[Daomu fanfiction] 等待着你 – 12

– 12 –
3.1415 住在同一世界的 – living in the same world

______________________________________

นายอ้วนมองผมยกเป้ลงมาด้านล่าง เขาเหลือบมองปฏิทินแล้วเหมือนเพิ่งคิดขึ้นได้ว่าเย็นวันนี้เป็นวันที่ผมจะกลับหางโจว ก่อนจะสังเกตว่าหน้าตาผมดูต่างไปจากปกติ เมินโหยวผิงนั่งอยู่ข้างนายอ้วนลุกเดินออกไปอีกทางทันทีไม่เห็นผมเดินเข้ามาร่วมวงด้วย ชายร่างท้วมเหมือนรู้จังหวะอยู่แล้ว จึงนั่งเงียบปล่อยให้ผมค่อยพรูคำบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นรวดเดียวจนจบโดยไม่ถามขัด เขาไม่พูดปลอบหรือเอ่ยคำใด ได้แต่ตบบ่าอย่างเข้าใจ แล้วเลี่ยงถามเรื่องเวลากลับของผมแทน ถึงตรงนี้เมินโหยวผิงก็เดินกลับเข้ามานั่งด้วยอย่างรู้งาน

เจ้าของบ้านถามเรื่องจุดหมายต่อไปของคนที่นั่งเงียบอยู่ ได้ความว่าเขาจะกลับไปอยู่กับผมจนกว่าจะคิดอะไรออก และนั่นคงเป็นเวลาไม่นานนัก นายอ้วนทำท่าทีสนใจอยากตามไปด้วยแต่ติดตรงนัดคุยกับลูกค้าไว้หลายเจ้า บอกว่ายังไงจะติดต่อผมไปหรือบางทีอาจจะไปเซอร์ไพรส์ถึงที่ ผมกล่าวต้อนรับอย่างเต็มใจ ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ

มื้อสุดท้ายที่บ้านของนายอ้วนเป็นหม้อไฟแน่นเครื่อง น้ำแกงสองหม้อแบบใสลวกกับเนื้อแพะและแบบหมาล่ากัวหอมกลิ่นงาเจือพริกเสฉวน ทั้งผักทั้งเนื้อมีล้นถาด คราวนี้มีลูกจ้างที่ร้านนายอ้วนอีกสองคนมาร่วมวง เนื้อแพะถูกลวกในหม้อ คุยเรื่องสัพเพเหระครึกครื้นไม่มีช่วงเงียบ เหล้ารสดีถูกเปิดหมดไปสองขวดยิ่งทวีความรื่นเริงให้วงกินข้าว มีเพียงเมินโหยวผิงที่นั่งกินเงียบๆเหมือนทุกที นายอ้วนทั้งกินทั้งผลัดไปยกเนื้อมาเติมเรื่อยๆ กินอิ่มล้นจนถึงคอไม่อยากขยับตัว เมื่อถึงเวลาเก็บล้างก็เป็นหน้าที่ของลูกจ้าง คราแรกผมจะเสนอตัวแต่นายอ้วนบอกให้ผมเตรียมตัวกลับจะเข้าท่ากว่า

ผมกับเมินโหยวผิงกลับกันด้วยรถไฟต่อด้วยรถ บรรยากาศไม่แย่เกินไปนักแม้ส่วนใหญ่จะนั่งกันท่ามกลางความเงียบ คิดอีกทีมันก็ทำให้ผมรู้สึกเบาใจ ตะกอนที่ฟุ้งอยู่ในหัวของผมถูกกรองนอนก้น สมองโปร่งใสขึ้นมาก พบว่าตัวเองเริ่มทำใจได้เรียกเหลาหย่างและไม่เก็บมาคิดมากให้เกิดประโยชน์ ผมคะเนช่วงเวลาที่จะไปจัดการเรื่องที่บ้านของเหลาหย่างให้ตามที่รับปากเอาไว้ก่อนจะแจ้งกับเมินโหยวผิงที่ดูไม่ยินดียินร้ายแต่รับปากว่าจะไปเป็นเพื่อนผมด้วยหากต้องการคนเพิ่ม

เรากลับถึงร้านกันช่วงเย็น หวังเหมิงดูตกใจกับการกลับมาของผม เขาเด้งตัวออกจากหน้าคอมที่เปิดเล่นเกมไมน์สวีปเปอร์อยู่มาช่วยผมถือเป้เข้าไปวางในร้าน ผมเหนื่อยจากการเดินทางด้วยใช้พลังงานจัดการสิ่งต่างๆในสมองไปเสียเยอะ ได้แต่บอกให้ทุกคนตามสบาย ผลักภาระทุกอย่างให้หวังเหมิงจัดการและปลีกตัวขึ้นไปนอนยาวๆจนถึงเช้าอีกวัน

 

มานึกเสียดายว่าน่าจะมีกล้องตัวเล็กพกตัวติดตัวไว้ก็ตอนที่ลงมาแล้วเห็นเมินโหยวผิงยืนอยู่ที่ตู้กระจกเตี้ยโชว์สินค้า ข้างตัวที่หวังเหมิงที่ดูหลุกหลิกมองตามสายตาเมินโหยวผิงสลับกับเจ้าตัวก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นผมหวังเหมิงก็แยกตัวไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เปิดเกมขึ้นมาเล่นเหมือนเคยก่อนจะสะดุ้งเมื่อเห็นว่ามีคนมายืนนิ่งเงียบอยู่ด้านหลัง หวังเหมิงหันมามองผมคล้ายอยากจะถาม ผมยักไหล่หัวเราะหึแล้วเดินไปดูบัญชีร้าน ในช่วงที่ผมไม่อยู่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ผมปิดสมุดบัญชีวางบนโต๊ะแล้วเปิดทีวีดู สักพักก็เหมือนหวังเหมิงจะหมดความอดทน เล่นไมน์สวีปเปอร์ตายถี่ๆจึงปิดเกมเดินมาหาผม ถามว่าอยากให้ทำอะไรไหม ผมนึกถึงที่ไปช่วยนายอ้วนจัดการร้านแล้วก็เลยบอกความคิดนี้ให้กับหวังเหมิง เจ้าตัวทำหน้าขี้เกียจก่อนจะเดินไปทำตามที่ผมบอก ด้านหลังมีเมินโหยวผิงเดินตามไปช่วย

ผมเผลองีบไปราวสองสามชั่วโมงตื่นมาเห็นเมินโหยวผิงกำลังเช็ดกระจกตู้อยู่จึงเดินเข้าไปช่วยอีกแรง

ร้านของผมกับร้านของนายอ้วนไม่ค่อยต่างกันนัก ข้าวของในตู้น้อยครั้งที่จะเกิดการขยับ บางชั้นกระจกวางฝุ่นจับหนา นึกไม่ออกว่าทำความสะอาดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ด้วยที่คิดว่าเปล่ามันไปก็สบายดี ดูเก่าดูขลัง แยบยลอยู่ในความขี้เกียจ

หวังเหมิงกลับมาพร้อมน้ำยาเช็ดกระจกขวดใหม่และของกินเล่นที่ซื้อมาเผื่อพวกผม(แน่นอนว่าเงินของผมเองทั้งหมด) ผมละออกมายืนกินปาท่องโก๋มองดูคนใช้แรงงานทั้งสองทำงานกันอย่างเพลินตา พอเมื่อยก็เดินไปเปิดเกมเล่นบ้าง ตกเย็นผมก็ชวนทั้งสองคนไปกินข้าวก่อนจแยกย้ายตามที่ตามทางของตัวเอง กลับมาถึงได้เห็นว่าเป้สะพายของเมินโหยวผิงวางอยู่ข้างล่างโซฟาตรงข้ามโทรทัศน์

“ไม่ได้เอาของขึ้นไปเก็บเหรอ? เมื่อวานนอนตรงไหน?” คำตอบที่ได้คือนิ้วเรียวยาวชี้ที่โซฟา ผมถอนหายใจ “ข้างบนมีห้องว่าง เมื่อก่อนอาสามเคยมานอนค้างที่นี่แบบนานๆครั้ง นายใช้ห้องนั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันพาขึ้นไป”

ผมแวะเอาเสื้อของเมินโหยวผิงออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง เห็นในบ้านนายอ้วนมือกองอยู่เป็นตั้งจึงขอมาเผื่อไว้สามสี่ชุดให้เจ้าตัวโดยเลือกสีที่คงไม่ทรมานใจตัวคนใส่นัก พอผมเอาไปให้เขาก็ทำหน้าสงสัยแต่รับไปอย่างเงียบๆ

 

วันต่อมาผมออกไปจัดการเรื่องที่บ้านของเหลาหย่างกับเมินโหยวผิง ทิ้งให้หวังเหมิงนั่งเฝ้าร้านไปเหมือนเคย พวกเรายินอยู่หน้าบ้านเหลาหย่างอย่างเก้ๆกังๆ ผมนึกถึงประโยคที่เหลาหย่างเล่า สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปพบจักรเย็บผ้าที่ว่างเปล่าค่อยหายใจคล่อง ผมเดินเข้าทุกห้องในบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้าและของที่คิดว่าสำคัญกับผู้เป็นแม่และลูกเพื่อฝังในหลุมแทนร่างกายที่ไม่มีอยู่ โทรติดต่อร้านสั่งทำโลงเปล่าและที่ตั้งหลุมรวมถึงการทำประรำพิธีอย่างง่าย จากนั้นจึงเดินทางเอาของไปใส่ในโลงให้เรียบร้อยเพื่อทำการฝัง คนข้างๆผมทำหน้าที่ช่วยถือของและยืนเป็นเพื่อนทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาก ตัวผมอยู่ในชุดผ้าดิบสีขาวตุ่นๆเผากงเต๊กไปให้แม่และเพื่อนของผม พิธีจัดทำง่ายๆและรวบรัด ไม่นานผมก็ยืนมองควันจากการเผากระดาษลอยอ้อยอิ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อทุกอย่างเสร็จครบถ้วนก็เดินทางกลับ รู้สึกวูบโหวงในใจอย่างแท้จริง

“ชุด…” เมินโหยวผิงทักขึ้นทำเอาผมชะงัก เพิ่งรู้ตัวว่ายังไม่ถอดชุดผ้าดิบออก

“เอ้อ… มัวแต่คิดอะไรเพลิน” ผมโคลงหัว ขี้เกียจกลับไปหาที่เปลี่ยนชุด จึงเปลี่ยนแค่ตัวเสื้อที่เหลือใส่กลับทั้งแบบนั้นไป

 

กว่าจะถึงร้านก็มืดแล้ว พวกเราแวะกินข้าวกันก่อนกลับ เมื่อเดินเข้ามาผมก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาหน้าทีวีและกดรีโมต ปล่อยให้เสียงผู้ประกาศข่าวดังเรื่อยเปื่อย นั่งอยู่พักใหญ่เมินโหยวผิงก็เตือนผมให้ไปจัดการตัวเอง ผมมองเขาด้วยสายตางงๆ รู้สึกเหมือนได้รับการใส่ใจแล้วพิกลอยู่ไม่น้อย จัดการตัวเองเสร็จก็กลับมานั่งที่เดิม รู้สึกว่างเปล่าและไม่มีอะไรทำ หากมีกันแค่ผมกับหวังเหมิงก็คงจะเปิดคอมเล่นเกมไม่ก็นอน ชีวิตแต่ละวันผ่านไปอย่างเกียจคร้าน พอมีเมินโหยวผิงมานั่งด้วยความที่ไม่มีอะไรกลับกลายเป็นอุปสรรคของผมอย่างประหลาด ….เมื่อวานหวังเหมิงก็คงรู้สึกแบบนี้กระมัง

ผมยังทู่ซี้ดูละครโทรทัศน์ ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เหลือบมองเมินโหยวผิงที่มานั่งอีกด้านของโซฟาในสภาพที่ผมเปียกลู่ หยดน้ำกลิ้งจากเส้นผมนาบลงกับเรียวหน้าอีกฝ่ายเป็นภาพที่ผมไม่คุ้นตาเท่าไหร่นัก จนคนโดนมองสบตาเข้าก็ได้แต่ชวนคุยแก้เก้อ

“ถึงฉันจะไม่คิดว่านายจะเป็นหวัด แต่ก็ควรเช็ดผมให้แห้งนะ” ผมพูดยิ้มๆเมื่อเห็นว่าผ้าขนหนูผืนเล็กพาดอยู่ที่คอ ไม่ได้ยกขึ้นมาใช้แต่อย่างใด

เมินโหยวผิงมองผม มือรั้งผ้าขนหนูสีเหลืองอ่อนจากคอของตัวเองยื่นให้ผม ผมมองของให้มืออีกฝ่ายสลับกับใบหน้านิ่งเฉยไปมาอย่างไม่นึกอยากเข้าใจนัก

“จะเอาผืนใหม่เหรอ?” เรียวตาคมมองผมราวกับขัดใจสิ่งที่ได้ยิน ผมหัวเราะ เกิดอาการอยากตามใจกระทันหัน “มานี่สิ”

เสื้อยืดสีดำกับกางเกงผ้าแพรสีน้ำตาลก็ว่าแปลกตามากแล้ว เขาที่นั่งที่พื้นหันหลังให้ผมเป็นสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น ผมถือผ้าขนหนูแบบที่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ในหัวจินตนาการถึงร้านตัดผมที่เคยเข้าไปใช้บริการแล้วขยับตามสิ่งที่เคยประสบมาด้วยตัวเอง เขานั่งนิ่งปล่อยผมเช็ดซับน้ำออกจากศีรษะ ท่าทีของเขามองจากด้านหลังแล้วดูเพลิดเพลิน เขานั่งชันเข่าราวกับเด็กๆ สุดท้ายผมจึงเผลอขยี้อย่างมันเขี้ยวไปยกใหญ่ เมินโหยวผิงทำเพียงหันมาเล็กน้อยมองผมด้วยปลายหางตาเรียวนั้น

“เพิ่งเห็นว่าตรงคอเสื้อนายนี่เปียกเหมือนกันนะ ไปเปลี่ยนตัวใหม่ไหม?” เขาส่ายหน้าดึงผ้าขนหนูคืนจากผมไปพาดอยู่ที่ไหล่ กลับขึ้นมานั่งบนโซฟาเหมือนเดิม ตามองตรงไปที่ทีวี

ผมจึงสังเกตรอยสักของเขาที่เริ่มเข้มขึ้นเป็นเส้นตรงช่วงบ่า

“ฉันว่านายไม่สบายแล้วมั้ง?” เขาหันมามองอย่างมีคำถาม นิ้วจึงจิ้มเส้นสีดำที่ผุดขึ้นตรงบ่าของเขาอย่างลืมตัว “นี่มันเส้นรอยสักนายนี่ เสี่ยวเกอ นายตัวร้อนรึเปล่า?” ผมตั้งใจจะลองทาบหน้าผากเขาดู แต่เมินโหยวผิงขยับถอยแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ผมจึงไม่คาดคั้นอะไรอีก

รายการทีวีเป็นโปรแกรมรีรันหนังเก่าจึงล้มเลิกความคิดที่จะขึ้นไปนอน เห็นคนข้างๆยังนั่งดูเป็นเพื่อน ช่วงพักโฆษณาผมลุกไปหยิบขนมจากในครัวมานั่งกิน สักพักก็เริ่มนอนเลื้อย ให้ขาของผมห้อยเกยที่พักแขนลงไป หนังเก่าของบรู๊ซลีที่ผมไม่เคยสนใจจะดู พอได้มาดูก็สนุกปนทึ่งกับกระบวนท่า และอดเปรียบเทียบกับคนข้างตัวไปด้วยนึกสนุก คิดว่าฉากนี้หากเมินโหยวผิงทำคงเท่ห์เป็นบ้า และไม่รู้เมื่อไหร่ที่ผมหลับไปทั้งที่ขนมยังคาอยู่ในปาก

 

ความที่รู้สึกนอนไม่ค่อยสบายหลังทำให้ผมพลิกตัวไปมา มือป่ายเปะปะหาหมอนหนุนชนเข้ากับพนักโซฟาแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผมเผลอหลับอยู่บนโซฟานี่เอง ได้ยินเสียงสิ้นสัญญาณจากโทรทัศน์แล้วพลิกตัวหันหลังหนีเสียงนั้น หนุนอยู่บนหมอนแข็งๆ ผ้าห่มก็ขี้เกียจจะลุกขึ้นไปเอา คร้านที่จะลืมตาขึ้นด้วยความง่วงที่โจมตี เลือกที่จะซุกมืออยู่ใต้หมอนอุ่นๆแทน ป่านนี้เมินโหยวผิงก็คงขึ้นห้องนอนไปแล้ว พรุ่งนี้คงต้องฝากปิดไฟปิดทีวีบ้าง เผื่อมีกรณีนี้เกิดขึ้นอีก ตั้งใจจะหลับต่อในสภาพที่อากาศค่อนข้างเย็น การซุกหน้าเข้ากับหมอนที่เกยพนักโซฟาเป็นทางเลือกที่ดี

เดี๋ยวก่อนนะ….

ผมนึกชะงักขึ้นมาขณะที่กำลังจมลึกลงไปในความฝัน หมอนที่ผมหนุนอยู่เมินโหยวผิงไปเอามาจากไหน หากเอามาจากในห้องของผมก็ควรนิ่มกว่านี้ หากเอามาจากในห้องอาสามที่เขาพักอยู่มันก็ควรจะแข็งและเล็กกว่านี้ ที่สำคัญคือหมอนไม่สามารถขยับได้ด้วยตัวเอง ผมยอมลืมตาในที่สุด

คำว่าตื่นเต็มตามันเป็นอย่างนี้นี่เอง….

ความที่ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา อาการตื่นเต็มตาของผมมักจะพ่วงมาด้วยการต้องวิ่งหนีอะไรบางอย่างหรือการรีดเค้นอะดีนารีนเพื่อออกเดินทางต่อ แต่ครั้งนี้ไม่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์เหล่านั้นเลยสักเสี้ยว

ผมอยู่บนตักของเมินโหยวผิง ซุกมือเข้าใต้ส่วนที่เกือบจะเป็นก้น หน้าของผมแนบอยู่กับหน้าท้องที่กั้นด้วยผ้ายืดสีดำ หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ค่อยไล่สายตาขึ้นไปยังใบหน้านิ่งสนิทที่ก้มลงเล็กน้อย แพขนตาที่แนบลง ช่างเป็นมุมมองที่ประหลาดเกินบรรยาย

หากจะถามถึงว่าชั่วชีวิตนี้เคยได้นอนตักใครมาแล้วบ้าง หากไม่นับช่วงเวลาในวัยเด็กแล้วพบว่าคำตอบนั้นคือ ‘ไม่มี’

หากจะถามถึงว่าชั่วชีวิตนี้เคยใฝ่ฝันอยากนอนตักใครบ้าง ต่อให้นับดาราสาวชื่อดังแล้วก็ยังพบว่าคำตอบนั้นคือ ‘ไม่มี’

ลมหายใจสม่ำเสมอของคนตรงหน้าทำให้ผมไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าแม้แต่กระพริบตา ทั้งการกลืนน้ำลายผมก็ยั้งตัวเองไว้เพราะตัวเสียงเพียงเล็กน้อยนั้นจะทำให้ตาเรียวนั้นลืมขึ้น และผมไม่รู้ว่าควรจะทำหน้ายังไง

ราวกับมีอะไรบางอย่างสะกิดผมอยู่ข้างใน ทั้งรัวและรุนแรงกระหน่ำอยู่ราวกับมีมรสุมลมแรง

ลองจินตนาการดูว่าหากเจ้าของตักเป็นคนอื่น ผมคงจะลุกขึ้น ปลุก ตบหัว แซว และขึ้นห้องกลับไปนอน ไม่ก็ไล่อีกคนไปนอนที่อื่น ยึดโซฟานี้เพียงลำพัง…

การทดลองจินตนาการนี้น่ากลัวอย่างมาก ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือจุดตั้งต้นของข้อสันนิษฐานที่น่าสะพรึงบ่างอย่าง นั่นคือ ‘ทำไมอู๋เสียจึงมีวิธีการปฏิบัติตัวกับคนคนนี้ในวิถีที่ไม่เป็นปกติ?’ เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วบางอย่างในตัวผมก็ปั่นป่วน ทั้งเย็นยะเยียบและสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงตัวใจเต้นเร็วระรัวดังก้องในหู ผมปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะ ผ่อนอย่างสม่ำเสมอให้หัวใจเต้นอย่างปกติ กลัวเสียงที่รัวดังกล่องกระหน่ำจะปลุกให้อีกคนตื่นขึ้นมา

ผมเลือกที่จะหลับตา แม้ว่าจะไม่สามารถหลับลงไปได้แต่ก็ไม่กล้าที่จะลืมตาขึ้นมาอีก อะไรบางอย่างบอกผมว่าหากลืมตาขึ้นมาในตอนนี้ ภาพแรกที่เห็นจะเป็นนัยน์ตาสีดำสนิทของใครอีกคน

บางทีตัวผมก็มีความอดทนอย่างไม่น่าเชื่อ ผมสามารถนอนหลับตาตัวนิ่งเป็นหินอยู่ในท่านั้นอยู่นาน เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ แต่สำหรับผมมันนานเป็นชั่วโมงๆจนคิดว่าไม่นานฟ้าคงสว่าง มองหลังเปลือกตาตัวเองในความมืด สมาธิแตกกระจายแม้จะพยายามควบคุมมันใช้ในใจการกำหนดลมหายใจกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมา ปัญหาเกิดขึ้นตอนที่มือทั้งสองข้างที่ซุกอยู่ใต้ ‘สิ่งที่คิดว่าเป็นหมอน’ เกิดอาการเป็นเหน็บ ความรู้สึกยิบลามทั้งมือมายังแขน ถึงขนาดนี้มันยังไม่กล้าชักมือออกมา จะแกล้งเปลี่ยนท่าผมยังไม่กล้าทำ

การขยับตัวของเขาทำให้สมาธิของผมรวมกันได้อย่างน่าทึ่ง เมินโหยวผิงขยับตัว ดึงมือผมออกมานวดที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง จากนั้นจึงค่อยยกศีรษะของผมขึ้นให้ผมนอนหงายราบไปกับโซฟา มีเพียงแก้มของผมนาบไปกับความอุ่นที่ยังคงทิ้งไว้บนฟูกโซฟา

ภายในกลางหน้าอกของผมสั่นคลอน คาบเกี่ยวระหว่างความรู้สึกเสียดายกับความโล่งอก ซึ่งผมไม่ยอมจมลึกไปกับความคิดนั้น สะกดให้ตัวเองนอนหลับอย่างที่ควรจะเป็นเสียที

ใครจะรู้ว่าสวรรค์ไม่เต็มใจให้ผมทำเช่นนั้น มือของอีกคนช้อนรองใต้คอกับท่อนแขน อีกข้างช้อนใต้ข้อพับเข่า ยกตัวผมขึ้นอย่างแผ่วเบาราวกับน้ำหนักบนแขนทั้งสองข้างนั้นไม่ต่างอะไรจากปุยนุ่น สัมผัสได้ถึงจังหวะเดินที่เรียบนิ่งราวกับอยู่บนรถโช๊คนิ่มไร้แสงสั่นสะเทือน ผมตั้งสมาธิกับการปล่อยตัวให้เบาและไม่เผลอเกร็งร่างกายสักส่วน จวบจนหลังของผมแตะบนฟูกนุ่ม หัวได้หนุนหมอนขนเป็ดนิ่มสบาย ผ้าห่มแนบลำตัวมาถึงอก ผมแกล้งทำประหนึ่งเป็นคนตายทั้งที่หัวใจเต้นกระหน่ำรัวอย่างน่าหนวกหู

ผมคลายตัวและสมาธิทันที สถานที่นี้ผมสามารถนอนเหยียดแขนขาได้อย่างสบาย หากแต่ยังคิดได้ว่าผมไม่ได้ยินเสียงการเปิดปิดประตูอีกเลยนับตั้งแต่ร่างของผมอยู่บนเตียง และผมไม่เชื่อในประตูที่ส่งเสียงเสมอนั้นจะเงียบขึ้นมาในวันนี้ เมื่อทุกอย่างในห้องเงียบสนิท ฟูกเตียงก็ยุบตัวลงอีกครั้ง ผมเผลอเกร็งตัว ถึงแม้ระยะที่ได้ยินจะห่างออกไปเล็กน้อยก็ตาม พอทุกอย่างสงบลงก็ได้ยินเสียงหายใจของอีกคนถัดจากร่างของผมไป

 

หวังเหมิงมองผมที่นั่งสัปหงกเป็นพักๆ พอมีข้าวมาส่งก็มาสะกิดเรียกผมทีหนึ่งให้ตื่นมากินข้าวก่อนจะกลับไปนั่งเล่นเกมตามปกติ ผมบิดขี้เกียจ หวนนึกไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหนและหลับไปได้อย่างไรในสภาพแบบนั้น จำได้ว่าตอนตื่นขึ้นมามีเพียงผมคนเดียวบนเตียง ถึงกับโล่งใจที่ทุกอย่างเป็นเพียงความฝันที่แสนเพ้อเจ้อ หากแต่รอยยับย่นบนเตียงที่มากกว่าปกตินั้นคอยเตือนว่ามันเป็นเรื่องจริง

อันที่จริงวันนี้ตั้งแต่ตื่นมาผมยังไม่ได้พูดคุยอะไรกับเมินโหยวผิงเป็นชิ้นเป็นอัน เจ้าของใบหน้านิ่งเฉยนั้นกวาดบ้านถูพื้นอย่างคล่องแคล่วจนผมเหลือบตาไปมองหวังเหมิงที่ทำหน้าม่อยเหมือนคนโดนทำคะแนนแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างปลงๆ ผมเรียกเมินโหยวผิงมากินข้าวด้วยกันอย่างเคยตัว

พอเมินโหยวผิงนั่งลงตรงข้ามผมก็เกิดอาการไม่กล้ามองขึ้นมา แต่ปากของผมดันชวนคุยไปว่า…

“เมื่อคืนหลับสบายไหม?” พูดแล้วก็ยัดข้าวเข้าปากโทษฐานพูดอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ก่อนจะกลับลำอย่างสวยงาม “คราวก่อนนายนอนบนโซฟานี่?”

เขาว่าเขานอนตรงไหนก็ได้ ผมก็พยักหน้ารับ

“แต่ฉันจำได้ว่าฉันหลับไปตอนดูหนังนะ” พูดแล้วก็ยัดข้าวคำโตๆใส่ปากตัวเองโทษฐานพูดอะไรไม่คิดไม่จำและหาทางกลับลำไม่ถูกด้วย

“ฉันอุ้มนายไปนอนที่ห้องเอง” เมินโหยวผิงคีบกับข้าวใส่ปาก แต่ตามองสบกับผมจนรู้สึกปวดหนึบในใจ “นอนตรงโซฟาอาจจะเป็นหวัด”

อันที่จริงมนุษย์สันหลังยาวอย่างผมนอนบนโซฟาบ่อยมากหากขี้เกียจขึ้นห้อง ทั้งกลางวันกลางคืนเคยนอนเลื้อยมาหมดแล้ว หากจะมาเป็นหวัดเอาเมื่อคืนนี้ก็ดูจะสายไปหน่อย คิดไปคิดมาผมก็เร่งกินข้าวให้เร็วขึ้นราวกับจะหนีอะไรบางอย่าง

 

ไม่ได้ทำอะไรก็เกือบจะหมดวัน ผมบอกหวังเหมิงให้ออกไปซื้อข้าวมื้อเย็นให้ พอหวังเหมิงเห็นเมินโหยวผิงเดินตามตัวเองออกไปก็เดินวกกลับเข้ามาบอกว่าให้ผมไปเองเสียอย่างนั้น… เจ้านี่นี่มันลูกจ้างประเภทไหนกัน?

คิดว่าผมเองน่าจะเคยชินกับการที่มีมนุษย์เงียบเดินไปไหนมาไหนด้วยแล้ว วันนี้กลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป มันเก้อๆอย่างไรพิกล พอเข้าย่านตลาดผมก็กังวลใจ เมินโหยวผิงเดินเยื้องด้านหลังของผมทำให้ต้องเหลือบไปมองอยู่เรื่อยแม้จะเชื่อว่าฝีมือการตามรอยของเขาไม่แพ้ใคร แต่หากที่นี่ไม่ใช่ในกรวยก็ยากจะวางใจ พอทำบ่อยเข้าเขาก็รู้ตัว เดินมาเคียงขนาบข้างผม เรียกได้ว่าอยู่ในระนาบข้างทุกที่ ไม่ว่าผมจะเดินเข้าร้านไหนดูอะไรก็ตาม

ผ่านแผงที่ขายแผ่นซีดีหนังแล้วก็นึกอยากดูขึ้นมา ผมเลือกดูสองสามแผ่น มีใบหน้าของคนข้างๆเอียงมาดูเลือกปกด้วย จึงหยอกถามเล่นๆ

“มีเรื่องไหนอยากดูไหม?” แน่ละ อย่างเมินโหยวผิงจะมาสนใจอะไรกับเรื่องแบบนี้

เขาส่ายหน้าเป็นคำตอบซึ่งไม่ผิดจากที่คาด ก่อนจะเสริมขึ้น “เอาที่นายอยากดู ฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้”

ออกจากร้านมาได้หนังมาสี่เรื่อง ว่าช่วงกลางวันสักวันจะชวนหวังเหมิงมานั่งดูแก้เบื่อ จากนั้นเริ่มหากับข้าวสำหรับมื้อเย็น พอถึงตอนนี้ก็อดคิดถึงนายอ้วนขึ้นมาไม่ได้ มองเห็นสิ่งที่นายอ้วนเคยทำก็อยากกิน ผมกับเมินโหยวผิงช่วยกันเลือกกับข้าว รู้สึกอีกทีก็มีห้าอย่างในมือ ซึ่งดูจะมากไปสำหรับสองคน ทางแก้คือจับหวังเหมิงมานั่งกินด้วย คิดได้ดังนั้นก็เดินเข้าฝั่งตลาดสดหาเลือกซื้อไข่เป็ดให้หวังเหมิงเจียวให้กิน

ได้ไข่ในมือหกฟอง จ่ายเงินเรียบร้อยผมก็หยุดนิ่ง ตอนนี้เมินโหยวผิงไม่อยู่ข้างตัวผมแล้ว ผมคงมองของจนเพลินไม่ทันได้ฉุกใจ ผมกวาดตามองโดยรอบก่อนจะสะดุ้ง มือของผมข้างที่ว่างโดนรวบจับเอาไว้ เขายังคงหน้าเรียบเฉย ในมือมีถุงกับข้าวที่ช่วยผมถือ ดูเป็นภาพที่น่ารักแปลกๆ

 

กลับถึงร้านผมส่งไข่ให้หวังเหมิงพร้อมคำสั่งไข่เจียวต้นหอมซอย หวังเหมิงพยักหน้าส่งๆรับไข่ด้วยสภาพดูไม่ค่อยเต็มใจทำ สายตาของลูกจ้างหยุดลงพร้อมทำสีหน้าประหลาด ผมจึงคิดได้ว่าตอนนี้ยังจับมือกับคนข้างๆอยู่ และไม่รู้จะปล่อยตอนไหน เพราะผมคลายมือออกนานแล้ว โดนมองมากๆเข้าเขาก็คลายมือออกอย่างอ้อยอิ่ง ผมเองคล้ายอยากพูดบางอย่างกับหวังเหมิง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้จะพูดอะไรให้มันสร้างสรรค์จึงตัดใจ ปล่อยหวังเหมิงไปเจียวไข่น่าจะมีประโยชน์ที่สุด

มื้อเย็นไม่มีอะไรมาก ด้วยปกติผมกับหวังเหมิงก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกัน คนหนึ่งเล่นเกมคนหนึ่งหลับ สลับกันเป็นวัฏสงสารน่าอนาถนัก อีกคนก็เงียบมากถึงมากที่สุดตามปกติ เสียงที่ทำให้บรรยากาศดูไม่เงียบเกินไปคงเป็นเสียงผู้ประกาศข่าวในโทรทัศน์นั่นเอง

ตอนเก็บล้างผมคุยเรื่องหนังแผ่นที่ซื้อมากับหวังเหมิง เขาพยักหน้าอย่างไม่เห็นตื่นเต้นแล้วก็กลับไป ปล่อยให้ผมยืนช่วยเมินโหยวผิงล้างเช็ดกันลำพัง

 

อาบน้ำเสร็จก็วนมาที่ลูปเดิม ผมนั่งดูทีวี กับอีกคนที่อาบน้ำเสร็จแล้วนั่งอยู่อีกด้านของโซฟา คราวนี้ต่างตรงที่ทีวีเป็นฝ่ายดูผม ความสนใจของผมอยู่ที่คนร่วมบ้านมากกว่าจอสี่เหลี่ยมนั่นเสียอีก ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองไหมที่ระยะห่างของคนสองคนบนโซฟามันดูน้อยลงกว่าเมื่อวาน ในมือของเมินโหยวผิงมีแผ่นหนังที่ซื้อมาเมื่อช่วงเย็น เห็นท่าทีสนใจของเขาผมจึงเปิดดูเรื่องนั้น

อีกจุดที่ต่างออกไปคงจะเป็นเมินโหยวผิงหลับ ….หรืออาจะพักสายตา ใบหน้านั้นก้มลงเล็กน้อย ดวงตาปิดสนิท ผมมองซีกใบหน้านั้นเงียบงัน

 

ผมเผลอหลับไป…

การเปิดทีวีคงเป็นการกล่อมผมนอนทางหนึ่ง ผมแหงนหน้าหงายไปกับพนักผิงโซฟา หลับไปทั้งอย่างนั้น เหลือบตามองข้างๆพบความว่างเปล่า มองดูทีวีหน้าเป็นจอสีฟ้ามีสัญลักษณ์ยี่ห้อเครื่องเล่นแผ่นเด่นหราอยู่กลางจอ ผมยืดแขนคลายขี้เกียจคิดว่าควรจะขึ้นนอนบนห้องดีๆ เสียแต่ที่ขาผมเป็นเหน็บยังไม่สามารถทำใจ้แข็งพอจะขยับมันตอนนี้ได้ ผมเลื่อนสายตามาที่ขาของตัวเอง สะดุดหยุดอยู่ที่หน้าตักค้างอยู่อย่างนั้น

ใบหน้าสงบนิ่งอยู่บนหน้าตักของผมนี่เอง สองมือของเขาประสานกันล่างช่วงอก หายใจสม่ำเสมอ เส้นผมสีดำประกับกางเกงผ้าแพรสีเขียวเข้มของผม ตัวผมเองจะทำสิ่งใดได้อีกนอกจากนั่งเกร็งตัวอยู่แบบนั้น

วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน ผมไม่รู้ว่าตัวเองสามารถทำเป็นหลับในสภาพนี้ได้นานแค่ไหน ท่ามันไม่ได้สบายเหมือนครั้งก่อนแล้ว สิ่งหนึ่งที่รู้คือหากขยับตัวเพียงนิดเขาจะต้องตื่นขึ้นมาอย่างแน่นอน ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น และสิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือผมไม่สามารถอุ้มเขาขึ้นห้องไปนอนได้อย่างที่เขาทำกับผมเมื่อคืนแน่ๆ

การไม่แกล้งทำเป็นหลับมีข้อดีก็คือสามารถมองใบหน้านี้ได้นานตราบเท่าที่อีกฝ่ายไม่ลืมตา เมินโหยวผิงมีเครื่องหน้าที่ดีแม้สีหน้าที่แสดงมักจะเฉยเมยไม่แยแส เวลานอนในท่านี้สามารถเห็นหน้าผากที่ยามปกติจะมีผมปรกลงมาตลอดเวลา นึกอยากเอานิ้วจิ้มสัมผัสที่หน้าผากนั้นดูสักครั้ง แต่กลัวระบบตอบสนองอัตโนมัติของเมินโหยวผิงที่อาจจะหักนิ้วของผมทิ้งก่อนที่เขาจะลืมตา

ถึงอย่างนั้น มันก็น่าลอง….

ในใจของผมร้องออกมาแบบนั้น มือของผมเงื้อง่าห่างจากผิวของเขาไม่กี่เซ็นติเมตร ในความอยากลองยังคงมีความลังเลอยู่ ความลังเลที่ว่าคือประโยคคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว ‘หากเมินโหยวผิงลืมตาขึ้นมานายจะตอบเขาว่ายังไง?’

มือของผมสั่น…

มันเกิดขึ้นอีกแล้ว การทดลองจินตนาการ… ผมห้ามความคิดของตัวเองไม่ได้ สมองของผมสูญเสียการควบคุมราวกับมันไม่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของร่างอีกต่อไป มันขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นที่มีอิทธิพลเหนือกว่า

 

หากว่าบนตักนี้เป็นคนอื่น ยังจะอยากสัมผัสอยู่ไหม?

หากว่าบนตักนี้คือสาวสวยอย่างอาหนิง คำตอบก็คือ ‘ไม่’

หากว่าบนตักนี้คือหวังเหมิง นายอ้วนหวัง ลูกสาวบ้านข้างๆ คำตอบก็คือ ‘ไม่’

 

‘อู๋เสียปฏิบัติกับคนคนนี้ในวิถีที่ไม่เป็นปกติ เป็นจริง’ เป็นการยืนยันจุดตั้งต้นของสมมติฐาน คำถามต่อมาที่อาจจะสืบเนื่องไปถึงการทดลองคือคำว่า ‘ทำไม?’

ในขณะที่ผมกำลังสัมผัสลงบนผิวเนื้อนั้น ดวงตาเรียวทั้งสองข้างลืมขึ้นฉับพลัน ณ วินาทีที่เปลือกตาเปิดเต็มที่ มือก็สัมผัสเข้าที่หน้าผากนั้นแล้ว ดวงตาของเขาสะท้อนเป็นภาพของผม ความปรีดาจากส่วนลึกผุดขึ้นอย่างเงียบๆ ผมไม่เคยรู้เลยว่าภาพของผมที่อยู่เป็นเงาจางๆบนแววตานั้นทำให้รู้สึกได้ถึงขนาดนี้ มันคือความจำเพาะเจาะจง ไม่มีสิ่งอื่นใดในนั้นนอกจากภาพของผม

มือที่แตะต้องผิวหนังนั้นไม่ยอมรับการสั่งการของสมองเช่นกัน มันเลื่อนลงพาดผ่านดวงตารีสีเข้ม ระเรื่อยผ่านแพขนตาและสันจมูก เรียบลงถึงริมฝีปากหยักที่มักจะเรียบเป็นเส้นตรงไม่ก็โค้งคว่ำเล็กน้อย
นิ้วเรียวยาวของเขารวบแตะที่มือของผม ค่อยขยับมันลากเลื่อนขึ้นไปยังหน้าผากเหมือนเดิม เมื่อได้ตำแหน่งที่พึงใจแล้ว เขาก็หลับตาลง

พลุสีส้มแสดแกมเหลืองจุดสว่างภายในตัวของผม เสียงประทุสนั่นดังเสียงการเต้นของหัวใจ นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่เกิดการสัมผัสแบบไร้ซึ่งจุดประสงค์ มันคือความอยาก เป็นการทดลองย่อยภายในหัวข้อสมมติฐานใหญ่เป้ง หากถามว่ารู้สึกอย่างไร ข้อแรกที่ตอบได้คงจะเป็นพึงพอใจและการถูกยอมรับ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การสัมผัสนั้นมีความหมายเสมอ คือความช่วยเหลือจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่นเดียวกับเมื่อตอนเย็น ผมถือว่าการจับมือในตอนนั้นมีความหมายบางอย่าง แต่ครั้งนี้ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เป็นเพียงความรู้สึกอยากทำ อยากลองเท่านั้น ผมคิดว่าตัวเองจะสะดุ้งตอนที่เมินโหยวผิงลืมตาขึ้นมา หากแต่ตอนมันเกิดขึ้นกลับรู้สึกสงบ การถูกยอมรับเกิดขึ้นในตอนนั้นเอง

อาการเหน็บชาลามขึ้นมาถึงตักของผม เมื่อขยับตัวอย่างเจ็บปวด เมินโหยวผิงก็ลุกขึ้นลงไปนั่งกับพื้น บีบนวดขาของผมคลายเส้น อาการเจ็บยิบของมันทำให้ผมร้องไม่ออก พอผมทำหน้าบูดเบี้ยว คนข้างล่างก็อมยิ้มเล็กหน้อย

“นายเยาะฉันเหรอ?” ผมเอ่ยอย่างอดไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นภาพที่หากดูได้ยาก สิ้นคำผมสีหน้าเขาก็กลับเป็นปกติ

เมินโหยวผิงส่ายหน้า มือยังไม่หยุดบีบนวดตามเส้น เมื่ออาการดูดีขึ้นแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน “ขึ้นห้องนอนเถอะ”

ผมพยักหน้า ลองลงน้ำหนักที่ขาดู ไม่มีอาการเจ็บใดๆตัวผมก็ลอยขึ้นจากพื้น แขนข้างหนึ่งช้อนตำแหน่งหลังต้นขา อีกข้างโอบหลังของผมไว้ ท่าเหมือนเวลาอุ้มเด็กเล็ก ตัวผมลอยหวือยังไม่ทันส่งเสียงร้อง มือคว้าเข้าที่ไหล่ของเขาทั้งสองข้าง

“ส…เสี่ยวเกอ!”

“ฉันไม่ทำนายตกแน่” ได้ยินแล้วอยากจะสวนไปว่าผมไม่เคยห่วงเรื่องนั้น แต่ที่ผมตกใจคือเขาอุ้มผมทำไมต่างหาก ยังไม่ทันได้ถาม เมินโหยวผิงก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ตอนนี้นายลืมตา”

ผมเม้มปากเงียบ ความร้อนในร่างกายมารวมกันอยู่ที่ใบหน้าของผม ในสมองมีเสียงโวยวายดังห้องว่าโดนจับได้เข้าให้แล้ว อันที่จริงผมน่าจะคิดได้ว่าไม่มีอะไรตบตาจางฉี่หลิงได้สักเรื่อง

“ฉันเดินเองได้ หายเป็นเหน็บแล้ว” ผมย้ำ แม้ว่าตอนนี้จะอยู่หน้าห้องตัวเองแล้วก็ตาม เขายังไม่ปล่อยผมลง “ปล่อยเถอะ”

สิ่งที่เขาทำคือวางผมในท่านั่งลงบนฟูกเตียง จัดท่าให้นอนหงายซ้อนทับกับเหตุการณ์เมื่อวาน ผมรู้สึกว่าบรรยากาศบางอย่างที่อวลอยู่รอบตัวของเมินโหยวผิงคือความสนุกเพลิดเพลิน เมื่อห่มผ้าให้เรียบร้อยแล้วก็นั่งลงข้างตัวผม มือเรียวของเขาทาบสัมผัสบนหน้าผากของผม เลื่อนลงมาปิดเปลือกตา เคลื่อนไหวเอื่อยเฉื่อยผ่านแนวจมูกและริมฝีปาก ฝ่ามือนาบลงกับลำคอ

ผมหลับตาแน่น แอ่งชีพจรของผมคงบอกให้เขารู้ว่าเลือดภายใจตัวผมสูบฉีดด้วยอัตราเร็วเท่าไหร่ในหนึ่งวินาที

 

มันคือความตื่นเต้น…

 

ระลึกได้ว่าทุกครั้งที่มือนี้สัมผัสช่วงคอ เมื่อคลายมือออก บางสิ่งจะโดนปลิดชีวิตด้วยมือนี้ ความอบอุ่นที่มือนาบกับลำคอของผม แนบบางเบาราวกับกลัวว่าคอจะรับน้ำหนักมากเกินไป ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นมา ผมเปิดเปลือกตามองใบหน้าของเขาในความมืด มือหยาบกร้านที่คลำทองมานับครั้งไม่ถ้วน เครื่องมือสังหารที่พึ่งพาได้กลับอ่อนโยนเหลือเกินในตอนนี้

ผมกระชากตัวเองออกมาจากความคิดนั้น ร่างกายกำลังจมลงไปในหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้น ทันใดนั้นก็บังเกิดความกลัวเจืออยู่ในความยินดี… ในรอยยิ้มของผม…

“นอนเถอะ” เขาเลื่อนมือมาปิดตาของผมอีกครั้ง และคงจะทำอยู่เช่นนั้นจนกว่าผมจะหลับลง “ตอนนี้ ในโลกของนาย ยังมีฉัน”

 

นิทรากระชากผมร่วงหล่นในห้วงฝัน ณ ประโยคนั้นเอง

to be continued….
___________________________________________

Talk: ใกล้จะจบแล้ววววววววว
จะว่าไปมันก็ไม่กี่ตอนเองเนอะ ใครจะไปรู้ว่ามันจะเดินทางมาถึง 200 หน้า A5 ไปได้…
นี่เป็นอีกหนึ่งตอนที่แต่งเร็วมากค่ะ… สนุกดีที่ได้บรรยายถึงหวังเหมิง เราค่อนข้างเอ็นดูลูกจ้างหกร้อยหยวนคนนี้ค่ะ (ฮา) รู้สึกทำอะไรก็โมเอะไปหมด เลยตั้งใจจะลากมาปรากฏในฟิคให้ได้ มาแบบเด่นล้ำหน้ากันไปเลย (น่าเสียดายที่ไม่สามารถแซงคู่หลักไปได้)
ตอนที่นายอ้วนไม่ออกช่างเป็นตอนที่เงียบเหงา….
ช่วงเวลาที่กดดันที่สุดในการแต่งตอนนี้คือ……….. อีกสองวันต้องปิดต้นฉบับ.. #รู้สึกชีวิตพัง
พูดได้เลยว่า ทำงานเสร็จมากอย่างหมดแรงข้าวต้ม ถึงที่พักตีหนึ่งกว่าก็มาเปิดฟิคแต่งนี่ไม่สนุกเลยสักนัก (ไม่ได้นอนเลยสักนิด…) ในช่วงเวลากระชั้นชิดประหนึ่งกายละเอียดทำงานแทนกายหยาบ บางทีก็ไม่รู้ตัวว่าฉันแต่งไปถึงไหนแล้ว ปล่อยมือออโต้ไพลอตไปซะอย่างนั้น……
สมัยเด็กๆ(…….)คิดว่าการแต่งฟิคได้วันละตอนช่างเป็นเรื่องที่ชิลละเกิน มีเวลาว่างมากมายที่จะได้คิด ได้จมไปกับมัน
ตอนนี้กลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ทั้งงานราษฎ์งานหลวงรุงรังจนแทบจะบ้าตาย อยากจะแยกเงาพันร่างละเกิน… ต้องบังคับตัวเองให้จมลงไปกับความรู้สึกและเนื้อเรื่องที่อยากพิมพ์ให้ได้ในช่วงเวลาที่จำกัดจำเขี่ย ยิ่งกว่าการฝึกทรมานตน มันโหดร้ายมากกับการที่ต้องบังคับให้ตัวเองจินตนาการ… เอ้า จินตนาการแล้วพิมพ์มันออกมาซะสิ….. #ฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว
ใกล้จบก็ชักไม่อยากจะลง #เด๋วๆๆ กลัวเหงา…

ตอนนี้เรื่องใหม่เสร็จไปแล้วหนึ่งตอน
โชคดีที่ว่า มันสามตอนจบ (ถ้ามาเรื่องยาวแบบนี้อีกเราคงได้เอาหัวจุ่มหมอนตายแน่ๆ….) เวลาว่างก็ไม่ค่อยจะมียังมีหน้ามานั่งมโนเพ้อฝัน…. #ควรเอาเวลาไปนอน #กรุณาอย่าสมน้ำหน้า

แล้วเจอกันค่ะ

ปล. รอบไปรฯปิดจอง 22 นี้แล้วนะคะ <3

Advertisements

3 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 12

  1. ・:*(〃∇〃人)*:・

    เขียนดีอะ บรรยายมิมิ อุ้ย ทำหน้าแบบตัวข้างบนตอนอ่านตอนนี้ ฮุฮุฮุ

    ให้เขานอนตักแล้วมานอนตักเขาคืนคืออะไร เมินโหยวผิงขี้เนียน!!!!!!!!!!! (ด่า)
    แล้วอุ้มเจ้าหญิงต่ออีกรอบคืออะลัยยยยยยยยยยยยยย ไอ้ขี้เนียนนนนนนนนนนนนนนนนนน (ด่า)

    นายน้อยเคลิ้มแล้วเอาใหญ่น๊ะะะะะะะะะะะะะะ

    • ครือ… ทำไม… แม้แต่เมินโหยวผิงยังโดนคำว่าขี้เนียนด้วย…… /สะเตือนไต

    • ทุกครั้งที่พี่ด่ามันขี้เนียนนี่ต้องสะดุ้งงงงงง โอ๊ยย เมินโหยวผิงของหนูเป็นคนสายสายยยยยยยยย *ใสใส ปิ๊งๆๆๆๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s