[Daomu fanfiction] 等待着你 – 10

– 10 –
孤单 – Lonely

______________________________________

ค่ำคืนผ่านไปอย่างไม่น่าอภิรมณ์นัก ผมนอนไม่หลับด้วยความหงุดหงิดในใจ สายตาของนายอ้วนที่มองตามตอนเดินแยกตัว ผมก็เข้าใจมันได้เป็นอย่างดี ผมเข้าใจด้วยว่าเมินโหยวผิงทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ความที่รู้และเข้าใจทุกอย่างไม่อาจต้านความน้อยเนื้อต่ำใจไปจนถึงความโกรธในตัวของผมได้ และรู้ดีด้วยความตัวผมในเวลานั้นช่างไร้เหตุผลสิ้นดี คำพูดไม่หวนคืน เอากลับคืนมาไม่ได้ ผมรู้ว่าทำอะไรบางอย่างพังทลาย แต่ยังไม่รู้ทางประกอบมันกลับคืน

จนพระจันทร์คล้อยผมก็ยังนอนไม่หลับ ลุกขึ้นเปิดหน้าต่างรับลมหนาวด้านนอก ความเย็นของลมเยือกเข้าถึงในอก ผมเสียใจ… และผมไม่รู้จะสื่อมันออกไปอย่างไร

พระเจ้าไม่ให้โอกาสนั้นแก่ผม เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าเมินโหยวผิงออกจากร้านไปแล้ว นายอ้วนบอกผมประหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดา สีหน้าดูสะใจเล็กน้อยที่เห็นผมกระวนกระวาย เช้านั้นทั้งเช้าผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากอ่านหนังสือหน้าเดิมๆอย่างไม่มีสมาธิ ซดชาหมดไปหลายกา ขนาดนายอ้วนให้ไปช่วยดูร้านยังทำผิดๆถูกๆจนโดนไล่ให้มานั่งมองหนังสือพิมพ์เหมือนเดิม

ล่วงบ่ายเหลาหย่างติดต่อหาผม ผมไม่มีกะใจจะออกไปไหนทั้งนั้นจึงบอกปัดไปว่าไม่สบายนิดหน่อย คุยกันอีกสองสามคำก็วางสาย จากนั้นผมก็เริ่มเดินวนไปวนมาในร้าน

“ให้มันได้อะไรวะเทียนเจิน นายไม่เมื่อยแต่ฉันเวียนหัวว้อย!” นายอ้วนว่าพลางปากระดาษใบเสร็จขยำเป็นก้อนใส่ผม

“ฉันไม่รู้!” ผมพูดตามตรง นายอ้วนกลอกตา จับผมนั่งหน้าหนังสือพิมพ์เหมือนเดิมและทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

“เรื่องมันก็ง่ายๆ เรื่องนี้ต่อให้ฉันไม่ชี้นายก็น่าจะเห็นทางอยู่แล้ว” เขาว่าก่อนจะปรับพูดด้วยเสียงเรียบเอื่อยไม่แยแสโลกเลียนแบบคนที่ไม่อยู่ “นายไม่คิดว่ามันแปลกมากเหรอ.. นายยุ่งเรื่องของฉันได้ แต่ฉันยุ่งเรื่องของนายไม่ได้………… แบบนี้มันไม่แฟร์ ว่ามั้ยเทียนเจิน?”

“เออ ฉันรู้” ผมยกสองมือขึ้นขยี้หน้า “แต่ฉัน…ฉันโมโห! นายเข้าใจมั้ย?!” นายอ้วนพยักหน้าตอบ ผมเห็นแล้วจึงว่าสืบไป “ฉันโมโหตัวเองที่ดันโมโหกับเรื่องแค่นี้ แต่เมื่อวานฉันห้ามตัวเองไม่ได้จริงๆ ฉันเข้าใจด้วยว่าเสี่ยวเกอทำไปเพราะว่าเป็นห่วงแต่มันเหมือนโดนทำลายความเชื่อใจ ฉันดูพึ่งตัวเองไม่ได้เลยใช่ไหม?”

นายอ้วนแม่งพยักหน้า “มันไม่เกี่ยวว่าพึ่งตัวเองได้ไม่ได้ ยกตัวอย่างตอนลงกรวย เสี่ยวเกอแยกไปนู่นมานี่ นายก็เป็นห่วงเหมือนกันทั้งๆที่ตัวนายเองยังเอาตัวไม่รอด พอกันแหละ บนดินนี้เสี่ยวเกอมีทักษะการดำรงชีวิตติดลบก็ยังจะห่วงนาย เก็ตมั้ย?”

“เออก็เข้าใจแหละเรื่องนั้น” ผมกุมหัวตัวเอง “แล้วฉันจะมองหน้าเสี่ยวเกอยังไง”

“ก็มองปกติ จะมองท่ายากทำไม ฉันว่าเดี๋ยวน้องเสี่ยวเกอก็ลืม…. ยังไงสักวันก็ลืมอยู่แล้วนี่” นายอ้วนยักยิ้มอย่างน่าโมโห “ไม่เชื่อรอน้องเสี่ยวเกอกลับมาดู พูดน้อยต่อยหนักเหมือนเดิมแหละ เลิกคิดมากเดินไปเดินมาซะที ว่างแล้วมาช่วยงานหน่อยก็ดีนะ”

ผมยุติเรื่องไร้สาระเพียงเท่านี้ ไปช่วยนายอ้วนจัดการหน้าร้านอย่างมีสมาธิมากขึ้น ในใจยังกังวลอยู่เล็กน้อย แต่คิดว่าหมกมุ่นตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ช่วยเจ้าของร้านจัดนู่นจัดนี่ตามสภาพ จัดเรียงสินค้าตามความเหมาะสม อะไรควรไว้ในตู้โชว์ อะไรควรวางตามระดับสายตาลูกค้าเพื่อดึงดูด เสร็จเรียบร้อยในเวลาไม่นาน จากนั้นย้ายไปจัดหนังสือประดับร้าน เล่มไหนน่าสนใจผมแยกเอาไว้อ่านก่อนนอน ส่วนใหญ่เป็นนิยายช่วงสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม จัดไปด้วยเปิดอ่านไปด้วย ผมกับนายอ้วนรู้ตัวอีกทีตอนลูกจ้างในร้านขอลากลับ จึงเร่งมือทำให้เสร็จก่อนเวลาเตรียมมื้อเย็น

เมื่อนายอ้วนเห็นร้านเรียบร้อยขึ้นก็พึงพอใจเดินเข้าครัวไป ผมเสนอตัวเป็นลูกมือหยิบจับ วันนี้นายอ้วนทำหมูผัดเครื่องเทศกับซอสหวาน หั่นแตงกวากับแครอทหันเป็นเส้นวางเป็นผักเคียง เตรียมเต้าหู้สไลด์เป็นแผ่นบางๆไว้ใช้ห่อตอนที่จะกิน ตามด้วยกับข้าวอีกสองอย่างคือแป้งโรตีทอดและเนื้อผัดแบบเสฉวน เห็นแล้วน้ำลายสอ แอบหยิบชิมไปหลายคำจนนายอ้วนบ่นไล่ผมออกจากครัว เมื่อทุกอย่างเสร็จพร้อมขึ้นโต๊ะไม่นานเมินโหยวผิงก็กลับมา

 

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่แย่อย่างที่ผมคิดไว้ เราต่างคนต่างกิน ฝีมือนายอ้วนอร่อยจนผมคิดอยากยุให้นายอ้วนเปิดร้านอาหาร เมินโหยวผิงจ้วงเข้าปากราวกับไม่รับรสแต่ก็กินหมดในเวลาไม่นาน พวกเรานั่งย่อยกันพลางจิบชาร้อน เจ้าของบ้านก็เริ่มชวนคุยเรื่อยเปื่อยเมื่อเห็นเมินโหยวผิงมีหนังสือติดตัวกลับมาเล่มหนึ่ง สภาพเก่าพอสมควรดูจากขอบกระดาษที่เก่าเหลือง หน้าปกฉีกหายไปกว่าครึ่ง

“แปลกตาดีแฮะ น้องเสี่ยวเกอสนใจพวกนิยายด้วยเหรอ?”

“นี่ไม่ใช่นิยาย” เขาตอบสั้นๆ เมื่อเห็นผมกับนายอ้วนมองอย่างสนใจก็ขยายความเพิ่มขึ้นอีกนิด “นี่คือหนังสือฮวงจุ้ยสิบหกอักษร”

ผมพยักหน้าแต่ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมเมินโหยวผิงจึงติดใจหนังสือเล่มนี้

“นายไปได้มาได้ยังไงน่ะ?” นายอ้วนท่าทีสนใจมันมากกว่าผม ตาเขาเป็นประกาย ผุดลุกขึ้นไม่รู้ตัว

“ขยายความที คนแต่งนี่ดังมากเลยเหรอ? หรือเป็นหนังสือหายาก?” ผมเกิดความสนใจขึ้นมาบ้างจากท่าทีของนายอ้วน เขาเบ้ปากใส่ผม

“เทียนเจินเอ๊ย พวกเราชาวกรวยไม่มีใครไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของหนังสือเล่มนี้หรอกนะ มันเป็นหนังสือสอนดูฮวงจุ้ยที่มีประโยชน์ต่อการลงกรวยมากที่สุด ทั้งยังสามารถทำนายตำแหน่งของกรวยแต่ละที่ได้ด้วย” นายอ้วนจิบชาอึกหนึ่งก่อนจะขอหนังสือจากเมินโหยวผิงมาเปิดดูผ่านๆ “เล่มนี้มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประธานเหมารุ่งเรือง มันเก่ามากและหาได้ยากมากด้วย ตกลงน้องเสี่ยวเกอไปได้มาจากไหน?”

เมินโหยวผิงตอบเพียงแค่มีคนให้มา นายอ้วนและผมเบิกตากว้าง จุดนี้น่าทึ่งมากกว่าตัวเล่มหนังสือเสียอีก!

“มีคนให้?” นายอ้วนย้อนคำ “นายมีเพื่อนที่นี่ด้วยเรอะ?!”

“บังเอิญเจอกันน่ะ คุยกันเห็นถูกชะตาก็เลยให้มา”

โอ้ นี่แม่งเรื่องสะเทือนวงการมาก ผมแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าคุยกันยังไงถึงถูกชะตาเมินโหยวผิงที่กลัวดอกพิกุลจะร่วง นี่มันดูน่าสงสัยยิ่งกว่าที่มาของนาฬิกาข้อมือที่เหลาหย่างซื้อให้ผมไปหลายขุม

ผมกับนายอ้วนมองหน้ากัน อยากง้างปากเมินโหยวผิงแทบขาดใจ จะเล่าทั้งทีเล่าให้ละเอียดเสียหน่อยก็ไม่ได้ นายอ้วนจึงทำเป็นเล่นเกมยี่สิบคำถามอย่างไม่ลดละ “แล้วไปเจอกันได้ยังไง?”

“ท้ายตลาด” ตอบสั้นจนคนฟังละเหี่ยใจ

“แล้วไหงนายก็รับมาง่ายๆล่ะ?” นายอ้วนยังคงรุกถาม

“ไม่รู้ แค่มีความรู้สึกว่าฉันน่าจะเจออะไรบางอย่างในเล่มนี้”

เมินโหยวผิงรับหนังสือคืนจากมือนายอ้วนและเดินขึ้นชั้นบนโดยไม่พูดอะไรต่อ ผมมองตามแผ่นหลังที่ไม่เคยคลายความลึกลับลงเลย ขายาวเดินพ้นบันไดไป นายอ้วนก็ตบโต๊ะเสียงเบา

“นี่แม่งต้องมีเงื่อนงำ! จะมีใครถูกชะตาน้องเสี่ยวเกอขนาดให้หนังสือมีค่าขนาดนี้”

“เห็นด้วย… แต่เรื่องถูกชะตามันก็ต้องมีกันบ้างนะ ถึงเสี่ยวเกอจะแทบไม่พูดเลยก็เถอะ” ผมลองคิดถึงความเป็นไปได้ดู ยิ่งคิดยิ่งสงสัย

“อู๋เสีย พรุ่งนี้เตรียมตัว หากน้องเสี่ยวเกอออกจากบ้าน เราน่าจะสะกดรอยตามไปดูกันสักหน่อย”

“เฮ้ย จะดีเหรอ อย่างเสี่ยวเกอเนี่ย ยังไม่พ้นหน้าบ้านก็จับพวกเราได้แล้วมั้ง” ผมเบรคความสิ้นคิดของนายอ้วนทันที

“เชื่อมือเสี่ยอ้วนเถอะ อยู่มาระดับนี้ฝีมือไม่ใช่ขี้ๆนะ”

ผมจนปัญญาจะเถียง ใช่ว่าจะดูถูกฝีมือนายอ้วน เพียงแต่อีกฝ่ายเป็นถึงเมินโหยวผิงไม่รู้จะตามไปได้ไกลขนาดไหน เสียแต่ที่ผมเองก็อยากรู้ แลพผมห้ามตัวเองไม่ให้ใส่ใจไม่ได้ด้วย เมื่อเห็นหนทางก็อยากจะลองดูสักตั้ง นายอ้วนวางแผนคร่าวๆให้ฟัง สอนวิชาสะกดรอยตามเบื้องต้นให้มือใหม่อย่างผม พรุ่งนี้นัดกันตื่นเช้าเป็นพิเศษเพื่อดักรอ ผมพยักหน้าแกนๆยอมทำตามแผนที่ไม่รู้มีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จแค่ไหน

 

เป้าหมายออกจากบ้านในช่วงเวลาสาย ไม่มีของพกติดตัวสักอย่าง ผมกับนายอ้วนตามไปที่ระยะห่างสองร้อยเมตรอย่างต่ำ มองเป้าหมายแทบไม่เห็น แต่กับเมินโหยวผิงก็ต้องระยะนี้หากจะไม่ให้รู้ตัว ตามไปพักใหญ่ก็ไม่เห็นเป้าหมายจะทำอะไรนอกจากเดินเรื่อยเปื่อย บางทีก็หยุดมองกำแพงอย่างไม่มีความหมาย ไม่เข้าร้านสักร้าน ได้แต่เดินไปเรื่อยไม่มีจุดหมายปลายทาง ผมกับนายอ้วนเริ่มเมื่อยจากการต้องหลบตามจุดต่างๆ แต่ยังไม่มีใครท้อที่จะตามต่อ หมายว่ายังไงก็จะรอให้เจอเพื่อนใหม่ของโหยวผิงให้ได้

ตามมากว่าสองชั่วโมงเราก็เริ่มเบื่อ เป็นผมกับนายอ้วนผลัดกันเฝ้ามองเป้าหมายแทน บางทีก็แยกไปซื้อของกินมารองท้องกันบ้าง ความจริงจังจากเริ่มแรกลดลงกว่าครึ่งแต่ยังไม่ถอดใจ หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนเข้ามาทักเป้าหมายที่เราจับตาดูกันอยู่ ท่าทางฝ่ายนั้นดูสนิทสนม ตบไหล่แตะแขนเหมือนรู้จักกันมานาน อีกฝั่งกับยืนนิ่ง เฉยชา ไม่พูดอะไรออกมาสักครึ่งคำ

“ไม่ได้ยินเลยว่าคุยอะไรกัน เราเข้าไปใกล้กว่านี้หน่อยเถอะ” นายอ้วนว่าก่อนย้ายขยับร่นระยะจนถึงแค่พออ่านริมฝีปากได้ “วุ้ย! ไอ้หมอนั่นพูดทีหันซ้ายหันขวา มองยากชะมัด”

คนรูปร่างสูงกอดคอกึ่งลากเมินโหยวผิงไป เราก็ตามกันต่อในระยะที่ใกล้ขึ้น ผมเริ่มกดดัน ระยะนี้เมินโหยวผิงหรือคนข้างๆอาจจะรู้ตัวก็ได้ จึงพยายามรั้งนายอ้วนให้ห่างออกมาหน่อย ดีที่เห็นว่าเหตุผลของผมฟังขึ้น

เป้าหมายผลุบหายเข้าไปในร้านน้ำชา ทำอะไรไม่ได้นอกจากซุ่มรออยู่ด้านนอก ผมยืนฟังนายอ้วนบ่นโดยไม่ออกความเห็นใดๆด้วยทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อย

“มาเดินซื้อของกันเหรอ?”

เสียงทักทำเอาผมกับนายอ้วนสะดุ้ง หันไปเจอเหลาหย่างขยับแว่นหน้าตายิ้มแย้มก็พรูลมหายใจโล่งอกออกมา

“เหลาหย่าง นายมาทำอะไรที่นี่?” ผมลูบอกตัวเองโล่งใจ นึกว่าเมินโหยวผิงเดินอ้อมมาดักหลังพวกผมเสียแล้วในทีแรก

“มาหาที่อ่าน… อ่านหนังสือน่ะ”

“ร้านนั้นเหรอ?” นายอ้วนชี้ร้านข้างหน้าที่เป้าหมายของพวกเราหายเข้าไป พอเหลาหย่างพยักหน้านายอ้วนก็ยิ้มกว้างจนผมเย็นสันหลัง “ดีเลย อู๋เสีย… นายก็ไปด้วยสิ”

ว่าแล้วไหมล่ะ!

“จะบ้าเหรอ! เข้าไปยังไงไม่ให้เห็นได้ ฉันปลอมตัวไม่ได้ แล้วตัวก็ไม่ได้เล็กเลยนะ!”

“เอาน่า ให้เพื่อนนายเดินบังให้ก็สิ้นเรื่อง อย่างฉันเข้าไปที่เป็นตัวเรียกความสนใจมากกว่า เอาเป็นว่าฉันจะรอข้างนอกแถวนี้แล้วกัน ยังไงก็ฝากด้วยนะเหลาหย่าง”

เพื่อนผมพยักหน้ารับทั้งที่ยังงงๆ นายอ้วนตบบ่าเหลาหย่างหนักๆสองที ก่อนจะผลักตัวผมให้อีกคนพาเดินไปในร้านอย่างว่าง่าย

 

ร้านน้ำชาคนค่อนข้างบางตาให้ผมระแวดระวังมากขึ้น ยังดีที่ตาไวเห็นจุดที่อีกฝ่ายนั่งตั้งแต่ก้าวเข้าร้าน จึงชวนเหลาหย่างนั่งโต๊ะที่ไม่เป็นจุดสังเกตนัก แต่ระยะก็ยังไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียง ผมจึงใช้วิธีลอบอ่านริมฝีปาก ที่คุยกันค่อนข้างไร้สาระ แถมเป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียวด้วย

“ตกลงนายเล่น… เล่นอะไรกันอยู่เหรอ?” เพื่อนร่วมโต๊ะของผมถามด้วยท่าทีสนใจ “สะกดรอย… รอยคดีชายชู้?”

ผมแทบพ่นน้ำชาใส่หน้าเหลาหย่าง “เอ่อ… ฉันไม่ได้ทำงานนักสืบหรอกนะ”

เหลาหย่างหัวเราะ “ฉันจำหน้า… หน้าเพื่อนนายคนนี้ได้น่า ตามประกบคน…คนที่น่าสงสัยอยู่ใช่ไหม?”

เนื่องจากไม่รู้จะอธิบายสถานการณ์นี้ยังไง ผมจึงเลี่ยงพูดเรื่องอื่นแทน ชวนเหลาหย่างคุยเรื่องนิยายที่เขาตั้งใจจะมานั่งอ่าน พลางลอบอ่านริมฝีปากอีกโต๊ะไปด้วย ยังไม่มีอะไรน่าสนใจ ทีแรกผมกับนายอ้วนเดาว่าอาจจะเป็นทีมคลำทองมาทาบทามเมินโหยวผิงลงกรวย แต่จากที่ดูการคุยไร้สาระเรื่อยเปื่อยจึงทิ้งความคิดนั้นไป ละสายตากลับมาเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะนั่งยิ้มๆจึงเก้อกระดากเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อครู่ที่ผ่านมาผมไม่ได้ฟังเขาพูดเลยสักคำ

“ไม่เป็น… เป็นไร ทำงานของนายเถอะ ฉันจะนั่ง… อ่านนิยายอยู่ที่นี่แหละ” เขาพูดอย่างเข้าใจ

ผ่านไปไม่นานนายอ้วนส่งข้อความเข้ามือถือของผมเพื่อถามความคืบหน้า ผมพิมพ์ตอบกลับไปตามตรงว่าไม่มีอะไรเพิ่มเติมทั้งนั้น ตอนนี้ก็เริ่มหิวมากแล้ว อยากกินอาหารจัดเต็มแบบไม่ใช่ของกินเล่น เมื่อเห็นนายอ้วนยกเลิกแผนการชวนผมไปกินข้าวผมก็ลาเหลาหย่าง เพื่อนผมใจดียอมเป็นโล่เดินไปส่งนอกร้าน

“เสียเที่ยวเป็นบ้า ไปกินข้าวแล้วไปนอนผึ่งพุงที่บ้านที่กว่า” นายอ้วนบ่น “ที่จริงเรื่องนี้อาจจะไม่มีอะไรในก่อไผ่เลยก็ได้นะ”

ผมพยักหน้ารับ “ก็คงอย่างนั้น คนมีงานร้อนไม่คุยเรื่อยเปื่อยนานขนาดนี้หรอก”

“แล้วนายไปกินด้วยกันไหม ครั้งนี้รบกวนเวลาส่วนตัวของนายจริงๆ ฉันเลี้ยงเอง” นายอ้วนเอ่ยชวนเหลาหย่าง เขามีทีท่าลังเล เมื่อนายอ้วนพูดชวนซ้ำเขาจึงตกลงด้วยท่าทีเกรงใจ

 

เราเดินไปร้านอาหารพื้นเมืองค่อนข้างไกลจากร้านน้ำชา ตกแต่งสวยงามตระการตาจนแทบอยากเรียกภัตรคารมากกว่าร้านอาหาร เสาในร้านสีแดงสดมีรูปวาดมังกรสีทองพันเสา มีโคมแดงกระดาษระย้าจากเพดานตามจุดต่างๆ เงยขึ้นมองพบว่าร้านมีสองชั้น ด้านบนน่าจะแบ่งเป็นห้องเพื่อความส่วนตัว พวกเรานั่งกันที่โต๊ะสี่เหลี่ยมใกล้ประตูร้าน เป็นที่เดียวที่ว่างอยู่

หลังจากสั่งอาหารนายอ้วนก็ชวนเหลาหย่างคุย ท่าทางดูเป็นมิตรแต่ผมดูแล้วคิดว่านายอ้วนชวนคุยอย่างมีจุดประสงค์จับผิดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผมไม่ใส่ใจจะห้าม ระวังตัวย่อมดีกว่าเผลอเรออยู่แล้ว

อาหารทยอยขึ้นโต๊ะจนครบ พวกเราทั้งกินทั้งคุยกันอย่างออกรส นายอ้วนแนะนำที่เที่ยวตามเส้นถนนวัฒนธรรมหลิวหลีฉ่าง ทั้งยังชวนไปอุดหนุนของเก่าที่ร้านตบท้าย กินจนอิ่มแล้วต่อด้วยของหวาน จนผมต้องออกปากบ่นว่าพื้นที่ในกระเพาะอาหารของผมอาจจะไม่มีที่ว่างสำหรับมื้อเย็น

ออกจากร้านอาหารกันในสภาพอิ่มจนแทบเดินไม่ไหว เหลาหย่างหัวเราะกับท่าทางของผม ไม่ลองมาเป็นผมดูไม่รู้หรอก มื้อนี้ทั้งนายอ้วนและเหลาหย่างราวกับแข่งกันคีบอาหารให้ผมจนพูนจาน กินเอาๆไม่รู้ตัว

“งั้นแยกย้ายล่ะ” ผมล่ำลาเหลาหย่าง

“นายจะกลับบ้าน… บ้านวันไหน?”

“อืม… อีกสักสองวันมั้ง อยู่ที่นี่นานจะเป็นตัวขี้เกียจแล้ว” ผมพูดติดตลก รู้แก่ใจดีว่าต่อให้ผมกลับร้านผมก็ไปนั่งขี้เกียจอยู่ดี “แล้วนายล่ะ?”

“ไม่รู้เหมือนกัน” เขาตอบยิ้มๆ “แต่ว่าจะแวะไป… ไปที่ร้านนะ”

“เชิญเลยๆ มาดูมานั่งเล่นเป็นลูกค้าก็ไม่ว่ากัน” นายอ้วนเชิญ “อย่าลืมว่าถ้าสนใจสินค้าตัวไหน ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนอู๋เสีย ฉันลดให้พิเศษอยู่แล้ว”

“จะว่าไป เมื่อวันก่อนนาย… นายบอกว่าไม่ค่อยสบาย หาย…หายดีแล้วรึยัง?” เหลาหย่างพูดพลางแตะหลังมือบนหน้าผาก

ผมอ้าปากค้าง นึกไม่ออกว่าไม่สบายตอนไหน จนนายอ้วนเตะเข้าที่ขา จึงนึกออกว่าเมื่อวานผมบอกปัดเขาไปด้วยข้ออ้างนี่ “ก็ดีขึ้นมากแล้วล่ะ”

 

“เพื่อนนายเหรอ?”

 

เสียงดังขึ้นจากไม่ไกลทำเอาพวกเราหันกลับไปมอง พบเมินโหยวผิงยืนนิ่งมองสบตาเย็นเยียบ คนข้างตัวเขามองพวกผมก่อนจะเข้ามาแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร

“พวกคุณรู้จักกันใช่ไหม?” คนแปลกหน้าถาม “ผมเห็นหมอนี่เดินตรงดิ่งมาเลย แล้วก็มายืนมองเฉยๆ แต่ทึ่งมากเลยนะที่หมอนี่มีเพื่อนเยอะขนาดนี้ ผมเทียนจื่อ เพิ่งรู้จักเสี่ยวเกอเมื่อวาน”

ผมโดนเขย่ามืออย่างงงๆ สายตาผมยังอยู่ที่เมินโหยวผิง นัยน์ตานั้นราวกับจะมองทะลวงเข้าไปหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะหลบมามองเพื่อนใหม่ทักทายคนทั้งกลุ่ม

“คุณที่ให้หนังสือเสี่ยวเกอมาใช่ไหม น่าสนใจมากเลยทีเดียว” นายอ้วนยิ้มแย้ม พลางหย่อนเบ็ดว่าเป็นพวกอยากศึกษาฮวงจุ้ยเพื่อเปลี่ยนแปลนบ้าน

“โห… เสี่ยวเกอเล่าเรื่องของผมให้ฟังเยอะเลยสินะ” เปล่า… ไม่พูดอะไรเลยต่างหาก “ผมนึกว่าเขาเป็นคนเงียบๆเสียอีก”

พวกเรายิ้มแบบอยากสื่อให้รู้ว่าที่เขาเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว นายอ้วนถามสืบไป “คุณไปได้หนังสือเก่านี่มาจากไหนน่ะ มันหายากมากๆนะ”

“ผมได้มาอีกทอดนึงแหละ เห็นเสี่ยวเกอทำท่าสนใจผมเลยยกให้” เทียนจื่อพูดง่ายๆ สองมือล้วงกระเป๋าท่าทีเป็นคนสบายๆ สูงกว่าผมเกินคืบ เดาอายุว่าไม่น่าต่างจากผมเท่าไหร่ “แล้วนี่จะไปไหนกันเหรอครับ?”

“กลับบ้านน่ะ” นายอ้วนเป็นคนตอบ “พวกนายตามสบายเถอะ เราแค่ออกมากินข้าวกัน”

“ดีจัง ผมก็ว่าจะไปหาอะไรกินอยู่ กินแต่ขนมมาทั้งวันแล้ว เนอะ?” วรรคท้ายหันไปพูดกับเมินโหยวผิง ท่าทีของเขายังนิ่งงันขัดกับบรรยากาศทั้งหมด และยังคงมองผมอยู่

นายอ้วนสังเกตเห็นแล้วก็สะกิดให้ผมพูดอะไรสักอย่าง “เอ่อ…”

“นายหน้าซีดมาก… มากเลย ไข้กลับรึเปล่า? รีบ…รีบกลับไปพักเถอะ” เหลาหย่างเห็นสีหน้าผมไม่ดีจึงทัก จับตามเนื้อตัวอย่างเป็นห่วง “ไว้ค่อยนัด…นัดเจอกันใหม่นะ”

“ได้… ได้เลย” ผมตอบอย่างเลื่อนลอย ยังรู้สึกได้ถึงสายตาที่ทิ่มแทง “งั้น… เสี่ยวเกอ…. ไว้เจอกันที่บ้านนะ”

“รับรองว่ากลับไม่ดึกแน่นอนฮะ ผู้ปกครองไม่ต้องเป็นห่วง” เทียนจื่อยกมือขึ้นตะเบ๊ะล้อเลียน เหลาหย่างแยกไปอีกทางแล้ว นายอ้วนยกมือลาเทียนจื่อ ผมไม่ได้ล่ำลาใครอีก เดินตามนายอ้วนไป
แรงดึงแขนไม่เบานักทำผมเกือบตัวปลิวตาม นายอ้วนตกใจขยับตั้งท่า แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเมินโหยวผิงจึงยืนรออยู่เฉยๆ
“ทำไมไม่ตามต่อแล้วล่ะ?”

ประโยคสั้นๆนี้ทำเอาผมกับนายอ้วนสะดุ้ง เหลือบตามองนายอ้วนที่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ใส่แล้วอยากจะแฉตัวต้นเรื่องนัก ที่แบบนี้ล่ะไม่มาช่วยกันเช็ดหน่อยเล่า ในเมื่อรูปประโยคเป็นแบบนี้ดูท่าว่าจะรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ

หางตาเห็นเทียนจื่อวิ่งตามมา เมินโหยวผิงจึงปล่อยมือจากผม

“ยังไงเนี่ย? หรือนายจะกลับบ้านเลยล่ะ?” เทียนจื่อจับไหล่คนข้างหน้าผม ก่อนจะหันมาพูดด้วย “ขอโทษนะ เจ้านี่ตามหาตัวยากเป็นบ้า ช่องทางการติดต่ออะไรไม่มีเลยเหรอ?”

ผมกับนายอ้วนส่ายหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

“วันนี้กว่าจะหาเจอก็ต้องเดินไปทั่วเลย ไม่รู้ติดต่อยังไง” เขาส่ายหน้าเหมือนเด็กโดนขัดใจ “ถ้ายังไงผมขอตามไปที่บ้านได้ไหม เผื่ออยากเจอผมจะได้ไปหา”

เนื่องจากผมไม่ใช่เจ้าของบ้าน จึงไม่ได้ตอบอะไรไป มองหน้าเมินโหยวผิงแล้วนายอ้วนก็พูดขึ้น “ยังไงก็ได้นะ ฉันแล้วแต่เสี่ยวเกอ”

“นะเสี่ยวเกอ ฉันจะได้ไม่ต้องตามหานายแบบนี้อีก สัญญาว่าคราวหน้าจะเล่าเรื่องเชอร์รี่หยางให้ฟัง”

เมินโหยวผิงไม่ตอบอะไร เพียงแต่พยักหน้า ผมกับนายอ้วนจึงได้กลับบ้านโดยมีสองคนหลังตามมาด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ไม่บอกก็รู้ว่าเทียนจื่อติดเมินโหยวผิงขนาดหนัก ผมมารู้ในภายหลังว่าเทียนจื่อเป็นนักศึกษาจบใหม่สาขาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เมื่อเจ้าตัวเห็นร้านของนายอ้วนครั้งแรกก็พรูเล่าออกมาว่ารุ่นปู่ของเขาเคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการขุดสุสานเพื่อปล่อยของขาย เห็นของบางชิ้นแล้วคิดถึงรูปถ่ายเก่าเก็บในบ้าน นักศึกษาไฟแรงเป็นพวกช่างพูดคุย ไม่นานเขาก็เล่าเรื่องรุ่นปู่ของเขาให้ฟัง แม้จะไม่ละเอียดนักแต่บางส่วนก็ทำให้ผมกับนายอ้วนถึงบางอ้อในใจไปหลายรอบ

เรื่องนั้นเกี่ยวกับการขุดสุสานในทิเบต ปู่และย่าชื่อเชอร์รี่หยางอยู่ในคณะขุดนั้น ภายในสุสานมีคริสตัลใสมากมายรวมถึงปิศาจที่รูปร่างคล้ายแมว ผลไม้สักอย่างที่แตกออกมาเป็นเลือดเน่า เขาเล่าได้น่าฟังประหนึ่งเป็นนิทานสนุกๆสักเรื่อง ส่วนพวกผมก็มาเข้าใจว่า ที่ไม่มีอะไรเหลือให้หยิบนั้นเป็นเพราะอะไรก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ เป็นความบังเอิญที่ตลกร้ายดีจริงๆ

เมินโหยวผิงนั่งอ่าน ‘บันทึกฮวงจุ้ยสิบหกอักษร’ โดยมีเทียนจื่อนั่งฝอยอยู่ข้างๆ นายอ้วนหนีไปเตรียมมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่กลับมาหูของผมได้ยินเสียงของเทียนจื่อตลอดเวลา แทบจะไม่เว้นเกินห้านาที สักพักก็เริ่มเบื่อ เดินไปช่วยนายอ้วนหยิบจับของในครัว

“ไอ้เด็กนั่นมันดูมีอะไร…” นายอ้วนพูดเสียงเรียบ “ท่าทีมันเหมือนหย่อนเบ็ด ทำเป็นพูดมากหลุดข้อมูลมาอ่อยชัดๆ”

ผมเห็นด้วย “ทางเราก็ไม่ใช่เล่นๆนะ” เรื่องนี้ผมกับนายอ้วนรู้มีหรือเมินโหยวผิงจะไม่รู้ “แต่จะล้วงก็ต้องพยายามจนเลือดตากระเด็นจะมีอะไรหลุดมาจากเสี่ยวเกอรึเปล่าเถอะ”

นายอ้วนหัวเราะ “ไอ้ของฝั่งเรานี่ยิ่งกว่าตู้เซฟธนาคาร ฉันกับนายยังง้างไม่ได้เลยนะ” มืออูมหย่อนเกี๊ยวที่ห่อสวยงามลงกระทะ “แต่ก็นะ เห็นแบบนี้แล้วก็ประหลาดดีว่ะ คนนึงเงียบฉิบหาย อีกคนพูดไม่หยุด เข้าคู่กันดีนะ”

มือยื่นจานส่งเกี๊ยวที่ห่อแล้วให้นายอ้วน ผมไม่รู้จะตอบอะไร ได้แต่ฟังนายอ้วนพูด ตามองน้ำมันท่วมเกี๊ยวจนเปลี่ยนเป็นสีครีมน่ากิน

“เรื่องที่โดนตาม ฉันไม่รู้ว่าน้องเสี่ยวเกอเขาจะว่าไงนะ” ถึงตรงนี้นายอ้วนพูดเสียงเบาลงอย่างมาก “หากว่ายังไง นายก็บอกไปว่าแก้แค้นที่นายโดนตามก็แล้วกัน”

“โคตรฟังขึ้นเลยให้ตาย…” ผมประชด “ไม่เป็นไรมั้ง ยังไงมันคงผ่านไปเหมือนเดิมแหละ”

เมื่อเกี๊ยวสุกได้ที่แล้ว นายอ้วนตักขึ้นพักสะเด็ดน้ำมันที่ตะแกรงข้างเตา “ตกลงนายกับเสี่ยวเกอนี่มันยังไง?”

“ยังไงนี่มันยังไง?” ผมคีบตัวที่สะเด็ดน้ำมันแล้วลงในจาน ได้กลิ่นก็แทบจะเอาใส่ปากทั้งๆที่อิ่มมากแล้ว

“นายไม่รู้แล้วฉันจะไปถามใครวะ…” นายอ้วนส่ายหัวเอือม “เอาจานนี้ออกไปให้พวกข้างนอกกินกันแล้วกัน เห็นว่ายังไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยนี่”

“ครับๆ”

ออกจากครัวไปพบว่าเสียงเทียนจื่อเงียบลงแล้ว เขามองสินค้าแต่ละชิ้นในร้านอย่างสนอกสนใจ เมินโหยวผิงยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เดิม กลิ่นหอมเรียกเทียนจื่อเดินมาที่ผมท่าทางน้ำลายสอ เขาชวนเมินโหยวผิงมาร่วมวงกินด้วยกันขณะที่ผมกำลังเติมชาให้

หนังสือเก่าถูกยื่นคือให้เจ้าของคนเดิม เทียนจื่อหันไปมองเมินโหยวผิงอย่างไม่เข้าใจนัก

“ฉันคืน” เขาพูดเพิ่มเติม “อ่านจบแล้ว”

“เร็วไปไหมเนี่ย” เทียนจื่อร้อง เรากรีดหนังสือผ่านๆ “แปลว่าส่วนใหญ่ในนี้นายรู้หมดแล้วสินะ?”

เมินโหยวผิงไม่ตอบอะไร ส่วนผมทำตัวเป็นคนนอก ตาวาดตามบรรทัดในหนังสือพิมพ์ทั้งที่หูฟังบทสนาทนาอย่างใส่ใจ แบบนี้สบายกว่าตอนสะกดรอบตามเยอะ ไม่ต้องแอบฟัง ไม่ต้องอ่านปาก

“ฉันจะออกเดินทางพรุ่งนี้” ลดหนังสือพิมพ์ลงจึงเห็นว่าเมินโหยวผิงพูดด้วย

“ไปไหน?” สมองของผมหมุนเร็วจี๋ ความกระทันหันนี้คืออะไร

“ไม่รู้”

ผมพยักหน้ารับ “ต้องเตรียมอะไรไปบ้างล่ะ?”

“ฉันไปกับเทียนจื่อ”

 

วันทั้งวันของผมจบลงที่ประโยคนั้นเอง….

 

to be continued….
_____________________________________

Talk : สวัสดีค่ะ ตอนที่สิบแล้ว (เฮ)
ตอนนี้เทียนจื่อออกด้วยยยย (เย) เป็นตัวสร้างขึ้นใหม่โดยเราเองค่ะ ติ๊ต่างว่าเป็นช่วงรุ่นลูกหลานของอาหู(จากเรื่อง ‘คนขุดสุสาน’)เอา ใช้เวลาคิดชื่อเทียนจื่อนานหลายวัน สุดท้ายก็มาตายที่ชื่อง่ายๆอยู่ดี (ตั้งได้แต่ชื่อสวยๆ จะใช้แล้วก็เสียดาย #เด๋วๆๆๆๆ)
ส่วนตัวเราชอบช่วงเวลาสะกดรอยตามมากเลยค่ะ เวลาพิมพ์นี่รัวมาก มันส์มาก (แล้วก็พิมพ์ผิดรัวมาก…..)
กิจกรรมอะไรที่มีนายอ้วนออกจะแต่งง่าย ไหลลื่น เราชอบมากเลยค่ะ บทพูดก็เยอะ กินหน้ากระดาษดี (…………..)

ตอนนี้เรามีแบบฟอร์มสั่งซื้อทางไปรษณีย์ด้วยล่ะค่ะ!
(ถึงขั้นต้องตกใจ………… ก็ไม่คิดจะมีนี่นะ…)
เห็นมีหลายคน อินบ๊อกซ์มาถาม พองานเลื่อนก็ไปไม่ได้กันเยอะเลย เราเลยแอบแนบไว้ตรงนี้แล้วกันนะคะ สำหรับคนที่สนใจ เชิญได้ค่ะ
>> http://goo.gl/forms/4ZA88wxJHS

แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ <3

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 10

  1. ซัดมือถือเมื่ออ่านจบ เสี่ยวเกออออออออออออออออออออออออออออ–แค่กๆ พอแล้ว…
    ทำไมรู้สึกเหมือนนายเมินเอาคืนนายน้อย5555
    เห็นมีรอบไปร*0* กรี้ดดดด กดจองรัวๆ แต่จองไปแล้วไม่รู้ได้หรือเปล่า ทำไมไม่มีเมลตอบกลับมา งือ
    เข้ามาส่องฟิคเช้าเที่ยงเย็น+ส่องอีเมลยืนยันการจองเย็นเที่ยงเช้า5555

    • เร็วมาก (ฮา) เราจะรีบส่งอีเมลยืนยันกลับไปให้นะคะ ขอโทษด้วยค่ะที่ทำให้ต้องรอ ; ;

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s