[Daomu fanfiction] 等待着你 – 15 *完*

– 15 –
竟已是我的所有 – it’s all I got

______________________________________

หลังจากประโยคนั้นเมินโหยวผิงก็จากไป ผมนั่งอยู่ร้านเล่นไม่กี่วันก็ได้เจอเขาอีกในรูปแบบต่างๆกัน เรียกได้ว่าไม่ได้หายตัวไปเสียทีเดียวทำให้ผมไม่รู้สึกรู้สาเท่าใดนัก การได้เจอกันอีกครั้งด้วยภารกิจที่จริงจังมากขึ้น ผมกับนายอ้วนไปตามสืบเรื่องราวของเขาที่บ้านของจางฉี่หลิงที่แท้จริง เมินโหยวผิงในตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ใบหน้าที่เรียบเฉยถูกช่วงเวลาล้างสมองจากผมและนายอ้วนให้แสดงความรู้สึกออกมาบ้าง ทั้งยังได้เห็นสีหน้าร้อนรนที่เห็นได้ยากของเมินโหยวผิง ผมที่จับตาดูการเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้รู้สึกลิงโลด กำแพงบางอย่างระหว่างผมกับเขาคอดบางลง

คำทักที่บอกว่า ‘หากพวกคุณสองคนอยู่ด้วยกัน ไม่ช้าก็เร็ว คนหนึ่งต้องตายเพราะอีกคน’ นั้นทำให้ประสาทของผมขมวดตึงแน่น และแทบขาดกับการหายไปของนายอ้วนและเมินโหยวผิงในทะเลสาบ เป็นบทพิสูจน์ความบ้าบิ่นของผมที่ลงไปตามจนได้พบ รู้สึกราวกับสามารถตายตาหลับแม้สถานที่นี้จะไม่มีทางออก

“ดีนะ ที่ฉันไม่ทำให้นายต้องตาย” เมินโหยวผิงพูดในสภาพที่ร่อแร่

ในตอนนั้นในหัวของผมตะโกนลั่นสมอง ไม่ใช่แบบนี้ มันต้องไม่ใช่ ผมต่างหากที่อยากเป็นฝ่ายปกป้องเขา โลกนี้มันจะมีความหมายอะไรหากจะต้องอยู่คนเดียว ผมกัดฟันรวบรวมสติและแรงฮึดทั้งหมดที่มี กลับออกไปได้ในที่สุด นั่นเองที่ผมพูดกับเมินโหยวผิงในใจว่า

‘ดีนะ ที่ฉันไม่ทำให้นายต้องตายไปจริงๆ’

 

เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลเทียบไม่ได้เลยกับการที่ต้องยืนอยู่ท่ามกลางภูเขาหิมะอันหนาวเหน็บ ข้างกายของผมว่างเปล่า ต่อให้เดินหากี่สิบร้อยพันครั้ง ผลคือมีผมเพียงลำพังเหมือนเดิม เหตุผลเป็นร้อยพันของผมไม่มีความหมายใดกับการตัดสินใจของเขา ผมรู้และยอมรับมันได้อย่างยากลำบาก ช่วงเวลาสามวันของผมไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากการเป็นบ้าเป็นหลังของผมเอง ความจริงที่ยังรับไม่ได้ ความเหน็บหนาวมันกัดกินลงไปในตัวของผม ความหนาวสะท้านกร่อนถึงขั้วหัวใจ ความรู้สึกมากมายประเดประดังออกมาจ่อที่กระบอกตาร้อนผ่าว ไม่ว่าจะดิ้นรนเท่าไหร่ คำตอบมันก็เหมือนเดิม

 

‘นับจากนี้อีกสิบปี หากนายยังจำฉันได้ ให้นำสิ่งนี้มาที่นี่ ที่เปิดประตูสำริดบานนั้น นายอาจจะเจอฉันอยู่ข้างใน’

 

ประโยคนั้นดังก้องไปมาอยู่ในสมองของผมราวกับเป็นคำปลอบประโลม

ผมเชื่อว่าช่วงเวลานี้มันไม่นานเลย เวลาเดินผ่านทุกวินาทีเป็นการนับถอยหลังที่ชัดเจนเกินพอ แต่มันจะต้องกี่วัน กี่ชั่วโมง กี่วินาที ใจผมตระหนักดีว่าต่อให้เวลาผ่านไปครบกำหนด เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดไป ความคิดในหัวตีพันกันอยู่อย่างไม่มีทางออก

ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มันเรียกว่าความเสียใจได้หรือเปล่า สำหรับผมมันคือความท้อแท้และสิ้นหวัง โลกสีขาวที่ผมยืนอยู่กลับกลายเป็นสีเทาแม้ว่าท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้า ต้นไม้ยังคงเป็นสีเขียว แต่ในใจของผม ทุกอย่างล้วนเป็นสีเทาหม่นเข้ม ทั้งตัวของผมเองและภายในใจเช่นกัน

เส้นด้ายที่เคยขัดพันปมอยู่ในสมองของผมยังคงเป็นเหมือนเดิม เพียงแต่สายโยงของมันอีกด้านไม่อยู่แล้ว เป็นเพียงปลายด้ายที่ว่างเปล่า ผมนั่งคิดทบทวนว่าผมพลาดอะไรไปที่ตรงไหน ความทรงจำมากมายเขียนลงกระดาษพันหน้ายังไม่สามารถรั้งเขาเอาไว้ได้ คราวนี้มันถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่ผมกับเขาห่างกันในระยะที่ผมไม่อาจเอื้อมถึง

นายอ้วนบอกว่าผมเป็นคนเดียวที่เขามาพูดคุยก่อนที่จะไป มันเป็นเรื่องที่เห็นกันชัดเจนอยู่แล้วว่าผมไม่ได้ไร้ตัวตนสำหรับเขา เมื่อคิดถึงตรงนี้ผมจึงเตรียมตัวกลับ ไม่เสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไป
ระหว่างการเดินทางหิมะโปรยปรายราวกับท้องฟ้าเพียรนับหยดน้ำตาของผมผ่านเกล็ดหิมะเหล่านี้ ถมสูงทั่วยอดเขาเป็นทะเลสีขาวสุดสายตา เสียงลมหวีดหวิวผ่านใบหู หวนคิดถึงเสียงลมหายใจของเขาขึ้นมา นึกสงสัยขึ้นมาว่าหากผมล้มลงตรงนี้เขาจะออกมาช่วยผมอีกไหม แน่นอนว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว

แม้ว่าผมจะมีความคิดไหลพรูออกมามากมาย แต่เป้าหมายคือผมจะต้องออกจากที่นี่ก่อนที่ฟ้าจะมืด เมื่อถึงจุดที่สามารถเดินทางด้วยพาหนะได้ ผมก็หยุดพักที่เพิงเก่าแถวนั้น พยายามบอกตัวเองไม่ให้คิดเรื่องนี้อีก เมื่อลองคิดดูว่าผมได้จุดมุ่งหมายในชีวิตครั้งใหม่ นั่นคือการต้องไม่ตายก่อนจะครบสิบปี ผมก็ควรทำมัน
มีคนเคยบอกว่าชีวิตคนเราเมื่อรู้สึกว่ามีสิ่งหนึ่งที่สำคุญมาก ชีวิตจะพรากมันจากไป เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเรายังคงอยู่ได้โดยไม่มีสิ่งนั้น เหตุการณ์นี้อาจจะทำให้จิตใจของผมเข้มแข็งขึ้น โตขึ้น แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้ มันไม่ง่ายสำหรับผมเลย

ช่วงเวลาที่อยู่ยนรถผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนอนหลับและฝัน ในความฝันของผมมีเมินโหยวผิงนั่งอยู่ที่เบาะด้านข้าง มองเหม่อไร้จุดหมาย นานๆทีจึงจะหันมามองผมที่นอนสัปหงกอยู่ข้างหน้าต่างรถ ฝันอย่างนี้ไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าแทบไม่อยากตื่นขึ้นมา

 

นายอ้วนรอรับผมเพื่อถามไถ่สถานการณ์ ผมส่ายหน้าตอบเขาด้วยไม่มีอะไรจะพูด ผมต้องการเวลาประกอบความรู้สึกที่พังทลายขึ้นมาใหม่ เขาเข้าใจและยอมให้ผมอยู่ตามลำพัง

 

ชีวิตของผมว่างเปล่าอย่างแท้จริง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน ในห้วงนิทรานั้นช่างสนุกสนาน บางครั้งเป็นฉากเรื่องราวมากมายที่พวกเราผ่านมันมาด้วยกัน การหนี การต่อสู้ การเดินทาง ล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำที่มีค่า ราวกับกำลังเดินทางอยู่ในหนังสือนิยายทีละเล่ม ผ่านไปทีละตอน ทุกคำพูดทุกการกระทำของเขาที่ผมไม่เคยลืม

แม้ว่าจะเป็นโลกในความฝัน การเดินทางก็ยังสิ้นสุดอยู่กลางหิมะอันหนาวเหน็บ กลายเปลี่ยนเป็นฝันร้าย ผมกำลังจะเป็นบ้า ถึงขนาดที่ว่าอยากได้พลังของกิ่งสำริด สร้างจางฉี่หลิงอีกคนขึ้นมาจากจิตนาการและมโนภาพของผม ให้เขาคงอยู่และร่วมเดินทางไปกับผมในทุกที่ไม่มีวันหายไปไหน

 

ไม่กี่วันต่อมาผมไม่เสียเวลานอนอีกต่อไป ตั้งหน้าตั้งตาหาทางกลับไปยังกรวยนั้น เปิดสมุดบันทึกและทบทวนทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้น ผมจ้างคนมาห้าคนทำทีมไปบุกที่นั่นโดยไม่ปรึกษาคนอื่น ใช้ระยะเวลาเตรียมการไม่ถึงสามวัน ผมก็พร้อมออกเดินทาง โชคไม่ดีที่วันเดินทางผมไม่ได้ดูฤกษ์ยามจึงเจอเข้ากับเสี่ยวฮัวยืนยิ้มอยู่หน้าร้านพอดิบพอดี เขาทักทายด้วยสีหน้าเบิกบาน แต่ผมมีธุระที่จำเป็นต้องไป ไม่บอกรายละเอียดอื่นนอกจากคำว่า ‘ธุระ’ ไม่สนใจคำพูดของเซี่ยอวี่ฮัวที่พยายามเบี่ยงความสนใจของผมไปที่เรื่องอื่นแทน

ผมเดินทางเข้าลึกถึงในป่า ภาพที่เคยมาครั้งแรกซ้อนทับกันแทบไม่มีความต่าง ทีมที่มีกันหกคนเหลือเพียงสี่ ด้วยหวาดกลัวขวัญหนีจึงย่องไประหว่างที่ผมหลับ เป็นเรื่องที่ผมไม่ใส่ใจ จะกี่คนก็ได้ พาผมเข้าไปเอามันมาก็พอ ผมสั่งการคนที่เหลืออย่างเด็ดขาด เดินทางตามกำหนดการณ์ พรุ่งนี้ก็ควรจะถึงที่หมายได้แล้ว เรานอนกันในป่า พักแรมกันอย่างง่ายๆ การเดินทางที่ใช้เวลาพักผ่อนน้อยกินแรงเป็นอย่างมาก เข้าในถุงนอนไม่กี่นาทีผมก็หลับไป ราวกับจะชดเชยที่ผมอดนอนมาเกือบสัปดาห์

เหลาหย่างในฝันของผมอยู่ในคณะนี้ด้วย เขาพยายามชี้บอกทางที่ผิดให้แก่ผม แม้แต่ในฝันหมอนี่ก็ยังอำผมไม่ได้เหมือนเดิม ได้แต่ออกปากไล่เขาไป เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องเข้ามายุ่ง ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือหรือสิ่งใดจากเขา ไม่นานผมก็ตื่นมา พบว่าลูกทีมเหลือเพียงสองคนเท่านั้นหากไม่รวมตัวผม
ความหงุดหงิดและความเครียดเข้าจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง ผมสั่งคณะเดินทางออกเดินทางต่อแม้ว่าฟ้ายังไม่สว่าง เพิ่มค่าจ้างรายคนให้สูงลิบลิ่วก็ไม่ได้ยินคำบ่นออกมาจากปากอีก ผมให้ทั้งสองคนนำหน้า ตัวเองเดินตามเป็นคนสุดท้าย เราสามคนอาวุธครบมือ ของป้องกันมีพร้อม ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนอะไรให้ผมหลายอย่างไม่เสียเวลาเปล่าปลี้แม้สักวินาที ปากทางเข้าปรากฏแก่สายตาผมเมื่อเวลาเกือบเที่ยงวัน หัวใจของผมเต้นระรัว ไม่สนใจเรื่องแวะพัก เข้าไปในกรวยทันที

เข้าไปได้ไม่ถึงไหนผมก็สลบไป

 

ยากจะตอบได้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วนับจากที่ผมหมดสติ ตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดท้ายทอยอย่างรุนแรง ข้าวของของผมหายไปบางส่วน เงินสดในตัวหมดเกลี้ยง ผมแค่นหัวเราะกับโชคที่ไม่เข้าข้างผมเอาเสียเลย แต่ว่าไม่เป็นไร ต่อให้มีผมคนเดียวก็ไม่เป็นไร…

ผมเดินทางต่อโดยใช้ทางลัดตอนที่ออกมาครั้งก่อน มันเดินทางง่ายกว่ามากทั้งยังไม่มีกับดักและกินเวลาน้อย ผมจำได้ถึงทริกที่เหลาหย่างเคยอธิบายให้ฟัง ครั้งนี้ผมสมาธิแก่กล้า เดินทางสะดวกไม่มีสิ่งใดติดจัดและไม่แวะพักอีกเป็นครั้งที่สอง ยามที่ต้องกินอาหารก็เดินกินเอา ไม่เสียเวลาเลยแม้แต่น้อย มาหยุดเอาตอนที่มืดสนิท ผมนอนคู้อยู่ในโพรงตื้นเงียบๆไม่กระดุกกระดิกตัว ไม่หลับ หายใจให้น้อยที่สุดและเบาที่สุด สะกดสมาธิพร่ำให้ทุกอย่างราบรื่น มองความมืดผ่านพื้นไป

เมื่อแสงแดดในตอนเช้าสาดลอดเข้ามาด้านในกรวยผมก็ออกจากโพรง เดินเท้าต่อ เมื่อรู้สึกฝ่าเท้าปวดแปลบจากการเดินมานาน ผมเพิ่งความคิดสักพักก็เกิดกำลังวังชา สมองปลอดโปร่งสดชื่น ร่างกายคลายความปวดเมื่อยล้าได้ทั้งหมด จนถึงโคนลำต้นอันใหญ่โตของต้นสำริดนี้เอง ผมเลยหน้าขึ้นไปมองความสูงสุดลูกหูลูกตา พื้นที่โดยรอบสงบเงียบไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงหายใจของตัวเอง

ได้เวลาแล้ว…

ผมปีนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างทุกลักทุเล มองกราดหากิ่งที่พอจะตัดเก็บเข้ากระเป๋าไปได้ เมื่อเจอกิ่งที่เหมาะๆก็หยิบเลื่อยออกมาจากกระเป๋าสะพาย เนื่องจากเป็นเลื่อยมือจึงมีขนาดเล็กพกพาง่าย แลกกับการที่ต้องใช้เวลานานในการตัด เลื่อยไปได้ไม่กี่นาทีก็หยุด และนั่งลงบนกิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่นั้น สมาธิของผมกำลังแตกกระเจิง มีความคิดบางอย่างซ้อนทับความตั้งใจของผมจึงต้องหยุดพักเพื่อรวบรวมความตั้งใจ เมื่อรู้สึกมั่นคงขึ้นแล้วก็ลุกขึ้นตั้งหน้าตั้งตาเลื่อยใหม่

เสียเวลาไปค่อนวันผมก็ได้กิ่งเล็กๆนั้นมาอยู่ในมือ ผมเก็บของเข้ากระเป๋า กินอาหารแห้งให้พลังเล็กน้อยก่อนปีนต่อเพื่อที่จะใช้ทางออกตรงส่วนยอดของต้นสำริดใหญ่ เวลานี้ยังไม่เหมาะที่จะสร้างอะไรใดใดขึ้นมา ผมอยากรอให้ออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนจึงไม่วอกแวก ไม่คิดถึงเรื่องเมินโหยวผิงขึ้นมาในหัวเลย

เมื่อใช้จินตนาการทุกอย่างมันก็ง่ายเข้า อุปกรณ์บางชิ้นที่ถูกขโมยไปกลับปรากฏในกระเป๋าเป้ของผม การปีนขึ้นค่อนข้างลำบากและกินแรงกว่าตอนลงมามาก ผมต้องพักขาบ่อยครั้ง และใช้ความคิดสมาธิสูง ไม่นานร่างกายก็เริ่มล้า ผมต้องนั่งเพื่อสร้างความคิดขึ้นใหม่ถึงจะเดินทางต่อไปได้ เสียเวลาเป็นอย่างมาก จนความมืดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ฝืนใช้ไฟฉายเพื่อปีนต่อไปไม่ไหวจึงต้องพัก จากปลายกิ่งที่ยืนอยู่ ห่างไปเล็กน้อยมีผนังเป็นโพรงตื้นๆ ผมไต่ไปตรงนั้น คู้ตัวอยู่ด้านในมองความมืดผ่านพ้นไป

เลยครึ่งทางมาแล้วที่ผมปีนขึ้นมา ยิ่งใกล้จะถึงยอดกิ่งไม้ก็ห่างกันมากขึ้น ส่วนที่ขึ้นถี่เป็นเพียงกิ่งเล็กผอมไม่กล้าเหยียบขึ้นไป การปีนแต่ละขั้นใช้เวลานานกว่าปกติถึงสองเท่า แสงด้านในเกือบจะมืดลงอีกครั้งแล้วตอนที่ผมใกล้จะถึงทางออก เมื่อเห็นระยะทางไม่น่ากินเวลาเกินสองชั่วโมงจึงนั่งพักอีกครั้ง แดดที่ส่งลงมาเป็นสีส้มแก่ มองลงไปจากตรงนี้เป็นเพียงความมืดที่มีเสียงลมหวีดร้องดังอวลขึ้นมา

ผมนั่งมองสร้อยหนังที่ข้อมือของตัวเอง เม็ดหินสีขุ่นสะท้อนกับแสงที่สาดลองมาเป็นประกาย นั่งมองอยู่สักพักผมก็ร้องไห้ออกมา

 

นี่คือสิ่งที่ผมต้องการจริงๆเหรอ?

นี่คือสิ่งที่ผมต้องทุ่มเทความพยายามถึงขนาดนี้เลยเหรอ?

ทั้งหมดนี้มันเพื่ออะไรกัน….

 

ความรู้สึกทั้งหมดของผมมันก็แค่นี้เอง? ทั้งๆที่เขาบอกให้รอ ทั้งๆที่เขาก็พูดเป็นนัยว่าอยากจะเจอผมอีกครั้ง…

….และนี่คือสิ่งที่ผมควรพยายามทำให้เขา?

 

เขื่อนน้ำตาพังทลาย ผมนั่งร้องไห้ไม่มีเสียงอยู่บนกิ่งสูง ปล่อยให้น้ำตาหยดลงบนขากางเกง รู้ซึ้งในความเห็นแก่ตัวอย่างชัดเจนในเวลานี้เอง

เขาที่เชื่อในการรอคอย ผมกลับฉีกมันทิ้งไม่มีชิ้นดีในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ผมยังมีหน้าไปรอเขาอยู่ได้อย่างไร…

 

ผมจับข้อมือขวากำมันไว้แน่น ปล่อยให้น้ำตารินไหลออกมาจนพอใจ ได้สติแล้วก็หยิบกระติกน้ำออกมาใช้ล้างหน้าล้างตา รู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างมาก

เวลาเหลือน้อยลงทุกที ผมตั้งสมาธิเร่งปีนให้ไปก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะมือสนิทและลำบากต่อการเดินทาง อย่างน้อยผมอยากจะถึงจุดสุดท้ายที่พักแรมก่อนที่ฟ้าจะมืด

เมื่อปีนมาจนสุดทาง ผมมองลงไปในโพรงที่มืดสนิท คว้ากระเป๋าสะพาย ควานเอากิ่งสำริดออกมาแล้วปามันออกไปสุดแรง

 

สองเท้าของผมกลับมายืนที่เดิม…

หลังจากออกมาจากสถานที่นั้น ผมได้เจอกับคณะเดินทางที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากลางป่าดิบชื้นยื่นโทรศัพท์ให้ผม เสียงปลายสายคือเสี่ยวฮัว บอกว่าส่งคนมาตามหัวผมกลับ ช่วงเวลาเดินทางกลับจึงไม่ลำบากเลยถ้าเทียบกับขาไป ไม่กี่วันผมก็กลับถึงร้านโดยสวัสดิภาพ มีเสี่ยวฮัวยืนอยู่ที่เดิม ในเสื้อสีเดิมเหมือนทุกครั้งที่ผมเจอ เขายิ้มให้บอกผมว่าเสร็จธุระแล้วและขอตัวกลับ

ผมหลับเป็นตายไปสองวัน

 

ตื่นมารู้สึกกระวนกระวาย ความผิดเกาะแน่นอยู่ภายในใจผม ผมคิดถึงนายอ้วน แต่เวลานี้คงไม่เหมาะแก่การไปหา ผมไม่อยากเอาปัญหาบ้าบอของผมไปให้นายอ้วนในเวลานี้ จึงออกเดินทางไปหาพานจื่อและอาสาม

ในช่วงบ่ายแดดจัด ท้องฟ้าเปิดโล่ง โชคดีที่ยังมีลมโชยคลายร้อน ผมยืนมองป้ายแผ่นหินของอาสามและพานจื่อแล้วคุกเข่า วางดอกไม้ จุดธูป และออกปากเล่าเรื่องราวทั้งหมดแม้จะไม่มีคนฟัง

“…ผมมันโง่มากเลยใช่ไหม..”

ผมโค้งตัวแนบหน้าผากกับพื้น ชีวิตของผมที่อาสามเลี้ยงดูมา ชีวิตของผมที่พานจื่อช่วยไว้เกือบจะไร้ความหมาย

นั่งเอ้อระเหยอยู่พักใหญ่เห็นเวลาสมควรจึงออกเดินทางต่อไปอีกที่หนึ่ง

 

เส้นถนนอันคุ้นเคยทำให้หวนนึกถึงครั้งล่าสุดที่มากับใครอีกคน ผมลงจากรถและเดินอ้อยอิ่ง เมฆก้อนใหญ่บังแสงอาทิตย์ให้อากาศเย็นสบาย ผมเงยหน้ามองท้องฟ้า สูดหายใจเข้าเต็มปอด เดินไม่นานก็เจอเหลาหย่าง ผมหยิบยืมอุปกรณ์จากคนแถวนั้นมาทำความสะอาด กวาดพวกเศษใบไม้ เมื่อพอใจแล้วก็นั่งลงวางดอกไม้ หมั่นโถวกองหนึ่งที่แวะซื้อระหว่างทาง และจุดธูป

“ขอโทษที่ไม่มีเนื้อให้นะ ระหว่างทางหาได้เท่านี้เอง” ผมพูดกับแผ่นหิน “ไว้คราวหน้าจะจัดเต็มให้ ขอบคุณที่มาเตือนสติกันแม้ตอนนั้นฉันแทบจะไล่ฆ่านายในฝันเลย”

ในกระเป๋าของผมมีโรตีทอดหลายแผ่นห่อไว้ จึงหยิบขึ้นมานั่งกิน เลือกชิ้นหนึ่งวางบนกองหมั่นโถวของเหลาหย่างให้เขากินเป็นเพื่อน เสร็จเรียบร้อยผมก็ยืนขึ้นปัดกางเกงล่ำลาเพื่อนอีกพักก็เดินทางกลับ

 

ในวันที่เขาไม่มีผมในชีวิต เขารู้ที่จะรักษาตัวเองได้

ในวันที่ผมไม่มีเขาในชีวิต ผมก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี

 

หนึ่งสิบปีนี้ผมจะใช้มันอย่างคุ้มค่า ให้มีความสุขเพื่อที่เวลาจะได้เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

 

ใช้เวลาทั้งหมดในการรอคอย

. 完 .

___________________________________________________________
Talk:
ในที่สุด เรื่องราวการเดินทางครั้งแรกของเราก็จบลงค่ะ (แน่นอนว่า epilogue หรือบทสรุปจริงๆ และตอนพิเศษอยู่ในรวมเล่มเท่านั้นค่ะ)
ตอนจบนี้ ถ้าเทียบกันแล้ว เป็นตอนที่เราไม่ได้คาดการณ์มาก่อนเลยค่ะว่าจะออกมาในรูปแบบนี้
เรียกได้ว่าพอถึงตอนจบก็นั่งหน้าคอมแล้วพิมพ์ๆๆๆตามที่ในหัวมันพรูออกมายังกับเป็นบ้า (ดีนะที่กับ epilogue เราไม่เป็น ฮา)

ขอบคุณมากสำหรับการติดตามนะคะ
หากมีคอมเมนต์ คำติชมด่าทอเรื่องคำผิด(ที่คิดว่าคงมีมากมายมหาศาลในรวมเล่ม) สามารถคอมเมนต์ไว้ได้เลยค่ะ น้อมรับทุกความเห็น

แล้วเจอกันค่ะ

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 等待着你 – 15 *完*

  1. เด๋วนะ เด๋วๆๆๆ ไหนว่าตอนต้นเรื่องเขียนว่าเป็นตอนแทรกช่วงกุบกิบ พักยก เบรค จากในเล่มจริงไงวะ ไหงตอนจบมันมาถึงตรงนี้ได้ยังไง!!!!!!!!! ตอบ!!!!!!!!!!

    • ครือ ก็อยากให้มันต่อกะเล่มจริงด้วยอ้ะะะะ บั่บว่าห์… คือมันก็มุ้งมิ้งกุบกิบเล็กๆไง๊…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s