[Daomu fanfiction] 等待着你 – 8

– 8 –
某个转弯 命运还在等待 – At some turn, fate is still waiting

______________________________________

ร้านของนายอ้วนใหญ่กว่าร้านของผมเกือบหนึ่งห้อง มีของมากมายไว้หลอกล่อลูกค้าอยู่หน้าร้าน มีลูกจ้างประจำอยู่สองคนผลัดเปลี่ยนกันไป เวลาที่นายอ้วนไม่อยู่ส่วนใหญ่จะปิดร้าน เรียกได้ว่าขายทีเล่นทีจริง ทดลองมาเปิดตลาดแถวปักกิ่งดูเท่านั้น ดีที่ผู้คนอยู่กันคึกคัก แม้จะเป็นร้านขายของเก่าก็มีลูกค้ามาให้ฟันราคาก็เรื่อยๆ เรียกว่าถึงจะเปิดปิดตามใจฉันก็ยังมีลูกค้าไม่หายเงียบ นึกถึงร้านของผมแล้วก็เป็นภาพหวังเหมิงหาวก่อนจะหลับอยู่หน้าร้านแล้วละอายใจเล็กน้อย

ชั้นสองของร้านเป็นที่พัก มีห้องว่างอยู่สามห้องจากทั้งหมดสี่ห้อง นายอ้วนอธิบายว่าเผื่อลงหลักปักฐานที่นี่จะได้มีที่เผื่อลูกเมีย ผมกับเมินโหยวผิงได้ห้องกันไปคนละห้อง จัดที่ทางเล็กน้อยแล้วผมก็ออกตัวขอนอนพักทั้งๆ ที่หลับๆ ตื่นๆ มาตลอดการเดินทาง นายอ้วนจดของที่ผมอยากได้ก่อนจะออกไปซื้อของกับเมินโหยวผิงซึ่งเคยมาอยู่ที่นี่ก่อนแล้วเป็นอาทิตย์ ผมถึงกับเบิกตากว้างตอนที่นายอ้วนใช้ให้เมินโหยวผิงไปซื้อของ ส่วนเขาจะไปคุยกับลูกค้า เป็นภาพที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น นายอ้วนทิ้งท้ายว่าจะทำปลาต้มหม้อไฟอร่อยๆให้กินเป็นมื้อเย็นถือเป็นเลี้ยงต้อนรับเข้าถิ่น

ผมตื่นมาหลังจากนั้นไม่นานนักและไม่มีอะไรทำจึงลงไปนั่งเฝ้าร้านเล่น เดินดูทั้งหยิบจับของวางโชว์หน้าร้านมาตรวจส่องประเมินราคาไปเรื่อย หากระดาษมาจดรายการเอาไว้ให้นายอ้วน พนักงานในร้านเห็นผมก็ไม่เข้ามายุ่ง เพียงพูดคุยตามมารยาทแล้วปลีกตัวไปนั่งอีกฟาก เขียนจนเพลินมารู้ตัวอีกทีตอนลูกจ้างขอลากลับบ้านด้วยหมดเวลางานแล้ว ผมรับคำโบกมือให้ เห็นเมินโหยวผิงกลับมาพอดี ในมือถือสองถุงใหญ่พะรุงพะรัง เกือบสองถุงเป็นข้าวของที่ผมฝากซื้อ ที่เหลือเป็นของสดที่จะใช้ทำอาหารเย็น มองเขาถือของสดหายไปในครัวเป็นภาพที่ประหลาดตาดีไม่หยอก สักพักได้ยินเสียงมีดลงเขียงผมจึงทิ้งงาน วิ่งไปดูในครัว

นายอ้วนกลับมาในสภาพโทรมเหงื่อเดินผ่านผมไป วางปลาตัวใหญ่ไว้ในอ่างแล้วขอตัวขึ้นไปอาบน้ำ ผมยืนนิ่งก่อนจะร้องหาอะไรทำบ้าง งานครัวกับผมเรียกได้ว่าไม่ถูกกันอย่างแรง แต่เห็นคนที่มีทักษะการดำเนินชีวิตติดลบกำลังยืนล้างหั่นก็นึกไม่อยากแพ้ขึ้นมา

“เป็นเล่นไป น้องเสี่ยวเกอนี่มือขอดเกล็ดปลาเลยนะ” นายอ้วนโอ่ แถมยืดตัวด้วย สีหน้าเหมือนเป็นผู้สนับสนุนในการส่งเข้าประกวด “ที่จริงก็ไม่รู้หรอกว่าทำเป็นมั้ย มีอะไรก็ยื่นให้แหละ อันไหนทำแล้วเละฉันก็เอามาทำเอง”

“ประหลาดดีนะ นายได้ถ่ายรูปเป็นที่ระทึกไว้มั่งยัง?” ผมแซวไม่ไว้หน้าคนที่ยืนข้างๆ

“เฮ้ย มาพูดกันโต้งๆ แบบนี้ได้ไง ถ้าพรุ่งนี้กล้อง มือถือ คอมพิวเตอร์ของที่ร้านฉันพังฉันจะเรียกเก็บกับนายเลยอู๋เสีย” นายอ้วนต่อมุกด้วย พลางตั้งเตา เท่านี้ผมก็น้ำลายไหล ฝีมือนายอ้วนเรียกว่าขนาดอาหารกระป๋องก็เอามาทำจนน่ากินได้ กระเพาะอาหารของผมส่งเสียงรับความคิดในทันที นายอ้วนเหล่มองผมอย่างไม่ไว้ใจ “ไม่ต้องมายืนน้ำลายสอแถวนี้ เสี่ยวเกอพาไอ้คนหิวโซตรงนี้ไปห่างๆ ทีซิ”

“ฉันจะเป็นหน่วยชิมให้ไง” ผมแย้ง แต่แขนโดนเมินโหยวผิงคว้าลากออกจากครัวเรียบร้อย

“ฝีมืออย่างเสี่ยอ้วนไม่ต้องอาศัยคนชิม ไปรอไกลๆ ไป๊!”

“ขี้งก!” ผมตะโกนไล่หลัง ก่อนจะหันไปมอง ‘ลิ่วล้อนายอ้วน’ อย่างหมั่นไส้ “นายไม่หิวเหรอ?”

“หิว” เมินโหยวผิงตอบหน้านิ่งๆเหมือนเดิม “แต่ถ้าไปยืนไม่มีอะไรทำ จะโดนโวยวายใส่”

ผมระเบิดหัวเราะทันทีที่จบประโยค เรื่องโวยวายไม่ยอมคนของนายอ้วน เมินโหยวผิงยังต้องยอมลงให้ อันดับหนึ่งในใต้หล้าจริงๆเถ้าแก่หวัง “แล้วตอนช่วงที่มาอยู่นี่ทำอะไรบ้างน่ะ?”

“ไม่มีอะไรมาก ทำตามที่เขาบอก” เมินโหยวผิงอธิบายง่ายๆ แปลว่านายอ้วนใช้อะไรเขาก็ทำ ผมเริ่มอยากลองบ้างแล้ว

“คราวหน้านายไปอยู่ร้านฉันสิ” ผมพูดอย่างนึกสนุก คนฟังก็พยักหน้ารับง่ายๆ

เพียงอึดใจเดียวนายอ้วนก็ยกหม้อไฟออกมา กลิ่นน้ำแกงหอมหวนชวนน้ำลายสอ ผมรีบแจ้นไปหยิบถ้วยชามและโถข้าวมาวางเรียงพร้อมกิน พวกเรานั่งโซ้ยกันวูบเดียวปลาก็หมดหม้อ ผมอยากได้สูตรแกงปลารสมือเด็ดของนายอ้วน แต่ไม่รู้จะเอาไปให้ใครทำให้กิน ส่วนใหญ่ผมกินข้าวนอกบ้าน ไม่ก็ซื้อกับข้าวมาตลอด จะเอาไปทำเองเห็นทีจะไม่รอดเอา แปลว่าทุกครั้งที่ผมอยากกินผมต้องถ่อมาที่นี่อย่างเดียวล่ะสิ นายอ้วนเห็นน้าแกงในหม้อก็ไม่เหลือก็ยิ้มหน้าบาน โอ่ตัวเองอยู่พักใหญ่แล้วพูดถึงตลาดกลางคืนที่จะเริ่มขึ้นพรุ่งนี้ ผมจึงเปรยเรื่องรายการของที่ผมจดเอาไว้ เผื่อเขาสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้ จึงได้รับมอบหมายหน้าที่คัดแยกของสำหรับไว้ขาย

“พรุ่งนี้จะไปคุยกับเจ้าของที่จัดงานตลาดกลางคืน เสี่ยอ้วนมาถึงช้าวันนี้ไม่ทันได้คุย” นายอ้วนเล่าว่าวันนี้ไปสืบข่าวมาเห็นว่าที่เต็มแล้วทุกตาราง เขาจะใช้เส้นเข้าไปแทรกที่ ในเทศกาลพรุ่งนี้ชาวต่างชาติและต่างเมืองน่าจะมากัน เสียเงินยัดซื้อที่เป็นอะไรที่คุ้มเสี่ยง “ฉันไม่ได้ให้ลูกน้องมาช่วยจัดนะ ไม่ไว้ใจ พรุ่งนี้ก็ไปช่วยกันขายแล้วกัน”

ผมตกลงอย่างไม่มีปัญหา ดูท่าแล้วน่าสนุกดี ยังไงอยู่ว่างไม่มีอะไรต้องทำ ไม่ได้ตกลูกค้ามานานจนอยากฝึกฝีปากอีกสักครั้ง “แล้วไอ้งานนี่มันเริ่มกี่โมงน่ะ?”

“ห้าโมงก็น่าจะไปเตรียมตั้งร้านได้แล้ว ปกติก็อยู่ยาวกันจนสี่ซ้าห้าทุ่ม” นายอ้วนเงยหน้านึก “ของไม่ต้องเอาไปเยอะ เอาเฉพาะที่คิดว่าขายแขกต่างบ้านต่างเมืองได้แล้วกัน”

“แล้วเสี่ยวเกอของนายทำอะไรล่ะ?” ผมถามอย่างสงสัย เห็นว่าอะไรที่ต้องทำสำหรับเตรียมงานเขาก็โยนมาไว้ที่ผมเสียหมด

“กวาดบ้าน ถูบ้าน ตามแต่เห็นสมควร” นายอ้วนหันไปพูดกับเมินโหยวผิงราวกับเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน “พวกเสื้อผ้าของนายที่ซื้อคราวก่อนก็อยู่ในตู้ห้องเดิม ใส่ให้ครบๆให้มันคุ้มกับที่เห็นไปเลือกซื้อมาให้บ้างนะ”

ผมมองเมินโหยวผิงพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย คู่นี้อย่างกับพ่อลูก แถมเมินโหยวผิงดูใช้อะไรก็ทำ เป็นงานเป็นการ ต่อไปนี้คงเรียกว่าทัวโหยวผิง(เรือพ่วงตัวถ่วง)ไม่ได้ซะแล้ว

หลังเก็บล้างเสร็จเมินโหยวผิงแยกตัวขึ้นห้องเงียบๆ เหลือแต่ผมกับนายอ้วนนั่งประจำการที่โต๊ะกินข้าว มีเหล้าหนึ่งขวดกับสองแก้ว นั่งดื่มชวนคุย และมาถึงเรื่องที่ผมค้างเขาไว้เมื่อครั้งก่อน ดูเหมือนนายอ้วนจะพอเดาได้จากที่ผมเล่าไว้คร่าวๆ เขาถอนหายใจแล้วบอกให้ผมทำใจให้สงบบ้าง

“ฉันรู้ว่าห้ามไม่ได้ แต่ก็อยากจะพูดนะ เรื่องบางเรื่องปล่อยให้น้องเสี่ยวเกอทำอะไรตามใจบ้างเถอะ นายหวังดีฉันเข้าใจ แต่บางครั้งนายต้องคิดว่าอีกฝ่ายเขาอยากได้ไหม”

“นายก็รู้ว่าอย่างเสี่ยวเกอเขาไม่กลัวความจำสั้น แต่เขากลัวจำได้ไม่ครบ บอกตามตรง รอบนี้ฉันคิดว่าจะเป็นครั้งใหญ่ๆครั้งสุดท้ายแล้วที่จะห้ามไว้ได้” จบคำผมยกหมดแก้ว “จากนี้จะเป็นยังไง ฉันจะไม่ฝืนรั้งไว้อีก…”

นายอ้วนบีบไหล่ผม “เทียนเจิน ฉันบอกนายแล้วว่าสักวัน ความเทียนเจินของนายจะทำร้ายตัวนายเอง” นิ้วอวบของเขาลากเส้นว่างเปล่าบนโต๊ะ “ทุกอย่างบนโลกนี้มีขอบเขตของมันทั้งนั้น นายรู้และมักจะมองข้ามมัน ทุกอย่างจนถึงตอนนี้นายกระโดดข้ามเส้นนี้มาไม่รู้กี่ร้อยครั้งแล้ว แต่นายรู้ไหม เส้นๆนี้จะมีสักวันที่นายไม่สามารถข้ามมันได้”

ผมก้มหน้ามองโต๊ะ ผมตระหนักตัวเองเสมอว่าผมเป็นเพียงสิ่งจิ๊บจ้อยบนโลกใบนี้ หลายครั้งเป็นเพียงหมากตัวนึงให้เกมดำเนินไป บางทีก็เป็นเพียงเบี้ยที่เสียไปก็ไม่สำคัญ แต่ผมยังอยู่ตรงนี้ ทุกตัวรอบตัวผมยอมต่อความดื้อรั้นและช่วยดันผมไม่ให้ตายไปเสียก่อน หรือบางที… จบครั้งนี้ผมควรจะยอม… ยอมออกไปจากเรื่องราวทั้งหมดนี้

“อู๋เสีย…” นายอ้วนเปรยก่อนจะกระดกเหล้าแก้วสุดท้ายเข้าปาก “จงอยู่ในที่ที่คิดว่าตัวเองควรอยู่”

 

วันรุ่งขึ้นพวกเราแยกย้ายกันทำหน้าที่ ของสมควรออกขายของนายอ้วนไม่ได้มีเยอะจนท่วมแต่ก็เสียเวลาคัดแยก ผมจดรายการแยกเป็นกองพร้อมเขียนราคาขั้นต่ำของแต่ละชิ้นที่ควรจะได้ พอเอาของออกมาพื้นตู้มีแต่ฝุ่น ท่าทางไม่ได้ขยับเปลี่ยนที่มานานแล้ว เห็นเมินโหยวผิงเช็ดหน้าต่างอยู่จึงเรียกให้มาเช็ดตรงนี้ด้วย แล้วแยกไปจัดการนำของใส่กล่อง ถุงผ้า ตามเห็นสมควร กองรวมไว้บนโต๊ะ เสร็จเรียบร้อยเวลาก็ล่วงบ่ายแก่ เมินโหยวผิงจัดการงานเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งนิ่งๆบริเวณโต๊ะที่กองของสำหรับขาย ผมถึงได้เห็นว่าวันนี้เขาใส่เสื้อมีฮู้ดสีน้ำเงินตัวใหม่ มีกุ๊นขอบเรียบสีดำ ด้านในเป็นเสื้อยืดมีลายขวางพาดสีขาวกลางอกสองสามเส้น พื้นเสื้อสีดำ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้กลับทำให้เจ้าตัวดูเหมือนเด็กวัยรุ่นไม่พ้นยี่สิบไม่มีผิด

นายอ้วนหน้าแป้นกลับมาแปลว่าการต่อรองเป็นผลสำเร็จ ผมขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะลงมาช่วยนายอ้วนขนของขึ้นรถกระบะคันเล็ก เมินโหยวผิงช่วยปิดร้านและขึ้นนั่งกระบะหลัง ผมได้ที่นั่งข้างคนขับตามระเบียบ

“นายใส่เสื้อเสี่ยวเกอ?” นายอ้วนถาม ผมก็เอียงคองง “ฉันจำได้ ตัวนี้ฉันเลือก”

“ไม่รู้สิ เสื้อผ้าแห้งไม่ทัน เลยให้เสี่ยวเกอหยิบมาให้ก็เป็นตัวนี้” ผมมองเสื้อยืดสีเบจของตัวเอง มีกระเป๋าเสื้อขนาดเล็กตรงหน้าอกซ้าย “ฉันนึกภาพเมินโผยวผิงใส่สีอื่นๆ ไม่ออกเลยแฮะ”

“เออ ก็อยากเห็นแหละเลยซื้อมา แม่งไม่เคยใส่” ผมหัวเราะรับประโยคนั้น “ขนาดสีขาวยังไม่ค่อยเห็นเลย แขนสั้นก็ไม่ใส่สงสัยกลัวโชว์รอยสักนอกบ้าน”

“นี่เสี่ยวเกอหรือวัยรุ่นแอบใจแตกครับป๊า?” ผมพูดกลั้วหัวเราะก่อนจะหลบมือนายอ้วนที่ฟาดใส่ผม “นายน่าจะลองซื้อสีชมพู”

“เทียนเจิน… สีเบจยังไม่ใส่ นับอะไรกับสีพรรค์นั้น” นายอ้วนหัวเราะ “ที่ไม่เรื่องมากก็คงจะเป็นกางเกงในน่ะแหละ”

จบคำผมลองจินตนาการถึงกางเกงในลายต่างๆที่นายอ้วนเลือกซื้อมาให้อย่างจงใจแกล้งแล้วหลุดขำออกมา น่าเสียดายยังไม่เคยได้เห็นด้วยตาเนื้อสักครั้ง และคิดไม่ออกว่าผมจะไปเห็นกางเกงในของเมินโหยวผิงได้อย่างไร

“เสียดาย เสียดาย… ขอดูทุกวันมีหวังคอหักตาย” น้ำเสียงเหมือนจอมยุทธที่นายอ้วนใช้ยิ่งทำให้ผมขำจนปวดท้อง

 

เรามาถึงตลาดช่วยนายอ้วนตั้งร้านเสร็จในเวลาไม่นาน ผมประจำหน้าที่คนขาย ปล่อยให้นายอ้วนไปเดินดูรอบๆ งาน เนื่องจากแต่ละร้านเพิ่งตั้งร้านก็เสร็จจึงยังไม่มีลูกค้ามาเดินมากมายนัก คนค่อนข้างบางตา เห็นว่าส่วนใหญ่ที่เดินเมียงมองกันอยู่ก็คือบรรดาพ่อค้าแม่ขายมาสำรวจตลาดเท่านั้น

ตลาดนัดเฉพาะกิจแห่งนี้แบ่งโซนกันอย่างดี ผมเห็นแล้วอดทึ่งไม่ได้ ร้านที่ขายก็กินจะอยู่ฝั่งขวาหากหันหน้าเข้าตัววัด ของเล่นอื่นๆทั่วไปอยู่แถวกลาง รวมถึงร้านเสื้อผ้า-เครื่องประดับทั้งมือหนึ่งและมือสองก็แยกแถวกันอย่างชัดเจน สำหรับพวกขายของเก่าหรือของสะสมอยู่โซนเกือบท้าย จะเรียกว่าทำเลไม่ค่อยดีก็ว่าได้ แต่ผมคิดว่ามันสมควรที่จะเป็นอยู่แล้ว หากไม่ตั้งใจมาดูของจริงอาจจะเดินเข้ามาไม่ลึกถึงตรงนี้ ผมมองรอบบริเวณเห็นร้านที่เป็นจำพวกเดียวกันอยู่ไม่ห่างนัก ร้านนี้เห็นนายอ้วนเดินพุ่งเข้าไปเป็นร้านแรก น่าจะไปสืบคู่แข่ง ถึงอย่างนั้น ร้านอย่างเราๆ แข่งกันที่ฝีปากเสียส่วนใหญ่ ของดีไม่ดีจริงอย่างไรก็สู้การพูดให้คล้อยตามไม่ได้ ของในแผงร้านของนายอ้วนนี้ หากขายหมดน่าจะอยู่ได้สบาย กระดิกขาเฉยๆ ได้ยันปีหน้า

พอผู้คนเริ่มมาผมก็นั่งหลังตรงเตรียมพร้อม ยิ้มกราดไปทั่ว นับแล้วมีแต่คนเดินผ่าน ผ่านไปพักใหญ่นายอ้วนก็ผลัดมาเปลี่ยนเวร ในมือมีเนื้อแพะเสียบไม้ย่างสามไม้ เห็นแล้วท้องร้อง เมินโหยวผิงไม่เดินตามผมออกมา เขานั่งฟังนายอ้วนเล่านู่นนี่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยรับของกินจากมือนายอ้วนมาหนึ่งไม้แล้วนั่งกินเงียบเชียบ ผมจึงเดินออกไปคนเดียว คิดว่าถ้าเขาอยากมาก็คงเดินตามมาเอง

ร้านรวงทุกร้านมีไฟหลอดกลมห้อยอยู่ แสงสีเหลืองนวลของมันยิ่งทำให้อาหารน่ากิน ผมเข้าไปอุดหนุนสองสามร้านแถวนั้น ซื้อหมั่นโถวกับซาลาเปาใส่ปากไปสามลูกรองท้อง ต่อด้วยเนื้อแพะย่างเสียบไม้ ได้ของกินแล้วก็เดินเล่น ขนมบางอย่างก็น่ากินไม่หยอก ได้พุทราเชื่อมมาอีกไม้ก่อนจะเดินต่อไปยันโซนเสื้อผ้า ตรงนี้ผมเดินค่อนข้างเร็วเพราะไม่ได้สนใจอะไร ไปถึงพวกขายเครื่องประดับ ผมมองสร้อยหินโมราน่าสนใจ ราคาพอรับได้ เมื่อมีลูกค้าคนอื่นมายืนด้วยจึงขยับตัวเล็กน้อยแบ่งที่ดูของหน้าร้าน

เสียงถามราคาสร้อยไข่มุกปลอมที่คุ้นหูทำเอาผมชะงัก เหลือบตามองเป็นซีกหน้าที่ช่างคุ้นตา ตาสามเหลี่ยม ใส่แว่น สูงกว่าผมเล็กน้อย “สร้อยไข่มุกลด…ลดได้อีกไหม?”

ผมอ้าปากค้าง ถึงกับติดอ่างตามไปด้วย “เหลา…. เหลาหย่าง!!”

เขาหันหน้ามามองผมทั้งที่ใบหน้ามีรอยยิ้มค้าง นี่ใช่เหลาหย่างจริงๆ ไอ้ลูกหมาเซี่ยจื่อหยางที่หลอกผมไปปีนต้นสำริด นึกว่าเขาตายแล้วเสียอีก การที่มาเจอในสถานที่แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการโดนผีหลอก

“เหลาหย่าง?” เขาทวนคำพูดผม สีหน้าดูงุนงง ผมจึงเรียกชื่อจริงเขาอีกที เขายังคงทำหน้างงอยู่

“สงสัยผมจะทักคนผิด ขอโทษด้วย” ผมใจเต้นแรงไม่หยุด ไม่ผิดแน่ๆ นี่คือเหลาหย่าง ไหนจะต่างหูสำริดที่ใบหูนั่น ผมไม่มีทางลืม เรื่องแบบนี้ยากที่จะเกิดความ ‘บังเอิญเหมือน’ ได้ขนาดนี้ เขาอาจจะอยู่ช่วงความจำขาดหาย ผมเองก็ไม่อยากรื้อฟื้น

หลังจากขอโทษตามมารยาทเสร็จผมก็เดินเลี่ยงออกมา ตั้งใจว่าจะกลับไปยังแผงของนายอ้วน หมดสิ้นทุกอารมณ์ในการเดินเล่น สมองวิ่งเร็วจี๋ หรือเมื่อครู่จะเป็นแค่ตาฝาดไปเอง แต่เจ้าของร้านนั้นก็ดูเหมือนจะพูดโต้ตอบกับเหลาหย่างด้วย ผมมองไม่ผิดแน่นอน

เดินมาได้ไม่กี่ก้าว เหลาหย่างจับแขนของผมไว้ ดูท่าเขาตกใจกับการกระทำของตัวเองเช่นกัน ผมยืนนิ่ง มองหน้าเขาอย่างค้นคว้า เขาดูสับสน แต่ก็ยิ้มและพูดกับผม

“คุณมา…มาคนเดียวหรือเปล่า? ผมมาเดินตลาดคนเดียว หากว่ามีเวลา ผมอยากหา…หาคนเดินเป็นเพื่อน” ขณะที่พูดผมยังเห็นแววตาสับสนของเขา จึงพรูลมหายใจยาว

“เมื่อครู่ขอโทษด้วยจริงๆ คุณหน้าตาเหมือนเพื่อนเก่าของผมมากจนเผลอตัวไป” ผมยิ้มไมตรี “เอาสิ ผมจะเดินเป็นเพื่อน”

เราเดินผ่านไปสามสี่แผง เหลาหย่างก็เริ่มชวนคุยด้วยภาษาที่เป็นกันเองมากขึ้น เขาเล่าว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเรื่อยๆ ด้วยสมบัติเก่าเก็บของตระกูล ไม่รู้จะไปหยุดปลายทางที่ตรงไหน ไปไหนก็ไม่รู้จักใครและไม่มีเพื่อน ทีแรกอยากพามารดาตัวเองเที่ยวรอบโลก เที่ยวไปไม่เท่าไหร่สังขารไปไม่ไหว ตอนนี้จึงเหลือเพียงเขา

“แล้วตอนนี้แม่นายพักอยู่ที่ไหน?” ผมถามทั้งๆ ที่ตัวเองรู้คำตอบตั้งต้นดีอยู่แล้ว เขายิ้มเศร้าๆ กลับมา

“เสียแล้วล่ะ” เขาตบบ่าผมเป็นเชิงไม่ถือเอาความ “มันเป็นเรื่องนาน…นานมากแล้ว”

“อ่ะ ฉันเลี้ยงพุทราเชื่อมไม้นึงแล้วกัน” ผมส่งไม้พุทราเชื่อมอัดแน่นเต็มไม้ให้ คราแรกดูเหลาหย่างไม่อยากรับแต่ก็ยอมโดนยัดเยียดใส่มือในที่สุด “แล้วตอนนี้พักอยู่ที่ไหนล่ะ?”

“ตอนนี้อยู่ที่โรงแรมจิ้งหรีดแถวนี้ กะว่าจะย้ายเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่แม่เสียฉันก็กลับประเทศเกิด แต่มันตลก…ตลกตรงที่ฉันลืมไปแล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน เลยได้แต่เดินทางไปทั่ว”

ผมยิ้มเศร้าให้เขา “หากยังอยู่แถวนี้ติดต่อฉันได้นะ นี่เบอร์ฉัน เผื่อนายอยากหาเพื่อนกินข้าว โทรมาได้เลยทุกเมื่อ ฉันเลี้ยงเอง”

“เฮ้ย… ไม่…ไม่เป็นไร เกรงใจ” เหลาหย่างปฏิเสธทันที เก็บกระดาษที่ผมจดเบอร์โทรให้ใส่ในกระเป๋า

“ฉันถูกชะตาด้วยอยากเป็นเพื่อน เรื่องแค่นี้ไม่ต้องเกรงใจ มื้อต่อไปนายค่อยเลี้ยงก็ได้” เขายิ้มให้ ท่าทางสดใสขึ้น

ผมชวนเดินกลับไปร้านเครื่องประดับอีกครั้ง ซื้อลูกประคำมือขี้ผึ้งอำพันทึบแสงมาเส้นหนึ่ง พอได้ยินคนขายพูดว่าเป็นจินซือมี่ล่า ขี้ผึ้งทองคำสีดำมาจากทิเบตแล้วผมก็หัวเราะ ตัวเองเพิ่งกลับมากลับไม่มีอะไรติดมือมาเลย ดันมาเสียเงินที่นี่เสียอย่างนั้น ผมช่วยเหลาหย่างต่อราคาสร้อยไข่มุกปลอมเกรดดี พอเสียเงินกันถ้วนหน้าก็เดินเล่นกันต่อ

“เอ่อ… จะให้ฉันเรียกนายว่าไง” คุยกันมาตั้งนานยังไม่มีโอกาสแนะนำชื่อตัวเองเลย ในเมื่อเขาบอกว่าไม่ใช่เหลาหย่าง ผมก็รับได้หากจะเรียกด้วยชื่ออื่น “ฉันอู๋เสีย”

เหลาหย่างเงียบไปพักใหญ่ สีหน้าครุ่นคิด ไม่นานก็ยิ้มออก “เรียกฉันว่าเหลาหย่างก็ได้”

“โอเค เหลาหย่าง ไปเดินดูพวกของสะสมทางนั้นกันไหม?” ผมชวนเขาเดินเล่นต่อ ทำเป็นไม่ติดใจเรื่องชื่อ

หากถามว่าผมยังโกรธเขาอยู่ไหม แว่บแรกนั้นอาจจะใช่ แต่ความสงสารมันมีมากกว่า ทำไมผมจะไม่รู้สาเหตุที่เขาให้ผมเรียกเขาว่าเหลาหย่าง นั่นคงเป็นเพราะแม้แต่ชื่อตัวเองเขาก็จำไม่ได้แล้ว หากแม่เขาไม่อยู่คงไม่มีใครจะเรียกชื่อของเขาอีก …นอกจากผม

ผมลอบมองคนข้างตัว เนื้อตัวสะอาดสะอ้านไม่เหมือนเหลาหย่างเมื่อก่อนแล้ว นึกแล้วก็สงสัยว่านี่เป็น ‘เหลาหย่าง’ คนที่เท่าไหร่ ตอนแม่เขาตายครั้งนี้เกิดอะไรขึ้นกับเขา ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ผมไม่มีวันรู้คำตอบ

คิดเพลินๆ เขาหันมาสบตากับผมพอดี จึงแสร้งทักเรื่องต่างหูของเขา “ต่างหูนายสวยดี ซื้อจากไหนมา?”

เขาเงียบคิดสักพัก “ฉันจำ…จำไม่ได้แล้ว แม่ซื้อให้ระหว่างเดินทางเที่ยวกัน คู่ละไม่กี่หยวน”

หากเขาโกหกคงเป็นการโกหกที่แนบเนียนมาก ผมดูหน้าเขาก็รู้ว่าเขาไม่มีความทรงจำเรื่องนี้อีกแล้ว เหลาหย่างที่ผมรู้จักขี้อำและโกหกได้แนบเนียนก็จริง แต่ทั้งหมดนั้นใช้ไม่ได้กับผม

“ที่จริงเพื่อนฉันมาเปิดแผงที่นี่ ฉันเลยติดมาเที่ยวด้วย นายอยากไปแผงเพื่อนของฉันไหม ต่างหูนายดูเก่าน่าสนใจ เพื่อนฉันเป็นพ่อค้าขายของเก่า อาจจะรู้ที่มา ฉันอยากได้บ้างนายคงไม่ว่ากันนะ?”
“หากนายอยาก…อยากได้ ฉันถอดให้เลยก็ได้นะ” เขาทำท่าจะถอดจริงแต่ผมยกมือห้ามไว้

“อย่าเลย นี่เป็นของที่แม่นายซื้อให้ ฉันเกรงใจ แค่พอรู้แหล่งแล้วฉันไปหาซื้อแบบอื่นมาดีกว่า” ผมตบไหล่เขาอย่างลืมตัว

“นั่นแน่… ซื้อให้…ให้แฟนเหรอ?” เขายิ้มล้อ ผมเกือบตบหัวเขาด้วยความเคยชินแล้ว แต่ยั้งเอาไว้ได้ก่อน

ผมยิ้มเป็นคำตอบ ไม่พูดอะไรต่อ มือสาวผมเกิดมายังไม่เคยได้จับ อย่าถามเลยว่าแฟนจะหน้าตาเป็นยังไง จึงตอบไปอย่างกลางๆ “ซื้อฝากญาติน่ะ”

เดินมาจนถึงร้านนายอ้วน เขายิ้มแป้นเล่าว่าขายออกไปแล้วสามชิ้น มองดูก็รู้ว่าที่ขายออกไปล้วนแต่เป็นถ้วยชาลายครามทั้งสิ้น เป็นอย่างแรกๆที่ควรจะขายออกในตลาดแบบนี้อยู่แล้ว นายอ้วนเล่าสักพักเพิ่งสังเกตเห็นคนที่ยืนข้างผม ผิดกับเมินโหยวผิงที่วางท่าทีระแวดระวังทันที เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ผมจึงแนะนำ ‘เพื่อนใหม่’ ของผมให้ทั้งสองรู้จัก

“นี่เพื่อนใหม่ฉัน เหลาหย่าง…. เหลาหย่างนี่เพื่อนฉัน คนนั้นนายอ้วนหวัง นี่คือเสี่ยวเกอ” เหลาหย่างยิ้มเก้อๆ เมื่อผมแนะนำเสร็จ “บ้านเพื่อนฉันอยู่แถวนี้น่ะ มาลองตั้งแผงดู นายลองดูนะชิ้นไหนถูกใจเดี๋ยวฉันให้เพื่อนลดราคาให้”

“อู๋เสียจะจ่ายส่วนต่างให้สินะ” นายอ้วนสวนผมทันควันก่อนจะยิ้ม “ล้อเล่นนา แค่ราคาพิเศษเสี่ยอ้วนให้ได้อยู่แล้ว สนใจชิ้นไหนชี้เลย เดี๋ยวลดให้ อู๋เสียเป็นคนเพื่อนน้อย ยังไงก็อย่าเพิ่งเลิกคบกันพรุ่งนี้เสียล่ะ”

นั่นปากเรอะ! ผมแค่นยิ้มให้นายอ้วน ทำหน้า ‘ฝากเอาไว้ก่อน’ ส่งไปให้ เมินโหยวผิงยังคงมองเหลาหย่างไม่วางตา “เสี่ยวเกออยากไปเดินเล่นไหม?” เขาส่ายหน้า มองผมแล้วมองเหลาหย่าง ท่าทางเขามีอะไรอยากจะพูดแต่ผมยกมือห้ามเป็นเชิงเอาไว้ก่อน

“คุณเพื่อนท่าทางมีของดีนะ” นายอ้วนตาไว เห็นต่างหูของเหลาหย่างแล้วทักขึ้นมา “คุณพี่ไปได้จากที่ไหนมา เห็นแล้วอยากซื้อไปฝากน้องสาวที่บ้าน” ผมฟังข้ออ้างเขาแล้วกลั้นหัวเราะ

เหลาหย่างยิ้มแล้วเล่าเรื่องที่ผมก็ทักแบบนี้ “ผมจำไม่…ไม่ได้จริงๆว่าแม่ซื้อให้ที่ไหน เราเดินทางกันมา…มาหลายที่มาก”

นายอ้วนยิ้มอย่างมีเลศนัย ส่งสายตาให้ผมแล้วหันไปโบกมือให้เหลาหย่าง “ไม่เป็นไรๆ เสี่ยอ้วนขายของเก่าเห็นแล้วดูเป็นของมีราคาเลยถามดูเท่านั้น พี่ชายอย่าซีเรียสไป”

คนข้างตัวผมไม่พูดอะไร มองของไม่กี่ชิ้นที่อยู่บนโต๊ะก่อนจะไปสะดุดที่ชามสำริดใบหนึ่ง สลักลวดลายทั่วชาม ลายสลักรูปต้นไม้ มีเถาวัลย์พ้นเป็นเกลียวแซมด้วยดอกบ๊วยเส้นอ่อนช้อย เสียตรงที่เป็นลายตื้น บางส่วนเลือนเรียบไปแล้ว เขาจับมันพลิกบนล่างท่าทีสนใจ นายอ้วนก็เริ่มร่ายประวัติของอย่างโม้ๆ ที่จริงไม่ใช่ของดีเด่อะไร แต่เป็นของเก่าเก็บหน่อยเท่านั้น เหลาหย่างสีหน้าเริ่มเปลียน หน้าของเขาดูซีด ผมถอยห่างจากของครึ่งก้าวเพื่อสังเกตให้ชัด

ท่าทีของเหลาหย่างเหมือนนึกอะไรออก เขากันมาสบตาผมจึงเอ่ยหยอกอย่างคนไม่รู้เรื่อง “สนใจชิ้นนี้ก็เอาสิ ลดให้ได้จริงๆ นะ”

“แค่รู้สึกว่า… ว่ามันคุ้นๆ แต่คงไม่เอา ไม่รู้จะเอาเก็บไว้ที่ไหน” เหลาหย่างพูดยิ้มๆ วางชามลง สีหน้าไม่ค่อยดีนัก

“เป็นอะไรไป?” ผมแตะบ่าเขา คราวหน้าเขาเริ่มเหงื่อท่วม

“เหมือนจะนึกอะไรออก…” เขาพูด นัยน์ตาสั่นไหว “ฉัน ฉันขอกลับไปพักที่โรงแรมก่อน ยังไงจะติดต่อไปนะ”

เห็นท่าทางไม่ดีผมก็ไม่คิดจะรั้ง ใจจริงอยากเห็นปฏิกิริยาเขาหน่อยเท่านั้น ดูท่าเขาจะลืมหมดแล้วจริงๆ การที่มาเห็นของพวกนี้อาจจะทำให้เขานึกอะไรบางอย่างออก สีหน้าดูคัดค้านในตัวเองอย่างรุนแรง ผมไม่ได้อยากให้เขาเป็นถึงขนาดนี้ “กลับไหวนะ? ยังไงโทรหา ไว้กินข้าวกัน ให้ฉันเป็นเจ้ามือสักมื้อ”

“งั้นไว้… ไว้เจอกัน เหล่าอู๋”

ผมชะงักกับคำเรียกแบบนั้น ดูท่าเจ้าตัวก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน เหมือนพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว ชั่วอึดใจเขาก็ส่งยิ้มมาให้ ผมโบกมือล่ำลา เหลาหย่างหันหลังกลับไปผมถอนหายใจยาว ปะทะสายตากับเมินโหยวผิงพอดี

“เพื่อนนายคนนี้มีปัญหา” เขาพูดเสียงเรียบ

“ใช่ เสี่ยอ้วนว่าเขาพูดติดอ่าง” นายอ้วนช่วยวิเคราะห์ แต่ดูเหมือนจะคนละทางอย่างสิ้นเชิงกับคนที่นั่งข้างๆ ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ “เพื่อนนายคนนี้ไปเก็บได้จากที่ไหนมา ฉันว่าเขาประหลาดๆ”

“มันก็เป็นของมันอย่างนี้แหละ ท่าทางเหมือนคนไม่เต็ม แต่นี่ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว” ผมอธิบาย

“อ้าว ไหนแนะนำกับเสี่ยอ้วนว่าเป็นเพื่อนใหม่ นี่มีติ้นลึกหนาบางอะไรกันรึเปล่า?” นายอ้วนหรี่ตามองผม ผมไม่คิดจะปิดอะไรอยู่แล้วจึงยักไหล่ตอบตามจริง

“มันความจำเสื่อมน่ะ เมื่อก่อนเคยซี้กันตั้งแต่หมายังเลียก้นถึง พอโตมาก็แยกย้ายคนละทาง เหลาหย่างไปเจอเรื่องอะไรมานิดหน่อยทำให้ความจำหายหมด”

นายอ้วนพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ ผิดกับเมินโหยวผิงที่พูดขึ้นมาเรียบๆ “เขามีกลิ่นคนตาย”

พอผมพยักหน้าเรียบๆ นายอ้วนหวังก็มองผมทีมองเมินโหยวผิงที “หมายความว่าเขาเป็นนักฆ่าเรอะ! ท่าทางไม่ให้เลย ….เดี๋ยวก่อนนะ หรือจะเป็นพวกเดียวกัน?”

“เมื่อก่อนน่ะใช่” ผมตอบง่ายๆ นายอ้วนขมวดคิ้วเล็กน้อย จริงอยู่พวกเดียวกันไม่ได้หมายความว่าจะมีกลิ่นคนตาย คนที่ลงกรวยส่วนใหญ่จะมีกลิ่นดิน มีแต่พวกคนที่ไล่ฆ่าคนเท่านั้นถึงจะมีกลิ่นคนตาย พูดถึงเรื่องฆ่า เหลาหย่างก็ไม่ได้ฆ่าใครมากมาย อย่างน้อยตัวผมก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ “แต่ตอนนี้ความจำเสื่อม ไม่ได้ลงคีบแล้ว เรื่องกลิ่นคนตายก็ไม่แปลกใจหรอก เอาเท่าที่รู้เจ้าตัวก็น่าจะตายมาไม่ต่ำกว่าสามรอบแล้ว”

“เทียนเจิน…เพื่อนนายเป็นผีดิบเรอะ นายหัดมีเพื่อนแบบคนปกติเขาจะได้มั้ย! เสี่ยอ้วนล่ะกลุ้มใจจริง!” นายอ้วนยกมือขึ้นกุมขมับ ทำท่างอย่างกับไมเกรนจะขึ้น “นี่เขาคงจะไม่เคยตามฆ่านายใช่ไหม เป็นเพื่อนจริงใช่ไหม”

ผมเอียงคอนึก เห็นนายอ้วนทำท่าพะวงเกินเหตุแล้วอยากจะขำ แต่ตีหน้านิ่งแกล้ง “เอาจริงๆก็เคยจะฆ่าฉันอยู่เหมือนกัน แต่ก็นะ… ฉันยังไม่ตายไง”

คราวนี้นายอ้วนทำท่าไมเกรนขึ้นควบความดันขึ้น “แล้วยังจะมีหน้าชักศึกเข้าบ้าน! น้องเสี่ยวเกอหิ้วไอ้คนนี้ไปไกลๆ ทีซิ เหม็นหน้า!”

 

 

to be continued….

______________________________________________________

Talk: ตอนนี้เป็นตอนที่เราตั้งใจมาก เป็นหนึ่งในแกนของเรื่องที่คิดว่าจะให้เป็นแบบนี้ให้ได้ (นอกจากเรื่องสร้างสุสานใหม่ ฮา)
เราชอบเหลาหย่างมากค่ะ ตอนแต่งฟิคเรื่องนี้ก็คิดเลยว่าจะต้องให้เขาออกมาให้ได้ ชอบตอนของเหลาหย่างมากจนเสียดาย อยากเห็นเหลาหย่างออกมาอีกเลยเอาออกมาในฟิคของตัวเองซะเลย

อันนี้ก็เป็นครึ่งนึงของที่อยู่ในหนังสือแล้วล่ะ เร็วเนอะ (ฮา)
แต่ว่าจะทยอยอัพเรื่อยๆ อาจจะไม่ฟลัดเท่านี้แล้ว ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 15 ตอนจบกับตอนพิเศษอีกสี่ตอน (แน่นอนว่าไม่ลงในนี้)

อยากเล่าว่า ตอนแต่งเรื่องนี้จบ เราเข็ดมากเลยค่ะ ถึงกับประกาศกับคนพรูฟว่าไม่เอาอีกแล้วกับการบ้าพลังแบบนี้
คนพรูฟตอบเรากลับมาว่าเราทำไม่ได้หรอก เด๋วก็มีเรื่องใหม่ แต่เราเองคิดว่าคงไม่มีทาง…

เมื่อวานนี้เราดันคิดพลอตได้เนี่ยสิคะ OTL….. #คำสบประมาทเป็นจริง
ก็คิดว่าจะแต่งออกมาค่ะ แต่น่าจะเป็นรูปแบบตอนเดียวจบ (ไม่มีลงสุสานค่ะ สบายใจได้ ฮา)
อยากแต่งเรื่องที่เสี่ยวเกอเป็นคนเอาแต่ใจมากๆๆๆๆ (ปกติก็เอาแต่ใจอยู่แล้ว…. แต่อยากให้มันมากกว่านี้อีก) แถมในหัวมีฉากเรทอีกตะหาก (….)
คิดว่าใสใสอย่างเราคงไม่สามารถแต่งฉากได้ คิดอยู่ว่าจะเลี่ยงยังไงดี ; v ;
เอาไว้เราลงเรื่องนี้จบแล้ว เรื่องใหม่ก็น่าจะแต่งเสร็จล่ะมั้ง….
แล้วจะเอามาลงค่ะ
#หนทางแสนยาวไกล……

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s