[Daomu fanfiction] 等待着你 – 11

– 11 –
距离 – distance

______________________________________

หลายร้อยคำถามวนอยู่ในสมองของผม เรื่องที่เมินโหยวผิงจะออกเดินทางผมเข้าใจ สิ่งที่เขาอยากตามหาผมก็เข้าใจ แต่ที่ไม่เข้าใจคือการมีอยู่ของผมหรือกระทั่งนายอ้วนมีอยู่ในชีวิตเขาเพื่ออะไร ในหัวของผมนิ่งงัน เงียบเชียบ… เหมือนว่ามันไม่อยากคิดอะไรอีกต่อไปแล้วและไม่รับรู้สิ่งใดอีก ผมได้ยินแค่นายอ้วนออกมาได้ยินพอดีและเสนอตัวว่าจะเตรียมของให้ถ้าต้องการ แต่เมินโหยวผิงไม่ได้ต้องการอะไรและไปตัวเปล่า จึงเข้าใจว่าคงไม่ได้ค้างแรมที่ไหน

หลังจากมื้อเย็นที่นายอ้วนทำเผื่อเทียนจื่อจบลง ผมแยกขึ้นมาจัดการตัวเองและนั่งยืดขาอ่านนิยายอยู่บนเตียงแม้เนื้อความจะไม่เข้าหัวนัก เสี้ยวหนึ่งในหัวผมพยายามอย่างยื่งที่จะเข้าใจว่าเวลานี้เพื่อนใหม่อาจจะมีประโยชน์ตรงความต้องการมากกว่า หรือเรื่องอาจจะเล็กน้อยเกินกว่าจะขอแรงทางนี้ ….ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มันไม่เป็นผล

ถือหนังสือจนเมื่อยแล้ว ผมหาเรื่องเดินลงไปจิบชาร้อนเรียกสติสักเหยือก ไม่นึกว่าออกมาจะเจอกับเมินโหยวผิงยืนอยู่หน้าห้องผมพอดี เนื่องจากสมองของผมไม่อยากคิดอะไรมากกว่านี้จึงไม่ได้พูดอะไร เดินผ่านไปอย่างนิ่งเฉย ลงมาเห็นนายอ้วนนั่งดูโทรทัศน์ เขาชวนผมคุยเล็กน้อยก่อนจะใช้ให้ทำชาเผื่ออีกกา และเสนอให้เอาเหล้ามานั่งดื่มด้วยกัน ผมจึงเดินไปหยิบเหล้า แก้วสองใบไปวาง แล้วจึงต้มชาตามไว้กินปิดท้าย

หัวข้อที่นายอ้วนชวนผมคุยเป็นเรื่องสัพเพเหระตามหน้าจอทีวี ข่าวสารบ้านเมือง สภาพอากาศ ยาวไปถึงหุ้น ซึ่งผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เท่าไรนัก แต่อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้ทำให้หัวผมปลอดโปร่งขึ้นมาก ยิ่งได้ดื่มเหล้ารสชาติดีก็ผ่อนคลาย ดื่มจนรู้สึกง่วงกำลังดีจึงแยกตัวขึ้นไปนอน พ้นบันไดขึ้นไปแล้ว ผมเห็นเมินโหยวผิงยืนอยู่ที่เดิม

โชคดีที่เขาไม่ได้ยืนขวางประตู ผมจึงสามารถเดินเข้าห้องไปโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ

อ่านหนังสือจนง่วงจัดแล้วเอื้อมมือปิดสวิตซ์ไฟก็ต้องสะดุ้งกับเงาที่อยู่นอกประตูจากช่องประตูฉลุ เมื่อนึกได้ว่าเป็นใครก็พอเบาใจลงแต่ไม่คิดจะสนใจ ในห้องมืดสนิท ผมซุกตัวในผ้าอุ่น สภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เผลอมองไปทางประตูเป็นต้องสะดุ้งทุกครั้ง สุดท้ายก็ทนไม่ไหว มันหลอนเกินกว่าจะนอนลง

ผมเปิดประตูไปประจันหน้าด้วยและยืนอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรราวกับแข่งกันเงียบ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าตัวผมเองจะเป็นฝ่ายแพ้

“ไปไม่นาน เดี๋ยวกลับมา” น่าแปลกที่เมินโหยวผิงเป็นฝ่ายบอกก่อนในสิ่งที่ผมไม่ได้ถาม

จากนั้นเราก็ยินอยู่ในความเงียบ ผมเริ่มเมื่อยแล้ว ทั้งยังง่วงเป็นทุนและไม่อยากจะตื่นเต็มสติจึงขอตัวล้มนอนบนเตียง “เดินทางดีๆ เท่านี้ใช่ไหม?”

ถึงคันปากยิบๆใจจะขาด อยากถามว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้เพื่ออะไรก็คิดว่าคงจะไม่ได้คำตอบ ผมตัดสินใจผลักทุกอย่างออกจากตัวแล้วค่อยโถมใส่มันในวันพรุ่งนี้แทน

เมินโหยวผิงดึงตัวของผมไว้ ไม่ได้ออกแรงเท่าเมื่อกลางวัน แต่เป็นการกระทำที่ทำให้ประหลาดใจไม่แพ้กัน ผมหันกลับไปมองเขาอย่างสงสัย เรายังคงเงียบใส่กัน

“เอ่อ… ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันไปนอนล่ะ” ผมเอ่ยเสียงเฉื่อยหลังจากประคองให้ตัวเองง่วงมาตั้งนาน การกระทำของคนตรงข้างผมกำลังปลุกสติให้ตื่นเต็มที่

“ที่นายสะกดรอยตามฉันวันนี้…” เป็นประโยคเด็ดที่ทำให้ผมเผลอยืนตัวตรง
เมินโหยวผิงก็คือเมินโหยวผิง เขาไม่พูดอะไรต่อจากนั้นแล้วเดินเข้าห้องของตัวเองไป ทิ้งให้ผมคิดสับสนวุ่นวายพลิกตัวไปมาบนเตียงจนหลับไป

 

เสียงของเทียนจื่อคือสิ่งที่ผมได้ยินเป็นอันดับแรกตั้งแต่เท้าเหยียบบันไดขั้นสุดท้าย ท่าทางราวกับไปทัศนศึกษา สีหน้าร่าเริงแจ่มใสไฟแรง ดวงตาเป็นประกาย ยืนพูดคุยอยู่กับนายอ้วน มีเมินโหยวผิงยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นผมก็เข้ามาทักทายด้วยท่าทางตื่นเต้น

“ผมไม่รู้นะว่าจะไปไหนกัน แต่ว่าถ้าเจออะไรดีๆจะซื้อมาฝาก ไปนะเฮียอู๋เสีย เฮียอ้วน”

“ไปเถอะ น้องเสี่ยวเกอรอหน้าหงิกแล้ว” นายอ้วนว่าพลางโบกมือไล่หยอยๆ ผมเพิ่งเห็นเมินโหยวผิงที่ดูหน้าบึ้งกว่าปกติ

เมินโหยวผิงสบตาผม ก่อนจะหันหลังเดินไปคู่กับเทียนจื่อที่ยังหันมาโบกมือให้อีกเป็นระยะ

ผมละความสนใจออกจากคู่เดินทางไปถามหามื้อเช้ากับนายอ้วน หลังจากนั้นนั่งดูทีวีเบื่อแล้วก็ชวนลูกจ้างในร้านมาเล่นไพ่นกกระจอกกัน ผมไม่ค่อยเซียนทางด้านนี้ ต่างกับนายอ้วนหวังที่มือขึ้นเอาขึ้นเอา ใกล้หมดตัวก็แยกวง นายอ้วนฮึดฮัดทั้งๆที่ได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ต่อให้ชวนเล่นต่อยังไงก็ไม่มีใครร่วมวงครบขา

 

ช่วงบ่ายผมนั่งดูเด็กแถวนั้นวิ่งเล่น รู้ตัวอีกทีก็นั่งเล่นหมากรุกบนกระดานกระดาษของคุณตาบ้านข้างๆ เป็นหนึ่งตาที่กินเวลาล่วงเย็นย่ำ คร่ำเคร่งกันยังไม่ทันรู้แพ้ชนะ คุณตาโดนตามตัวกลับบ้าน ส่วนตัวผมลุกขึ้นปิดขี้เกียจ ได้ยินเสียงตะหลิวกระทะแว่วมาจากด้านในก็นึกหิว มือรวบเก็บกระดานกับตัวหมากที่อีกฝ่ายลืมไว้ ตอนนั้นเมินโหยวผิงกลับมาพอดี

ทั้งตัวของเขาไม่ต่างอะไรกับตอนขาไป ไม่ได้อะไรมาเพิ่มเติม ผมทักทายเขาสร้างบรรยากาศ เห็นเทียนจื่อไม่ได้กลับมาด้วยก็คร้านจะถามถึง เอ่ยชวนเขาเข้าบ้านเมื่อท้องเริ่มส่งเสียง

“หิว” เมินโหยวผิงพูด ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ ตามปกติแล้วแทบไม่เคยได้ยินคำนี้จากปากเขา มีให้กินก็กินไม่มีก็ไม่กิน ท่าทางนายอ้วนจะทำให้ผมและน้องเสี่ยวเกอของเขาเสียนิสัยเสียแล้ว

“ได้อะไรมาบ้าง?” เขาส่ายหน้าตอบผม มือปัดฮู้ดที่คลุมหัวออก “ไปเสียเที่ยวสินะ ไว้คราวหน้าอาจจะเจออะไรดีๆก็ได้”

ผมตัดสินใจจะเข้าไปช่วยนายอ้วนในครัวเมื่อไม่เห็นว่าเมินโหยวผิงจะพูดอะไรต่อจากนี้ เขาวางเป้ลง และดึงแขนเสื้อของผมไว้ในช่วงที่กำลังหันไปอีกทาง แปลกใจปนตกใจ เขายังคงทำสีหน้าเรียบเฉย

“วันนี้เป็นยังไงบ้าง?”

ผมห้ามตัวเองไม่ให้เบิกตากว้างไม่ได้ ในคราแรกนึกว่าตัวเองหูฝาดเสียอีก “ไม่ได้ทำอะไร ดูทีวี เล่นไผ่นกกระจอก อีกทีก็อย่างที่นายเห็น นั่งเล่นหมากรุกกับคุณตา เพลินดี”

“ไม่ได้ออกไปข้างนอกเหรอ?” เขาถามต่อ ผมหัวเราะเบาๆ

“ออกสิ ออกไปนั่งข้างบ้านนี่ไง จะให้ออกไปไหนบ่อยๆ เบื่อแล้ว ไม่มีอะไรทำ” พูดไปด้วยเดินไปด้วย เมินโหยวผิงยังไม่ปล่อยมือออกจากแขนเสื้อจนกระทั่งยืนอยู่หน้าครัว “ช่วยกันทำดีกว่าจะได้กินเร็วๆ หิวแล้วเหมือนกัน”

นายอ้วนไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก เมื่อเห็นมีตัวเบี้ยให้ใช้งานก็สั่งหยิบนู่นหั่นนี่ไปตามประสา ผมหยิบแป้งโรตีทอดเข้าปากระหว่างทำก็โดนนายอ้วนเอ็ดเอา ผมไม่สนใจ ส่งให้เมินโหยวผิงชิ้นหนึ่งเรียกผู้ร่วมกระทำความผิด สิ่งที่เขาทำคือกัดแป้งโรตีจากมือของผม ไม่ได้หยิบใส่ปากอย่างที่ผมคิดในทีแรก สบตากันแล้วรู้สึกแปลกๆ โชคดีที่นายอ้วนร้องเรียกให้ส่งขวดซอสให้จึงผละไปด้วยความรู้สึกเก้อกระดาก

มื้อเย็นผ่านไปอย่างรวดเร็ว นายอ้วนถามถึงเรื่องที่เมินโหยวผิงออกไปตามหาอะไรบางอย่าง เขาตอบเหมือนเดิม เพิ่มเติมมาแค่ว่าเทียนจื่อไม่มีอะไรมาฝากเพราะไม่รู้จะซื้ออะไรมาให้ถึงจะดี เมื่อไม่เหลือเรื่องจะคุยนายอ้วนก็ขอแยกตัวเนื่องจากกำลังอ่านนิยายติดพัน

กลับมาอยู่ในห้องผมก็เริ่มจัดสัมภาระ แม้จะไม่มีอะไรมากแต่อยากเก็บของของนายอ้วนให้เข้าที่เข้าทาง ใกล้จะกลับร้านของตัวเองแล้วจึงอยากจะเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ เพิ่งสังเกตว่าผมแทบไม่ซื้ออะไรเป็นชิ้นเป้นอัน ที่ผ่านมาก็มีแต่ของกิน มีเสื้อผ้าสองสามชุดที่ซื้อมาช่วงที่ออกไปกับเหลาหย่างเท่านั้น ผมนั่งมองนาฬิกาที่ได้มาแล้วตัดสินใจเอามันออกจากกล่อง คิดว่าใส่ตอนไปลาเหลาหย่างท่าจะดี อย่างน้อยเขาจะได้ไม่เสียใจที่ผมไม่ใส่ และเห็นสิ่งสุดท้าย คือสร้อยประคำมือขี้ผึ้งทึบแสงที่ซื้อมาจากตลาดนัดตั้งแต่วันแรกๆที่มาถึง ใส่มันลงในถุงผ้าเหมือนเดิมก่อนจะนำมันออกจากห้องไป

สร้อยเส้นนี้มีเจ้าของตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจซื้อ ไม่รู้คิดยังไง แต่ตอนเห็นสร้อยเส้นนี้มีใบหน้าหนึ่งแว่บขึ้นมาในหัว หากไม่ให้ตอนนี้ ผมอาจจะเก็บมันลืมไปอีกยาว เพื่อไม่ให้เป็นการค้างคาก็อยากจะให้ไว้เสียแต่ตอนนี้

 

ห้องของผมกับห้องของเมินโหยวผิงอยู่เยื้องกัน เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง ในความคิดของผมมันช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน เมื่อครู่คิดได้ด่วนใจจะมา ตอนนี้ดันต้องมาคิดหนักว่าผมซื้อสิ่งนี้ให้เขาทำไม จะใส่ไหมก็ไม่รู้ เท่าที่รู้จักกันมาข้อมือของเขาว่างเปล่าเสมอ ยืนอยู่หน้าห้องยังไม่ทันจบก้าว เจ้าของห้องเปิดประตูมาไม่เปิดโอกาสให้ผมได้เคาะ ได้แต่ยืนมองหน้าเขาเก้อๆ

“เอ่อ… ตั้งแต่ตอนไปเปิดแผงที่ตลาด ฉันเดินเล่นแล้วเจอเจ้านี่ เห็นว่ามันเหมาะกับนายดีก็เลย….” ผมพูดไปโคลงหัวไป ในเมื่อคิดอะไรดีๆไม่ออกก็ว่ากันตรงๆเนี่ยแหละ “เป็นว่าฉันซื้อให้ ถ้ายังไงนายก็เก็บไว้แล้วกัน”

เมินโหยวผิงรับมันไปจากมือของผมอย่างอ้อยอิ่ง ถุงผ้าถูกเปิดออกดู ลูกประคำต้องแสงจากในห้องเป็นสีน้ำผึ้งสวยงาม

“มันตลกตรงที่ เจ้าของร้านบอกว่ามันมาจากทิเบตน่ะ แต่ตอนไปก็ไม่มีของต้องตาเหมือนเส้นนี้” ผมเล่าตามจริง “ฉันรู้ว่าปกตินายไม่ใส่อะไรพวกนี้ แต่ก็นั่นแหละ ใส่ไม่ใส่ก็เรื่องของนายแล้วกัน รับไว้ก็พอ มันไม่ใช่ของมีราคาอะไร”

“ขอบคุณ” เขาพูดเสียงเบา เมินโหยวผิงยืนหันหลังให้แสงผมจึงไม่เห็นสีหน้าของเขา เห็นแต่เพียงเขาจ้องมองของในมือ

ฉับพลันก็รู้สึกเก้อขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้จะยืนอยู่ตรงนี้ไปทำไมอีก “ท…เท่านี้แหละ”

ผมเดินกลับห้องตัวเองด้วยความเร็วเป็นสี่เท่าของขาออก ไม่มีกะใจจัดของต่อ ก้าวขาขึ้นเตียงห่มผ้าและหลับตาราวกับกลัวว่าอะไรบางอย่างจะไล่ตามผมทัน อะไรที่ผมเหมือนแต่ยังไม่อยากรู้ มันยังเป็นสิ่งที่น่ากลัวอยู่สำหรับผม พอพยายามไม่คิดกลับมีอะไรหลายอย่างพุ่งเข้าใส่หัว ผมหลบมันอย่างจ้าละหวั่น กว่าผมจะหลับลงได้ก็ตอนที่ตัดสินใจอ่านนิยายประวัติศาสตร์ก่อนนอน

 

ช่วงสายผมยังคงขลุกอยู่ในห้องเพื่อเก็บของให้เรียบร้อย ทั้งติดอ่านนิยายให้จบเล่มด้วย กว่าจะลงไปด้านล่างก็ล่วงเที่ยงไปแล้ว เห็นเมินโหยวผิงนั่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างนายอ้วนก็รู้สึกประหลาดตาดี เดินเข้าครัวไปหาอะไรลงท้องแล้วออกมาร่วมวงด้วย นายอ้วนดูรายการเดินป่าของช่องทีวีฝั่งตะวันตก ท่าทางตื่นเต้นสนอกสนใจที่เห็นผู้ดำเนินรายการจับงูด้วยมือเปล่า ผมอดกระแซะไม่ได้ว่า ประสบการณ์ที่เจอมากับงู เห็นในทีวีแค่จับงูได้นี่มีอะไรน่าตื่นเต้นกัน

เหลาหย่างโทรหาผมด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ผมจึงเดินแยกออกมาจากกลุ่ม นั่งคุยที่โต๊ะกินข้าวพลางรินชาใส่ถ้วย ตอบเรื่องสารทุกข์สุขดิบอย่างไม่ใส่ใจนักด้วยเนื้อเสียงของเขาดูมีเรื่องกังวลเรื่องอื่นมากกว่า

“เข้าเรื่องเถอะเหลาหย่าง เกิดอะไรขึ้น? เสียงนายดูไม่ปกติเลย”

“นายออกมาเจอ….เจอฉันหน่อยได้ไหม” ผมตกลงทันที “แถวหน้า…หน้าที่พักของฉันก็ได้”

พอวางจากเหลาหย่างผมก็เดินไปบอกนายอ้วน หยิบของจำเป็นใส่กระเป๋ากางเกงแล้วออกไปในทันที

เหลาหย่างที่ผมรู้จักไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้าย และสู้คน ผมคิดไม่ออกว่าอะไรจะทำให้เขาดูเครียดแบบนี้ได้ หรือจะเป็นโดนขโมยขึ้นห้อง หรืออาจจะไม่สบาย? ผมคิดไปต่างๆนานาระหว่างที่กำลังเดินทางไป เมื่อพบเหลาหย่างยืนหน้าเซียวอยู่หน้าที่พักจึงอดเข้าไปตบไหล่เรียกกำลังใจไม่ได้

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้ามาที่ห้องพักของเหลาหย่าง ในห้องไม่มีอะไรนอกจากข้าวของเครื่องใช้ปกติ ขนาดเล็กและแคบ โชคดีที่ได้ห้องมุมจึงมีหน้าต่างของทิศ อากาศถ่ายเทสะดวก ที่พื้นห้องมีของที่ไปซื้อมากับผมกองๆไว้ไม่ได้จัด กับเป้เดินทางใบเล็กอย่างที่ไม่สมควรใช้ออกเดินทางไปเที่ยวระยะยาวแม้แต่น้อย ผมไม่ได้กวาดตามองอะไรอีกเมื่อเหลาหย่างยื่นน้ำมาให้

“ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น?” ผมถามโดยไม่เกริ่นนำใดๆ เจ้าของห้องยิ้มให้ผมเล็กน้อย

“อู๋เสีย… นายก็ยังคงเป็นนาย รู้ตัวบ้างไหมว่านายโกหกไม่เก่งเลย” เขายิ้มเศร้า “แต่ก็ถือ…ถือว่าพัฒนานะ”

ผมถอนหายใจ พอเดาเรื่องออกลางๆ “ถือเป็นคำชมแล้วกัน”

“แต่ตอนแรกฉัน… ฉันจำไม่ได้จริงๆนะ ลืมไปหมดเลยทุกอย่าง…” เหลาหย่างประสานมือวางบนโต๊ะ “นายจับได้ตอนไหน?”

“ตอนไปดูหนัง แล้วนายเล่าเรื่องความฝันขึ้นมา”

“ฉันลังเลตลอดเลยว่าจะเล่าให้นายฟังดีไหม ฉันจำได้ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านั้น แรกๆมันค่อยๆเป็นภาพแว่บไปมาในหัว ตั้งแต่ฉันเจอนาย เรื่องราวมากมาย… ยิ่งได้อยู่กับนายยิ่งทำให้ฉันนึกออกมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น”

“แล้วตอนนี้ล่ะ?”

“จำได้ทุกอย่างแล้ว…” เขาพูดเรียบเรื่อย “ฉันไม่รู้ว่าจะทำมันได้อีกครั้งไหม ตอนนี้ฉันไม่มีกิ่งสำริดอยู่แล้ว มันหายไปเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ วันที่นายเอ่ยทักฉันตอนนั้น ในสมองของฉันเพิ่งจดจำได้ว่าตัวเองชื่ออะไร เป็นใคร….. อู๋เสีย ทุกครั้งที่ผ่านมาฉันอ้างชื่อเป็นคนอื่นตลอด มีพาสปอตปลอมมากมายจนสับสนว่าฉันเป็นใครกันแน่ มันแย่มากเมื่อแม่ไม่ได้อยู่กับฉันแล้ว”

ผมจิบน้ำนั่งฟังพลางระแวดระวังไปด้วย “เหลาหย่าง…. ฉันไม่รู้…. แม่นายอาจจะอยู่ที่เดิม”

มือใหญ่ของเขาลูบหน้าอย่างช้าๆ “คราวนี้ ฉันคิดว่ามันเป็นครั้งสุดท้าย พลังจางมากเหลือเกิน… ฉันคิดว่าการได้เจอนายอาจจะทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น แต่รู้ไหม นี่เป็นการเจอกันที่ผิดความคาดหมายสุดๆ นายมาเที่ยวและนายไม่ได้ลงกรวยที่ไหนเลย”

“อย่างน้อยก็ช่วงนี้” ผมรับคำ “ฉันมาเที่ยวจริงๆ ก่อนหน้านี้ฉันเพิ่งบังเอิญหลุดไปในกรวยที่ทิเบตมา แต่ก็กลับมามือเปล่า” ผมเล่าให้เหลาหย่างฟังคร่าวๆเรื่องสุสานที่ทิเบต ร่างตรงหน้าผมรับฟังอย่างนิ่งสงบและหมดหวัง

“ฉันไม่คิดว่าจะอยู่ถึงวันที่ไปถึงต้นสำริด…” เหลาหย่างลูบคาง ท่าทีครุ่นคิดก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆ “ต่อให้ฉันจ้างวานคนไป ก็คงไม่ทัน”

ผมยักไหล่ อย่างน้อยตอนนี้มีมือดีอยู่กับผมแล้วสอง แต่ก็อย่างที่ว่ามา ตอนนี้เราอยู่ปักกิ่งใช่ว่าจะข้ามเวลาไปถึงที่นั่นได้ในวันสองวัน “แล้ว…นายจะทำยังไงต่อ”

เหลาหย่างส่ายหน้า “ฉันคงจะหายไป…”

จบคำนั้นเราต่างตกอยู่ในความเงียบ ผมคิดเร็วจี๋ในหัวถึงความเป็นไปได้และวิธีการที่จะช่วย แต่ทุกหนทางที่ผุดขึ้นมาล้วนมีทางตัน

“แปลว่ามันจะสั้นความหนึ่งอาทิตย์ใช่ไหม?”

มือสากของเขาเลื่อนมาแตะที่นาฬิกาข้อมือของผม เรือนที่เขาซื้อให้ “ฉันอยากให้นายเก็บมันไว้ให้ดี ถึงแม้คราวที่เราจากกันครั้งก่อนฉันทำไม่ดีกับนายไว้มาก และฉันไม่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าควรจะชดเชยให้นายยังไง”

“ไม่ว่ามีมันหรือไม่มี ฉันก็ไม่ลืมนายอยู่แล้ว และนายไม่จำเป็นจะต้องชดเชยอะไรให้ ฉันไม่ติดใจอะไรแล้วตอนนี้” ความรู้สึกของผมอธิบายลำบาก จนต้องเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “ฉันไม่ชอบเลยว่ะ รู้สึกเหมือนมาล่ำลาอย่างเป็นทางการ”

เหลาหย่างหัวเราะเสียงเบา “แค่รู้ว่านายไม่โกรธ ก็ดีใจแล้ว”

“พรุ่งนี้ฉันจะได้เจอนายอีกไหม หรือให้เลื่อนวันกลับได้นะ ฉันไม่มีธุระอะไรต่อ”

“รู้ไหม ตอนนี้นายมีเพื่อนที่ดีมาก” เขาเปลี่ยนเรื่องพูด ซึ่งผมไม่คิดจะแย้งอะไร “เด็กคนนั้นตามเราตลอด พอแยกย้ายกันเขาก็ตามฉันมาถึงที่นี่ เฝ้าอยู่พักใหญ่ถึงกลับไป อย่างตอนนี้เขาคงจะรออยู่ข้างนอกนั่น…”

ผมพยักหน้าอย่างปลงๆ ไม่รู้ว่าจะขยายความว่ายังไงดี

“ฉันมีเรื่องเท่านี้แหละที่อยากจะพูด พอได้บอกความจริงกับนายแล้วรู้สึกโล่งขึ้นเยอะเลย” เหลาหย่างยิ้มก่อนจะเชิญผมกลับ

เราเดินมาถึงชั้นล่างของที่พัก ลมพัดแรง ฝนห่าใหญ่ตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เห็นเมินโหยวผิงยิงพิงเสาด้านนอกมองท้องฟ้าที่ขมุกขมัว คนด้านนอกวิ่งเข้ามาหลบฝนกันอย่างจ้าละหวั่น

“ฝนไล่ช้างเรอะ…. ไม่ได้เอาร่มมาซะด้วยสิ” ผมพูดเซ็งๆ โรงแรมระดับนี้ก็คงไม่มีให้ยืม

เหลาหย่างตบบ่าผม “ขอโทษด้วยที่ทำให้ต้องมาถึงที่นี่”

“ไม่เป็นไร ยืนคุยกับนายอีกสักพักฝนก็คงจะหยุดแล้ว ตกเม็ดเป้งขนาดนี้ไม่น่าจะตกนานหรอก” ผมชะโงกออกไปมองท้องฟ้า สบตากับเมินโหยวผิงครู่หนึ่ง เห็นร่มในมือเขา จำได้ว่าเป็นของร้านนายอ้วนแล้วจึงถอยกลับเข้ามาคุยกับเหลาหย่างต่อ “หากกลับไปที่นั่นแล้วอยากฝากอะไรกับฉันไหม?”

“แม่…. ฝากแม่ฉันหน่อย” เขาเงียบคิดชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ “ที่บ้านคงไม่มีอะไรแล้ว แต่อยากให้ทำหลุมศพให้แม่ฉันหน่อย”

“แล้วนายจะกลับตามไปเมื่อไหร่?”

เสียงฟ้าร้องทำให้ไม่ได้ยินสิ่งที่เหลาหย่างพูด เมื่อผมถามซ้ำเขากลับส่ายหน้าว่าไม่มีอะไร

“อู๋เสีย ฉันต้องกลับขึ้นห้องแล้ว”

“โอเค ถ้ายังไงติดต่อมาแล้วฉัน เท่าที่นายจะทำได้” ผมโบกมือ เดินไปหาเมินโหยวผิง เจ้าตัวดูรู้หน้าที่ กางร่มรอไว้อยู่แล้ว

“อู๋เสีย” เสียงเรียกชื่อผมฟังดูหนักแน่น เหลาหย่างยิ้มจนตาปิดโบกมือลาผม

 

“เราคงไม่ได้เจอกันแล้ว”

 

สายตาของผมมองเหลาหย่างหมุนตัวเดินกลับไปยังบันได กว่าผมจะรู้ตัววิ่งตามเขาไปก็ตอนที่เมินโหยวผิงเข้ามาดึงแขนของผมไว้

“เสี่ยวเกอ!” ผมว่าเสียงดัง ยื้อสุดแรงเกิด “ปล่อย!”

“ไม่ได้!” เขาสวนกลับมาในทันที ออกแรงดึงผมมากขึ้นอีก “ไม่ได้”

“ฉัน-”

 

ผมแพ้แรงของเมินโหยวผิงในที่สุด

 

เราเดินกลับท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ ร่มที่กางไม่ได้ช่วยอะไรนัก ลมพัดแรงจนเม็ดฝนปะทะเข้าตามตัว ความหนาวยะเยือกไล่จากปลายเท้า ผมซุกมือเข้ากระเป๋าทั้งสองข้าง ความเย็นที่เฉอะแฉะนี้บาดเข้าไปในตัวผม มองเท้าตัวเองที่เดินย่ำบนพื้นถนน ขากางเกงเปียกชุ่มเลยหัวเข่าขึ้นมาแล้ว ริมฝีปากของผมสั่นจากความหนาวเหน็บ

เมินโหยวผิงรั้งให้ผมเข้าหลบฝนที่เพิงร้านน้ำชาเมื่อเห็นว่าร่มแทบจะกันไว้ไม่ไหว ไออุ่นและกลิ่นชาที่อวลจากในร้านทำให้ผมผ่อนคลายมากขึ้น มือสองข้างถูกันให้เกิดความอบอุ่น เงยหน้ามองฟ้าสีเทาจางๆ ฝนไล่ช้างกำลังจะสงบลงแล้ว

ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนตลอดไป…. ผมบอกกับตัวเองแบบนั้น ผมโตมากับการเห็นการเปลี่ยนแปลงเสมอ หรืออาจจะเพราะพักหลังนี้ผมห่างจากมันมากเกินไปถึงได้รู้สึกตัวโงนเงน ว่างเปล่า หรืออาจจะเพราะนั่นเป็นคนคนหนึ่งที่ผมสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็นเพื่อนสนิทของผม

จากมุมที่เรายืนยังคงมองเห็นห้องพักของเหลาหย่าง ห้องมุมอาคารที่มืดสนิทในขณะที่ท้องฟ้ากำลังเปิดโล่ง

ผมกอดอกตัวเองแน่น พยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของผมในการช่วยเหลือ นาฬิกาข้อมือกดบาดเข้าเนื้อแขนอีกข้าง เข็มนาฬิกาทั้งสามนิ่งสนิท ผมหลับตาลงและสูดหายใจเข้าลึกเรียกแรงตัวเองกลับมา ต้นแขนสัมผัสกับเสื้อฮู้ดที่เปียกชุ่มแต่กลับไม่รู้สึกหนาว

“ครั้งก่อน… เขาส่งจดหมายถึงฉัน.. ในช่วงเวลาที่คิดว่าเขาตายแน่แล้ว ฉันยังไม่รู้สึกดีใจเลยด้วยซ้ำ” ผมเปรย “แต่ตอนนี้… มันกลับไม่ง่ายแบบนั้นแล้ว”

ผมไม่ได้คาดหวังจะได้ประโยคปลอบโยนหรือแม้กระทั่งคำพูดใด แค่อยากจะระบายมันออกมา คนข้างตัวผมราวกับจะรู้ความคิดของผม เขาสงบนิ่ง

เรายืนกันอยู่แบบนั้นจนอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป…

 

มันเป็นเรื่องยากในการที่จะนอนหลับ สมองของผมไม่มีสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่า ผมนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง มองกระเป๋าที่จัดเก็บไว้เรียบร้อย นาฬิกาเรือนนั้นถูกเก็บในกล่อง กระบอกตาของผมแห้งผาก นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงฟังเสียงลม และเสียงของความเงียบ ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตอบไม่ได้แล้ว

จวบจนประตูห้องของผมเปิดออก ร่างในเงามืดนั่งลงบนฟูกข้างตัวผม จัดท่าให้นอนตรงเหยียดสบาย ผมบอกเขาว่ายังไม่พร้อมที่จะนอน ไม่สามารถหลับตาลงได้ มือข้างหนึ่งปิดตาของผมไว้ น่าแปลกที่ความหนักหน่วงในสมองของผมลดทอนลง ความรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในบางสิ่งโอบอุ้มผมไว้อย่างเงียบงัน

ผมนอนอยู่แบบนั้นโดยที่ยังหลับไม่ลง ผ่านไปนานราวกับเป็นชั่วโมง มือข้างนั้นเลื่อนขึ้นไปวางบนหน้าผาก ความอบอุ่นของมือทำให้ผ่อนคลาย

“นอนซะ…”

ผมส่ายหน้าเบาๆ “นอนไม่หลับ”

ผมเหลือบตาขึ้นมองหน้าของเขาในความมืด แสงเพียงเล็กน้อยทำให้คาดเดาได้ว่าสีหน้าของเขาก็คงเป็นเหมือนทุกครั้ง ทุกช่วงเวลาปกติที่ได้มอง

“นายว่าจะมีสักวันฉันจะชินกับเรื่องพวกนี้ไหม? ฉันเกลียดการที่ได้รับรู้ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยที่ฉันทำอะไรไม่ได้เลย”

ณ เวลานั้นผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงฝุ่นที่อยู่บนโลก เคลื่อนไหวตามสภาวะรอบตัวและหยุดเมื่อถึงเวลา… มนุษย์ที่เปรียบเหมือนธุลีในห้วงอวกาศ

ปากของผมพรูเล่าเรื่องราวของผมกับเหลาหย่างที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ออกไปเล่นซนทะโมนทำข้าวของเสียหายและเกือบโดนอารองหวดเข้าให้ เป็นคู่หูที่พ่อยังส่ายหน้าอย่างระอาใจ ทั้งปีนต้นไม้ ลุยโคลน วิ่งหนีหมาของร้านค้าแถวนั้นสุดฝีเท้าเนื่องจากไปแหย่ให้มันโกรธ จับแมลง เล่นซ่อนหาแบบที่มีคนหากันสองคน หาอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่เช่นพวกแมลง หนอนที่อยู่ใต้อิฐทางเดิน โตมาจนผมแยกไปเรียน ต่างสังคม ช่วงเวลาที่ไม่ได้คุยกันกลับไม่ทำให้ความสนิทนั้นลดน้อยลงเลย จนผมกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า ทำไมผมจึงไม่คิดถึงเขาในขณะที่เขายังอยู่บ้างเลย

“จู่ๆเหลาหย่างก็กลับมา และไปในที่ที่ฉันเอื้อมไม่ถึง…” ผมแตะเข้าที่ข้อมือของเขา บนเนื้อผ้าเสื้อแขนยาวที่นุ่มลื่น “เหมือนนายที่สักวันก็จะไป… ในที่ที่ฉันไม่สามารถมองเห็นหรือแตะตัวนายได้อีก”

ผมได้ยินเสียงหายใจอันแผ่วเบาของเขา และเสียงหัวใจของผมที่ดังอย่างปวดร้าว

“นายว่าระยะห่างของคนสองคนมันไกลเกินกว่าเส้นรอบวงของโลกไหม?”

เมินโหยวผิงเลื่อนมือกลับมาปิดตาของผมอีกครั้ง

“ถึงเวลาแล้ว นายควรพักผ่อน” เสียงของเขาเป็นวงคลื่นกลืนไปกับความเงียบสงบในห้อง

 

“ฉันจะอยู่ตรงนี้”

 

“前 方 的 路 虽 然 太 凄 迷
        หากแม้นเส้นทางข้างหน้าจะแสนเศร้า

请 在 笑 容 里 为 我 祝 福
        ได้โปรดยิ้มเข้าไว้เป็นดั่งพรจากฉัน

虽 然 迎 着 风 虽 然 下 着 雨
       ถึงแม้จะเผชิญกับลมกรรโชก ถึงแม้ฝนจะตกกระหน่ำ

我 在 风 雨 之 中 念着你”
       ฉันจะอยู่ในสายลม สายฝนนั้น เฝ้าคิดถึงเธอ

to be continued…
____________________________________________

Talk :สวัสดีวัน come back ของจางฉี่หลิงค่ะ
/กัดผ้าเช็ดหน้า
จะพ้นวันอยู่แล้ว เมื่อวานกับวันนี้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับเรามาที่อยู่ในวังวนของความริษยา (ฮา) ฉันอยากจะไปยืนอยู่ที่ฉางไป๋ซา…
แต่กัลบต้องมานั่งประชุมทั้งวี่ทั้งวัน มอง TL ไหลไปอย่างตาร้อน
ไม่เป็นไร ไว้เราไปรับวันอื่น (ฮา)

วันนี้ คำแถลงของนพซซ ที่คุณเบียร์แปลมามันกระทบจิตใจเรามาก
จนเราไม่แน่ใจว่า เราจะทำใจอ่าน 817 ได้รึเปล่า
เราเป็นโรคกลัวตอนจบค่ะ ยิ่งเป็นเรื่องที่ชอบมาก ตอนจบก็จะไม่ดูไม่อ่าน (ขนาดว่าโดนไซโคเป็นเดือนๆยังทำอะไรเราไม่ได้ ฮา)
แล้วตอนนี้ นพซซ จบมันแล้ว 500 ตัวอักษรสุดท้าย ที่ปาหมอนอัดหน้าเราอย่างมาก
เราเข้าใจนพซซ แต่เราก็อดเสียใจไม่ได้ ถึงขั้นแต่งฟิคไม่ออกทั้งที่มีไฟสุดๆ
ความรู้สึกมันเหมือนปีนขึ้นเขามาพันลี้ แล้วจู่ๆ นพซซก็ตัดมันด้วยกรรไกรในมือ ส่งยิ้มพวกพวกเราว่า “เอ้า ทุกคนลงลิฟท์ กลับบ้านได้! บายยยย”
“…………”
ยังไงก็ตาม เราให้นพซซหนึ่งสิบปีค่ะ นายน้อยรอจางฉี่หลิงได้ เราก็รอคุณได้ ขอให้คุณคิดถึงตัวละครเหล่านี้ที่คุณสร้างมากๆ แล้วให้พวกเขาหายใจอีกครั้งบนหน้ากระดาษ #เราจะรอ

กลับมาที่เหลาหย่าง(ในฟิค)
ถึงเราจะชอบมาก แต่พอออกมาในฟิคเรา ชะตากรรมก็เหมือนจะโหดร้ายกว่าเดิม /ยิ้มทั้งน้ำตา
ยังยืนยันว่าชอบเหลาหย่างมากนะคะ และเราดีใจที่ได้แต่งมันออกมาอย่างที่เราตั้งใจเอาไว้ ตั้งแต่คิดว่าให้เหลาหย่างออกมา ทุกอย่างมันก็ต้องเป็นแบบนี้ ใช้เวลาคิดน้อยมากพอๆกับเวลาแต่ง ดีใจที่มันออกมาอย่างที่เราอยากให้เป็น
อีกเรื่องคือ ภาพประกอบในฟิคตอนนี้มีถึงสองรูปค่ะ มีที่เราขอรูปหนึ่ง กับอีกรูปที่ MINATAN อยากวาด แต่เราอยากลงแค่รูปเดียวเท่านั้น สุดท้ายก็ลงมันสองรูปเลยค่ะ /พราก

หากอยากเม้ามอย 817 เชิญเลยนะคะ ตอนนี้เราพีคมาก(ในหลายนัยยะ)

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 11

  1. เด็กคนนั้นตามเราตลอด พอแยกย้ายกันเขาก็ตามฉันมาถึงที่นี่ เฝ้าอยู่พักใหญ่ถึงกลับไป<<อ่านถึงตรงนี้กรี๊ดบ้านแตกค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s