[Daomu fanfiction] 连接 -1-

连接 -1-
在我追不上的距离 – At a distance that cannot catch up
[張起靈*吳邪]
_________________________________

ตอนนี้ผมกำลังตื่นเต้น….

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ผองเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก๊วนเดียวกันหนึ่งในนั้นโทรหาผมบอกว่าจะรวมกลุ่มกันไปเที่ยวสักสามสี่วัน ผมร้างราจากการไปเที่ยวปกติมาค่อนข้างนาน (ผมไม่นับการลงกรวยว่าเป็นการไปเที่ยวหรอกนะ) ยังไม่ทันถามสถานที่ผมก็ตอบตกลงไปก่อนเสียแล้ว มันค่อนข้างหาโอกาสยากในการรวมกลุ่มกันแบบนี้ ตัวผมเองก็ไม่ได้ติดต่อเพื่อนสักเท่าไหร่ พูดแล้วรู้สึกคิดถึงอยากไปเจอเหมือนกัน ไม่รู้ว่าแต่ละคนจะเปลี่ยนไปขนาดไหน

ปลายสายพูดว่าคราวนี้จะนัดกันคร่าวๆก่อนเพราะยังไม่รู้วันที่กันแน่นอนว่าจะว่างตรงกันวันไหน ผู้ที่ไม่มีธุระอะไรกับชาวบ้านเขาเลยอย่างผมจึงบอกไปว่าไม่มีปัญหา จะวันไหนก็ว่างทั้งนั้น

หลังจากวางสายผมนั่งวางแผนทันทีด้วยความตื่นเต้น จะเอาชุดไหนไป จะไปไหนกัน อดโทรไปหาเพื่อนคนอื่นๆไม่ได้ว่ามีใครปฏิเสธไม่ไปบ้างจะอาสาโทรตามตื้อ โทรหาแต่ละคนค่อนข้างนาน ส่วนใหญ่จะคุยเรื่องความเป็นไปของชีวิตช่วงนี้โดยย่อ สัพเพเหระไปตามเนื้อผ้า หลังจากโทรหาเพื่อนได้สองสามคนก็รู้สึกอิ่มใจเป็นอย่างมาก

เดินกลับมาที่โต๊ะกินข้าวเจอนายอ้วนหรี่ตามองคล้ายจะแซวจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วยท่าทีปรีดา นายอ้วนฟังแบบกินไปพยักหน้าไปแกนอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นตรงไหน

นายอ้วนมาอยู่ที่ร้านของผมได้เกือบสามวันแล้วด้วยเบื่อไม่มีอะไรทำจึงมาหาเป็นการฆ่าเวลาแก้ว่าง (และมาเป็นพ่อครัวให้ผม) ข้างตัวเขายังมีเมินโหยวผิงนั่งกินข้าวเงียบๆอย่างไม่มีตัวตน นานๆครั้งจึงเหลือบมามองผมเสียที น่าจะเป็นตอนที่เขารู้สึกว่าเมื่อไหร่ผมจะหยุดพูด

“นายดูตื่นเต้นเว่อร์ไปนะ ตอนลงกรวยยังไม่คึกเท่านี้” นายอ้วนแซว

“นั่นมันไปเที่ยวตรงไหน มีแต่เรื่องความเป็นความตายใครจะคึกลง…” ผมพูดเสียงเบื่อหน่าย “แต่นี่ไปเที่ยวกับเพื่อนนะ แต่ละคนไม่ได้เจอกันตั้งนาน”

“อยู่กับพวกฉันจนเบื่อหน้าแล้วว่างั้น?” เขาต่อคำ

“พูดอีกก็ถูกอีก” ผมฉีกหน้ายิ้ม “ไปกันตั้งสามสี่วัน แต่ยังไม่รู้ว่าวันไหน แต่ไว้จะซื้อของฝากมาให้นะ”

“นี่ขนาดยังไม่รู้ว่าจะไปไหนก็จะซื้อของฝาก ทำยังกับจะไปพรุ่งนี้”

“มันก็คงไม่เกินเดือนนี้แหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่โทรมาบอกฉันเป็นคนสุดท้ายหรอก” ผมว่า “พวกนายอยากไปด้วยไหม ยิ่งไปกันเยอะๆยิ่งสนุกนะ”

“บ๊ะ! ไอ้นี่… ที่ผ่านมามันยังพิสูจน์ได้ไม่พอใช่ไหม ว่าสามคนนี้แม่งอยู่ด้วยกันทีไรเป็นวายวอด” นายอ้วนพูด คิดตามแล้วก็ดูมีเหตุผลและฟังขึ้นเป็นอย่างมาก “เดี๋ยวก็ได้มีลงกรวยหรือมีเหตุบ้าบออะไรอีก นายไปเที่ยวให้สนุกเถอะ”

“เออ จริงด้วย” ผมยอมรับ

“ไว้จะไปเมื่อไหร่ก็บอก ฉันจะได้กลับบ้าน พาน้องเสี่ยวเกอไปด้วย”

ถึงตรงนี้ผมก็เอียงคอไม่เข้าใจ “กลับทำไม? นายก็อยู่บ้านฉันก็ได้นี่ กลับไปแล้วก็มาอีก อยู่ยาวๆไปเลยไม่ต้องเกรงใจ”

“นี่แกพูดจริงหรือประชดวะ?” นายอ้วนย่นคิ้วมองผม

“พูดจริง” ผมหัวเราะ ไม่ถือสาอะไรถ้าเขาจะอยู่ยาว หากว่ากลับมานายอ้วนจะยกเค้าหมดร้าน ผมก็คงไม่ว่าอะไร “จะได้ไม่ต้องไปๆมาๆ อยู่ร้านฉันกับร้านนายต่างกันตรงไหน อย่าคิดมาก”

“ต่างเว้ย ร้านแกแม่งโคตรเงียบเหงา!” นายอ้วนว่า “แล้วไม่รู้เมื่อไหร่จะไป หยุดพูดเหมือนไปพรุ่งนี้สักทีเถอะ ดูอาการแย่กว่าเด็กอนุบาลรู้ว่าจะได้ไปทัศนศีกษาอีกนะ”

“เออ… ไม่ทันคิด” จะว่าไปผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆนะนี่ “เอาเป็นว่าถ้าตอนไปนายยังอยู่กับฉัน ก็อยู่ยาวเลยแล้วกัน ถือว่าเฝ้าร้านให้”

“เทียนเจินคิดว่าเสี่ยอ้วนมันว่างมากกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำรึไง?” เขาหรี่ตามอง “เออ จะตามนั้นก็ได้ แต่หากมีอะไร ฉันก็กลับก่อนเท่านั้น”

ผมพยักหน้าอย่างไม่มีอะไรโต้แย้ง

 

ถัดจากนั้นไม่กี่วัน ผมได้รับสายจากเพื่อนอีกครั้งเพื่อทำการลงคะแนนเสียงว่าพวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี เมื่อถามความเห็นของผม หากจะเที่ยวในประเทศแบบเที่ยวชมธรรมชาติ ผมขอโหวตข้อไหนก็ได้ที่ไม่ใช่การปีนเขาเข้าป่า จะเที่ยวแม่น้ำ น้ำตก ต่างประเทศ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การเดินป่าและขึ้นเขา และต้องเสียเวลาอธิบายให้เพื่อนตัวแทนที่โทรมาอีกว่าทำไมผมถึงตัดสินใจแบบนี้ และมันช่างเป็นการอธิบายแบบข้างๆคูๆเหลือเกิน เนื่องจากไม่สามารถตอบไปตรงๆได้ว่าผมเอียนมันแล้วจากการเดินทางไปลงกรวยในแต่ละที่ จากนั้นจึงวางสาย รอผลการตัดสินที่จะแจ้งอีกทีภายในช่วงค่ำ

ด้วยความตื่นเต้น ผมจึงชวนนายอ้วนและเมินโหยวผิงไปเดินชอปปิ้งมอลล์เพื่อซื้อของสำหรับไปเที่ยว ถึงแม้จะไม่รู้ว่าไปที่ไหน แต่ได้หัวข้อมาแล้วว่าจะไปชื่นชมธรรมชาติตั้งแคมป์ ผมก็อยากได้เสื้อผ้าและของใช้ที่เหมาะกับการไป อีกใจหนึ่งคือแค่ไม่อยากใช้ของชุดเดิมกับการไปลงกรวยเท่านั้น ดูเป็นลางไม่ดีอย่างไรชอบกล

นายอ้วนถอนหายใจใส่ผม แต่ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำ เราจึงกระเตงกันไปยังสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมแหละจับจ่ายใช้สอยกัน ท่าทีนายอ้วนเปลี่ยนไปจากเดิมมากเมื่อนึกได้ว่านี่เป็นโอกาสอันดีในการซื้อของใช้ส่วนตัว(รวมถึงของเมินโหยวผิงด้วย)ด้วย

กลายเป็นว่านายอ้วนหวังได้เสียทรัพธ์ก่อนใครเพื่อน(หากไม่นับผมที่แอบร่วมหุ้นกับเขาด้วย) เสื้อเชิ้ตลายสกอตสีทึมแขนยาวสามตัวกับกางเกงอีกสองของเมินโหยวผิงล้วนๆ แม้จะเป็นที่น่าแปลกใจสำหรับผมที่เมินโหยวผิงเข้าไปลองชุดให้ดูอยากไม่หือไม่อือ ผมจึงได้พบว่าการเล่นแต่งตัวตุ๊กตามันสนุกอย่างไรก็ตอนนี้เอง

เมินโหยวผิงใส่อะไรก็ดูเข้าไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตลายสกอต เสื้อยืดสกรีนลายวันรุ่น เขาก็ใส่ออกมาดูเด็กสมวัยตามหน้าตาของเขาเป็นอย่างมาก แต่ถึงจะให้ลองเป็บสิบชิ้น พวกเราตัดสินใจซื้อแค่เสื้อสีโทนน้ำเงินดำสามตัวด้วยความที่เกรงว่าซื้อไปแล้วเมินโหยวผิงจะไม่ยอมใส่ จะเสียเงินไปโดยไม่ได้ประโยชน์ ได้ของมาก็โยนให้เจ้าตัวเป็นคนถือแสดงความรับผิดชอบ

ผมได้เสื้อผ้าถูกใจมาสองชุด เสื้อกันหนาวอีกสอง แล้วจึงพากันไปเดินบริเวณที่ขายรองเท้า ได้รองเท้ากันมาคนละคู่ แม้ว่าเมินโหยวผิงจะปฏิเสธไม่อยากได้ แต่ผมกับนายอ้วนพิจารณารองเท้าคู่ปัจจุบันที่เขาใส่อยู่แล้วต่างพากันแย้ง เมื่อสู้เสียงเถียงไม่ไหวจึงได้แต่อยู่นิ่ง ลองรองเท้าคู่นู้นคู่นี้ให้ผมกับนายอ้วนดูจนพอใจและได้ของเขาเพิ่มมาอีกคู่

“อู๋เสีย?” เสียเรียกชื่อผมทำให้ผมหันกลับตามต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจึงยิ้มทักทาย

“เฉินเฉิงเฉิง” ผมทักตอบ และต้องแปลกใจเมื่อเห็นชุดพนักงานที่เจ้าหล่อนสวมใส่ “เธอทำงานที่นี่เหรอ?”

“ใช่ อู๋เสียมาซื้อของกับเพื่อนๆเหรอ?”

เฉินเฉิงเฉิงเป็นผู้หญิงตัวเล็ก รูปร่างสมส่วน ผมสีดำยาวเลยบ่าถูกถักเป็นเปียเดียวพาดเคลียไหล่ ยิ้มแย้มแจ่มใส หล่อนเป็นเพื่อนร่วมเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับผมแต่คนละคณะ รู้จักกันตอนทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เป็นคนฉะฉาน ทะมัดทะแมงและจู้จี้ ภาพของเธอในความทรงจำของผมแทบไม่ต่างอะไรกับที่ผมพบในวันนี้

“ผมกับพวกอีไท่จะไปเที่ยวกันน่ะ เลยมาเดินซื้อของ นี่เพื่อนผมนายอ้วน กับเสี่ยวเกอ …..นี่เพื่อนฉันเฉินเฉิงเฉิง”

เธอแจกยิ้มอย่างมีไมตรี “น่าเสียดายจัง อีกนายกว่าฉันจะเลิกงาน ไม่อย่างนั้นอยากจะไปหาที่นั่งคุยกัน ไม่ได้เจอกันตั้งนาน นายเป็นไงบ้าง?”

“ก็เรื่อยๆนะ” ผมตอบกลางๆ “ไม่ค่อยได้เจอพวกเพื่อนๆในกลุ่มเท่าไหร่ นี่ฉันก็ประหลาดใจมากที่ได้เจอ”

“ปกตินายไม่ค่อยมาที่นี่ล่ะสิ” หล่อนเดาถูกเผง ปกติผมอยากได้อะไรก็ติดใช้คนไปซื้อหามาให้มากกว่าออกมาเดินเลือกเอง “เลือกกันเสร็จแล้วรึเปล่าคะ? ฉันจะจัดการพาไปคิดเงินให้นะ”

เมื่ออยู่ในเวลางานก็ไม่กล้ายืนคุยออกนอกหน้า เธอเปลี่ยนท่าทางเข้าโหมดพนังงานทันที พาพวกผมไปยังจุดชำระเงิน

“เพื่อนนายน่ารักดีนี่ นี่เพื่อนหรือแฟนเก่า?” นายอ้วนกระซิบถาม

ผมมองนายอ้วนอย่างอืมๆ เขาพูดราวกับเขาไม่รู้จักผมอย่างนั้นแหละ “นายคิดว่าเฉินเฉิงเฉิงจะเป็นแฟนเก่าฉันจริงเหรอ?”

“ไม่ว่ะ นายท่าทางไก่อ่อน อย่างมากก็แอบชอบฝ่ายเดียว” ทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว… “เธอน่ารักนะ นายไม่คิดจีบเหรอ?”

ผมส่ายหน้า “ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องทำนองนี้เลย เอาจริงๆเฉินเฉิงเฉิงเคยคบกับเพื่อนในกลุ่มของฉันที่ชื่ออีไท่นั่นแหละ แต่อย่าถามนะว่าทำไมเลิกกัน เพราะฉันไม่รู้”

“ตอนนั้นไม่คิดเรื่องทำนองนั้น ตอนนี้ก็ไม่ได้คิดสินะเพราะมีเรื่องอื่นให้คิด” นายอ้วนยิ้มกริ่มอย่างจงใจแซว แต่ผมไม่เข้าใจ

“ฉันน่ะนะมีเรื่องอะไรให้คิด?”

นายอ้วนบุ้ยปากไปยังคนที่ยืนเงียบอยู่ไม่ไกล ผมจึงถึงบางอ้อ “แค่เรื่องน้องชายคนนั้น นายก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นแล้ว”

“มีสิ ตอนนี้ฉันมีเรื่องไปเที่ยวนี่ไง” ผมฉีกยิ้มให้

 

เดินซื้อของกันไปพักใหญ่ก็เมื่อย เห็นมีร้านขนมฝั่งตะวันตกเปิดใหม่ท่าทางน่าสนใจ นายอ้วนเองก็อยากลอง พวกเราจึงเลือกนั่งหาอะไรกินในร้านนั้นโดยไม่ฟังความเห็นที่ไม่เคยมีของเมินโหยวผิง
เราเปิดดูรายการอาหารอย่างละลานตา หน้าตาอาหารเหมือนเป็นงานปั้นมากกว่าของกิน ไม่แน่ใจว่าสั่งมาแล้วจะกล้ากินหรือไม่ ขณะที่นายอ้วนเองก็ชะโงกมาถามผมหลายครั้ง เนื่องด้วยส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษที่นายอ้วนอ่านไม่ออก ไม่เข้าใจความหมาย เราเลือกขนมมาสามชิ้นไว้ผลัดกันชิมโดยจิ้มเลือกเอาจากหน้าตา ส่วนเครื่องดื่มละลานตาในใบรายการอาหารเกินกว่าจะแยกแยะได้ สั่งน้ำเปล่ากับชาร้อนที่เป็นของพื้นฐานมา

ไม่นานเกินรอ รายการอาหารทั้งหมดที่สั่งก็ขึ้นโต๊ะ ผมกับนายอ้วนไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบส้อมคันเล็กตักกินทันที ลืมสิ้นถึงหน้าตาอันสวยงามของมัน

“เวรละ แม่งหวานหมดทุกอย่าง” นายอ้วนว่าหลังจากได้ชิมของบนโต๊ะทุกชิ้นแล้วดื่มชาสีเข้มตาม “ดีนะไม่ได้สั่งมาเยอะ แต่ไอ้อะไรชาเขียวๆนี่มันก็ดีนะ”

“ฉันก็เพิ่งได้ลองกินเนี่ยแหละ ปกติไม่ค่อยได้ออกมาเดินเจออะไรแบบนี้” ผมพูดต่อ “แล้วนายล่ะว่าไง?”

เมินโหยวผิงมองผมแล้วจิบชาเงียบๆ ท่าทางดูไม่ถูกใจเท่าไหร่แต่ก็พูดออกมาสั้นๆ “กินได้”

“น้องเสี่ยวเกอมีอะไรที่กินไม่ได้บ้าง? นายนี่ไม่น่าถาม” นายอ้วนแซะ

ผมชี้นายอ้วนด้วยส้อมเล็ก “ฉันหมายถึงรสชาติ อร่อยไม่อร่อย ชอบไม่ชอบ อะไรแบบนี้ต่างหากเล่า”

“แล้วนายคิดว่าน้องเสี่ยวเกอจะมีเรื่องพวกนี้ตอบนายรึไง?” เออ… เรื่องนั้นผมก็รู้อยู่หรอก แต่ก็อยากถามน่ะ “จะว่าไป เพื่อนนายบอกมาหรือยังว่าจะไปที่ไหน?”

“ยังเลย” ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูหน้าจอที่ว่างเปล่า “ทำไม นายสนใจไปด้วยแล้วเหรอ?”

“เปล่า เห็นว่าไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ถ้ารู้ที่เฉพาะเจาะจงก็อาจจะมีอะไรที่ต้องซื้อเพิ่มน่ะ” พูดจบก็ตักเค้กชิ้นใหญ่เข้าปาก “แต่ฉันว่าซื้อของในนี้อาจจะได้ไม่ครบ นายลองไปหาซื้อพวกเชือก UIAA ไว้ไหมล่ะ? หรือของเก่านายยังมี?”

ผมเงียบไปชั่วครู่ “เดี๋ยวก่อนสิ ของแบบนั้นมันต้องใช้ด้วยเหรอ?”

“ก็เผื่อๆ” นายอ้วนยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ “ที่ๆนายไปอาจจะเจอของดีก็ได้”

“แบบนั้นเรียกซวยมากกว่า” ผมส่ายหน้า “ไม่รู้ล่ะ ยังไงก็ไม่เอาของเตรียมพร้อมเพื่ออะไรแบบนั้นไปหรอก ต่อให้เจอฉันก็จะเดินผ่านมันไปหน้าตาเฉยเลย คอยดู”

“หูย ถ้ามันมีเงื่อนงำหรืออักษร ‘จาง’ ขึ้นมาสักตัว ขี้คร้านนายจะอยู่ปักหลักตรงนั้นแล้วโทรเรียกฉันจ้าล่ะหวั่น”

ผมเงียบไปอีกรอบ คิดถ้วนถี่แล้วจึงตอบ “เออ ถ้าเป็นแบบนั้นค่อยให้นายมาพร้อมของก็ได้นี่”

“โคตรจริงใจ ทีแบบนี้ล่ะจริงจังขึ้นมาเลย” นายอ้วนตักเค้กชิ้นสุดท้ายตรงหน้าผมไปเคี้ยวตุ้ยๆแล้วซดชาอึกใหญ่

“ทำไมล่ะ ถ้าเจออะไรแบบนั้นมันก็ดีกับเสี่ยวเกอไม่ใช่เหรอ?” ผมเพยิดหน้าไปทางคนที่นั่งนิ่งเงียบแล้วมองเขาอย่างขอความเห็น “ใช่ไหม?”

เมินโหยวผิงไม่ตอบ

“พอที เลิกพูดอะไรเป็นลางเถอะ ฉันอยากเที่ยวอย่างสนุกสงบสุข” ผมตัดประโยค

 

กินกันเสร็จเรียบร้อยก็เดินเล่นกันอีกเล็กน้อย สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับร้าน พวกเรายืนรอเรียกรถกันอยู่ด้านหน้าชอปปิ้งมอลล์ ช่วงเวลาใกล้เลิกงานแบบนี้คนค่อนข้างเยอะ ดูท่าจะต้องรออีกนาน ผมกับนายอ้วนคุยกันเรื่องที่เที่ยวที่แต่ละคนเคยไปมา ซึ่งผมจะเป็นฝ่ายฟังมากกว่าด้วยไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวที่ไหน นายอ้วนร่ายยาวถึงสถานที่ต่างๆที่เขาเคยแวะเวียนไป ที่น่าสนใจคือจิ่วจ้ายโกว หรือหยางโต้ (หมู่บ้านแห่งชนชาวทิเบตเก้าหมู่บ้าน) ฟังเนื้อความแล้วดูน่าไปไม่หยอก นายอ้วนเล่าว่าเขาได้ไปเยี่ยมเยียนที่ธารสวรรค์นี้ในช่วงฤดูร้อน แต่ว่ากันว่าสถานที่นี้หากไปช่วงฤดูที่แตกต่างกันก็จะมีความสวยงามต่างกันไป ในฤดูร้อนจะเป็นธารสีฟ้าใสราวกระจกตัดกับต้นไม้สีเขียวขจี ยิ่งแถบมณฑลหนานปิงหรือบริเวณอุทยานมีอากาศเย็นตลอดปี แม้จะไปช่วงหน้าร้อนอากาศก็ยังเย็นสบาย ผมถึงกับแบบจดลงในใจว่าอยากจะลองไปเที่ยวดูสักครั้ง

ระหว่างที่คุยกัน สาวน้อยตัวเล็กเดินเข้ามาแตะไหล่ผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เฉินเฉิงเฉิงยิ้มร่าเข้าร่วมพูดคุยเรื่องสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจอย่างออกรส ดูเข้าคอกับนายอ้วน ตอนนี้ผมเสมือนมีเมินโหยวผิงเป็นพรรคพวก ได้แต่ยิ้มเออออตอบอย่างไม่มีข้อมูลอะไรจะแลกเปลี่ยน

“คุยมาขนาดนี้ เธอไปเที่ยวด้วยกันเลยสิ” ผมเอ่ยชวนอย่างใจกว้าง “…เอ้อ แต่เรื่องอีไท่ ถ้าไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไรนะ”

เฉินเฉิงเฉิงยิ้มกว้าง “โอ๊ย เรื่องเก่าพรรค์นั้นฉันไม่ใส่ใจหรอก แต่ติดที่ลางานไม่ได้น่ะสิ” หล่อนมีท่าทางเสียดาย มือเรียวเล็กเกาะเข้าที่แขนของผม “ยังไงถ้าได้วันแล้วลองบอกฉันหน่อยได้ไหมล่ะ ที่ผ่านมาฉันเอาแต่ทำงานงกๆ ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน จะเฉาตายอยู่แล้ว”

“ได้สิ” ผมรับปากว่าจะบอกทางกลุ่มเพื่อนผมไว้ล่วงหน้าก่อนด้วย หากอีไท่ไม่มีปัญหาก็น่าจะไปด้วยกันได้ ช่วงกิจกรรมของมหาวิทยาลัยทำให้เราได้ผ่านอะไรด้วยกันจนสนิทกันพอสมควร เราแลกเบอร์โทรศัพท์กันโดยผมบอกปากเปล่า ส่วนเธอยื่นนามบัตรมาให้อย่างเป็นงานเป็นการ “ตอนนี้ได้ติดต่อใครในกลุ่มผมบ้างรึเปล่า?”

“อีไท่ไง” เธอยิ้ม “แต่เขาไม่ได้บอกฉันเรื่องที่จะรวมกลุ่มกันไปเที่ยวอะไรนี่หรอกนะ ล่าสุดก็แค่คุยเรื่อยเปื่อยน่ะ บอกก่อนว่าไม่ได้คิดจะกลับไปคบกันอะไรแบบนั้นหรอกนะ อย่างที่ว่าแหละ เรื่องมันนานมาแล้ว”

“อ้อ… ดีนะ” ผมรับคำอย่างไม่รู้จะพูดอะไร

“รถมาแล้ว” เสียงของเมินโหยวผิงทำให้นายอ้วนกระโจนไปเรียกรถทันที

“ไว้คุยกันนะเฉิงเฉิง” ผมเอ่ยลาก่อนจะกระโดดขึ้นรถ “ว่างๆนัดกินข้าวกัน”

 

“นายนี่ก็ใช้ได้” นายอ้วนเปรย ยกยิ้มมุมปากให้ผมหลังจากมองเพื่อนเก่า

มองสีหน้านั้นแล้วไม่เข้าใจ จึงถามขยายความ “ยังไงนะ?”

“ก็แป๊บๆก็ได้เบอร์มาแล้วนี่ แถมมีนัดไปกินข้าวอีก” เขาหรี่ตามองอย่างจับผิด ผมหัวเราะ

“ฉันคิดถึงอย่างคนที่ไม่ได้เจอกันนานนะ ไม่ได้จะจีบสักหน่อย”

“แล้วเธอคิดแบบนายรึเปล่าล่ะ?”

“หมายความว่าไง?”

นายอ้วนถอนหายใจเสียงดัง “เฮ้อ… เทียนเจิน.. นายนี่มันเทียนเจินจริงๆ”

สรุปว่าผมก็ไม่ได้คำตอบอะไรอยู่ดี แต่ไม่เห็นสาระจึงข้ามไป

ยังไม่ทันได้อ้าปากคุยอะไรต่อโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น เป็นชื่ออีไท่ ผมรับสายอย่างนึกขำๆว่าหมอนี่ตายยากใช่เล่น

อีไท่ต่อสายหาผมด้วยเรื่องไปเที่ยวจริงๆอย่างที่ผมเดาไว้ เขาร่ายชื่อสถานที่เที่ยวให้ฟังเพื่อขอความเห็นว่าผมอยากจะไปที่ไหนมากที่สุด อันได้แก่ ลี่เจียง ซู่เหอ จิ่วจ้ายโกว มู่ฉวน ฯลฯ ฟังจนมึนแล้วผมก็ยังจินตนาการไม่ออกอยู่ดีว่าแต่ละที่เป็นยังไงเนื่องจากไม่เคยไปเลยสักที่ ไม่มีข้อมูลในหัว (ยกเว้นจิ่วจ้ายโกวที่นายอ้วนเพิ่งเล่าให้ผมฟัง) ปากอยากตอบไปว่าที่ไหนก็ได้ก็กลัวจะโดนด่าเอา อีไท่นิสัยจุกจิกไม่ต่างจากเฉินเฉิงเฉิงนัก หากเขาถามแปลว่าอยากได้คำตอบที่ไม่ใช่คำว่า ‘ไม่รู้’ หรือ ‘อะไรก็ได้’ ผมจึงตอบเสียงอ่อยไปว่าลงคะแนนให้จิ่วจ้ายโกว ปลายสายก็หัวเราะ บอกว่าผมเป็นเสียงเดียวที่เลือกสถานที่นี้ ….ก็ถ้าเป็นแบบนั้นมันจะถามผมทำไมวะ…

“กำแพงเมืองจีนมั้ย…” ผมประชดด้วยเสียงเบื่อหน่าย ปลายสายหัวเราะ “ตอนนี้ที่ไหนคะแนนนำล่ะ?”

“มู่ฉวน” ปลายสายตอบกลั้วหัวเราะ

“ตกลงนี่โทรมาให้ลงคะแนนหรือโทรมาบอกเล่า?” ผมย้อน ถอนหายใจยาว “ฉันบอกฮุ่ยจื่อแต่แรกแล้วว่าไปที่ไหนก็ได้ จะที่ไหนก็ไม่เคยไปทั้งนั้นแหละ”

“อ้าว แล้วอู่อี๋ซานล่ะ?”

“ไม่ไป” ผมตอบทันที ได้ยินเสียงหัวเราะยียวนของอีไท่ดังเข้ารูหู “ฉันไม่อยากไปพวกปีนเขา”

อีไท่พูดตอบทั้งๆที่ยังไม่หยุดหัวเราะ “ใช่ๆ ฮุ่ยจื่อบอกฉันแล้ว ถ้างั้นเหมยหลี่เป็นไง?”

ผมคงจะลืมบอกอะไรไปอย่าง… อีไท่เป็นพวกกวนประสาทอย่างหน้าหมั่นไส้ สถานที่ที่เอ่ยมาล้วนเป็นหุบเขาทั้งสิ้น ผมด่าคำหยาบไปคำแทรกเสียงหัวเราะหึหึนั้นก่อนจะถอนหายใจ “เออ มู่ฉวนก็มู่ฉวน”

“นายตกลงแล้วนะอู๋เสีย”

“เออ!” ผมกระแทกเสียงใส่ ไม่อยากคุยกับเพื่อนคนนี้อีกต่อไป “แล้วทำไมรอบนี้เป็นนายที่โทรหาฉันล่ะ?”

“ฉันเสนอตัวเอง เหมือนรู้สึกได้ลางๆว่านายจะคิดถึง” สิ่งที่ผมลืมบอกไปอีกอย่างก็คือ หมอนี่มักจะมีสัมผัสที่หกในทางที่แปลกๆ สังหรณ์ใจแม่นมากราวจับกวาง แม้มันจะเป็นเรื่องไร้สาระก็เถอะ

ผมวางสายแล้วมองออกนอกหน้าต่างรถเพื่อปรับสภาพอารมณ์ การคุยกับอีไท่เป็นเรื่องที่ยากลำบากเสมอหากอยู่ในสภาวะที่รับมือเขาไม่ได้ ในกลุ่มของผม อีไท่คล้ายเป็นหัวหน้ากลุ่มอย่างไม่เป็นทางการ เขากระตือรือร้นในทุกเรื่อง ฉลาด มีไหวพริบ หน้าตาดี แต่ถ้าไม่พูดจะดีที่สุด มีความสามารถในการกวนประสาทระดับเก้า หากเป็นเรื่องงานก็เป็นที่พึ่งของทุกคนได้เสมอ ผมนึกไม่ออกว่าไปรู้จักกับคนน่าหมั่นไส้คนนี้ได้อย่างไร

นายอ้วนเลิกอ้วนมองผมอย่างมีคำถามจึงเล่าโดยคร่าวให้ฟังพาลไปเรื่องของอีไท่ เขารับฟังเงียบๆบางก็ก็หัวเราะราวกับจะสมน้ำหน้าผมอย่างไรชอบกล

“นายมีเพื่อนแบบนี้ก็ยังจะมีนิสัยเทียนเจินแบบนี้อยู่ได้ ช่างแข็งแกร่งจริงๆ”

“หมายความว่าไงวะ?”

โทรศัพท์ของผมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นฮุ่ยจื่อ เพื่อนคนที่โทรแจ้งข่าวเรื่องไปเที่ยวกับผมคนแรก เขาโทรมาถามแค่เพียงว่า อีไท่โทรหาผมหรือยัง พอตอบเสร็จก็หัวเราะแล้วขอตัววางสายทันที…. นี่มันเรื่องอะไรกัน?

“ท่าทางน่าสนุกนะ” นายอ้วนยิ้มให้ผมดูมีนัยยะ

“วุ่นวายสิไม่ว่า” ผมกรอกตา

ความที่ไม่ได้เจอกันนานเกินไปจนทำเอาเกือบลืมว่าเพื่อนแต่ละคนส่วนใหญ่ในกลุ่มของผมนั้นแสบสันแค่ไหน ยังดีที่พอมีคนที่คุยกันรู้เรื่องอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงจะประสาทกิน เส้นเลือดในสมองแตกตายไปนานแล้ว

ฮุ่ยจื่อเป็นหนึ่งในคนปกติ แต่ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ นิสัยโอนเอนตามเสียงข้างมาก ว่าไงว่าตามกัน ถึงไหนถึงนั่น หากเสียงส่วนใหญ่เบนไปทางไหนแล้ว ฮุ่ยจื่อจะมุ่งไปทางนั้นเต็มกำลัง จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ไม่ดี จากการคุยโทรศัพท์กันในช่วงสองสามวันมานี้ ยังไม่เห็นว่านิสัยของเขาเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน แต่การที่เมื่อครู่โทรหาผม มันต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน ผมเป็นพวกจับโกหกได้ค่อนข้างแม่น แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าควรไปไล่บี้กับใคร

 

พักเรื่องวุ่นวายวางเอาไว้นอกบ้าน เมื่อกลับถึงร้านหวังเหมิงก็ลากลับทันที พวกเรากินอาหารกันด้วยกับข้าวที่ซื้อมาตอนขากลับ (นายอ้วนบอกว่าเดินซื้อของเหนื่อยจนไม่อยากทำอะไร) รสชาติธรรมดาพออิ่มท้อง กินเสร็จก็แยกย้ายกันจัดแจงของที่หิ้วกันมาวันนี้ เท่าที่ดูผมเป็นคนที่ของเยอะมากที่สุด รองลงมาคือเมินโหยวผิง แต่ถ้าเทียบความขยันแล้ว ผมทำเพียงแค่เอาของไปกองๆไว้ข้างโซฟาก่อนแล้วนั่งดูโทรทัศน์ ไม่สนใจเมินโหยวผิงและนายอ้วนที่ทยอยเอาของขึ้นไปเก็บบนห้องรวมกับสัมภาระของตัวเอง

หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน ผมงีบสั้นๆตื่นขึ้นมาตอนเมินโหยวผิงนั่งลงบนโซฟาไม่ไกลจากผมนักในสภาพอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว นั่งดูหน้าจอทีวีเงียบๆเหมือนเหม่อมากกว่าจะเรียกว่าดู

ผมหาว บิดขี้เกียจอย่างคร้านทั้งตัวแขนขา เอกเขนกยืดขาจนสุด ตอนที่ตาปรือจะปิดอีกรอบ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่วันหนึ่งมีสายเข้าถี่ขนาดนี้..

คราวนี้เป็นอวี๋อิน หนึ่งในคนที่พูดจารู้เรื่องในกลุ่มผม โทรมาแจ้งเรื่องวันไปเที่ยว นั่นคือออกเดินทางในอีกสองวัน ดีที่ผมไปซื้อของใช้มาแล้ว ไม่อย่างนั้นได้ล่กแน่ๆ

“นี่นายรู้รึเปล่าว่าเราจะไปไหนกัน?” อวี๋อินใช้น้ำเสียงปลงตกใส่ผม

“รู้สิ มู่ฉวนไง เมื่อเย็นอีไท่โทรมาบอกแล้ว”

“นั่นไง… ฉันว่าแล้วว่านายต้องไม่รู้”

“ขยายความหน่อย” ผมถาม

“ทั้งหมดนี้ อีไท่เป็นคนร่างแผนการเดินทางทั้งหมดนะ นายก็น่าจะรู้ว่ามู่ฉวนอยู่แถวเสฉวน ก็คงจะแวะบ้านญาติอีไท่แถวเฉินตูก่อนแหละ ไม่แน่ใจนะว่าจะค้างคืนรึเปล่า แล้วถึงจะไปมู่ฉวน ต่อด้วย อี๋ปิงน่ะ”

“อืม ถ้าอีไท่เป็นคนวางแผนการเดินทางก็ไม่มีอะไรน่าห่วงมั้ง” ผมนึกตามแล้วก็ไม่เห็นมีข้อแย้ง “แล้วตกลงกลุ่มเราไปกันครบรึเปล่า?”

“ครบ” ปลายสายตอบ “อีไท่เป็นคนจัดรายการสถานที่เที่ยวพวกนี้ แล้วให้ทุกคนโหวตกันน่ะ”

“ไม่แปลกใจหรอก” ผมก็พอเดาได้อยู่แล้ว หากมีอีไท่อยู่ เขาต้องเป็นคนบงการทุกอย่างแน่

“นายจำได้ไหมเรื่องที่นายบอกฮุ่ยจื่อ”

“เรื่องอะไร? ฉันคุยกับฮุ่ยจื่อเป็นชั่วโมงเลยนะ”

อวี๋อินถอนหายใจ “นายนี่ไม่พัฒนาเอาซะเลยนะ” เขาเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ “ก็นายบอกฮุ่ยจื่อว่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ปีนเขา”

“เออ ใช่” ผมนึกยินดี เรื่องนี้รู้โดยทั่วกันแปลว่าฮุ่ยจื่อใช้การได้

“งั้นนายว่างๆก็ลองไปหาดูแล้วกันว่าที่ที่เราจะไปกันเนี่ยมันเป็นยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ฮุ่ยจื่อคงบอกนายแล้วว่าเราไปแบบผจญภัยเล็กๆ หวังว่านายจะไม่หมดแรงกลางทาง”

ได้ทีก็พูดใหญ่เลยนะ ผมว่าตอนนี้ผมก็ค่อนข้างแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมค่อนข้างมากอยู่นะ แต่หากจะให้อธิบายก็เสียเวลา เอาไว้ดูกันหน้างานน่าจะชัดเจนกว่า

เราคุยอะไรกันอีกนิดหน่อย จากนั้นอวี๋อินก็วางสายไป ตอนนั้นนายอ้วนเดินลงมานั่งดูทีวีด้วยกันแล้ว

“อ้าว ไหนบอกว่าไม่อยากขึ้นเขา” นายอ้วนถาม

“ก็ไม่ได้ขึ้น”

นายอ้วนกุมขมับ “เทียนเจิน นายอาจจะลืมไป แต่จะบอกให้เอาบุญนะ”

จังหวะนั้นในสมองของผมมีเสียงอีไท่หัวเราะดังก้องหู

“มู่ฉวนนี่ป่า แต่อี๋ปิน ฉันไม่แน่ใจว่านายจะเที่ยวจุดไหนกัน แต่ก็มีภูเขาแน่นอน… และฉันคิดว่า นายคงได้ปีนเขา”

ผมอ้าปากค้าง ตาเห็นเมินโหยวผิงพยักหน้าเบาๆตอกย้ำความจริง

นายอ้วนพูดสรุปย้ำแผลเข้าไปอีก “ฉันว่านายโดนเพื่อนหลอกแล้วล่ะ…”

to be con…
_____________________________________
Talk:
เทศกาลยืมตัวละครมาอีกครั้ง…
จะว่าขี้เกียจมันก็ดูขี้เกียจเสียเหลือเกิน ยกมาทั้งชื่อทั้งคาแรคเตอร์… อาจจะยกเว้นเฉินเฉิงเฉิงที่เอามาแต่ชื่อกับภาพลักษณ์ ไม่ได้เอานิสัยจริงๆมาด้วย…
เรื่องนี้ตัวละครใหม่ใช้แล้วทิ้งเยอะมาก (ฮา) เลยอยากหยิบเอาตัวที่ชอบจากเรื่องอื่นๆมา ด้วยรักและคิดถึง

สัญญาว่าเรื่องนี้จะไม่ลงกรวย…. จริงๆนะ…

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 连接 -1-

  1. นายน้อยอู๋เสียผู้น่าสงสาร… โดนนายอ้วนกวนตีนแล้วยังโดนเพื่อนหลอกอีก
    เมินโหยวผิงยังเป็นพระเอกอยู่ใช่มั้ย เอาเถอะๆๆ นายก็จืดๆ แบบนี้แหละ แต่พอมีบทขึ้นมาละยิงตรงยิงแรงจนอยากตบ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s