[Daomu fanfiction] 等待着你 – 9

– 9 –
脆弱 – Fragile

______________________________________

การไปขายของที่ตลาดนัดทำได้มีรายได้กลับมาค่อนข้างมาก ของเหลือเพียงแค่สามชิ้น แทนที่นายอ้วนจะอารมณ์ดีกลับบ่นผมเรื่องเหลาหย่างตลอดเวลาที่เดินทางกลับยันตอนผมอาบน้ำเสร็จนั่งฉลองเปิดเหล้ากันเขาก็ยังบ่นไม่หยุด ผมกลอกตาเสียหนึ่งรอบ แอบเห็นเมินโหยวผิงพยักหน้าเห็นด้วยกับนายอ้วนอยู่หลายประโยค เมื่อผมโดนรุมจนทนไม่ไหวจึงยอมเล่าเรื่องต้นไม้สำริดให้ฟังอย่างคร่าวๆ ที่เล่าไม่ใช่เพราะตัดรำคาญ แต่ผมรู้ว่านายอ้วนเป็นห่วงผมจึงไม่อยากปิดบัง

ระหว่างที่ผมเล่าเมินโหยวผิงทำหน้าถึงบางอ้อด้วยนี่เป็นรอบที่สองแล้ว ผมเล่าเติมรายละเอียดเล็กน้อยไปยังจุดที่ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟังเฉพาะประเด็นที่คิดว่าควรเล่า ส่วนเรื่องปลีกย่อยผมตัดทิ้ง อะไรที่ไม่แน่ใจว่าจำถูกต้องหรือไม่ผมก็เล่าข้าม นายอ้วนฟังอย่างสนอกสนใจ ดูจากสีหน้าแล้วเหมือนจะอยากลงไปอีกสักรอบ ถามเรื่องตำแหน่งที่ตั้งจากผมละเอียดยิบแต่ผมไม่ยอมบอก สถานที่นั้นมีปัญหา ตัวผมเองไม่อยากไปเป็นครั้งที่สองและผมไม่อยากให้นายอ้วนหรือเมินโหยวผิงไปด้วย เล่าจนจบแล้วนายอ้วนก็ยังคงมีคำถามในบางส่วนที่เขาไม่เข้าใจ ผมรู้สึกสนุกเหมือนกันเล่านิทานสักเรื่อง แต่ขอสารภาพว่าเมื่อเล่าจนถึงเหตุการณ์ที่ผมโดนขังอยู่ในถ้ำหิน ผมรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา พบว่าไม่เหลือความโกรธอยู่แล้ว มีแต่ความคิดถึงและสงสาร และยังมีส่วนหนึ่งในสมองของพบคิดในแง่ร้ายอยู่ว่านี่อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

พอทุกอย่างคลี่คลายนายอ้วนก็อารมณ์ดีขึ้น แบ่งส่วนแบ่งจากการขายมาให้แต่ผมปฏิเสธ อย่างไรมาเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่นายอ้วนเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมด ถือว่าผมช่วยกันไปไม่คิดมากเรื่องส่วนแบ่ง ส่วนเมินโหยวผิงไม่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว เขายังคงนั่งมองหน้าและผมเลี่ยงไม่สบตา เขาคงอยากเตือนเรื่องเหลาหย่าง แน่นอนว่าเรื่องนี้ผมจะระวังตัว เหลาหย่างเป็นพวกอำคนเก่งระดับชาติแต่ไม่เคยที่ผมจะจับไม่ได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน

พวกเรากินเหล้ากันจนเปรม ผมไม่อยากเมากลิ้งอีกจึงซดชาร้อนตามให้พอตื่นแล้วแยกย้ายกันนอน เข้าห้องไปเป็นเสื้อผ้าชุดของผมพับวางอยู่บนโต๊ะ กับเสื้อของเมินโหยวผิงที่สีวัยรุ่นแทรกอยู่ในกองเสื้อ ผมจัดของเข้าตู้เรียบร้อยแล้วก็นอนอ่านนิยายที่บังเอิญเจอจากชั้นหนังสือของนายอ้วน (ที่เจ้าตัวยังไม่เคยอ่าน เขาบอกว่าสันปกมันสวยดีเลยซื้อมาประดับร้าน แต่ยังไม่ว่างอ่าน) เป็นนิยายผจญภัยในยุคปฏิวัติ อ่านแล้วเพลินปนง่วง สะลึมสะลือจนหลับไป

เช้าต่อมาผมนั่งกินข้าวต้มกับกับข้าวไม่กี่อย่าง ขึ้นว่าเป็นฝีมือนายอ้วนก็ดูจะอร่อยไปทุกอย่าง ผมซดหมดชามที่สามจึงได้เห็นว่านายอ้วนเดินเข้ามาพร้อมเมินโหยวผิงกลับมาจากการซื้อของสำหรับมื้อที่เหลือ ผมไม่มีอะไรทำจึงนั่งช่วยงานหน้าร้านเหมือนเดิม เสียดายที่ตลาดนัดตรงนั้นเป็นงานเฉพาะกิจแค่คืนเดียว แถมคืนนั้นมีงิ้วด้วยแต่ไม่มีโอกาสได้ไปดู จำแทบไม่ได้แล้วว่าได้ดูครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ นั่งเอ้อระเหยพักใหญ่โทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น ปลายเสียพูดอึกๆอักๆมีหรือผมจะจำไม่ได้ว่าใคร

“ว่าไงเหลาหย่าง” ผมทักทายปลายสาย รู้สึกห่างเหินบอกไม่ถูก ปกติการคุยระหว่างพวกเราแทบจะพูดคำด่าคำ

“ฉันว่าจะไปเดิน…เดินเล่นหน่อย เลยโทรมาชวนเผื่อว่างไปด้วยกัน มื้อเย็น…เย็นนี้จะให้นายเป็นเจ้ามือ” ฟังคำพูดจาดีๆจากเหลาหย่างพลันรู้สึกเหงาอย่างประหลาด

“ได้เลย ไปกินเนื้อกันให้พุงกาง” ผมตอบและนัดเวลากับเขา คุยกันต่อสักระยะจนเหลาหย่างขอวางสาย

นายอ้วนเดินมายืนเอามือเท้าคางกับตู้กระจกตรงที่ผมยืนอยู่ได้ครู่หนึ่งแล้ว เนื่องจากผมไม่คิดว่าการคุยโทรศัพท์ครั้งนี้จะเป็นความลับอะไรจึงไม่ได้สนใจ คุยต่อไปไม่คิดมาก แต่ดูจากหน้านายอ้วนแล้วเขาดูมีอะไรจะพูด เมื่อไม่พูดผมจึงพูดแทน

“เดี๋ยวฉันออกไปกับเหลาหย่างนะ”

“ไปคนเดียว?” นายอ้วนเลิกคิ้วถาม ผมยิ้ม จะให้ผมไปกับใครเรอะ? “ชวนเสี่ยวเกอน้อยมั้ย?”

คราวนี้ผมหน้าเหวอ “เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าเจ้าตัวอยากจะไปก็ไปได้ ว่าแต่อย่างเสี่ยวเกอจะไปกับฉันเหรอ? นี่คือไปเดินเล่นซื้อของกินข้าวนะ”

“นายนี่ไม่รู้อะไรซะแล้ว เสี่ยวเกอเห็นแบบนี้พูดน้ำไหลไฟดับเลยนะ” ผมเลิกคิ้วบ้าง นึกภาพตามไม่ออก “เอ๊า ตอนเป็นตาเหม่งจางไง”

“โอ๊ย นั่นมันตาเหม่งจาง! นี่เสี่ยวเกอ มันก็ไม่เหมือนกันแล้วมั้ย” เห็นนายอ้วนทำท่ามีแผน ผมจึงพูดดักไว้ก่อน “นี่ ไม่ได้จะบอกว่าให้เสี่ยวเกอปลอมตัวไปกับฉันนะ ไม่อย่างนั้นฉันประสาทตายแน่…”

“ทำไมวะ อย่างน้อยก็ปลอดภัยนะ แมลงหวี่แมลงวันยุงเหลือบไรไม่รบกวน อันธพานไม่กล้าหือ” นายอ้วนยิ้มร่า แนะข้อดีมาแต่ละข้อแล้วอยากกุมขมับ

“ไม่เอา จะไปก็ไปปกติเถอะ ถามเจ้าตัวดูก่อนว่าอยากไปรึเปล่า” ผมพรูหายใจยาว “ความจริง เหลาหย่างนี่ก็ไม่มีอะไรหรอก เขาจำอะไรไม่ได้แล้ว กับฉันยังไม่รู้จักเลย เรื่องอะไรที่ผ่านๆมาก็ลืมหมด นายคิดมากไปแล้ว คราวนี้ฉันก็จะระวังตัวด้วย” นายอ้วนทำหน้าไม่เชื่อถือ “โตๆกันแล้วนะ..”

“เออ เสี่ยอ้วนแค่เป็นห่วงเฉยๆ มีอะไรก็โทรมาแล้วกัน” เขาทิ้งท้าย ผมหยิบของที่จำเป็นใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินออกจากร้านพลางร่ายให้เขาฟังมาผมจัดการอะไรหน้าร้านไปบ้าง

 

เหลาหย่างรออยู่ที่จุดนัดพบ ในมือมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตาอ่าน ใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ฟอกสี ไม่มีแววหนุ่มซกมกเหลือให้เห็น มือกร้านนั้นถอดแว่นดำออกทันทีที่เห็นผม โบกมือทักทายกันตามเรื่องตามราว ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันเรียบร้อยเขาก็บอกผมว่าอยากจะไปเดินหาซื้อเสื้อผ้า ตั้งแต่ออกเดินทางเที่ยวกับแม่มา หลังแม่เสียก็ทิ้งข้าวของไปเกือบหมด เหลือติดตัวไว้ไม่มาก เราเดินทางไปย่านขายเสื้อผ้า ผมถามเขาเรื่องแบรนด์เนม เหลาหย่างบอกว่าหน้าตาเขากับแบรนด์เนมดูไปด้วยกันไม่ได้ ผมแนะให้เขาซื้อเก็บไว้สักชุดเผื่อได้ใช้ เขาตอบกลับมาเพียงว่าขอแค่ชุดดูดีหน่อยก็พอ ชีวิตนี้คงไม่ได้ติดต่อธุรกิจอะไรกับชาวบ้านเขา

“นายมีงบเท่าไหร่ อยากได้กี่ชุด เดี๋ยวจัดให้” ผมพูดอย่างนึกสนุก อารมณ์น่าจะคล้ายๆแต่งตัวตุ๊กตา เหลาหย่างตอบว่าตามใจ ผมจึงอดแซวไม่ได้ “โห งั้นจะถลุงให้หมดตัว”

“ถ้านายอยากได้…ได้ชุดไหนก็เอาเลยนะ จะซื้อให้” ท่าทางใจปล้ำขี้โอ่ ผมเห็นแล้วหมั่นไส้

“มื้อเย็นนายเลี้ยงข้าวฉันก็พอ ชุดฉันมีเยอะแล้ว เอาภัตราคารหรูๆเลยนะ”

“ได้…ได้เลย”

เราแวะกันที่ร้านขายพวกเสื้อเชิ้ตเป็นอันดับแรก เลือกให้สองสามชุดจ่ายเงินแล้วก็ออกมา ผมเพิ่งระลึกได้ว่าผมไม่มีช่วงเวลาแบบนี้สักเท่าไหร่ในชีวิตของผม ส่วนใหญ่มีอะไรก็ใช้ลูกน้องไปซื้อ เสื้อผ้าของผมก็มีอารองไม่ก็อาสามซื้อติดมือมาให้ ยิ่งไม่ตามแฟชั่นยิ่งดูไม่มีอะไรต้องซื้อหา วันๆอยู่แต่กับร้านไม่รู้จะแต่งหล่อไปให้ใครดู (และหวังเหมิงก็คงไม่ได้สนใจผมสักเท่าไหร่) นานๆมาทำอะไรแบบนี้ก็รู้สึกสนุกไม่หยอก

เลือกซื้อไม่นานของก็เต็มสองมือ เราแวะหาอะไรกินกันง่ายๆก่อนจะเดินต่อ พวกนาฬิกาหรือของใช้ติดตัวก็ซื้อกันสองสามอย่าง เหลาหย่างตัดสินใจซื้อนาฬิกาให้ผมเรือนหนึ่ง

“เฮ้ย ไม่เอา” ผมบอกปัด “อยู่ๆคนเพิ่งเจอกันจะซื้อของให้ทำไม?”

“รับเป็นค่าตอบแทนเถอะ ฉันไม่ค่อย…ค่อยมีเพื่อน มาเจอนายถูกชะตา ฉันชอบนายมากจริงๆ”

“ไว้เลี้ยงข้าวพอ” ผมยกมือห้าม “นายไม่รู้เหรอ เขาว่ากันว่าซื้อนาฬิกาให้นี่เหมือนซื้อเวลาให้อยู่ด้วยกัน และเมื่อนาฬิกาหยุดลงก็จบกัน”

เหลาหย่างหัวเราะ “ไม่…ไม่เห็นเคยได้ยิน”

“นายไม่ค่อยอ่านหนังสือจะไปรู้อะไร” ผมเผลอตัวพูดเรื่องเก่าไปด้วยความปากไว แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“อ่านนะ ฉันอ่าน…อ่านหนังสือเยอะมาก” มือของเขาจับมือผมเอานาฬิกาทาบดู “นี่มันเหมาะกับนายมากนะ”

ผมไม่ฟังบอกปัดเขาแล้วเดินออกมาไม่สนใจ สักพักเหลาหย่างเดินตามออกมา ที่ข้อมือมีนาฬิกาเรือนใหม่ยกอวดผม เมื่อเห็นพูดคุยหัวเราะปกติจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจคิด เดินไปฝั่งขายรองเท้าต่อ ผมได้รองเท้ากึ่งคอมแบตใส่สบายเท้ามาคู่หนึ่ง กะไว้ใช้ใส่ตะลุยไปไหนต่อไหน เหลาหย่างได้ผ้าใบคู่หนึ่งกับรองเท้าหนังหรูๆอีกคู่

“ใส่ไปส่องสาวสิท่า โก้มาเลย” ผมแซว เหลาหย่างส่ายหัวยิ้มๆ

“คนติดอ่างอย่างฉัน ใคร…ใครจะมาแล”

“ก็อย่าพูดสิวะ” หัวเราะยาวพ่วงท้ายไป เขาส่ายหน้าระอา

“เอาไว้ไปเที่ยวกับนาย…”

“โห รองเท้าไม่ใส่ก็ได้มั้ง” ผมนึกถึงสมัยเด็ก ไอ้หมอนี่วิ่งแจ้นมาหาผมชวนไปเล่นซน รองเท้ามันยังไม่ใส่ ลุยโคลนตีนเขรอะเข้ามาในบ้านโดนอารองบ่นยับเป็นวันยังเคยทำมาแล้ว ตอนโตมาสารรูปดูไม่ได้ยิ่งกว่านี้อีก เกือบหลุดปากกระแนะกระแหนไปก็ต้องยั้งตัวเองไว้

“เวลาจีบสาวจะได้ส่งนายไปคุยไง” ผมทำหน้าเบ้ใส่ คนอย่างผมส่งให้ไปคุยกับสาว นอกจากลูกค้ากับบรรดาญาติๆแล้วให้ผมไปเก็บแห้วจะง่ายกว่า

“ฉันมีคารมดีแค่เรื่องค้าขาย เสียใจด้วยจริงๆ”

เดินไปไม่ถึงไหนก็เมื่อยราวขาจะหลุดออกมา นึกถึงสาวๆที่มาเดินชอปปิ้งกันทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยก็รู้สึกนับถือขึ้นมาเล็กน้อย ผมเป็นพวกเดินไม่ทนมาแต่ไหนแต่ไร ถึงช่วงนี้สภาพร่างกายจะทนทานมากกว่าเมื่อก่อน แต่ให้เดินทั้งวันไม่หยุดผมสู้ไม่ไหวจริงๆ

เหลาหย่างเสนอหาร้านกินข้าวให้ผมเลือกตามใจ ไหนๆตอนนี้ก็ล่วงเวลาเย็นแล้ว ผมนึกถึงกับข้าวนายอ้วนที่บ้านก็หิว หาร้านแถวนั้นนั่งกินโดยเผื่อท้องกลับไปกินฝีมือนายอ้วนอีกรอบ เพื่อนผมคนนี้ยังกินจุเหมือนเคย สั่งมาเกือบหมดเมนูในร้าน กินเอาๆ เหลาหย่างเล่าว่าปกติกินคนเดียวไม่เจริญอาหารเท่าตอนนั่งกินกันครึกครื้น ทั้งยังไม่มีคนมานั่งกินเป็นเพื่อนนานมาแล้ว ทำไมไม่รู้ผมรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย

ก่อนเราแยกย้ายกันกลับเหลาหย่างเสนอตัวไปส่งด้วยการนั่งแท็กซี่ไปด้วยกัน ผมเห็นว่าสิ้นเปลืองเปล่าๆจึงปฏิเสธ

“พรุ่งนี้มาเจอ… เจอกันอีกได้ไหม?”

ผมคิดไม่แน่ใจ ต้องกลับไปถามนายอ้วนก่อนว่าพรุ่งนี้มีแผนจะทำอะไรกันไหม “ไว้ส่งข้อความบอกอีกทีนะ ฉันไม่แน่ใจว่าจะว่างไหม”

“ก็ได้ หวังว่าจะว่างมาเจอนะ ไป…ไปดูหนังกัน” เหลาหย่างพูดอย่างตื่นเต้น “ฉันไม่เคยดูเลย”

“ไว้ค่อยนัดกัน” ผมโบกมือลา

 

กลับถึงบ้านนายอ้วนแล้วถามหาข้าวก่อนเป็นอับดับแรก นายอ้วนกำลังนั่งกินอยู่คนเดียว ผมก็นึกประหลาดใจ พอถามหาเมินโหยวผิงเขาก็ส่ายหน้า รู้แค่ว่าทางนั้นพูดเพียงสักพักจะกลับมาเท่านั้น ผมตักข้าวใส่ชามแล้วมานั่งกินด้วยพลางเล่าเรื่องวันนี้ให้ฟัง มีเสื้อมาฝากนายอ้วนสองตัวกับกระเป๋าคาดเอวเผื่อเวลาลงกรวย เขาดูชอบ เทของในถุงออกดูและลองทาบเสื้อกับตัว เห็นว่าผมกะไซส์ตัวนายอ้วนผิดไปหน่อย มืออวบโบกปัดอย่างไม่ถือสา เขาว่าพอเขาผอมก็ใส่ได้ออกมาหล่ออยู่ดี จนถึงชิ้นสุดท้ายนายอ้วนหยิบกล่องออกมาจากถุง

“นี่อะไรน่ะ?” ผมชะเง้อตัวไปมองด้วยความสงสัย เห็นแบบนี้นายอ้วนจึงถือวิสาสะเปิดออกดู เป็นนาฬิกาข้อมือเรือนเดียวกับที่เหลาหย่างบอกว่าอยากซื้อให้ผม “ของนายติดมาในถุงแล้วจำไม่ได้หรือไง?”

“ไม่ ฉันไม่ได้ซื้อนาฬิกา” ผมรับของมาเก็บอย่างเดิม วางแยกไว้บนโต๊ะแล้วเล่าให้นายอ้วนฟัง “…นั่นแหละ ถ้าได้เจออีกฉันจะเอาไปคืน”

นายอ้วนหรี่ตามอง “เขาให้ก็รับเป็นน้ำใจไปเถอะ ใช้ไม่ใช้ก็เป็นสิทธิ์ของนายอยู่แล้ว อีกอย่าง นาฬิกาตัวเรือนสวยนายน่าจะใส่ขึ้น เสี่ยอ้วนว่าราคาคงไม่ได้แพงหูดับอะไร นายจะเรืองมากทำไมกับอีเรื่องแค่นี้”

ผมไม่ได้เรื่องมาก แต่อะไรบางอย่างมันขัดใจผม ไม่ใช่ว่าเหลาอย่างไม่เคยซื้ออะไรให้ แค่ครั้งนี้รู้สึกไม่ปกติอย่างไม่รู้จะอธิบายออกมายังไง หากจะว่ากันตรงๆ มันคงเป้นความรู้สึกแบบที่ว่า “..ไม่รู้สิ ฉันแค่ไม่อยากเก็บมันไว้”

คนร่วมโต๊ะหยิบกล่องขึ้นมาแกะสำรวจตัวเรือนรอบๆอย่างละเอียดราวกับจะหาตำหนิ ผมจึงถามเขาว่าทำอะไร “เห็นนายไม่สบายใจฉันก็เลยจะดูว่ามันติดเครื่องดักฟังอะไรเอาไว้ไหม”

“มันยิงเข็มยาสลบไม่ได้หรอกน่า” ผมพูดเพลียๆ “แล้วเก็บเข้าอย่างเดิมแล้วกัน พรุ่งนี้หากเหลาหย่างโทรนัดฉันจะเอามันไปด้วย คืนไม่คืนไว้ว่ากันอีกที”

“พรุ่งนี้ก็ไปอีก?” นายอ้วนเลิกคิ้วถามแต่ไม่มีแววประหลาดใจเท่าไหร่

“ว่าจะถามอยู่ พรุ่งนี้พวกเรามีแผนจะทำอะไรไหม ถ้าไม่ว่างฉันจะได้ปฏิเสธทางนั้น” ผมว่าอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “เห็นเปรยๆมาว่าอยากดูหนังนะ ก็คงจะไปดูแหละ”

“ไม่มี นายไปเหอะ” นายอ้วนกลับไปตั้งหน้าตั้งตากินอีกครั้ง “แต่นายจะกลับมากินข้าวอย่างวันนี้อีกรึเปล่า เสี่ยอ้วนจะได้ทำเผื่อ”

“อ้าว นี่นายไม่ได้ทำเผื่อฉันเหรอ?” ผมชะงักตะเกียบ กลืนผัดเต้าหู้ทรงเครื่องฝีมือเจ้าของบ้านลงคอ คนข้างผมส่ายหน้า

“เปล่า นี่ทำเผื่อน้องเสี่ยวเกอ”

ผมอึ้งปนตะลึง มองกับข้าวที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดแล้วกลืนแทบไม่ลง เต้าหู้ทรงเครื่องมีรสเผ็ดร้อนจากน้ำมันงาพริกเผาเหลืออยู่ไม่กี่ชิ้นในจาน รสชาติและกลิ่นหอมหวนของมันยังอวลอยู่ในปากและลำคอของผม “ทำไมนายไม่บอกฉันก่อน ฉันกินไปจะหมดอยู่แล้ว!” หากคายออกมาในสภาพเดิมได้ผมก็คงทำ รู้สึกผิดทวีคูณ

“ไฮ้! อย่าคิดมาก เสี่ยวเกอน้อยไม่กินมื้อเดียวไม่ตาย สองมื้อไม่ตาย อดได้สามวันเจ็ดวัน” นายอ้วนโบกตะเกียบไปมาไม่ใส่ใจ คราวนี้ผมวางตะเกียบ กินต่อไม่ลงแล้ว

เขาเห็นผมลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัวก็ไม่ได้เดินตามมา ผมเปิดตู้กับข้าว สำรวจทุกอย่างที่มีอยู่ในครัวว่าพอจะทำอะไรทดแทนส่วนที่ผมกินไปได้บ้าง พบว่ามีหมั่นโถวสองสามลูกกับหมูหยองนี่หน้าตาเหมือนของฝากอยู่หนึ่งห่อ ของสดไม่มีเหลือเลย ผมเดินวนไปวนมาในนั้นไม่รู้ทำอย่างไร สองอย่างนี้ปรุงอะไรได้ มันกินกับข้าวต้มได้ทั้งคู่โดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการใดเลยนอกจากเอาใส่ชาม แต่ผมรู้สึกผิด กับข้าวอร่อยร้อนๆที่นายอ้วนทำมันอยู่ในกระเพาะของผมเกือบหมดแล้ว

“นายจะเดินให้พื้นครัวทรุดเลยไหมฮะเทียนเจิน?” นายอ้วนเดินเลียบเข้าไปวางชามเปล่าในที่ล้างจาน “นายหาอะไรก็ถามฉัน ฉันเจ้าของบ้าน”

“หาอะไรให้เสี่ยวเกอกัน” ผมพูดหน้าเครียด นายอ้วนพ่นหัวเราะออกมา “ฉันเครียดนะ! เสี่ยวเกอจะกินอะไร มีแต่หมั่นโถวกับหมูหยอง ทำไมนายซื้อของมาน้อยอย่างนี้!”

“พรุ่งนี้เช้าว่าจะออกไปหาปาท่องโก๋มากิน เวลาทำกับข้าวก็ต้องใช้ของสด ตลาดก็อยู่แค่นี้เอง” เขาอธิบาย “แค่สองอย่างนี้น้องเสี่ยวเกอก็กินได้ พนันกันไหมว่าไม่บ่นอะไรด้วย นายคิดมากอะไรเนี่ย?”

ผมเกาหัวอย่างคิดอะไรไม่ออก ฟังเสียงหัวเราะก้องครัวก็ยิ่งหงุดหงิดจึงเดินหนีออกมา กลับไปที่โต๊ะกินข้าวเห็นเมินโหยวผิงเดินเข้ามาพอดี

“นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า ‘พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา’” นายอ้วนเดินไล่หลังผมมา เสียงหัวเราะยังไม่หายไป

เมินโหยวผิงนั่งลงตรงโต๊ะกินข้าว รู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป ครั้งนี้เขาดูเงียบกว่าปกติเสียอีก

ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรมากกว่านี้ นายอ้วนก็ยกกับข้าวออกมา อันได้แก่ ของสองสิ่งที่เหลือในครัว “ไปตักข้าวมาเสี่ยวเกอ กินก่อนค่อยว่ากัน”

 

เมินโหยวผิงกินกับข้าวสองอย่างที่เหลืออยู่บนโต๊ะจนหมด แล้วจึงเริ่มกินหมั่นโถวกับหมูหยองที่นายอ้วนแบ่งใส่ชามมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ ท่าทางกินเรียบเรื่อยก่อนจะกินช้าลงและหยุดในที่สุด ผมถึงได้รู้ตัวตอนสบตากับเขาว่าผมเอาแต่นั่งมอง หรืออาจจะขั้นจ้องเมินโหยวผิงเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ผม คนข้างตัวอีกคนก็นั่งจ้องกับเขาด้วย สายตาเมินโหยวผิงเหมือนถามว่าพวกเราจ้องอะไรกัน

“นายมาช้า กับข้าวไม่เหลือแล้ว” นายอ้วนพูดตรงไปตรงมา เห็นอย่างนั้นผมจึงรีบออกตัวบ้าง

“ฉันกินส่วนของนายเองแหละ ขอโทษที” ผมพูดเก้อๆ คนฟังทำท่าไม่ใส่ใจแล้วเริ่มกินต่อ

นิ้วเรียวจับตะเกียบได้สักพักก็วางลง เงยหน้ามาพูดกับพวกผมด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยปนอ่อนใจ “ฉันกินได้”

นายอ้วนถองเข้าสีข้างของผม “ฉันบอกแล้ว นายนี่ขี้กังวลหยุมหยิมจริงนะเทียนเจิน กลัวเสี่ยวเกอได้รับสารอาหารต่อมื้อไม่ครบห้าหมู่รึไง แย่กว่านี้ก็เคยกินกันมาแล้วทั้งนั้น หรือนายยกระดับตัวเองเป็นหม่าม๊าไปแล้ว?”

“นายก็ป่าป๊าล่ะวะ” ผมสวน ความรู้สึกผิดและกังวลหายไปสิ้น “เป็นว่าทำเผื่อฉันเลยนะทุกวัน จะกลับมากิน”

“ตกลงฉันเป็นแม่นายรึไง?” นายอ้วนตีไหล่ผมดังป้าบ “ว่าแต่เสี่ยวเกอไปไหนมา เจออะไรที่อยากเจอมั้ย?”

ผมกับนายอ้วนนั่งลงขนาบค้างเมินโหยวผิง สนใจว่าเขาไปไหนมา แน่นอนว่าคนที่กำลังรวบตะเกียบกับชามเปล่าไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากพยักหน้า เสียแรงลุ้นเปล่าๆปลี้ๆไปอีกครั้ง

 

หนังสือนิยายที่อ่านค้างไว้จากคืนก่อนอยู่ข้างหัวเตียง ผมหยิบมันขึ้นมาอ่านให้ตัวเองง่วง อ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็รู้สึกว่าในห้องไม่ปกติ ผมเหยียดตัวนั่งหลังตรง วางหลังสือลงบนตักก่อนจะพรูหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเงาของเมินโหยวผิงอยู่ตรงประตูห้อง เพียงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้เข้ามามากกว่านี้

“เข้ามาให้สุ้มให้เสียงหน่อยเถอะ” ผมกวักมือเรียก เขาไม่มาและยืนยันจะอยู่ตรงนั้น

“พรุ่งนี้จะออกไปอีกเหรอ?” เขาถาม ผมประหลาดใจแต่ก็พยักหน้า

“นายจะเอาอะไร หรือว่าอยากออกไปด้วยรึเปล่า?” เมินโหยวผิงไม่ตอบ กลับบอกเพียงว่าเสื้อผ้าของผมทั้งหมดแห้งแล้ว และอยู่ในตู้เรียบร้อย สุดท้ายก็หมุนตัวจะเดินออกไปดื้อๆ “เสี่ยวเกอ”

ปลายเท้าชะงัก หันกลับมามองผม คราวนี้เดินเข้ามาใกล้ขึ้นเมื่อยังไม่มีคำใดออกมาจากปากผม จนแสงจากไฟหัวเตียงกระทบใบหน้าอันเฉยชาของเขา เรามองหน้ากันอยู่แบบนั้น ผมเองก็ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้จะรั้งเขาไว้ทำไม แต่ก็เริ่มชวนคุยคลายบรรยากาศ

“วันนี้ไปไหนมา?”

“ในเมือง”

คำตอบสั้นกุดแทบทำเอาผมไปต่อไม่ถูก “ซื้อของเหรอ?”

“เปล่า” เมินโหยวผิงตอบประหยัดคำอีกครั้ง

“ไปตามหาอะไรบางอย่างเหรอ?”

“ใช่” ผมถอนหายใจ ถามต่อว่าเจอรึเปล่า เขาไม่ตอบ

“พรุ่งนี้อยากได้อะไรไหม?” ผมถามแม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขาจะตอบว่าอะไร แน่นอน เมินโหยวผิงส่ายหน้า “ขอโทษที่รั้งไว้ นายนอนเถอะ ขอบคุณสำหรับเสื้อนะ”

“เพื่อนของนาย ระวังเขาหน่อยก็ดี…” เมินโหยวผิงปิดท้ายเพียงเท่านี้และเดินออกไป

ผมไม่มีสมาธิอ่านนิยายต่อจึงปิดไฟ ลืมตามองดูเพดานในความมืด ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึก เหลาหย่างดูอยากเข้าหาผมอย่างผิดปกติ หรือาจจะปกติผมยังแยกไม่ออก ทุกครั้งที่เดินไปทั้งคำพูดและการกระทำผมระวังที่สุดแล้ว ทั้งยังจ้องจับผิดเหลาหย่างอยู่ด้วย ผมย้ำกับตัวเองในใจว่าจะไม่สนิทกับเขาเกินไปนัก ตราบใดที่ยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา

 

ช่วงบ่ายผมไปเจอเหลาหย่างตามที่นัดหมายกัน เดินเข้าโรงหนังโดยมือของกินและน้ำติดมือกันคนละชุด เหลาหย่างดูตื่นเต้นมาก ผมเองไม่ค่อยได้ดู เรียกว่าไม่ได้สนใจมันมานานมากแล้ว ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เราเลือกดูหนังแอคชั่นที่โปสเตอร์ดูสนุกๆแบบไม่ต้องคิดอะไร ในโรงฉายค่อนข้างร้างผู้คน ดีกับการที่เหลาหย่างดูไปตื่นเต้นไปอย่างออกนอกหน้าเกินพอดี สองชั่วโมงต่อมาเราก็ออกจากโรง ผมอยู่ในสภาพคนเพิ่งตื่น แอร์เย็นกับความมืดเข้ากันได้ดีกับอาการง่วงหงาวหาวนอน คนข้างตัวผมดูสนุกสนาน พูดถึงเนื้อเรื่องในฉากนั้นฉากนี้ ผมที่จำได้แค่ช่วงต้นได้แต่ตอบรับแกนๆอย่างขอไปที พอได้นั่งคุยในร้านอาหาร ผมจึงยกประเด็นเรื่องนาฬิกาขึ้นมา

“ฉันอยากให้นายจริงๆ” เหลาหย่างว่า “นายไม่รู้หรอกว่า…ว่าฉันดีใจมากแค่ไหนที่ได้มีเพื่อนที่นี่ ฉันไม่ได้…ได้มีเพื่อนมานานมากแล้ว ฉันอยากตอบแทนนาย…นายจริงๆนะ”

ผมลำบากใจ ถึงของจะไม่มูลค่าสูง แต่ก็อย่างที่บอก ผมแค่รู้สึกไม่อยากเก็บมันไว้

“ถ้านายรังเกียจก็…ก็เอาคืนมาก็ได้” ประโยคนี้กดดันผมได้ชะงัด สุดท้ายก็พูดไม่ออก พยักหน้ารับเป็นการยินยอมรับของ เหลาหย่างดีใจออกหน้าออกตา

“แค่ชิ้นนี้เท่านั้นนะ” ผมเอ่ยสำทับ จากหางตาเป็นเหลาหย่างยิ้มโล่งอก “สำหรับฉันคนที่เพิ่งเคยเจอมาซื้ออะไรแบบนี้ให้ กลับรู้สึกไม่น่าไว้ใจมากกว่า”

“ฉันต้อง… ต้องพูดยังไงนายถึงจะเชื่อ?” ร่างสูงตรงข้ามผมพูดเสียงอ่อนใจ ผมมองแล้วก็เพลียตามไปด้วย

“เอาเป็นว่าเชื่อไม่เชื่อก็ช่าง ชิ้นนี้ฉันรับไว้ ไม่ผิดคำพูดหรอก” เห็นอาหารขึ้นโต๊ะแล้วก็นึกขึ้นได้ จึงกล่าวเสริม “เย็นนี้ฉันต้องกลับไปกินข้าวกับเพื่อนนะ บอกไว้ก่อนว่าคงจะกลับเร็ว”

 

ถึงจะพูดว่ากลับเร็วก็เถอะ เหลาหย่างลากผมไปนู่นมานี่ ผิดกับตอนแรกที่ออกตัวกับผมว่าไม่ค่อยรู้ทางไปไหน ทั้งเข้าร้านหนังสือ ซื้อของกินของใช้ (ส่วนใหญ่เป็นของเหลาหย่าง) ช่างเป็นนักท่องเที่ยวที่รู้จักที่ทางดีกว่าผมที่มาอาศัยอยู่กับนายอ้วนไม่กี่วัน เขาเล่าว่าบางทีนอนไม่หลับก็ออกมาเดินเล่น ถึงร้านรวงจะปิดแล้วก็หมายตาไว้รอมาเดินด้วยกันกับผม ท่าทางของเขาดูเหงาอย่างบอกไม่ถูก ผมได้แต่ยิ้มและคิดถึงวันที่ผมต้องกลับบ้านขึ้นมา

“อีกไม่กี่วันฉันก็จะกลับบ้านแล้ว” ผมเปรย “แล้วนายจะอยู่ที่นี่ต่อรึเปล่า?”

เหลาหย่างเงียบคิดไปครู่ใหญ่ระหว่างเดินกลับที่พักของเขา ส่วนผมจะขึ้นรถจากป้ายข้างหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน ฉันรู้สึกว่าชอบที่…ที่นี่ เลยอาจจะอยู่ยาวๆ”

ผมพยักหน้ารับไม่ได้พูดอะไรต่อ ชะเง้อมองวี่แววของรถ

“ฉันรู้สึกว่าชาติที่แล้วฉันกับนายคงจะเป็นเพื่อนกัน แล้วได้มา…มาเจอกันอีกในชาตินี้” คนข้างผมพูดกลั้วหัวเราะ ผมอดหันไปมองจับสีหน้าไม่ได้ “อยู่กับนายสบายใจดี…ดีนะ ทั้งๆที่เพิ่งพบกันแท้ๆ”

“นายหัดคิดอะไรเพ้อเจ้อแบบนี้ สงสัยจะอ่านนิยายมากไปล่ะสิ” ผมแซว มือสองข้างซุกลงกระเป๋ากางเกงหนีอากาศที่เริ่มเย็น “แต่ก็นะ ถ้านายว่าแบบนั้นก็คงจะเป็นอย่างนั้นล่ะมั้ง”

“ฉันฝันล่ะอู๋เสีย ฝันว่านาย…นายกับฉันไปเดินป่าด้วยกัน ท่าทางหลบๆซ่อนๆยังกับจะไปขโมยอะไรสักอย่าง มัน…มันสนุกมาก แต่ตื่นมาฉันจำอะไรไม่ได้แล้ว” เหลาหย่างเล่าด้วยเสียงเรียบเรื่อย ผิดกับผมที่หันไปมองอย่างสนใจ “ช่วงนี้ฉันคงอ่าน… อ่านนิยายผจญภัยมากไปจริงๆ”

“มันก็ไม่ได้แย่นี่ น่าสนุกออกนะ” ผมเสริมไปว่าอยากรู้เรื่องราวต่อ อ้างเป็นตัวผมไม่ค่อยได้ออกไปผจญภัยอะไรอย่างในฝันของเขา มันก็น่าสนุกดีไม่น้อยถ้ามันเป็นเรื่องจริง

คุยกันอีกไม่กี่คำก็เห็นรถรับจ้าง ผมจึงเอ่ยลาเหลาหย่างก่อนจะยกมือขึ้นเรียกรถ เมื่อบอกจุดหมายปลายทางเรียบร้อย ช่วงจังหวะที่รถกำลังเคลื่อนตัว ผมแว่วได้ยินเสียงของเหลาหย่างที่ยืนบอกมือให้ผมริมเรียบทางเดิน

“อู๋เสีย… นายนี่โกหกไม่เก่งเหมือนเดิม…”

 

เปิดประตูร้านก็ปะทะเข้ากับกลิ่นไก่ผัดพริกเขียว กระเพาะอาหารส่งเสียงดัง ผมรุดเดินไปหานายอ้วนที่นั่งกินอยู่ที่โต๊ะ เหลือบมองเห็นซุปลูกชิ้นชามโตตั้งอยู่กลางโต๊ะจึงไม่รอช้า เข้าไปตักข้าวออกมานั่งร่วมวงอย่างกลัวเสียเวลาอันมีค่านี้ไป นายอ้วนบอกว่าวันที่ผมกลับเขาจะพาไปเลี้ยงหม้อไฟ ผมแย้งว่าอยากให้นายอ้วนทำมากว่า จึงโดนตีไหล่พร้อมส่งเสียงไม่พอใจ เขาว่าผมเอาแต่กิน ไม่ได้ช่วยตระเตรียมของ หม้อไฟหากอย่างกินให้ครบสูตรการเตรียมเองก็เป็นเรื่องยุ่งยาก ยิ่งไม่มีลูกมือแบบนี้ดูท่าต้องเริ่มเตรียมของตั้งแต่บ่าย ซึ่งนายอ้วนไม่คิดจะขยันแบบนั้น ผมจึงยอมอย่างว่าง่าย วางแผนล้างท้องตัวเองก่อนกินให้สาแก่ใจ

เมื่อถามถึงเมินโหยวผิงนายอ้วนก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนเคย เขาออกจากบ้านหลังจากที่ผมออกไปไม่นาย นายอ้วนก็ไม่ได้สนใจถามไถ่มากความ วุ่นกับการเตรียมร้านตามที่ผมจัดรายการให้ในตอนแรก ทั้งยังต้องเตรียมหาของเข้าร้านอีก

“เดี๋ยวเสี่ยวเกอก็หายตัวไปอีกหรอก” ผมพูดแม้จะคิดว่าตอนนี้เขาคงยังไม่ไปไหน

“โอ้ นายหันกลับมาสนใจเสี่ยวเกอแล้วเหรอ?” ได้ยินนายอ้วนหวังพูดเสียงเรียบเจือแววประชดจึงกระทุ้งให้เขาพูดต่อ “ก็เห็นนายไม่ได้สนใจอะไรนี่ ฉันก็นึกว่านายวางใจเรื่องนี้ไปแล้วซะอีก อันที่จริงนี่ก็เป็นโอกาสอันดีนะ ไหนๆตอนนี้เสี่ยวเกออยู่กับไม่อยู่ก็มีค่าเท่ากันแล้วในความรู้สึกของนาย”

“มันเป็นแบบนั้นตอนไหนกัน” ผมเถียง ชะงักเนื้อไก่ที่กำลังคีบใส่ปาก

“ตอนช่วงสองสามวันมานี้แหละ นายอาจจะยังไม่รู้ตัว แต่ฉันคิดว่าก็ดีนะ ทีนี้ถ้าเสี่ยวเกอน้อยอยากออกเดินทาง นายจะได้ไม่คิดมาก”

“ฉันไม่ได้–”

เสียงเปิดประตูทำผมชะงักไปอีกรอบ เป็นเมินโหยวผิงที่ใส่เสื้อฮู้ดตัวเก่งของเขา ผมเริ่มยาวปรกหน้าปรกตา เดินฝีเท้าเงียบมานั่งลงที่โต๊ะกินข้าวราวกับตั้งโปรแกรมเอาไว้แบบนั้น

“นี่คือสาเหตุที่นายตายยากสินะ…” นายอ้วนรำพันออกมา ผมเกือบหลุดขำ “ทำไมวันนี้กลับเร็ว อยากรู้จังว่าที่นายหายไปทั้งวันนี่ไปทำอะไรมา”

เมินโหยวผิงหยิบหมั่นโถวบนโต๊ะขึ้นมากินคำหนึ่งแล้วพูดเสียงเรียบ “โรงหนัง ร้านหนังสือ ร้านเครื่องเขียน กับตลาดตอนเย็น”

“โรงหนัง! พระเจ้า! นี่นายไปดูหนังเรอะ!” นายอ้วนระริกระรี้ถามจ่อ ผิดกับผมที่นั่งนิ่งไปด้วยทึ่งในคำตอบ

“เปล่า เดินแถวนั้น” จบคำของเมินโหยวผิงเป็นเสียงนายอ้วนบ่นเสียดมเสียดาย นึกว่าเสี่ยวเกอน้อยของเขาจะมีพัฒนาการมากกว่านี้

ผมวางตะเกียบ รู้สึกกินอะไรไม่ลง ความรู้สึกตื้อๆอุดอยู่ในคอ ทุกสถานที่ที่เมินโหยวผิงไปคือที่ที่ผมไป แบบนี้มันหมายความว่ายังไง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กที่ดูแลตัวเองไม่ได้ รู้สึกเหมือนโดนทรยศความไว้วางใจ กึ่งเสียใจกึ่งโกรธทั้งที่มีเหตุผลดีๆที่ฟังเข้าท่ามากมายขึ้นมาแย้งในหัวแต่ผมกลับไม่สนใจมัน ความคุกรุ่นอวลขึ้นหู

นายอ้วนความรู้สึกเร็ว ไม่นานก็จับได้ เขาทำทีเล่นทีจริงถามคนตรงหน้าอีกครั้ง “เอ๊ะ วันนี้เทียนเจินก็ไปดูหนังนี่ ไม่เจอกันเหรอ?”

เมินโหยวผิงไม่ตอบ

“นายตามฉันทำไม” ผมไม่คิดถ่วงเวลาดองความสงสัย พอได้พูดออกไปความโกรธจากไหนไม่รู้พุ่งตามขึ้นมาด้วย มือตบโต๊ะขึ้นข้าวผุดลุกขึ้น ทิ้งท้ายก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้อง “เมื่อวานก็ด้วยใช่ไหม? ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ ไม่ต้องให้นายมาตามคอยคุมคอยระแวงให้หรอก ห่วงเรื่องของตัวเองไปเถอะ!”

to be Continued….
_______________________________________________

Talk: ขอหยุดการฟลัดแต่เพียงเท่านี้ (ฮา)
ตอนนี้เป็นตอนที่เราโดนสั่งแก้เยอะมากเลยค่ะ คนพรูฟไม่ให้ผ่านเนื่องจากอาหารไม่ใช่อาหารที่คนปักกิ่งกิน(ตอนที่แล้วก็ด้วย….) เราแต่งด้วยความที่คิดว่า พวกกับข้าวพื้นฐานก็น่าจะเหมือนๆกันหมดล่ะมั้ง… ปรากฏว่าช่วงไหนอาหารออกก็โดนแก้ยับเลยค่ะ OTL
เราเป็นคนไม่ชอบกินอาหารจีนเลยค่ะ เพราะว่ามันเลี่ยน ติ่มซำก็กินได้น้อยมากๆ แป๊บๆก็อิ่มเอียน แต่เพราะตอนนี้ที่ทำเอาคนแต่งกุมขมับตอนเราพิมพ์ถึงเรื่องอาหาร เราจึงโดนลากไปกินที่ร้านอาหารปักกิ่งเป็นครั้งแรก
เปิดโลกเราสุดๆเลยค่ะ!
ค้นพบว่าอาหารจีนที่เราได้กินมาเกือบทั้งชีวิตเป็นของทางฝั่งฮ่องกงกับอาหารแต้จิ๋ว เราไม่เคยกินอาหารฝั่งปักกิ่งเลย
ปรากฏว่าเราชอบมันมากเลยค่ะ อร่อย และเป็นรสชาติที่ถูกปากเรา หากใครสนใจลองทาน เชิญได้ที่ร้านอาหารปักกิ่ง ณ สุขุมวิท 26 นะคะ (แต่พนง.98%ฟังไทยไม่รู้เรื่องค่ะ คนจีนแท้กันทั้งร้าน เวลาสั่งอาหารเลยชี้รูปเอา ดีที่คนพรูฟจำชื่ออาหารภาษาจีนกับสามารถบอกตามอาหารได้ เราเลยสบายไป ครั้งที่สองเราไปกินกับครอบครัวซึ่งไม่มีใครพูดจีนได้เลย ลำบากสุดๆเลยค่ะ แต่สนุกดี(ฮา)) ส่วนอาหารที่แนะนำ หากอยากรู้คอมเม้นมาเลยค่ะ เด๋วเราแนะนำให้ (ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด) อยากให้ทุกคนได้ไปลองทานกันดูนะคะ <3
พอได้กินก็เลยอยากจะเขียนถึงอาหารจากนายอ้วนเยอะๆ ตอนแต่งทรมานสุดๆเลยค่ะ คิดไปหิวไป อยากกินอีก อยากแต่งออกมาอีกเยอะๆ แต่คิดว่ามันน่าจะทำให้ออกทะเลกลายเป็นฟิคทำอาหารไปซะก่อน

ทอล์คจะยาวกว่าฟิคอยู่แล้ว พอแค่นี้ดีกว่า (หัวเราะ)

 

Advertisements

6 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 9

  1. อาส์ นี่แหละความน่ารักมุ้งมิ้งที่ฉันต้องการ
    มีหวงนิดอะไรหน่อยเหมือนจะเป็นหึงแอบเป็นห่วงอยู่ห่างๆ อุ๊อิ๊

    ปล. อู๋เสียอ่านโคนันคุงกับชายชุดดำด้วย

  2. ช๊อตที่เหลาหย่างพูดลอยๆว่า นายยังโกหกไม่เก่งเหมือนเดิม นี่เล่นเอาขนลุกเลยค่ะ แอบน่ากลัวมาก

    นายเมินก็น่ารักเหมือนเดิม555+

    โอ๊ะ มีแนะนำร้านอาหารจีนด้วย ไว้จะหาโอกาสไปโดน

    • น่ากลัวในความหมายไหนคะ? (สงสัยนิดนึง)
      เราเป็นพวกแต่งซีนน่ากลัวๆไม่เก่ง ถ้าน่ากลัวในความหมายของ อ่านแล้วรู้สึกกลัวเพราะมันน่ากลัว (งงไหมคะ…) เราจะดีใจมากค่ะ กร๊าก

      หรืออาจจะกลัวในแง่ของเหลาหย่างเป็นสตอกเกอร์….. #ที่จริงก็ใช่ #รักนะเหลาหย่าง

      • ใช่ค่ะ กลัวแบบทำให้รู้สึกว่าน่ากลัว เราเองก็ไปคิดว่าหลาอย่างจะมีเจตนาไม่ดี เรื่องจะบานปลายเลวร้ายนู่นนี่นั่น 555+ เป็นเพราะเสี่ยวเกอเตือนอู๋เสียบ่อยๆด้วย เลยคิดไปว่าเหลาหย่างจะกลายเป็นผีร้าย ^^ว แต่สรุปออกมาแบบนี้ก็น่ารักดีค่ะ น่าสงสารด้วย…นายแว่นกิ่งสำฤทธิ์ ;v;

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s