[Daomu fanfiction] 等待着你 – 14

– 14 –
如果有一天… – If one day…

______________________________________

หลังจากที่นายอ้วนบอกจุดประสงค์ที่มาผมก็อึ้งไป แต่ก็นึกสนุกไปด้วยกับการ ‘จัดวันเกิดล่วงหน้าย้อนหลัง’ นี้ แผนของนายอ้วนไม่มีอะไรมาก แค่จัดการซื้อของตามที่บอกก็พอ เรียกง่ายๆว่าประหนึ่งกินเลี้ยงปกติ แค่มีเค้กเป็นตัวชูโรงเท่านั้น และพอพูดถึงเค้กผมก็ดันมานั่งนึกว่าเค้กอะไรที่เมินโหยวผิงกินได้ แม้นายอ้วนจะบอกว่าเมินโหยวผิงจะรสอะไรหรือไม่มีรสก็เอาใส่ปากกลืนได้อย่างไม่เป็นปัญหา แต่ผมก็อยากจะให้เค้กก้อนแรกที่เมินโหยวผิงกินเป็นรสชาติที่ได้ลองแล้วชอบด้วย นายอ้วนเบ้ปากแล้วพูดเสียดสีว่าผมคงต้องทำวิจัยและทำวิทยานิพนธ์ออกมาสักเล่มหากอยากรู้คำตอบข้อนี้

อีกเรื่องที่นายอ้วนนึกสนุกอยากทำคือเสื้อของเมินโหยวผิง อยากให้ใส่เสื้อสีชมพูสักครั้ง นายอ้วนหวังถึงขนาดพกมาในเป้ด้วย ผมจึงบอกไปตรงๆว่าเรื่องนี้น่าจะยากพอๆกับเรื่องรสชาติเค้ก แต่จะลองดูก็ได้ เขาว่าจะให้ผมย่องเข้าห้องอาสามที่เมินโหยวผิงพักอยู่แล้วโกยชุดออกมาให้หมดตู้ เหลือแต่เสื้อยืดสีชมพูเท่านั้น เมินโหยวผิงน่าจะยอมใส่เพราะไม่เหลืออะไรอื่นเป็นตัวเลือกแล้ว ผมอดเถียงไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นผมที่เข้าไปเสี่ยงตายอยู่เรื่อยด้วย เรื่องนี้ไม่มีทางที่เมินโหยวผิงจะจับไม่ได้แน่นอน คนเสนอจึงไหล่ตกอย่างยอมทำใจ ให้ผมรับขึ้นไปเอาเสื้อสีชมพูใส่ลงให้กองเสื้อผ้าของเมินโหยวผิงให้มันอยู่บนสุดเท่านั้น

โชคดีที่ห้องพักในร้านว่างอยู่อีกห้องแต่เป็นห้องที่เล็กและค่อนข้างแคบ เนื่องจากใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ในการเก็บเอกสารและของสำคัญ จึงเหลือที่ไม่ถึงสองเมตร แต่นายอ้วนบอกว่าไม่คิดมาก เขานอนได้ มีห้องให้อยู่ส่วนตัวนี่ก็ถือว่าดีมากแล้ว

ผมเปิดประตูเข้าห้องอาสามเสียงเบาและให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่เมินโหยวผิงอาบน้ำอยู่ ย่องเอาเสื้อเข้าไปวางในตู้ เขียนโน๊ตลงกระดาษแผ่นเล็กๆเอาไว้ให้นิดหน่อยว่าเป็นไปได้อยากให้เขาใส่เสื้อตัวนี้พรุ่งนี้ วางบนเสื้อเสร็จแล้วปิดตู้อย่างเบามือ เสียงหยดน้ำจากด้านหลังทำให้ผมชะงักงัน รู้สึกได้ทันทีว่าเมินโหยวผิงยืนอยู่ข้างหลังผมนี่เอง มือทั้งสองข้างของผมยังคงอยู่ที่ประตูตู้เสื้อผ้าที่ปิดสนิท หางตาเห็นเสี้ยวใบหน้าด้านข้างที่ชะโงกเข้ามาใกล้ ผมยืนนิ่งเสมือนกำลังแสดงเป็นต้นไม้ไม่ไหวติง

ผ่านไปสักพักไม่มีสิ่งใดขยับผมจึงต้องพูดขึ้นมา “เอ่อ…. อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ”

เขาถอยให้ผมมีพื้นที่กลับตัว มองหน้าผมอย่างค้นคว้า

“ฉันเอาเสื้อมาให้ แบบว่า…. พรุ่งนี้ถ้าเป็นไปได้อยู่อยากให้ใส่ตัวบนสุด เหมือนว่านายอ้วนจะซื้อให้นายเมื่อนานมากแล้วมั้ง” ผมพล่ามอย่างหยุดตัวเองไม่ได้ เสตามองของในห้องเรื่อยเปื่อย อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เมินโหยวผิง “ขอโทษด้วยที่เข้ามาโดยพลการ… ฉันไปล่ะ”

ผมหันตัวอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะออกไปจากตรงนี้ มือของเขาแตะที่ข้อมือบางเบา ผมหันกลับไปหาเขาทั้งที่ไม่อยาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมความคิดกับการกระทำของผมมันสวนกันอยู่เรื่อย
นิ้วเรียวยาวของเขาแตะไล้ที่สร้อยข้อมือของผม “ชอบไหม?”

นัยน์ตาของผมเลื่อนไปยังใบหน้าของเขาเป็นครั้งแรก หยดน้ำพราวใบหน้าจับรวมตัวทิ้งลงเป็นสายที่ปลายคางก่อนจะหยดลงพื้น เส้นผมสีดำเปียกลู่ ร่างกายขาวซีดมีกล้ามเนื้อสมส่วนเปลือยท่อนบน ผ้าขนหนูสีตุ่นพาดอยู่บนบ่า ใส่กางเกงแพรสีเขียวขี้ม้าขายาว นัยน์ตาสีนิลจับจ้องมาที่ผมราวกับเฝ้ารอคำตอบ

“ชอบ” ผมลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกลำคอแห้งผาก และกำลังสั่นน้อยๆ “มันสวยมาก”

“มันเป็นเครื่องราง อยากให้นายพกไว้” เขาละสายตาจากผมมองไปยังสร้อยข้อมือหนังถัก

สมาธิของผมแตกกระเจิง จมูกได้กลิ่นกระทั่งยาสระผมที่เขาใช้ กลิ่นของอาสามกลับดูเพี้ยนไปเมื่ออยู่บนตัวเมินโหยวผิง ร่างกายของเขายังคงชื้น หยดน้ำจากเส้นผมของเขาประลงบนตัวและไหลอย่างอ้อยอิ่ง

“นายแต่งตัวเถอะ” ผมพูด พยายามบังคับสายตาตัวเองให้อยู่ที่ใบหน้าขาว “ฉันจะกลับห้องแล้ว”

เมินโหยวผิงเอียงใบหน้าเลื่อนเข้าหาผมเชื่องช้า ระยะที่ร่นใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้ผมยืนตัวตรง ไม่กล้าขยับแม้แต่นิด เผลอเบนตัวเลี่ยงน้อยๆแต่เขากลับไปสนใจท่าทางของผม เข้าประชิดใกล้ขึ้น ตาของเรายังสบกัน แววตาตำสนิททำให้ความหวาดหวั่นของผมสลายไปเหลือเพียงความระทึกอย่างไว้วางใจ ปลายจมูกของเขาหยุดอยู่ห่างจากหูของผมไปไม่กี่เซ็นติเมตร

“นายยังไม่ได้อาบน้ำ?”

“ใช่” ผมตอบด้วยคำพูดเพราะไม่กล้าพยักหน้า เขาละออกมามองผมด้วยสีหน้านิ่งเฉย

รอยสักรูปกิเลนบนร่างที่ไม่เห็นในทีแรกกลับค่อยปรากฏบนผิวหนัง ผมมองความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างเพลิดเพลินแทบลืมหายใจ มันเป็นสีเทาเขียวจางๆแทบจะมองไม่เห็นและหยุดอยู่เพียงเท่านั้น เมินโหยวผิงปล่อยมือออกจากข้อมือของผม ถอยห่างอีกสองก้าว ผมจึงหายใจได้มากขึ้น

“ราตรีสวัสดิ์”

เขาพูดทิ้งท้ายส่งผมเดินออกจากห้อง

 

ผมยืนมองประตูห้องตัวเอง มือจับอยู่ที่กลอนประตูยังไม่เปิดเข้าไป ในช่องอกของผมเกิดความสั่นไหวอาจจะมากกว่าเจ็ดริกเตอร์ สูดหายใจเข้าออกกำหนดจังหวะให้หัวใจเต้นตามปกติเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก คิดแล้วไม่เข้าใจว่าสถานการณ์แบบนี้คืออะไร นับครั้งไม่ถ้วนที่ผมเคยเห็นรอยสักของเขาบนตัวที่เปลือยเปล่า ตอนนี้กลับดูมันต่างออกไปจากทุกที ผมอยากกระทั่งวางมือลงบนผิวหนังนั้น ใช้นิ้วไล้ตามเส้นรอยสักแนวโค้งบนรูปกิเลนที่อ่อนช้อยสวยงาม …..ผมคงจะเป็นบ้าไปแล้ว

ยังจำได้ถึงเสียงลมหายใจข้างหู ความอยากในทิศทางที่ประหลาดนึกอยากฟังเสียงนั้นอีก ในระยะที่ใกล้กว่านี้อีก ทั้งที่ในความเป็นจริงแทบจะกลั้นหายใจ ไม่กล้ากลืนน้ำลายลงคอ อยากจะหาข้อพิสูจน์ว่าทำไมกลิ่นของอาสามพออยู่บนตัวของเขากลับแปลกไปจากที่ผมเคยได้สัมผัส ความอยากรู้อยากเห็นของผมเริ่มสกปรกขึ้นทุกที

ผมสะบัดหัวอย่างรุ่นแรงไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่าน ประจวบกับที่นายอ้วนจัดของเสร็จแล้วออกมาเห็นผมยืนเป็นบ้าอยู่ตรงทางเดินพอดี

“เป็นไงมั่งเทียนเจิน สำเร็จไหม?”

พอได้ยินคำถามจึงนึกขึ้นได้ว่าผมเข้าไปทำอะไรในนั้น “เรียบร้อย ฉันวางอยู่บนสุด แต่เขียนโน๊ตไว้ให้นะ… แล้ว..ก็ได้บอกกับเจ้าตัวเองเลยด้วย”

นายอ้วนหัวเราะเบาๆเหมือนคาดไว้แล้วว่าผมจะต้องโดนจับได้ “แล้วนายบอกไปว่าไง?”

“บอกอะไรได้ล่ะ ก็บอกอย่างที่เขียนไว้ในโน๊ตนั่นแหละ จะคิดข้ออ้างอื่นมันก็ไม่สมเหตุสมผล” นายอ้วนฟังแล้วพยักหน้ารับรู้ “หากมีครั้งหน้าอีกนายไปเองเลยนะ ผลัดกันเสี่ยงตายบ้าง”

“โห เป็นฉันเปิดประตูเข้าไปก็โดนจับได้แล้วมั้ง หลักฐานยังคาอยู่ที่มือเลย” เขาทำหน้าสยอง “ยังไงพรุ่งนี้ก็ออกไปซื้อของกันแล้วกันนะ ปล่อยเด็กๆเฝ้าร้านไป”

คุยกันสักพักผมจึงได้ฤกษ์เข้าห้องของตัวเอง การที่ได้คุยกับนายอ้วนทำให้ผมหยุดเรื่องเพ้อเจ้อในหัวได้นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี

 

ผมหลับลงด้วยนิยายประวัติศาสตร์เหมือนเคย และครั้งนี้ผมฝัน ทั้งที่ไม่ได้ฝันมานานมากแล้ว…

ผมฝันว่าตัวเองนอนมองเพดานห้อง ในหัวว่างเปล่าไม่ได้คิดสิ่งใด แค่นอนมองเพดานในความมืดเท่านั้น ปรากฏเป็นใบหน้าของเมินโหยวผิงเข้ามาในสายตา ผมหันไปเห็นเขานั่งอยู่ขอบฟูก ปากขยับพูดบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน เขาหันมา ขยับเข้ามาใกล้ มือยันอยู่ที่ฟูกนอนข้างใบหน้าของผม โน้มตัวเข้ามาพูดอะไรบางอย่าง ระยะห่างของใบหน้าเราแคบลงเรื่อยๆ ผมยังคงนอนมองนิ่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งปลายจมูกของเราแทบจะแตะกัน

“อู๋เสีย…”

นั่นเป็นเสียงเดียวที่ผมได้ยินก่อนจะตื่นขึ้นมา

 

นายอ้วนลากผมตระเวนซื้อข้าวปลาอาหารสำหรับงานเลี้ยงในตัวเมือง ก่อนออกมานายอ้วนโวยใส่เมินโหยวผิงที่เดินลงมาในชุดเสื้อยืดฮู้ดสีเข้ม เจ้าตัวทำหน้าหมางเมินใส่ เดินลอยชายไปมาในร้านให้นายอ้วนฟึดฟัดอยู่คนเดียว ผมได้แต่ขำเพราะไม่คิดว่าเสื้อสีหวานจะอยู่บนตัวของเมินโหยวผิงได้จริง

กับข้าวซื้อในปริมาณของสี่คน เน้นหนักที่ของกินเล่น ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม เหล้า ที่หาซื้อนานที่สุดคงจะเป็นเค้ก ด้วยความมากเรื่องของผมแต่ละร้านที่เข้าไปเลือกจึงใช้เวลาเลือกค่อนข้างนาน สุดท้ายจบลงด้วยการตัดสินใจซื้อเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม พร้อมป้ายสุขสันต์วันเกิดเป็นไวท์ช็อกโกแลตเขียนด้วยครีมเค้กสีแดง ตัวเค้กออกไปทางเรียบหรู ไม่มีของจุกจิกใดๆตกแต่ง ขนมปังเป็นรสวนิลาตัดความขมของหน้าเค้ก จากนั้นจึงไปเลือกซื้อพลุกระดาษทรงกรวยหลากสี กับดอกไม้ไฟเย็นอีกเล็กน้อยแล้วเหมารถรับจ้างกลับร้าน

กว่าจะกลับถึงร้านก็เป็นช่วงเวลาบ่ายคล้อย หวังเหมิงราวกับจะดูออกว่าคงจะจัดงานอะไรกันจึงเดินอย่างไม่เร่งรีบ จัดแจงให้โต๊ะกินข้าวมีพื้นที่สำหรับวางของ แยกถุงพวกไฟเย็นเอาไว้หน้าบ้าน จานชามแก้วน้ำถูกน้ำมาจัดเตรียมเรียบร้อย พวกของกินเล่นจัดวางลงจานก่อนบางส่วนให้หยิบกินกันไปในระหว่างที่ยังจัดของไม่เสร็จ นายอ้วนมีกระทั่งพวงมาลัยที่ทำจากกระดาษตัดมาติดกันเป็นวงกลมสีต่างๆร้อยเป็นเส้นยาวรอบวง ผมเห็นแล้วทึ่งในความขยันของนายอ้วน

 

เมินโหยวผิงปรากฏตัวอีกครั้งตอนที่ทุกอย่างพร้อม (หวังเหมิงเล่าว่าเขาใช้เมินโหยวผิงไปทำความสะอาดลานหลังบ้าน) เขาอยู่ในเสื้อยืดสีฟ้าตุ่นๆแขนสามส่วน ดูแล้วน่ารักแปลกตา ผมสะกิดให้นายอ้วนดู

“เอาวะ ก็ยังดี” นายอ้วนพูดอย่างปลงๆ แต่จากสีหน้าแล้วผมว่าเขาดีใจ เพราะนี่คือหนึ่งในพวกเสื้อผ้าที่ผมหยิบมาจากบ้านนายอ้วน เป็นเสื้อที่ซื้อให้เจ้าตัวแต่ไม่เคยได้หยิบมาใส่

“นายใส่สีนี้น่ารักดีนี่” ผมพูดแกมหยอก เขายังหน้านิ่งไม่พูดอะไรตอบผม

ช่วงจังหวะที่เมินโหยวผิงนั่งลงบนโต๊ะกินข้าว นายอ้วนก็ยื่นพวงมาลัยกระดาษให้ พอคนรับทำหน้างงใส่ นายอ้วนจึงจัดแจงคล้องใส่คอให้เสร็จสรพพ หวังเหมิงเห็นแล้วทำหน้าบิดเบี้ยวก่อนจะตีเบลอ ตักข้าวใส่ปากคิดเสียว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง กินข้าวกันอิ่มหนำก็จะปลีกตัวกลับบ้าน แต่นายอ้วนรั้งหวังเหมิงเอาไว้ก่อน บอกว่ายังไม่ถึงช่วงเวลาสำคัญ หวังเหมิงจึงนั่งลงที่เดิม ดื่มน้ำอัดลมรอเวลาที่ทุกคนกินเสร็จ เก็บจานชามที่ใช้แล้ววางไว้ที่อ่างล้าง ก่อนจะนำขนมกินเล่นที่เหลือมาวางบนโต๊ะ

ผมเดินไปหยิบเค้กหน้านิ่มในตู้เย็นทันทีที่นายอ้วนให้สัญญาณ เค้กขนาดสองปอนด์ถูกวางลงตรงหน้าเมินโหยวผิง นายอ้วนแจกพลุกระดาษทรงกรวยก่อนจะกะเวลาดึงเชือกพร้อมกัน เสียงปังระรัวติดต่อกันสามสี่ครั้ง เมินโหยวผิงมองผมสีหน้าสงสัย กระดาษสีสะท้อนแสงมากมายโปรยร่วงลงบนศีรษะ บ้างเป็นรูปดาว สามเหลี่ยม วงกลม บางชิ้นก็เป็นเส้นเกลียว เกาะอยู่ตามเส้นผมของเขา

“สุขสันต์วันเกิด” ผมยิ้ม

คำพูดอวยพรของนายอ้วนต่อจากผม รายนี้มีซองแดงเป็นอั่งเปาติดมาให้ด้วย แต่ผมไม่เห็นเมินโหยวผิงเปิดดู และตามด้วยหวังเหมิงที่พูดสั้นๆท่าทางมึนๆ

“วันนี้วันเกิดคนใบ้เหรอ?” หวังเหมิงถามระหว่างรอนายอ้วนตัดเค้กแจก

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมหัวเราะเมื่อหวังเหมิงอ้าปากค้าง “แค่… อยากจะจัดให้ คงจะเป็นงานวันเกิดย้อนหลังไม่ก็ล่วงหน้าล่ะมั้ง”

“เราก็รู้จักกันมาเกินปีแล้ว มันต้องผ่านวันเกิดของน้องเสี่ยวเกอไปบ้างแหละ ถือว่าเสี่ยอ้วนอยากจัดเลยทำให้แล้วกัน” นายอ้วนหัวเราะร่า ส่งเค้กชิ้นหนึ่งให้เจ้าของวันเกิดที่ยังคงนั่งเงียบ

“กินสิ” ผมเอียงตัวไปหยิบส้อมเล็กส่งให้ “อยากรู้ว่าจะชอบไหม”

เมินโหยวผิงหันมามองหน้าผมก่อนจะตักเค้กใส่ปากตัวเอง

“เป็นไง?”

เขาพยักหน้าตอบ

“บอกแล้ว นายเดินเลือกเป็นชั่วโมงนี่เมื่อยเปล่าๆ จะอะไรน้องเสี่ยวเกอก็กินได้ทั้งนั้นแหละ” นายอ้วนพูดตอกย้ำเมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาอื่นจากเมินโหยวผิง

ผมไม่รู้สึกผิดหวังหรืออะไร เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่พอจะเดาได้อยู่แล้วจึงรู้สึกเฉยๆ กินหมดชิ้นแล้วก็กินขนมขบเคี้ยวเล่น พอหวังเหมิงกลับพวกเราก็ย้ายของกินไปตั้งถิ่นฐานกันอยู่หน้าโทรทัศน์ เปิดแผ่นหนังที่ยังไม่เคยดูพลางคุยกันบ้าง ในช่วงที่นายอ้วนไปเข้าห้องน้ำ ผมจึงเปิดบทสนทนากับเจ้าของวันเกิด

“ขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกก่อน นายอ้วนอยากให้นายประหลาดใจน่ะ ฉันเลยร่วมมือด้วย” ผมเล่า

“ฉันชินแล้ว” เป็นประโยคคำตอบที่ดูน่าเศร้าอย่างไรชอบกล คงเป็นเพราะผมกับนายอ้วนทำตามใจตัวเองจนเคยตัว

“นายไม่ชอบใช่ไหม?”

“ไม่ใช่ไม่ชอบหรอก” เขาตอบ ตักเค้กคำสุดท้ายเข้าปาก

“นายอ้วนให้ซองแดงนาย แต่ฉันไม่มีอะไรให้เลย ไม่รู้จะซื้ออะไรดี” ผมสารภาพ ไม่ใช่ว่าตอนเดินซื้อของผมจะไม่สอดส่องหาของขวัญ แต่ดูไปดูมาจนแล้วจนรอดก็ไม่พบของที่ถูกใจ จะซื้อตุ๊กตาให้ก็ใช่ที่ หากเป็นคนอื่นผมคงเลือกซื้อให้ได้ง่ายกว่านี้หลายเท่าตัว

“ฉันมีแล้ว” เมินโหยวผิงชูข้อมือขึ้นให้ผมดู เห็นประกายตาแวววับของเขาที่ส่งมาให้ผมก็ไม่พูดอะไรต่อ

นายอ้วนกลับมาจัดการเค้กที่เหลือจนหมด อิ่มกันพุงกาง นั่งกันอยู่สักพักก็หยุดเล่นแผ่นหนัง ชวนกันออกไปจุดดอกไม้ไฟกันหน้าบ้าน

ผมนึกไม่ออกว่าได้เล่นมันครั้งสุดท้ายตอนไหน เหมือนได้ย้อนไปความทรงจำสมัยเด็ก นายอ้วนยืนสูบบุหรี่จุดไฟเย็นส่งให้พวกเรา ผมนั่งยองๆมองประกายสีส้มอ่อนประทุจากก้านเป็นเส้น ข้างตัวมีนายอ้วนและเมินโหยวผิงขนาบซ้ายขวา พวกเราไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรสชาติอาหารของแต่ละร้านที่ซื้อมากินกันวันนี้ ความสมราคาของเค้ก กับที่มาของพวงมาลัยกระดาษ(ที่เมินโหยวผิงถอดตอนไหนและเอาไปไว้ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้) ผมนั่งหัวเราะกับเรื่องที่นายอ้วนเล่าว่าใช้ลูกน้องที่บ้านไปหาซื้อกระดาษมานั่งตัดนั่งร้อย นึกภาพแล้วสงสารปนขำ

สมาธิการฟังของผมถูกทำลายลงด้วยท่อนแขนคนข้างๆที่แนบกับแขนของผมประหนึ่งนั่งพิง เสียงหัวเราะของผมเงียบไป โชคดีที่นายอ้วนเปลี่ยนเรื่องพูดพอดี เขาเล่ารายละเอียดของงานใหม่ให้ผมฟัง ผมได้แต่อือออตามเรื่องด้วยฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ความรู้สึกและการรับรู้ของผมอยู่ที่แขนข้างนั้น พอดอกไม้ไฟหมดก็พากันเข้าบ้านไปนั่งหน้าจอทีวีเหมือนเดิม

เหล้าที่ซื้อมาถูกเปิดฉลอง นายอ้วนขยันเทลงแก้วไม่ให้มีโอกาสพร่อง ดื่มไปเท่าไหร่ผมก็ไม่แน่ใจ คุยไปดูหนังไปสักพักสติก็หมดลงด้วยคความเมามาย

 

ผมลืมตามาอีกทีตอนที่หนังจบแผ่น มองไปด้านข้างไม่เห็นใครแล้วจึงย้ายตัวเองจากที่นั่งบนพื้นไปนอนยาวบนโซฟา ผมเมาจนเห็นพื้นและเพดานเอียงโย้จึงไม่อยากฝืนสังขารพาร่างตัวเองขึ้นไปนอน ตัดสินใจหลับต่อทั้งอย่างนั้น จนเมินโหยวผิงมาสะกิดให้ผมขึ้นห้อง พอถามถึงนายอ้วนเขาก็ตอบว่าเขาแบกนายอ้วนขึ้นห้องไปแล้ว ผมพยักหน้าทั้งมึนทั้งง่วงไม่อยากกระดิกตัว จึงบอกให้เขาทิ้งผมไว้ที่นี่แล้วขึ้นไปนอนก่อนได้เลย แต่สิ่งที่เมินโหยวผิงทำคือนั่งบนพื้นหน้าโซฟามองผมหลับไปอีกครั้ง

แสงแยงตาทำให้ผมหลับไม่สนิท รู้สึกตัวตอนอีกฝ่ายจับผมของผมเล่นแล้วก็หลับไปอีกรอบ อีกทีหนึ่งคือตอนนี้เมินโหยวผิงเอนมาพิงศีรษะกับแขนของผม ให้ความรู้สึกเหมือนโดนทรมานกันทั้งคู่ด้วยสภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับการนอน ถึงอย่างนั้นผมก็ยังขี้เกียจขยับตัว พลิกตะแคงหนีแสงไฟที่แยงตาแล้วหลับไป
รู้สึกว่ามีหมอนหนุน แต่มันทั้งแข็งและผอมจนไม่คิดว่ามันเป็นหมอนจริงๆอย่างที่ควรจะเป็น ผมลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าของเมินโหยวผิงระยะใกล้ เขายังนั่งอยู่บนพื้นที่เดิม เปลี่ยนทิศเป็นหันหน้าของหาโซฟา และยืดแขนมาบนโซฟาให้ผมหนุนนอนต่างหมอน ศีรษะของเขาหนุนช่วงไหล่ของตัวเอง ผมแทบสร่างเมาจากระยะที่ใกล้เกินไปนี้ ร่างกายผมแข็งทื่ออัตโนมัติ ฟังเสียงหายใจของคนตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน ตรงนี้เองที่ผมจับได้ว่าเมินโหยวผิงไม่ได้หลับ จังหวะการหายใจมันสั้นเกินกว่าทีควร แต่ตราบใดที่เขายังไม่ลืมตา ผมก็ยังยินดีจะมองหน้าเขาอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

อาจจะเพราะความเมาทำให้ไม่มีสติคิดกรองอย่างถ้วนถี่ นิ้วของผมจึงแตะเข้าที่คิ้วของเขา ไล้ตามแนวขนคิ้วอย่างเชื่องช้า แตะลงที่ปลายจมูก ลงถึงริมฝีปาก แม้จะกล้าๆกลัวๆก็ตาม ในใจของผมยังมีความรู้สึกยินดีอยู่ในนั้น ผมไม่เคยแตะริมฝีปากของเขาแบบนี้มาก่อน (แน่นอนว่าไม่นับช่วงเวลาที่ลงกรวยที่ทิเบตครั้งล่าสุดนี้ ซึ่งผมพยายามทำเป็นลืม) มันไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนมาชเมลโล่ แต่ก็ไม่แข็งกระด้าง นิ้วของผมเลื่อนไปยังมุมปากดันให้มันเป็นรอยยิ้มแล้วรู้สึกหน้าเมินโหยวผิงตลกแปลกๆ ทั้งยังเป็นการยกมุมปากข้างเดียวอีก

เมินโหยวผิงลืมตาขึ้นมา ยกศีรษะขึ้นมองผม ผมได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของตัวเอง ส่งนิ้วอีกข้างไปยกมุมปากทั้งสองด้านเป็นหน้ายิ้มแม้แววตาจะเฉยเมย พึงพอใจกับผลงานของตัวเองแล้วก็เลิก เปลี่ยนเป็นจับแก้มสองข้างของเขาแทน มันนิ่มกว่าที่คิด จากตอนแรกที่เอานิ้วจิ้มเป็นเอามือนาบทั้งสองข้าง ยิ่งเห็นไม่มีเสียงร้องห้ามหรือขยับตัวหนี ผมก็ยังคงสำรวจใบหน้าของเขาต่อไปอย่างเพลิดเพลิน

กลับกัน ณ ตอนที่มือนั้นสัมผัสเข้าที่ใบหน้าของผม ผมก็นิ่งงัน ได้แต่มองหน้าเมินโหยวผิงที่เรียบเฉย แตะคิ้ว เปลือกตา จมูก มือของเขานาบแก้มของผมทั้งสองข้างราวกับเป็นการเอาคืน ต่างกันตรงที่ปลายนิ้วโป้งของเขาแตะเข้าที่ริมฝีปากของผม ไม่มีคำพูดใดระหว่างเรา มีแต่หัวใจของผมที่เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งหนวกหู สัมผัสจากเมินโหยวผิงให้ความรู้สึกอุ่นวาบที่สองข้างแก้ม เลือดทั้งตัวสูบฉีดทั้งที่ผมยังนอนนิ่งอยู่บนโซฟา

“นายชอบไหม งานวันเกิด” ผมถามอย่างพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้มันอ้อแอ้เกินไปนัก

“ตอบไม่ได้ มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ปลายนิ้วโป้งของเขาไม่ได้ขยับไปไหนแม้ว่าผมจะกำลังพูดอยู่

ผมหัวเราะ “งั้นไว้จัดอีกนะปีหน้า แต่ควรเลือกวันจริงจังซะที”

เมินโหยวผิงไม่ตอบ

“ฉันตั้งใจเลือกเค้กมากเลยนะ” ผมเล่า “กลัวนายไม่ชอบ”

“ฉันกินได้” เขาพูดเรียบง่าย

“งั้นสร้อยประคำมือนี้ ถือเป็นของขวัญเลยได้ไหม” ผมเหมารวม พูดไปหัวเราะไป “รู้ว่าคงไม่ใส่ตลอด แต่ว่าอยากให้นายจำไว้นายไหมว่าอันนี้อู๋เสียเป็นคนให้”

เมินโหยวผิงไม่ตอบ

“อะไรกัน พูดให้กำลังใจกันยังไม่ได้เลยเรอะ นายนี่แม่งดื้อจริงๆ” ผมพูดกลั้วหัวเราะ รู้สึกอารมณ์ดีจนหยุดไม่อยู่ “ฉันชอบแบบวันนี้จัง กินดื่มฉลอง กินให้สาแก่ใจ ดื่มกันให้เมาเละ”

“นายยังไม่เมาขนาดนั้น”

“ฉันเดินเป๋แล้วก็แล้วกัน” ผมตอบอย่างรู้สภาพตัวเอง

 

เมินโหยวผิงฟังผมพล่ามโดยไม่ขัดอะไรขึ้นมา พูดจนหิวน้ำก็ใช้ให้เขาไปยกน้ำมาให้ ดื่มเสร็จแล้วก็นอนต่อ แต่คราวนี้เมินโหยวผิงไม่ยอมแล้ว เขาจับมือผมและช่วยพยุงให้ลุกขึ้น ผมโยเยเล็กน้อยด้วยความที่ง่วงมากแล้วอยากจะนอนมันตรงนี้จึงผละตัวออกมา แต่เมินโหยวผิงไม่ยอมปล่อยมือ

“ชิวิตในช่วงที่ผ่านมานี้มีอะไรมากมาย” เขาพูด ผมหยุดยืนนิ่งหันไปมองอย่างสนใจ “แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน”

คราวนี้ผมเกือบสร่างแล้วจริงๆ สมองของผมพันกันยุ่งเหยิง “ที่นี่เป็นที่ของนาย ฉันยืนยัน”

เขาส่ายหน้า “เวลาเหลือน้อยลงทุกที”

ผมกระตุกมือให้เมินโหยวผิงปล่อย แต่เขาไม่ยอม ผมไม่อยากได้ยินสิ่งที่เขาจะพูดต่อไป

“ฉันต้องไปแล้ว”

to be continued….
___________________________________
Talk:
ตอนหน้าเป็นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ *ยิ้มแย้ม*
วันนี้ไปงาน dmbjonly มา ขอบคุณทุกคนมากๆที่เข้ามาทักทายพูดคุยกัน เราดีใจมากเลยค่ะ
ปกติอยู่สายทำของกุบกิบ เวลาขายเราไม่รู้สึกอะไรมากนัก เรียกได้ว่าไม่แคร์เลยดีกว่า #ฟังดูเลว
พอได้เป็นคนขายฟิก เรากดดันและมีความสุขไปพร้อมกัน การได้พูดคุยกับทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนที่บู๊ธ มันดีแบบนี้นี่เอง ทั้งยังรู้อีกว่า การที่คนอื่นๆมานั่งขายฟิกขายโดกัน ก็คงรู้สึกแบบนี้เองสินะ…. เราชอบมันเข้าแล้วล่ะ
แต่ไม่สามารถบอกได้นะว่าจะมีเล่มหน้า… #เข็ด
ยังเข็ดอยู่จริงๆ (ฮา) ไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันในรูปแบบนี้อีกไหม
บางท่านมายืนพูดคุยคอมเม้น เราดีใจน้ำตาจะไหล… (อย่างที่เห็นๆกันว่าในนี้ไม่ค่อยมีคนเม้นเท่าไหร่เลย มีแต่คุณกี *โอบกอด*) ความเห็นของทุกคนมันส่งผลต่อเราจริงๆ ไม่ว่าทุกคนจะซื้อมันไปด้วยเหตุผลอะไร เราขอบคุณจากใจจริงมาก ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
แต่ก็รับปากไม่ได้ว่าเรื่องหน้าจะทำให้มันดีกว่านี้…. /มองพลอต

ประกาศขยายเวลารอบไปรฯ แล้วนะคะ ถึงวันที่ 25 นี้ค่ะ

แล้วเจอกันค่ะ <3

Advertisements

4 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 14

  1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    มุ้งมิ้งถามเรื่องสร้อยคือระะะะะะะะะะะะะะะ โอ้ยยยย อียิงลูกตรง หมั่นนนนนนนนนนนนนนน

    อู๋เสีย เจ็ดริกเตอร์เวอร์ปัยยยยยยยยยย แหม่ะๆๆๆๆ ดูเปรียบ

    ฮือออออออออ อวดของขวัญที่ได้มาแล้วโด๊ะะะะะะะะ อิ๊ๆๆๆๆๆ

    มาหักหลังกันตอนย่อหน้าสุดท้ายคือรัยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เมินโหยวผิง!!! ทำตัวอาร์ตไม่น่ารัก!!!!!!!!!

    เลิ้บนะเตง อิอิ เลาก็ชอบเวลานายมาเม้นท์ฟิคเลางัย เวลาอ่านคอมเมนท์คนอ่านละมีความสุขจ้ายปะ เวลาผ่านไปกลับมาอ่านก็ยังมีความสุขปนจั๊กจี้นะ /เปิดฟิคไฟนอลเจ็ด /นี่กะเอาไปขายคุงเล็กต่อ นางเพิ่งเริ่มเล่นบนไอฟง ฮิฮิ

    • มยผ (สุดท้ายก็ตัวย่อ) เป้นคนตรงๆค่ะ > <//
      ช่ายยยย บางก็วกไปอ่านที่เม้นๆกันแล้วแฮปปี้ เป็นกะลังจัยยยย /กอดคุณกี

  2. อ่านถึงตอนจบแล้วมัน … มว่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย …. *ทรุด* มุ้งมิ้งมาตลอดเรื่อง (โฮรลล มันน่ารักมากๆเลยค่ะ สิ่งที่ทุกคนทำ กระทั่งนายหวังเหมิง)

    คิดว่าที่คนเมนต์น้อยเพราะระบบการเมนต์ค่ะ ต้องsign in ต้องlog in จะรู้สึกขี้เกียจเอา เราก็ขี้เกียจ555+ ดีที่สมัยนี้มันผูกกับโซเชี่ยลอย่างอื่นได้แล้วทำให้ง่ายขึ้น

    • หากซื้อแบบรวมเล่มจะมีตอนพิเศษด้วยนะค- (ยังจะขายของ)
      ตอนนี้เหลือ 2 เล่มสุดท้า- #ยังอีก

      ไม่หรอกค่ะ บางทีก็เป็นความผิดเราเอง ที่แต่งไว้อ่านคนเดียว ไม่ค่อยอัพ ไม่ค่อยโฆษณาบลอค ขนาดในเพจก็ไม่ค่อยลง… /เป็นมนุษย์ห่างไกลโซเชี่ยล
      แต่แค่มีคนหลงเข้ามาอ่าน เราก็ดีใจมากแล้วค่ะ ////////

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s