันนี้?”

“ก็ไม่มีอะไร ไปหาหมอ เดินซื้อของฝากแล้วก็กลับมานอน” ผมเล่ารวบ โดนนายอ้วนถองเข้าสีข้างไปหนึ่งที

“ไม่ใช่ว้อย หมายถึงตอนที่ฉันเปิดประตูเข้าไปเรียกนายน่ะ ทำไมน้องเสี่ยวเกออยู่ตรงนั้นได้ ฉันตกใจเกือบชักมีดแล้ว นายแม่งก็ไม่มีบอก ต่อให้เป็นเสี่ยอ้วน ถ้าคู่ต่อสู้เป็นน้องเสี่ยวเกอยังไงฉันก็ซี๊แหงแก๋นะ”

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนตื่นมาตกใจแทบกรี๊ด” ผมเล่าพลางยกชาขึ้นจิบ

“แล้วทำไมน้องเสี่ยวเกอไปอยู่ตรงนั้น” นายอ้วนจี้ถามในสิ่งที่ไม่รู้คำตอบ ผมเกาหัวแล้วส่ายหน้าว่าไม่รู้จะพูดยังไงดีเหมือนกัน

“นายถามเสี่ยวเกอเอาเลยมั้ย นั่งกันอยู่แค่นี้ ฉันไม่รู้จริงๆไม่ได้จะปิดบังอะไร” นายอ้วนมองผมอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ายอมเชื่อ เห็นเขาเรียกเสี่ยวเกอก็ใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ

“น้องเสี่ยวเกอ ตะกี้สั่งอาหารไม่ทันถาม อยากกินอะไรไหมเดี๋ยวสั่งเพิ่ม”

อาม่าแม่งเอ๊ย! เสียเวลาลุ้นจริงๆ คราวนี้ผมเลยถองใส่ไขมันตรงสีข้างนายอ้วนบ้าง

“เออๆ เสี่ยอ้วนอยากรู้ น้องเสี่ยวเกอมีปัญหาอะไรกับเทียนเจินรึเปล่า เห็นไปนั่งอยู่ข้างเตียงมืดๆ หรือว่ามีเรื่องอะไรกัน”

เมินโหยวผิงนั่งหยิบถั่วคั่วบนโต๊ะใส่ปากแล้วส่ายหน้า ถึงจะคาดเอาไว้แล้วก็ดูเสียเวลาลุ้นพอกัน

“ดีๆ ไม่ทะเลาะกันก็ดี มีอะไรค่อยพูดค่อยจา” ทีนี้ผมตีหน้าขานายอ้วนเลย “โอ๊ย! เทียนเจิน เดี๋ยวนี้นายจะหัดใช้กำลังมากไปแล้วนะ!”

“ใครวะแม่งเอาแต่เอะอะก็ฟาด ฉันก็เอาคืนมั่งไง แล้วก็ไม่ใช่เด็กๆกันแล้วด้วย นายพูดยังกับฉันกับเสี่ยวเกออยู่ห้องอนุบาลดอกทานตะวัน ไร้สาระ!” ผมโยนถั่วใส่ปาก และปาใส่นายอ้วนด้วยความหมั่นไส้ “เสี่ยวเกอ นายมีอะไรก็พูดมา อย่าอมพะนำ หากไม่มีอะไรคือไม่มีอะไร จะได้ไม่คาใจกัน”

“ไม่มี”

สิ้นเสียงของเมินโหยวผิงอาหารทั้งหมดก็ลงโต๊ะ พวกเราไม่ได้คุยกันต่อ จนอาหารพร่องไปกว่าครึ่ง นายอ้วนก็ชี้ให้ผมดูเด็กเสิร์ฟที่เขาหมายตา หน้าตาสะสวย ดวงตาคม ปากเล็ก นายอ้วนว่าเห็นแล้วคิดถึงภรรยาเก่า แต่ผมว่าเขาเห็นใครถูกใจก็คิดถึงเมียเก่าหมดน่ะแหละ

กินกันจนอิ่มแล้วออกจากร้านในสภาพพุงกาง นายอ้วนชวนเดินย่อยผ่านตลาดกลางคืน ตอนกลางคืนของขายมักเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ไม่ได้เน้นไปทางของกินอย่างเมื่อตอนกลางวันแล้ว เจอร้านของวั่งตุ้ยเป็นเพิง พาดหนังสัตว์เอาไว้เต็ม ผมแวะทักทายเขาแต่ไม่ได้ซื้ออะไร ด้วยไม่ชอบกลิ่นหนังสัตว์ จะซื้อฝากใครก็คิดไม่ออก อย่างอาสามคงไม่สนใจหนังสัตว์พวกนี้ อารองเองถ้าผมซื้อให้มีหวังโดนบ่นหูชาเพราะเป็นของไร้สาระ พ่อผมยิ่งไม่สนใจของพวกนี้เข้าไปกันใหญ่เลยไม่รู้จะช่วยอุดหนุนยังไง สักพักเจอชูอิกับน้องสาวที่เดินเร่ขายดอกไม้ ถักเปียแกละสองข้าง ผิวสีแทนเหมือนพี่ ผมตกลงซื้อดอกไม้มากำใหญ่โดยที่ไม่รู้ว่าคือดอกอะไร เห็นสีสวยและกลิ่นหอมดี กะว่าจะเอาให้เจ้าของบ้านพักประดับตรงทางเข้า ชูอิบอกว่าจะไปส่งตอนพวกผมกลับจึงนัดเวลากัน เขาว่าถูกโฉลกจึงขอสถานที่ติดต่อ ผมกับนายอ้วนจึงให้ไปโดยไม่นึกหวง

ถึงที่พักพวกเราก็แยกย้ายกันนอน ผมอาบน้ำก่อนเสร็จแล้วจึงมานั่งบนเตียง หยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาบันทึกเหตุการณ์ที่ผ่านมา จนมีเงาดำพาดมิดสมุด เงยหน้าขึ้นเห็นเมินโหยวผิงมองมันอย่างสนใจ ผมเลยอธิบายไปว่าสมุดเล่มนี้ก็เหมือนสมุดบันทึกการเดินทางของผม ทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดีทั้งความรู้สึกของผมก็จดลงไปหมด เผื่อว่าวันนึงผมแก่แล้วไม่มีอะไรทำจะได้เอามันมาอ่าน ไม่ก็อาจจะยกให้ลูกหลานว่าผมได้เจออะไรมาบ้าง เหมือนบันทึกของคุณปู่ทวด แต่เล่มจริงอยู่ที่ร้าน ที่เป็นแค่สมุดพกพาธรรมดาที่ผมนึกอยากจะเขียนเล่นลงไปเท่านั้น ไว้มีเวลาค่อยเรียบเรียงเขียนบันทึกดีๆอีกที เขาพยักหน้าไม่ถามอะไรต่อแล้วนั่งลงบนเตียงผม

ผมจดอะไรต่อไม่ออก นั่งมองท่าทีประหลาดของคนข้างๆก่อนจะอดปากไม่ได้ “มีอะไร?”

เขามองผมแล้วเอ่ยถาม “นายไม่รู้สึกตัวเองแปลกมากๆหรือ เรื่องความทรงจำของฉันมันไม่เกี่ยวอะไรกับนายเลย”

ฟังแล้วผมก็โมโห ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจอประโยคแบบนี้จากเขา เพียงแต่รอบนี้ยาวกว่าสี่สิบเอ็ดพยางค์ และผมไม่ได้ดีใจกับความต่างตรงนั้น “ขอโทษแล้วกันที่เข้าไปยุ่งด้วย”

เท่านั้น ผมไม่ได้พูดอะไรต่ออีก รู้สึกโมโหปรี๊ดขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะเถียงอย่างไร ที่เขาพูดมันถูกทั้งหมด เป็นผมเองที่เข้าไปยุ่งเรื่องของเขามากเกินความจำเป็นทั้งที่เขาไม่เคยร้องขอ ผมใช่เพื่อนของเขารึเปล่ายังไม่รู้ การมีอยู่ของผมคือการยัดเยียดให้อีกฝ่ายโดยไม่ถาม นึกถึงตรงนี้ก็เกิดไม่อยากมองหน้าอีกฝ่ายขึ้นมา ผมวางของในมือลง คิดว่าจะออกเดินเล่นแถวที่พักสงบใจเสียหน่อย หากโล่งแล้วน่าจะนอนหลับลง

เดินจนถึงประตูห้องแขนผมก็โดนคว้าไว้ ผมหันกลับไปมอง ไม่มีใครพูดอะไร เมินโหยวผิงปล่อยมือ ผมก็หันเดินออกจากห้องทันที พอได้ออกไปนอกที่พักเจอลมเย็นๆคิดว่าน่าจะดีขึ้น ตอนกลางคืนน้อยนักที่จะมีคนเปิดไฟหน้าบ้าน ในความมืดสนิทผมสงบใจอย่างประหลาด หยุดยืนรับลมผมได้ยินเสียงฝีเท้า เป็นของเมินโหยวผิงแน่นอน

น่าตลกตรงที่แม้แต่เสียงฝีเท้าของเขาผมก็จำได้ คิดแล้วโมโหขึ้นมาอีกรอบ

เขาพูดในระยะที่ยืดห่างจากผมในระยะที่สมควร เขาไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่า แค่อยากรู้ถึงเหตุผลในทุกสิ่งที่ผมทำ ในหัวของผมมีคำตอบมากมาย เลือกคิดประโยคดีๆที่จะตอบเมินโหยวผิงในครั้งนี้
“เพราะฉันคิดว่านายคือเพื่อนของฉัน และฉันไม่มีวันทิ้งนาย เท่านั้นแหละ” นี่คงเป็นประโยคที่ดีที่สุดที่ผมจะตอบได้ พยายามไม่นึกถึงช่วงเวลาที่เขาตั้งใจหายตัวไปโดยไม่คิดถึงคนข้างหลังเลย

ผมตั้งสติ ท่องเอาไว้ในใจว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมินโหยวผิงจำไม่ได้ เขาไม่รู้และไม่ผิด ความเอาแต่ใจของผมเองต่างหากที่เป็นเหตุให้ผมโมโหอยู่แบบนี้ กระบอกตารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา ยิ่งดูไร้สาระเป็นทวีคูณ ผมไม่พูดอะไรต่อเพราะไม่อยากให้เขาจับได้ว่าผมอ่อนไหวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผม และภาวนาไม่ให้เขาพูดอะไรเช่นกัน

นิ้วเรียวยาวแตะที่ข้อมือของผม รวบประสานมือเกี่ยวกันไว้หลวมๆพาผมขึ้นห้องพัก ผมกับเขาไม่พูดอะไรกันอีก ผมไม่รู้ว่าเขานอนหรือไม่ รู้แต่ว่าผมนอนมองเพดานจนเกือบเช้าถึงหลับลง

ช่วงเวลาที่เดินทางไปปักกิ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษ หากผมไม่ฟังนายอ้วนพูดผมก็หลับ โดนแซวว่านิ่งเป็นหลับขยับเป็นกินผมก็เฉยๆ ไม่นานนายอ้วนก็จับพิรุธได้ จึงจำใจเปิดปากเล่าแบบคร่าวที่สุดให้เขาฟัง มืออวบตบบ่าผมแล้วบอกว่าอย่าคิดมาก ผมได้แต่ยิ้มตอบไม่พูดอะไร รู้สึกโล่งขึ้นมานิดหน่อยที่ได้เล่าให้ฟัง แต่ผมมันตัวงี่เง่าและไม่ได้อยากให้นายอ้วนมาโอ๋อะไรกับเรื่องนี้ จึงตัดสินใจว่าเมื่อผมมีสติและเรียบเรียงทุกอย่างได้ดีกว่านี้ ผมจะเล่าให้เขาฟังทั้งหมด ยังไงเขาก็เป็นคนเดียวที่ผมเปิดปากเล่าเกือบทุกอย่างในชีวิตของผมให้ฟังอยู่แล้ว

to be con…
_______________________________

Talk:ทยอยลงรัวๆยังกับฟลัด…..

เพิ่งได้ตามข่าวเกี่ยวกับสุสานภาคมูฟวี่…. สำหรับเสี่ยวเกอน้อย เราชอบฝั่งซีรีย์กับละครเวลามากกว่าแฮะ เพราะรู้สึกบรรยากาศมันใช่ แต่ถ้าเป็นพี่ลู่… เราไม่รู้แฮะว่าพี่ลู่จะทำบรรยากาศได้ขนาดนั้นมั้ย…
ส่วนนายน้อย สำหรับมูฟวี่นี่เรียกว่า…. ถึงกับคิดว่านี่มาแสดงภาคทิเบตเลยรึเปล่า (ฮา) รวมๆก็โอเคนะ โดยเฉพาะแคสนายอ้วน จะฝั่งไหนก็สามผ่านนนนน

ใกล้ถึงวันงานแล้ว ตื่นเต้นชะมัด…
ฉันไม่เคยทำอะไรขายเป็นรูปเล่มมาก่อนเลย ให้ตายสิ….

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 7

  1. “เช็ดตัวให้แล้ว นายนั่งกินต่อเถอะ” < เห็นนิ่งๆ เงียบๆ ที่จริงแอบถอดหมดแล้วนะนาย…

    จะเปลี่ยนนี่อยากให้เค้ารู้ตัวหรือไม่อยากให้รู้ตัวกันแน่นะ หืมมมม มันก็มีข้อดีกะข้อเสียกันไปคนละแบบนะ คึคึคึ แต่พอเค้าพูดเหมือนไม่อยากให้เช็ดตัวให้เลาเห็นนะว่านายแอบงอลลลล์

    นายอ้วนแมร่มเป็นศิราณีจำเป็น……………..

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s