[Daomu fanfiction] 等待着你 – 13

– 13 –
悸动的 – Throbbing

______________________________________

ช่วงหลังนี้หวังเหมิงเริ่มชินกับเมินโหยวผิงมากขึ้น เขาสามารถเล่นไมน์สวีปเปอร์ได้จบเกมโดยที่มีคนนิ่งเงียบยืนมองจากด้านหลัง บางทีก็สลับให้เมินโหยวผิงนั่งอยู่หน้าจอ ท่าทางเหมือนโดนบังคับ หวังเหมิงเพียรสอนเล่นเกมโปรดอยู่ค่อนวัน เมินโหยวผิงยังไม่แตะเมาส์ขยับสักนิด และทุกครั้งที่เมินโหยวผิงทำอะไรที่หวังเหมิงเห็นแล้วไม่ชอบใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือหวังเหมิงจะหันหน้ามาหาผมพร้อมสีหน้าหลากหลายเจือความเพลียใจ ทุกครั้งผมได้แต่ยักไหล่ตอบเขา

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ปรากฏการณ์ในรอบหลายปีที่มีลูกค้าเข้าร้าน หวังเหมิงเดินลากขาเอื่อยเฉื่อยไม่ทันเมินโหยวผิงที่อยู่หน้าร้านแล้ว ลูกค้าครั้งนี้ผมไม่คิดว่าจะขายอะไรได้ เพราะเป็นเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง น่าจะเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่า หวังเหมิงหันมาทำหน้าเบื่อใส่ผมขณะที่ฟังลูกค้าถามรายละเอียดนู่นนี่โดยที่คนหน้าร้านยังไม่เปิดปากพูดสักคำ เดือดร้อนหวังเหมิงต้องไปยืนพูดนั่นนี่เล็กๆน้อยๆ อธิบายตามแบบปกติกับลูกค้าปกติ ผมนั่งมองจากโต๊ะดูสมุดบัญชี เห็นเด็กผู้หญิงในกลุ่มแทบไม่ฟังที่หวังเหมิงพูด สายตาเหลือบมองคนหน้านิ่งเป็นระยะ ท่าทางสนใจคนมากกว่าของในตู้แล้วนึกคันปากอยากแซว แต่เดี๋ยวเก็บไว้เมาท์กับนายอ้วนหวังน่าจะมันมากกว่า

หลังจากวัยรุ่นกลุ่มนั้นผ่านไปผมแทบไม่เชื่อสายตา ปิ่นปักผมกิ๊กก๊อกราคาไม่กี่เหรียญขายออกด้วยการพยักหน้าของเมินโหยวผิงเพียงครั้งเดียว หวังเหมิงเดินเข้ามาเปิดสมุดบัญชีจดยิกๆ สีหน้าเหม็นเบื่อ ถึงของที่ขายได้จะมูลค่าแทบไม่มีราคา แต่ก็ขายได้ นับเป็นเรื่องที่ไม่มีมานานมากแล้ว ลูกค้าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายผมก็ไม่คิดอะไร ด้วยรู้สึกบันเทิงมากกว่า แต่จะบันเทิงเมินโหยวผิงหรือบันเทิงหวังเหมิงก็ยากที่จะตอบ

อุปนิสัยพื้นฐานของหวังเหมิงเป็นเช่นเดียวกันกับผม นั่นคือรอให้เวลาไหลผ่านไปในแต่ละวัน ไร้ซึ่งความกระตือรือร้น ผมทั้งเคยต่อว่า ตามมาด้วยความปลง ปล่อยมันไปเพราะไม่เห็นความเดือดร้อน ผมชาชินและร่วมไปกับความเฉื่อยนี้ จึงไม่น่าเชื่อว่าปิ่นที่ขายออกไปนั้นปลุกบางอย่างในตัวหวังเหมิง

แม้จะไม่ถึงขั้นขยันเรียกลูกค้า แต่หวังเหมิงก็มีความตั้งใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ซื้อกับข้าว ทำความสะอาดโต๊ะ กระทั่งหนังสือพิมพ์มาส่งก็จะแจ้นออกไปรับ ทุกครั้งเมื่อจบการตั้งใจทำอะไรสักอย่าง เจ้าตัวจะหันไปมองเมินโหยวผิงแล้วยิ้มให้ ผมไม่เข้าใจความหมายของรอยยิ้มนั้น แค่คิดว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่เหมือนได้ดูโชว์เรียลิตี้สักเรื่อง ไม่เห็นเหตุที่ต้องห้าม ปล่อยหวังเหมิงทำไปไม่กี่วันก็คงจะเหนื่อยเลิกไปเอง เพราะผมมั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ลุกมาแข่งอะไรแบบนี้ด้วยแน่นอน

หากพ้นการก่อกวน(แบบห่างๆ อย่างไกลๆ)ของหวังเหมิงแล้ว ส่วนใหญ่เมินโหยวผิงจะนั่งอยู่กับผมในระยะที่บางครั้งต้องเลิกคิ้วมอง นั่งตรงข้ามบ้าง ด้านข้างบ้าง บางทีก็ข้างในระยะที่แขนเบียดกัน ผมไม่ได้รู้จักรังเกียจอะไรแต่แค่สงสัยว่ามีที่ตั้งมากมายจะมานั่งแนบกันทำไม หากผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เขาก็จะมานั่งข้างๆเสมือนอ่านด้วยกันกับผม ไม่ก็ยกชา คอยเติมชาให้ จนผมรู้สึกเหมือนเป็นเถ้าแก่ไม่ก็หัวหน้าแก๊งค์สักพรรค ลูกน้องคนหนึ่งจู่ๆก็ตั้งใจ อีกคนไม่ใช่ลูกน้องแต่ดูเหมือนมือขวาของหัวหน้ากลุ่ม คิดแล้วก็ตลกพิกล

ความตั้งใจของหวังเหมิงยังคงเป็นถึงช่วงเย็น เจ้าตัวยอมออกไปซื้อของโดยมีเมินโหยวผิงเดินไปด้วย ผมมีหน้าที่ยื่นเงินให้ การตัดสินใจซื้อให้เลือกเอาเอง ผมไม่ค่อยเรื่องมากเรื่องกินโดยเฉพาะเวลาไม่มีตัวเลือกจึงไม่มีรายการที่อยากกินในใจ ให้ตัดสินใจได้อิสระ เงินที่เหลือหวังเหมิงจะซื้ออะไรกินเองก็ตามแต่คนออกไปซื้อ สั่งเสร็จผมก็นั่งอ่านสามก๊กรอ สักพักก็เริ่มง่วง ไม่นานก็ฟุบงีบอยู่ตรงโต๊ะบัญชี

เงยหน้าขึ้นมาอีกทีตอนหวังเหมิงทำหน้าตาตื่นเขย่าตัวปลุกผมบอกว่ามีเรื่องใหญ่แล้ว นายใบ้หายตัวไป ผมที่กำลังมึนๆเบลอๆก็ค่อยประมวลผล คิดๆไปแล้วรู้สึกไม่น่าเป็นห่วง เมินโหยวผิงเคยไปตลาดกับผมมาแล้ว รอบที่สองย่อมไม่มีการหลงทางเกิดขึ้น ถึงแม้การอยู่บนดินจะมีทักษะการอยู่รอดต่ำ แต่เรื่องเส้นทางคงไม่น่ากังวล นั่งฟังหวังเหมิงที่เล่าว่าเขาเดินรอบตลาดหลายรอบเพื่อหาตัวก็ไม่เจอ ทำหน้าประหนึ่งทำลูกชายของผมหายแล้วไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนมาใช้คืน เห็นแล้วสงสารจึงบอกว่าอีกสักพักเมินโหยวผิงก็คงกลับมาเอง

ไม่นานหลังจากนั้นเมินโหยวผิงก็กลับมาที่ร้านจริงๆ หวังเหมิงโล่งใจออกนอกหน้า จากนั้นก็เลิกล้มความ ‘ตั้งใจกระทำการใดใด’ ทันที กลับมาเอื่อยเฉื่อยนั่งสัปหงกอยู่หน้าร้านเหมือนปกติ

ช่วงบ่ายคล้อยเป็นอะไรที่บันเทิงสำหรับผมมาก โดยเฉพาะท่าทีของหวังเหมิง เจ้าตัวนอนจนเบื่อแล้วทำท่าจะมาเล่นเกมในคอมพิวเตอร์ แต่กลับโดนอีกคนนั่งตัดหน้าเฉย ลูกศรบนหน้าจอถูกเลื่อนไปมาไร้จุดหมาย คนโดนตัดหน้าก็ทำหน้าเซ็ง เดินเลี่ยงไปคว้าหนังสือพิมพ์มานั่งอ่านแทน อีกครั้งคือตอนคุณตาข้างบ้านชะโงกมองหาผม ก่อนที่ผมจะได้ขยับตัวรื้อหากระดานหมากรุกกระดาษ หวังเหมิงก็เดินออกไปรับหน้า มีเมินโหยวผิงเดินตัดหน้าไปคุยกับคุณตาหน้าเรียบเฉย ผมเห็นหวังเหวิงหมุนตัวกลับมาหาผมหน้าตาบ่งบอกว่ามีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ผมที่ไม่รู้จะแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไง ได้แต่หัวเราะใส่หน้าลูกจ้างที่อยู่ด้วยกันมานาน

 

หลังจากที่ปิดร้านเรียบร้อยแล้วเราก็นั่งกินข้าว เป็นกับข้าวที่เหลือจากมื้อกลางวัน เอามาอุ่นหน่อยก็พอกินได้ เก็บล้างเสร็จแล้วนั่งดูข่าวกันสักพักก่อนจะแยกย้ายกันไปจัดการธุระของตัวเอง วันนี้ผมกะจะอ่านสามก๊กต่อให้จบเล่มจึงไม่ได้ลงไปชั้นล่างอีก นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนุ่มๆของตัวเองแทน อ่านจนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัว

ผมรู้สึกตัวตื่นมาตอนที่ผ้าห่มเลื่อนขึ้นมาถึงคอ กระพริบตามองเมินโหยวผิงที่จับผ้าห่มแล้วลุกขึ้นนั่ง วางหนังสือที่ค้างอยู่ในมือบนโต๊ะเตี้ยข้างเตียง ขยับตัวเล็กน้อยให้อีกคนพอมีที่ว่างพอที่จะนั่งลงบนฟูกขอบเตียงได้

มือของเขายื่นของบางอย่างให้ผม เพิ่งตาก็มองไม่เห็น จึงเอื้อมไปเปิดไฟ สีเหลืองนวลของหลอดไฟทำให้ผมเห็นปลายเชือกถักที่ทิ้งตัวเลยฝ่ามือนั้นออกมา และสิ่งของอีกอย่างที่สะท้อนกับแสงไฟคือลูกประคำสีน้ำผึ้งที่ข้อมือของเขา ในตอนนั้นหัวผมหมุนติ้วคล้ายจะเป็นลม ไม่หลงเหลือความง่วงงุนอีกต่อไป ข้อมือข้างขวาของผมถูกรั้งขึ้นด้วยเรียวนิ้วแข็งแรง มือผมถูกแบออก สร้อยข้อมือเส้นหนึ่งถูกวางลงบนนั้น

“ของนาย” เขาพูดเพียงเท่านั้น

สิ่งที่อยู่บนมือคือสายสร้อยข้อมือเชือกหนังถักสีแดงคล้ำ ลายถักประณีตสวยงาม ช่วงกึ่งกลางเส้นมีเม็ดหินลายคล้ายเกล็ดมังกรประดับอยู่สามเม็ด ตัวเม็ดหินสีขุ่นใส มีลายเส้นหินสีดำพาดคล้ายเกล็ด แต่ละอันถูกเว้นช่วงเล็กน้อยพอสวยงาม ความยาวของมันขนาดพอดิบพอดีกับข้อมือ

“ซื้อมาจากแถวไหนน่ะ?” ผมมองงานฝีมือแล้วอดคิดถึงมูลค่าไม่ได้ แถมสิ่งที่ประดับอยู่กลางเส้นก็ดูไม่ธรรมดา แม้จะไม่ได้คิดอยากประเมินราคา แต่ผมก็อดอยากรู้ไม่ได้

“จำไม่ได้แล้ว” เมินโหยวผิงตอบง่ายๆ “แต่ละอย่างเก็บมานานมากแล้ว ในกระเป๋า”

“แต่ละอย่าง?” สมองของผมขาวโพลน พยายามถามเพื่อตัดตัวเลือกคำตอบในใจ “นายไปให้ที่ร้านถักร้อยให้เหรอ?”

คนฟังส่ายหน้า พูดอย่างไม่สนใจว่าผมจะรู้สึกยังไง “ฉันทำเอง”

ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปถึงจะดีต่อผมและเขา อย่างที่บอกว่าสมองของผมว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดข้างในทั้งสิ้น ความรู้สึกของผมตอนนี้เหมือนบินได้ อยากจะกระโดดลงหน้าต่างเพื่อพิสูจน์อย่างไรชอบกล ผมพาดสาดสร้อยกับข้อมือ พยายามผูกมันด้วยท่าทางเก้กัง เมินโหยวผิงเอียงตัวเข้ามาใกล้และช่วยใส่จนสำเร็จ มองดูผลงานแล้วอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่ามันช่างเหมาะกับข้อมือของผมอย่างไรชอบกล

“ขอบคุณ” สิ้นคำของผมเขาก็ลุกขึ้นปิดไฟให้ มองผมครู่หนึ่ง ในความมืดนี้ผมรู้สึกคล้ายเขาจะยิ้ม

 

……ผมนอนหลับไม่ลงอีกเลย

 

เวลาล่วงเที่ยง ร้านของผมก็มีแขกมาเยี่ยมเยียน ซึ่งไม่ใช่คนอื่คนไกลที่ไหน นายอ้วนหวังนั่นเอง เขารีบจับเครื่องมาจึงไม่ได้บอกผมล่วงหน้า ตอนเขาเดินเข้าร้านมาผมกำลังนั่งสัปหงกอยู่หน้าโต๊ะบัญชี เงยหน้ามองนายอ้วนแล้วจะหลับต่อก็โดนเอาหนังสือพิมพ์ม้วนตีเข้าให้ หวังเหมิงที่เล่นเกมอยู่ก็หลบฉากออกไปนั่งเฝ้าหน้าร้านนอนเผื่อในส่วนของผมต่อทันที

“ทำอะไรมาท่าทางอดนอน” นายอ้วนพาตัวเองไปนั่งโต๊ะ รินน้ำชาให้ตัวเองไม่รอเจ้าของบ้าน ซดหมดหนึ่งถ้วยจึงรินให้ผมและตัวเองอีกแก้ว “หรือมีอะไรสนุกๆที่เสี่ยอ้วนพลาดไป?”

ผมแทบพ่นน้ำชาใส่หน้าหนังสือพิมพ์ สำลักอย่างรุนแรงเหมือนชากำลังไหลออกทางจมูก นายอ้วนต้องลุกขึ้นมาตบลูบหลังให้ นำให้ผมจิบชาให้คล่องคออีกครั้ง

“ฉันพูดอะไรผิดหรือไง? หรือน้องเสี่ยวเกอทำอะไรนายวะ?” ประโยคหลังเขาพูดเสียงจริงจังขึ้นมา คราวนี้ผมเอาหนังสือพิมพ์ฟาดเขา

“ไม่ได้ทำ! ทำไมอะไรๆก็ต้องเรื่องนี้ตลอด ฉันมีเรื่องอื่นมั่งได้ไหมเล่า”

“มีเรื่องอื่นด้วยเหรอ?!” ตอนนี้ผมขอหลับตาไม่นับอายุแล้วเตะคนจะได้ไหมนะ… “อู๋เสีย ฉันให้นายคิดดูดีๆ ตั้งแต่รู้จักนายมา แม่งแปดสิบเปอร์เซ็นต้องเป็นอะไรที่เกี่ยวกับเสี่ยวเกอทุกทีนั่นแหละ”

ผมอ้าปากจะค้านเถียง แต่คิดไปคิดมาก็หุบปากลง ถือคติ ไม่เถียง ไม่พูด ไม่เข้าตัว ปลอดภัยที่สุด เลี่ยงซดชาอีกยก

“เฮ้ย สร้อยข้อมือสวยดีนี่นา” นายอ้วนคว้ามือของผมไปดูอย่างละเอียด ไม่สนใจเจ้าของที่เกือบสำลักน้ำชาอีกรอบ “ลายถักแบบนี้ไม่ค่อยเคยเห็นเลยแฮะ หินเกล็ดมังกรนี่ก็น้ำดีมาก นายไปได้จากไหนมาเนี่ย?”

“เอ่อ…” ผมอ้าปากทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะตอบอะไรไปดีไม่ให้รู้สึกเก้อกระดากมากกว่านี้

เสียงนายอ้วนขัดความคิดผม เขาร้องทักเสี่ยวเกอที่เพิ่งเดินออกมาจากในครัว “เป็นไง อยู่ที่นี่โดนใช้งานหนักไหม?”

เมินโหยวผิงพะเยิดหน้าไม่ตอบอะไร นั่งลงถัดไปไม่ไกลนัก มองข้อมือผมที่ยังอยู่ในมือนายอ้วน

“เออ จะว่าไปเรื่องนี้เสี่ยวเกอต้องรู้แน่ น้องเสี่ยวเกอว่าสร้อยเส้นนี้มันมาจากไหนน่ะ? เสี่ยอ้วนอยากได้บ้าง งานดี เห็นแล้วต้องตา ถามเทียนเจินมันก็อึกอักตอบช้าไม่ทันใจวัยรุ่น”

“ฉันให้” เมินโหยวผิงตอบง่ายๆ สองมือล้วงเข้ากระเป๋าที่เอวของเสื้อฮู้ดสีน้ำเงิน

คำตอบนั้นทำให้นายอ้วนหวังหันมาหาผม มองราวกับจะค้นคว้าอะไรบางอย่างก่อนจะชวนคุยเรื่องอื่นให้ผมหายใจคล่องปอดมากขึ้น และเพิ่งเห็นว่านายอ้วนขนอะไรมาเยอะแยะ พอถามว่าจะอยู่กี่วันก็ตอบว่ามะรืนนี้ก็กลับแล้ว จึงเอ่ยถามที่มาของเป้เดินทางใบเบิ้มนั้น นายอ้วนขยิบตาแล้วตอบว่าความลับ

 

ไม่ว่าเมื่อไหร่คำว่าทำอะไรเรื่อยเปื่อยก็ใช้ได้กับกิจกรรมในร้านเสมอ เวลาบ่ายแก่ๆนายอ้วนชวนผมไปเดินตลาดหาของกิน ปล่อยหวังเหมิงและเมินโหยวผิงเฝ้าร้านกันไปสองคน ส่วนตัวผมเองไม่พลาดที่จะเสนอความคิดให้นายอ้วนลงมือทำมื้อเย็น เขาไม่ขัด ได้แต่บอกว่าเขาจะทำแค่มื้อนี้มื้อเดียว พรุ่งนี้ทุกอย่างคงจะวุ่นวายจนไม่มีเวลาทำ ให้ผมเตรียมสั่งอาหารเอาไว้แทน คิดว่านายอ้วนต้องมาติดต่อธุระบางอย่างที่นี่ แค่แวะมาหากันได้ผมก็ดีใจแล้ว

ระหว่างทางเป็นผมกับนายอ้วนเดินคุยกันตลอดทาง เรื่องราวของทางฝั่งนายอ้วนที่เขากำลังจะได้งานชิ้นใหม่ ตอนนี้อยู่ในระหว่างการตกลงราคา ส่วนทางผมก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างหวังเหมิงกับเมินโหยวผิง หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง เมื่อเดินซื้อของกันพอใจแล้ว นายอ้วนก็ชวนผมแวะหาของกินเล่น บอกว่าเจ้าตัวยังไม่ได้กินอะไรเป็นมื้อกลางวันเลยด้วยซ้ำ ผมจึงเสนอเป็นเจ้ามือให้อย่างไม่เกี่ยงงอน

ในร้านคนไม่พลุกพล่าน นายอ้วนถามเจาะเข้าประเด็นที่เขาสงสัยทันที

“ตกลงตอนนี้มันยังไง? หมายถึง…..” เขาอ้าปากหุบปาก ทำท่างเหมือนคิดคำพูดไม่ออก ถอนหายใจแล้วพูดต่อ “เสี่ยอ้วนตาไวนะ”

ผมที่ไม่มีเรื่องอยากปิดบังเขาอยู่แล้วจึงตอบง่ายๆ “เมื่อตอนไปตั้งแผงกับนาย ฉันซื้อสร้อยประคำมือให้เสี่ยวเกอน่ะ แล้วทีนี้ เมื่อวานก็เอาเจ้านี่มาให้ฉัน เหมือนตอบแทนเรื่องที่ฉันให้ของไป อะไรแบบนั้น”

“ออ…” นายอ้วนพยักหน้า พูดพลางจิบชาแก่สีเข้ม “นายคิดงั้นเหรอ?”

ผมฟังแล้วนิ่งไป ฝั่งตรงข้ามก็ไม่เร่งร้อน เขารอเวลาให้ผมประมวลความคิดหาคำตอบ แต่ในใจผมรู้ดีว่าคำตอบนั้นไม่มีอยู่จริง “ฉันไม่รู้ นายอยากให้ฉันตอบว่าอะไรกันแน่?”

“เฮ้ย เปล่านะ ฉันแค่ถามดู นายคิดแบบนั้นมันก็เป็นแบบนั้นแหละ นึกว่านายจะติดใจสงสัย ลองคิดแบบนี้ดู ไอ้ที่ผ่านๆมาเนี่ยถ้าไม่ใช่ของจ้างวานคีบหรืออะไรที่มันอยู่ในกรวยเนี่ย น้องเสี่ยวเกอเขาเคยให้อะไรเหรอ?” นายอ้วนแตกประเด็น ซึ่งเป็นอะไรที่ผมเคยคิดอยู่เหมือนกัน มันเป็นเรื่องที่ถามเมินโหยวผิงไปก็ไม่ได้ทำให้กระจ่างขึ้นจึงได้แต่ปล่อยตามน้ำไปเสียอย่างนั้น นายอ้วนว่าต่อ “อย่างเทียนเจินนี่ฉันก็คิดอยู่นะว่ามันปกติมั้ย แต่นายมันพวกชอบซื้อนู่นซื้อนี่อยู่แล้ว ไอ้ฉันเองก็เคยได้ของมา แต่ละอย่างมันเอาไว้ใช้ประโยชน์ได้ ลองคิดดูสิว่าทำไมต้องเป็นเครื่องประดับที่โคตรจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักทางนอกจากความสวยงาม”

“เออ ฉันก็คิด” ผมพรูลมหายใจ “ตอนจะให้ยังคิดอยู่เลยว่าเสี่ยวเกอจะรับมั้ย ตอนซื้อก็ไม่ทันได้คิด”

“แล้วที่น่าประหลาดคือน้องเสี่ยวเกอก็ดันใส่ซะด้วย”

“ใช่” ผมพยักหน้าเห็นด้วย เรื่องนี้ทำให้ผมประหลาดใจเหมือนกัน “แต่ก็เพิ่งใส่เมื่อคืนกับวันนี้นะ ทั้งๆที่ให้ไปตั้งนานแล้ว”

“เมื่อคืน?” นายอ้วนหรี่ตาจับผิด

“อือ ตอนเสี่ยวเกอเอาสร้อยข้อมือหนังมาให้ ฉันเพิ่งเห็นว่าเจ้าตัวใส่น่ะ กลางวันก็ไม่ทันได้สังเกตเพราะใส่แขนยาว” ผมอธิบาย ก่อนจะเบี่ยงตัวให้เด็กเสิร์ฟวางอาหารลงบนโต๊ะ

“แล้วนายว่าไงล่ะ?”

“ก็ขอบคุณไปเฉยๆ” จู่ๆก็รู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าแปลกๆเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน นายอ้วนเอนหลังมองหน้าผมอย่างสงสัยจึงต้องพูดต่อ “เอ่อ… ฉันก็ถามเสี่ยวเกอว่าไปซื้อมาจากไหน ก็นายที่นายเห็นแหละ มันสวยจริงๆ ก็ตอบมาหน้าตาเฉยว่าทำเอง ทำให้”

นายอ้วนอ้าปากค้าง “โอ้โห…”

“ใช่มั้ย…” ผมกุมหัวตัวเอง “ทีนี้อย่ามาถามว่าตกลงมันยังไง ฉันไม่รู้คิดไม่ออกไม่อยากคิด มันยากเกินไป”

“อู๋เสีย ฉันว่านายเป็นข้อ ‘ไม่อยากคิด’ มากกว่าแล้วมั้ง นายทำท่ายังกับเจอผีแม่ย่าระยะประชิด”

“มันน่ากลัวกว่านั้นอีก…”

 

ใช่… คนอยากรู้อยากเห็นอย่างผมน่ะเหรอจะไม่คิดสงสัยกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น จะให้ไล่กันจริงๆตั้งแต่แรกก็จะยาวไป ลองคิดทบทวนแค่ช่วงหลังมานี้ก็พอ อะไรคือการเอาเสื้อตัวเองมาห่มให้ผม อะไรคือท่าทางแปลกๆทั้งหมดที่เกิดขึ้น อะไรคือจู่ๆก็เกิดช่วงเวลาหมางเมินช่วงที่ผมอยู่กับเหลาหย่าง อะไรคือการเริ่มมาบอกผมว่าจะไปไหนกลับเมื่อไหร่ อะไรคือมือที่จับกันตอนอยู่ที่ตลาด แล้วทำไมต้องจับผมไปนอนตัก ทำไมต้องมานอนหนุนตักผม ทำไมและอะไรมันเต็มไปหมดยันมาล่าสุดคือสร้อยที่อยู่บนข้อมือตอนนี้

อย่างที่เห็นว่าผมก็ได้ลองคิดหาเหตุผล ผมได้ทดลองจินตนาการ และผมก็ได้รู้ว่ากำลังยืนอยู่บนด้ายเส้นบางๆที่แขวนเชื่อมระหว่างขอบเหวสองด้าน มันคือความกลัวแบบนั้น ความรู้สึกของผมตอนนี้ไม่อยากจำเพาะเจาะจง ทั้งของตัวเมินโหยวผิงเอง ผมคิดว่ามันดีแล้วที่มันเป็นอยู่ตอนนี้ หากถึงจุดหนึ่งที่ทุกอย่างกระจ่างขึ้นมาอาจจะมีบางสิ่งพังทลายลง และผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น จึงปล่อยทุกอย่างให้มันเป็นไปโดยไม่ขัดขืนเพื่อความสบายใจของผมเอง

นายอ้วนเห็นผมเงียบไปนาน หยิบของกินใส่ปากแก้หิวไปพลางมองผมไปพลาง ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “เออ เสี่ยอ้วนรู้แล้วว่ามันน่ากลัวจริงๆ คิดซะหน้ายุ่งเลย”

“ใช่ ฉันเคยอยากแจกแจงความเป็นไปได้ด้วยนะ อย่างที่เคยทำตอนอยู่ในกรวย แต่คิดในใจได้แค่สองสามข้อก็หยุด คิดต่อไม่ไหว กลัวรู้คำตอบ ขอสักเรื่องแล้วกัน ปล่อยแม่งไปเถอะ”

เขาพยักหน้าเคี้ยวปาท่องโก๋ตุ้ยๆ “ถ้านายว่างั้นก็เอาตามนั้นแหละ แต่นายต้องเข้าใจเสี่ยอ้วนนะ พอมาถึงแล้วเหมือนไม่ได้เจอกันหลายปี หลายๆอย่างมันเปลี่ยนไปชัดเจนจนฉันคิดว่าพวกนายตกลงอะไรกันรึเปล่า อะไรแบบนี้”

“ตกลงบ้าบอน่ะสิ!” ผมแย่งปาท่องโก๋คู่สุดท้ายในจานตัดหน้ามือนายอ้วนด้วยความหัวเสีย “นั่นเสี่ยวเกอนะ นั่นเสี่ยวเกอ…”

คราวนี้นายอ้วนหัวเราะ “เออ ได้ฟังความคิดนายแล้วค่อยโล่งใจ ฉันนึกว่านายจะเอ๋อจนมันยุ่งอีรุงตุงนัง แต่ถ้าปล่อยให้ด้ายมันพันมันก็เป็นอีกเรื่องนะ”

สิ่งที่นายอ้วนพูดสะกิดใจผมอย่างแรง ใช่เลย… มันลักษณะอาการเหมือนด้ายพันกันยุ่งและผมไม่คิดจะแกะมัน ซ้ำยังพอใจกับการที่เห็นมันพันจนขมวดเป็นปมยุ่งเหยิงอีกด้วย

“ฉันยังคิดอยู่จนทุกวันนี้เลยนะ ว่ามันจะดีกว่านี้มาก หากเสี่ยวเกอจำอะไรไม่ได้เลย” ผมเปิดหัวข้อ “ถึงจะชอบที่มันเป็นแบบนี้ แต่ก็อดคิดไม่ได้อยู่ดีว่าฉันนี่มันเห็นแก่ตัวสุดๆเลย นี่มันพ้นช่วงที่พยายามตามหาเบาะแสให้แล้ว ฉันแค่กำลัง….กอบโกย”

นายอ้วนตบบ่าผมเบาๆ “คนเรามีสิทธิ์ที่จะเห็นแก่ตัวทั้งนั้นเทียนเจิน ฉันว่านายก็ต้องรู้ว่าสักวันเสี่ยวเกอจะต้องไปแน่ อย่างตอนเพื่อนนายไง ขึ้นชื่อว่าเพื่อนสนิทก็ต้องกอบโกยเวลาที่อยู่ร่วมกันเอาไว้เยอะๆ”

ผมลูบหน้าตัวเอง มองควันจากจอกชาที่ลอยอ้อยอิ่ง ใบชาสีน้ำตาลแก่ลอยแกว่งเคว้งวนไปมาตรงก้นถ้วย “คิดมากประสาทจะกิน…”

“โอ้โห… นายรู้จักคำนี้ด้วยเหรอ?” ผมเงยหน้าขึ้นมองคนพูดทันที “เฮ้ย ไม่ต้องมองแบบนั้นเลย ฉันเห็นแต่ละสิ่งอันที่นายคิด มันควรประสาทแดกไปตั้งนานแล้วเถอะ ไม่ใช่เพิ่งจะมาคิดเอาตอนนี้”

“พอเลย แล้วนี่นายมาติดต่องานอะไรที่นี่เหรอ? ฉันแนะนำเส้นทางให้ได้นะ” ผมเปิดหัวข้อใหม่เนื่องจากไม่อยากคุยเรื่องเดิมแล้ว ยิ่งพูดยิ่งฟัง มันยิ่งเหมือนเห็นอะไรบางอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“เปล่าหรอก พอดีคิดอะไรสนุกๆได้ แถมช่วงนี้ฉันว่างก็เลยมา จะดูว่านายจะอยู่กับเสี่ยวเกอรอดมั้ย” นายอ้วนกวาดอาหารจานสุดท้ายหมด “จริงๆนะ คือคิดไม่ค่อยออกว่าอู๋เสียอยู่กับเสี่ยวเกอจะเป็นยังไงถ้าไม่มีฉัน แล้วยิ่งช่วงที่ไม่มีบุคคลที่สามนี่จะว่าน่าลุ้นก็น่าลุ้น จะว่าน่าสนุกก็ไม่ผิด”

“นี่นายคิดว่ามันจะดีหรือมันจะแย่วะ?”

“ตอบยาก เสี่ยอ้วนนี่คิดภาพไม่ออกสักอย่าง อย่างมากก็คิดว่าเสี่ยวเกอกับนายวันๆไม่คุยห่าอะไรกัน อยู่กันอย่างอินดี้ ต่างคนต่างอยู่ แค่ร่วมหลังคากันเฉยๆ”

ผมคิดตามแล้วก็ดูว่าจริง แถมมีโอกาสเกิดขึ้นสูงเสียด้วย เพียงแต่มันไม่เกิดขึ้นเลยเนี่ยสิ

“ไอ้ไม่ค่อยพูดนี่มันก็ใช่อยู่หรอก แต่อย่างที่เล่า อยากเป็นว่าไปมึนใส่หวังเหมิง ฉันก็บันเทิงไปฟรีๆ”

พูดเรื่องนี้ขึ้นมานายอ้วนก็บ่นเสียดมเสียดาย อย่างเห็นได้ด้วยตาเนื้อของตัวเองดูบ้างสักครั้ง ด้วยความที่ปกติเมินโหยวผิงแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งใดที่ไม่เกิดประโยชน์

 

เสร็จภารกิจเรียบร้อยก็กลับบ้าน ระหว่างทางนายอ้วนถามถึงไพ่นกกระจอกขึ้นมา อยากเล่นฆ่าเวลาไหนๆก็ขาครบ ผมใช้เวลานึกอยู่นานว่าในร้านเคยมีที่อาสามทิ้งไว้ไหม หากมี มันอยู่ที่ไหนจะหาเจอไหมนี่ก็อีกเรื่อง นายอ้วนบอกว่าไม่เป็นไร หากไม่มีไพ่นกกระจอกจริงๆก็ยังมีไพ่สำรับอยู่ในกระเป๋าเป้ ช่วงนี้อยากทดสอบหน่อยว่าดวงขึ้นอยู่หรือไม่เท่านั้น

กลับถึงร้านผมจึงสั่งให้หวังเหมิงไปหาดู เขาทำท่าขี้เกียจก่อนจะหันไปบอกเมินโหยวผิงอีกทอดว่าให้ช่วยกันหาไพ่นกกระจอกสำรับใหญ่ของอาสาม นายอ้วนยืนมองค้างกับเหตุการณ์ตรงหน้าผมเห็นแล้วก็ขำ กระซิบไปว่านี่ก็กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

ผมนั่งดูทีวีกับนายอ้วนจนเกือบลืมไปแล้วว่าตั้งใจจะทำอะไร หวังเหมิงก็เดินกลับมาพร้อมกล่องมีหูหิ้วสีแดงเลือดหมู ภายในมีไพ่นกกระจอกอยู่เต็มสำรับ ไพ่แต่ละอันมุมมนเก่าคราคร่ำ บางตัวอักษรสลักเลือนแทบไม่เห็นสีแต่ก็นับว่าพอใช้ได้ นายอ้วนไม่อยากเรื่องมากจึงใช้โต๊ะหน้าโทรศัพท์ขยับให้พอนั่งได้คนละด้าน เทไพ่ลงบนโต๊ะแล้วช่วยกันล้างไพ่สลับไปมา หวังเหมิงออกปากว่าตัวเองไม่ได้เล่นมานานมากแล้วอาจจะลืมกติกาไป ขอสองตาแรกกินเงินกันคนละเหรียญก่อน พอมาถึงตรงนี้ผมจึงออกปากจะจ่ายส่วนของเมินโหยวผิงให้ ถือว่าแทนค่าจ้างที่มาทำงานที่ร้าน

ตาแรกผ่านไปโดยที่หวังเหมิงเปิดไพ่กินเรียบรอบวงสามเท่า นายอ้วนถึงขั้นจะปาไพ่ใส่กบาลหวังเหมิงพร้อมยกขาถีบ เจ้าตัวจึงต้องยอมให้ตาต่อไปกินเงินคนละห้าเหรียญแทน นายอ้วนจึงดูอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแม้ว่าจะยังแอบเขม่นหวังเหมิงอยู่ในบางที

“ตะกี้นี้เรียกว่าอ่อนให้เพราะเห็นว่านายจำกฎไม่ได้หรอกนะ ตานี้เอาจริงแล้ว”

ผมฟังนายอ้วนพูดแล้วจั่วไพ่ของตัวเองก็สิ้นหวัง โชคด้านการพนันค่อนข้างกุด มองนายอ้วนที่ยิ้มเหี้ยมข่ม กับหวังเหมิงที่ทำตาวาวใส่ไพ่ฝั่งตัวเอง และเมินโหยวผิงที่นั่งหน้านิ่งเหมือนเดิม กลับมามองไพ่ของตัวเองแล้วก็ลอบถอนใจ เห็นทีตานี้จะต้องเสียอีกรอบ ขึ้นอยู่แค่ว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น

ตาที่สองจบลงด้วยผลคือนายอ้วนชนะ กินรอบวงเรียกเสียงโอดโอยจากหวังเหมิงให้คนชนะสะใจเล่น ผมเปิดไพ่แสดงความพ่ายแพ้ นายอ้วนหัวเราะหึเยาะเย้ย ขอหวังเหมิงเองก็อนาถไม่ต่างจากผมนัก จนมาถึงของเมินโหยวผิงที่เปิดมาแล้วรอบวงสงัดเงียบราวมีผีเดินผ่าน

“เฮ้ย!” นายตัวนั่งบนเข่าชะโงกมาดูให้เต็มตา “แล้วทำไมไม่เปิดวะ นี่กินเรียบเหมือนกันนะ”

“ไม่เปิดก็ดีแล้วนะ” หวังเหมิงอุบอิบเสียงเบา เพราะหากไพ่ของเมินโหยวผิงเปิดมาชนะ ตนจะต้องเสียเงินมากกว่าที่เสียในรอบนี้เสียอีก

“ฉันเล่นไม่เป็น”

ประโยคนี้ทำให้รอบวงเงียบสนิทอีกครั้ง

“วุ้ย! ไม่เล่นแม่งละ เก็บๆๆ เล่นไพ่สำรับแทนแล้วกัน น้องเสี่ยวเกอเล่นอะไรเป็นบ้าง? ป๊อกเด้ง? ดัมมี่?” นายอ้วนล้างไพ่นกกระจอกก่อนจะสั่งหวังเหมิงให้เรียงเก็บในกล่องเหมือนเดิม และเอียงตัวไปเอื้อมหยิบกระเป๋ามาค้นไพ่สำรับ

“ฉันเล่นไม่เป็น” เขาพูดคำเดิม หวังเหมิงทำหน้าเบ้ใส่

“เออ ฉันมันคาดหวังมากไปเองแหละ…” นายอ้วนพูดอย่างละเหี่ยใจก่อนจะแกะไพ่ออกจากกล่องกระดาษ สับไพ่อย่างชำนาญ

“แล้วแบบนี้จะเล่นอะไรดี? ไพ่นี่เล่นสามคนก็ไม่ได้ด้วย” ผมถาม พยายามไล่เกมไพ่ที่เล่นไม่ยากและสนุกๆแต่ก็คิดไม่ออก

“อีแก่ไง” นายอ้วนยกยิ้ม มียังคงสลับไพ่ด้วยท่าทางต่างๆ ส่งสำรับให้หวังเหมิงตัดไพ่และกรีดซ้อนเป็นกอง “อันนี้ไม่ยาก อธิบายแป๊บเดียวเสี่ยวเกอต้องเข้าใจแน่”

“แบบนี้เสี่ยวเกอก็ชนะน่ะสิ” ผมพูดเซ็งๆ เรื่องใส่หน้ากากหลอกคนนี่เมินโหยวผิงไม่แพ้ใคร ตัวผมกับหวังเหมิงเองก็จะดูอ่อนด้อยในเรื่องนี้เหลือเกิน

“เอางี้สิ คราวนี้ไม่กินเงินก็ได้ เป็นกินน้ำแทน” ว่าแล้วหมวังเหมิงก็วิ่งไปหยิบเหยือกน่้ำและแก้วขนาดใหญที่สุดเท่าที่ผมจะมีในบ้านมาสี่ใบเท่าจำนวนคน

ระหว่างรอหวังเหมิงนายอ้วนก็อธิบายวิธีการเล่นไพ่อีแก่กินน้ำให้เมินโหยวผิงฟัง เขาอธิบายกระทั่งการจับคู่ไพ่ การลงไพ่ ทั้งยังแนะนำทริคให้ชนะอีกด้วย จนต้องแย้งว่าส่วนนี้ถึงเมินโหยวผิงไม่ฟังก็ดูจะชนะลอยมาอยู่แล้ว

สองสามเกมแรกคนแพ้ยังสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าในจำนวนผู้แพ้นั้นไม่มีเมินโหยวผิงอยู่เลย พอเล่นกันไปสักพักก็ผลัดกันวิ่งไปเดินน้ำและวิ่งไปเข้าห้องน้ำกันจ้าละหวั่น จนผมสังเกตเห็นบางอย่างเข้า

อย่างที่บอกว่าผมไม่มีดวงเรื่องเกมการพนันเลยไม่ว่าจะประเภทไหน ไพ่อีแก่จะต้องวนมาอยู่ในมือผมทุกครั้งไป และมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะมีคนหยิบมันไปจากผม แต่ถ้าการวนเล่นมีครั้งที่เมินโหยวผิงจะต้องดึงไพ่จากมือของผม ทุกครั้งเขาจะหยิบไพ่โจ๊กเกอร์ออกไปหน้าตาเฉย ดูรู้ว่าจงใจแต่ไม่รู้จะพูดยังไง จะว่าดีมันก็ดีเพราะรอบก่อนๆผมได้กินน้ำจนกระเพาะเต่งเต็มไปด้วยของเหลว แต่จะคิดว่านี่เป็นการช่วยกันโกงก็ได้

หลังจากนั้นไม่นานพวกเราก็เลิกเล่น ถึงจะมีน้ำกันเต็มพุงแต่ก็ยังหิวของคาวได้ เมื่อหวังเหมิงได้ยินกิติศัพท์ของนายอ้วนจึงขออยู่โยงร่วมมื้อเย็นด้วย นายอ้วนทำกับข้าวง่ายๆแต่เลิศรสมาห้าอย่าง เห็นแล้วท้องร้องเสียงดัง แม้ว่าจะไปห้องน้ำกินบ่อยก็ยังกินออย่างสวาปามกันต่อเนื่อง

ลูกจ้างที่ร้านเป็นคนเก็บล้างจานชามก่อนแยกกลับบ้านโดยมีเมินโหยวผิงเป็นผู้ช่วย นายอ้วนกับผมนั่งท้องอืดกันอยู่หน้าทีวี นายอ้วนก็พูดขึ้น

“นายจำได้ไหมที่ฉันบอกว่ามีธุระที่นี่” เขาเกริ่น

“อ้อ จำได้สิ นายจะไปที่ไหนล่ะ? หรือติดต่อใครไว้ ที่นี่ฉันพอมีเส้นสาย เผื่อรู้จักจะได้ช่วยทำอะไรงานสะดวก” ผมพูดอย่างใจกว้าง หากเป็นนายอ้วนหวังผมยินดีทำให้จริงๆ

“พรุ่งนี้ว่าจะขอแรงนายหน่อยน่ะ” เขาพูดเสียงเบาลง

ผมนั่งตัวตรงหันไปทางนายอ้วนท่าทีกระตือรือร้น “ว่ามาได้เลย”

“ฉันว่าพรุ่งนี้จะจัดงานวันเกิดให้เสี่ยวเกอ”

to be continued…
__________________________________
Talk: หนทางการนำไปสู่แฮปปิ้งเอนดิ้งนั้นแสนยากเย็น
เราอยากแต่งเรื่องยาวที่แฮปปิ้งเอ็นดูสักครั้ง #สายตัดฝัน อาจจะเป็นเพราะตัวนิยายจริงๆ ณ เล่มสิบที่พิมพ์ในไทยมันแฮปปี้ไม่สุด (ไม่นับภาคซาไห่และทิเบต) เลยเสี้ยนมากกกก แล้วก็ยากมาก….

ตอนนี้เราได้ลงเรียนภาษาจีนไว้ล่ะค่ะ เรียนตั้งแต่แรกเลย
เคยเรียนมาครั้งนึงแล้วสมัยอยู่ปีสองเห็นจะได้ #กรุณาอย่าถามว่ากี่ปีมาแล้ว(….)
มีอะไรก็คืนเหล่าซือไปหมดแล้ว พอมาเรียนตอนนี้ คลาสแรกดันง่ายไปซะงั้น…
ขนาดที่ว่า เหล่าซือถามมากกว่าสามรอบว่าจะย้ายคลาสมั้ย… แต่เราไม่ได้พื้นฐานแน่นอย่างที่เหล่าซือเข้าใจนี่นา บางทีการออกเสียงพินอินเราก็จำได้เสียเยอะ การออกเสียงก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่เพราะฟังเพลงจีนบ่อย ซีรีย์ก็ดู เยอะแยะ แล้วยิ่งคำศัพท์หรือประโยคง่ายๆ ก็คุ้นตาจากในบลอคอาหนานไพ่(…) ใน weibo (…) ในเนื้อเพลง #ชีวิตโอตาคุ ก็เลยช่วยให้การเรียนไม่ยากไปนัก ที่ยากเห็นจะเป็นการเขียนให้สวยเนี่ยแหละ… #ลายมือห่วยทุกภาษา

Advertisements

4 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 13

  1. จ่ะะะะะะะะะะะะ เมินโหยวผิง พ่อคนหน้าตาดียยยยยยยยยยยยย์ (ด่า)
    นี่เข้าใจความหมั่นไส้ของหวังเหมิงขึ้นมาทันที…
    หวังเหมิงนี่บันเทิงจังเรย อิอิ รักนะ

    มุ้งมิ้งถักสร้อยข้อมือให้คือระะะะะะะะะะะะะะ อิ๊ววววววววยยยยยยยยยยย์

    • แหม… ใครจะหน้าตาดีเท่าคนนี้ (อาจจะเสี่ยอ้วนนะ ดูพี่แกเซ้ลฟ์)
      ชอบหวังเหมิงมาก อยากให้ออกมาอีกเยอะๆ…….. (แต่เด๋วไปไปมามาจะได้เป็นเหมิงเสียจะแย่เอามั้ย….)

  2. ให้ของหมั้นหมายกันแล้ว … แอบน่ารักมากค่ะนายเมินโหยวผิง อ่านมาถึงบทนี้นั่งคิด เราชอบภาษาของฟิคที่คุณเฟลอนเขียนมากเหมือนกันนะนี่ เพลินดีค่ะ

    • กราบขอบพระคุณค่ะ /น้ำตา
      ดีใจที่ชอบนะคะ ตัวจะลอยแล้ว แงงงงงงงง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s