[Daomu Fanfic] Halloween, 你好!

[Daomu Fanfic] : Halloween, 你好!
Pairing : 瓶邪
Rate : PG

______________________________________________

“ไปด้วยกันสิ น่าสนุกออก ชวนเด็กที่ร้านนายด้วยนะ” นายอ้วนเอ่ยชวนพวกเรา

“ไม่ไป เสียเวลา รู้ทั้งรู้ว่าของปลอม ทั้งยังโตๆกันขนาดนี้แล้วยังจะไปแย่งเด็กเล่นอีกเรอะ” ผมขมวดคิ้วใส่

“นายเกิดมาแก่เลยหรือไงวะเทียนเจิน ไม่รู้สึกถึงความเป็นเด็กอยากเล่นซนบ้างเลยเหรอ?”

“เออ อยากเล่นซนโดยการลงกรวยนี่มันยังไม่พอรึไง?” ผมเถียงซ้ำ นายอ้วนดูชะงักไปแต่ยังไม่ละความพยายาม ตื๊อพวกเราอยู่เป็นค่อนวัน

 

วันนี้เป็นวันผีออก (อย่างน้อยนายอ้วนก็ว่ามาแบบนั้น) ปกติแล้ววันแบบนี้ผมไม่ได้มีกิจกรรมอะไร เพราะมันก็แค่วันวันนึง ร้านก็เปิดเหมือนทุกวัน ปีนี้พิเศษหน่อยตรงที่นายอ้วนบินมาหาแต่เช้าโดยบอกล่วงหน้านานมาก เรียกได้ว่าพอนายอ้วนถึงสนามบินก็เพิ่งจะโทรมาบอก อยากรู้นักว่าถ้าผมไม่อยู่บ้านต้องไปที่อื่นหลายวันนายอ้วนจะทำหน้ายังไง

แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้นายอ้วนมานั่งเล่นอยู่ที่ร้านแล้ว แว่วมาว่าถัดจากบ้านผมไปไม่ไกลมีงานตลาดนัดและเห็นว่ามีจัดซุ้มบ้านผีสิง นายอ้วนที่กินอิ่มและว่างมากไม่มีอะไรทำจึงอยากจะไปลองดูสักครั้ง

หวังเหมิงออกตัวก่อนว่าไม่สนใจอะไรแบบนี้ ทั้งยังมีนัดกินเลี้ยงกับเพื่อนๆคนอื่นจึงไม่ยอมไปด้วย (ใช่… เจ้าตัวบอกว่าไม่กลัวเรื่องผีสางวิญญาณแต่ผมไม่เชื่อหรอก ท่าทางพูดไปหน้าซีดไปแบบนั้นน่ะ) อีกคนที่มีท่าทีเฉยชาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเมินโหยวผิง เจ้าตัวไม่ได้พูดเรื่องอยากไปหรือไม่อยากไป แต่ผมว่าน่าจะชะตากรรมไม่ต่างจากผมนัก คือยังไงก็ต้องโดนนายอ้วนลากไปอยู่ดี

ทั้งวันไม่มีลูกค้ามาเลยสักคนเป็นเรื่องธรรมชาติ ผมปิดร้านเร็วหน่อยเพราะหวังเหมิงลากลับเร็วก็ไม่รู้จะเปิดร้านต่อไปทำไม จัดการข้าวของเสร็จเรียบร้อยก็หาอะไรกินรองท้องก่อนที่จะไปเดินตลาดนัดที่ว่า

 

จากบ้านผมไปนั่งรถพักใหญ่กว่าจะถึงบริเวณจัดงาน ร้านรวงส่วนใหญ่ขายของเล่นแนวสยองขวัญ เช่นพวกมีดปลอม หน้ากากผีต่างๆ เลือดปลอม หมวกแม่มด เดินดูก็เพลินดี ซุ้มที่ใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นซุ้มบ้านผีสิงที่นายอ้วนว่า ลูกเด็กเล็กแดงทั้งคนมากมายต่อแถวยาวเผื่อเสียเงินเข้าไปเขย่าขวัญกันคนละสิบเหรียญ ซึ่งเป็นราคาที่พอเดาออกเลยว่าด้านในจะเจออะไรบ้าง นายอ้วนทำตาเป็นประกายเดินปรี่เข้าไปซื้อตั๋วจองคิวแล้วเดินอย่างร่าเริงกลับมาบอกพวกผมว่าอีกไม่เกินสิบห้านาทีน่าจะได้เข้า ทั้งยังพูดเปรยอย่างตื่นเต้นว่าจะเข้าไปเจออะไร น่ากลัวแค่ไหน แค่คิดก็ขนลุกแล้ว

เหรอ?

ผมตอบในใจสวนขึ้นมา อย่างที่รู้กัน เราเจออะไรต่อมิอะไรมาตั้งมาก และคงน่ากลัวขนพองสยองเกล้าว่าในซุ้มนั้นไม่รู้กี่เท่ามาแล้ว ผมไม่เชื่อหรอกว่าบ๊ะจ่างเปียกๆในดินจะน่ากลัวน้อยกว่าของปลอมที่อยู่ในซุ้มนั่น และทำคงทำท่าทางเฉื่อยเกินไปอย่างออกนอกหน้า นายอ้วนจึงเบนความสนใจมาที่ผม

“อะไรกันเทียนเจิน นายดูเฉยชากว่าปกตินะ หรือว่าทำเป็นกลัวกลบเกลื่อน” เขาแซว

“ขอทีเถอะ” ผมพูดอย่างเหนื่อยหน่าย “นายก็รู้ว่าฉันขี้กลัว แต่จากอะไรอะไรที่ผ่านมา นายคิดว่าฉันคงกลัวของในซุ้มนั่นตัวสั่นเลยล่ะสิ?”

“ถือว่าเปิดหูเปิดตาน่า” นายอ้วนพูดกลั้วหัวเราะ “มาเที่ยวทั้งทีทำหน้าเฉื่อยแบบนี้มันเสียบรรยายกาศนะ ดูเสี่ยวเกอเป็นตัวอย่างสิ”

“โอ้โห ตื้นเต้นจริงเลย” ผมพูดด้วยเสียงเนิบนาบ มองไปที่อีกคน เขาก็ยังคงทำสีหน้าเดิมไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยน “เอาเถอะ จะว่าไปฉันก็ไม่เคยเข้าอะไรแบบนี้เลยนะ นี่ครั้งแรกเลย” ผมชี้แจง ส่วนเมินโหยวผิงไม่ต้องถามก็รู้ว่าคงไม่เคยเข้าอะไรแบบนี้แหงๆ “จะว่าไป ฉันว่าเรามีเรื่องที่ต้องเตือนกันนะ”

“เช่นอะไรวะ?” นายอ้วนถาม สีหน้าไม่ผิดบังความสงสัย

“สมมติว่าถ้าเข้าไป มีคนแต่งตัวเป็นผีมาหลอกจากข้างหลังเสี่ยวเกอ นายพอเดาเรื่องที่ฉันจะพูดได้ไหม?”

“โอ… แม่งหายนะของจริงว่ะ” เขาเริ่มรับรู้ปัญหาเหมือนผมแล้ว ผมฉีกยิ้ม “เสี่ยวเกอน้อย เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

ผมกับนายอ้วนอธิบายและยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในบ้านผีสิงพร้อมทั้งวิธีการรับมือที่คนปกติควรทำกันให้เมินโหยวผิงฟัง พูดกันจนคอแห้ง นายอ้วนรีบผละออกไปซื้อน้ำเมื่อเห็นว่าใกล้ถึงคิวของพวกเราเข้าไปทุกทีแล้ว ทิ้งให้ผมกังวลใจว่าที่พูดๆกันไปเมินโหยวผิงรับรู้และเข้าใจสักกี่เปอร์เซ็นต์

“ไม่ว่านายจะตกใจหรืออะไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีอะไรโผล่มา นายเดินตามฉันกับนายอ้วนเฉยๆก็พอ ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นเลย ห้ามทำร้ายใครข้างในนั้นด้วย นายเข้าใจที่ฉันพูดไหม?”

เมินโหยวผิงพยักหน้า ตามองไปที่อื่นอย่างไม่สนใจอะไรเป็นพิเศษ ผมถึงกับเชื่อการตอบรับนั้นไม่ลง

เรายืนกินน้ำกันไม่กี่อึดใจก็ถึงคราวที่จะต้องเข้าไปในซุ้มมืดสนิทนั้น

“นี่เป็นเชือกครับ ห้ามทำหาย ห้ามปล่อยมือเพื่อกันหลง” คนที่หน้าประตูให้เชือกเรามาม้วนหนึ่งยาวประมาณสามเมตร “จะผูกเอวหรือข้อมือก็ได้เพื่อให้เดินเกาะกลุ่มไปด้วยกัน เชิญด้านในครับ”

 

ผ่านม่านสีดำเข้ามาได้ยินเสียงกรีดร้องมาจากที่ไกลๆ เดาว่าคงเป็นกลุ่มก่อนหน้า มาถึงตรงนี้ผมก็ตื่นเต้นขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่กำลังจัดตำแหน่งการเดินอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ที่มีเลือดหยดมุมปากก็เดินเข้ามาอธิบายอีกรอบ

“หากมืดมาก หลงทางหรือไปต่อไม่ไหว กรุณาอยู่กับที่แล้วชูมือทั้งสองข้างขึ้น จะมีคนไปรับออกมานะครับ ทางเราจะไม่มีการคืนเงินไม่ว่ากรณีใด หากทำหน้าเจ้าหน้าที่หรือทำข้าวของเสียหายเราจะคิดค่าปรับตามเห็นสมควรและต้องชดใช้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ระหว่างนี้ผมจะให้คุณปรึกษากันประมาณห้านาที เมื่อม่านด้านหน้าเปิดก็เดินเข้าไปได้เลย” พูดจบก็เดินหายเข้าไปในความมืด

“ฉันนำหน้าเอง” นายอ้วนออกตัวคนแรก

“เฮ้ยไม่เอา! ฉันนำดีกว่า ไม่อยากเดินข้างหลัง” ผมแย้ง

“แน่ะ… เริ่มกลัวแล้วสิเทียนเจิน” เขากรี่ตาทำท่าล้อเลียนผม “งั้นนายเดินกลางแล้วกัน เสี่ยวเกอปิดท้าย”

“เฮ้ยไม่เอา! เดี๋ยวทำร้ายหรือของพังขึ้นมาก็เสียเงินอีก” ผมแย้งอีกรอบ

“วุ้ย! แล้วนายจะเอาไงวะ นี่ก็ไม่ได้ นู่นก็ไม่เอา” เขาบ่น “ฉันว่าเอางี้แหละ นายเดินปิดท้ายไป เสี่ยวเกออยู่ตรงกลาง ส่วนเชือกนี่…. เอาไงดีวะ เกะกะชิป…”

“แค่ถือไว้ก็พอ อย่างน้อยมือจะได้ไม่ว่างแล้วก็ไม่หลง” ผมเสนอ นายอ้วนพยักหน้ารับ

“โอเค เสี่ยวเกอ นายพร้อมนะ? คิดถึงเรื่องที่เราตกลงกันไว้ข้างหน้าด้วยล่ะ ถ้ามีอะไรเสียหายฉันจะเอาเงินนายชดใช้ บอกไว้เลย”

เมินโหยวผิงไม่หือไม่อือ ระหว่างนั้นม่านตรงหน้าก็เปิดออก

 

นายอ้วนเดินนำเข้าไปในความมืด มันมืดสนิทมองไม่เห็นสิ่งใด แยกไม่ได้ว่าลืมตาหรือหลับตาอยู่ มือกำเชือกแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว หูได้ยินเสียงแกรกๆอย่างจับทิศไม่ได้ พวกเราเดินกันโดยไม่มีใครพูดอะไร แต่ละก้าวใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ผมว่าไม่น่าใช่เพราะกลัวผี แต่กลัวเตะของเขาพังมากกว่า

เดินไปพักใหญ่นายอ้วนพูดเสียงเบาว่าเจอประตู เขากำลังเปิดเข้าไป น้ำเสียงดูเตรียมใจมาพร้อม กลับเป็นผมเองที่ร้องอุทานออกมาเพราะโดนมือปริศนาจับเข้าที่ไหล่และหายไป

“เหวอ!!”

“เทียนเจิน! นายจะร้องหาแม่เหรอ! ตกใจหมด! เกิดอะไรขึ้น?” นายอ้วนร้องถาม เมื่อเปิดประตูก็เริ่มมีแสงลอด ผมจึงเห็นสีหน้าของทั้งสองคนอย่างชัดเจน

“ตกใจเพราะโดนจับไหล่น่ะ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว” ผมบอก สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ “ทำไงดีวะ ฉันว่าถ้ามีรอบหน้าไม่ต้องรอเสี่ยวเกอหรอก ฉันเนี่ยแหละจะชกมันคว่ำ”

“ไอ้บ้าอู๋เสีย อย่าเชียวนะเว้ย! เอางี้ นายจับเชือกสองมือเลยมือจะได้ไม่ว่าง ตกใจอย่างเดียวพอ เรียกสติหน่อย” เขาแนะ ผมพยักหน้าพร้อมทำตามคำแนะอย่างไม่โต้แย้ง

ผ่านประตูไปเป็นห้องเก่าๆ อุปกรณ์ตกแต่งคล้ายอยู่ในโรงพยาบาล เก้าอี้รถเข็นเคลื่อนที่ทันทีที่เราเดินผ่าน นายอ้วนไม่สนใจ เดินสืบไปอีก ด้านข้างเป็นกระจกเก่านายอ้วนมองแล้วไม่เห็นสิ่งผิดปกติจึงเดินต่อ พอถึงลำดับของเมินโหยวผิงกลับมีเสียงและหน้าผู้หญิงเฟะกรีดร้องอยู่ในกระจก ผมสะดุ้ง แต่ก็เหมือนคนข้างหน้าจะหันไปมองอย่างไม่สนใจแล้วเดินต่อไป

ห้องถัดไปเป็นทางเดินตรงทว่าแคบมาก เนื่องด้วยมีศพปลอมห้อยหัวลงมาจากเพดาน ขณะเดินผ่านสองข้างไหล่สัมผัสกับศพทุกตัว ห้อยต่องแต่งตามจังหวะที่เราเดินแทรกตัวเข้าไป ผมอดเอามือแตะสัมผัสมันไม่ได้ สัมผัสหยุ่นๆคล้ายทำมาจากยางพารา จากในไฟสลัวเช่นนี้นับว่าทำออกมาน่ากลัวใช้ได้อยู่เหมือนกัน

“เช็ดมารดามึง!”

เสียงอุทานจากข้างหน้าทำเอาผมถลันตัวไปเบียดเมินโหยวผิงอย่างไม่ได้ตั้งใจ “เกิดอะไรขึ้น!”

“โดนดึงขา” เขาตอบเสียงเรียบ “พอจะเข้าใจแกแล้วว่ะ บางทีมือตีนมันห้ามยาก”

“ก็บอกแล้วว่าโคตรไม่น่าเข้าอ่ะ!” ผมแว๊ด “ไม่รู้เว้ย ใครทำใครจ่ายแล้วกัน”

“พูดน่ะมันง่าย งานนี้ฉันว่าเสี่ยวเกอแม่งลอยลำ นิ่งเหลือเกินพ่อคุณ”

“เออว่ะ” ผมปลง พยายามสงบจิตสงบใจแล้วเดินต่อไป หลังจากนั้นผมโดนดึงขาแต่ไม่ได้ตกใจแล้วเพราะมัวแต่รวบรวมสมาธิ

ถัดไปเป็นห้องเล็กและแคบ กลางห้องมีบ่อน้ำที่ทำมาจากโฟม ไม่มีอะไรอื่น นายอ้วนว่าคงจะมีอะไรปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำ ผมชะโงกดูไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด คิดว่าอย่างไรเสียคงไม่ทุ่มทุนถึงขนาดขุดหลุมให้มันเป็นบ่อจริงๆ จึงไม่คิดว่าจะมีอะไรโผล่อขึ้นมาได้ ยืนอยู่สักพักไม่เห็นมีอะไร นอกจากเสียงกรีดร้องที่ดังไล่หลังจากที่ไกลๆ

“ไปเถอะ เดี๋ยวกลุ่มหลังมาทัน” นายอ้วนแนะ

เรามาถึงห้องสุดท้าย มันเป็นทางเดินตรงโล่งๆ ไม่มีอะไรเลย ปลายทางมีป้ายที่มีไฟส่องเขียนว่าทางออก สองข้างกำแพงเป็นกระจกเงาเก่าสนิทสีสนิมเขรอะ บางช่วงเป็นกระจกร้าว เงาของพวกเราซ้อนทับกันเต็มไปไม่มีที่สิ้นสุด

“อะไรวะ ทางออกแล้วเหรอ?” คนหน้าสุดบ่น

“นายจะเอาอะไรกับค่าเข้าคนละสิบเหรียญ นี่ก็ถือว่าถูกมากแล้– เฮ้ย!!!”

เสียงครืดๆดังมากจากทางด้านหลัง เมื่อหันไปดูพบผู้หญิงคลานด้วยสองมือ ผมเผ้ายาวรุงรังลากกับพื้น เสียงร้องไห้ยานคางทำให้หลอนเข้าไปอีก ตัวผมเองเมื่อยั้งขาไม่ให้ถีบได้ก็โล่งใจไปแปดส่วน

“ไปลงนรกกับฉัน! ไปลงนรก!!” หญิงสาวที่เป็นผีพูด คลานเข้ามาอีกไม่กี่ครั้งก็หายไปในความมืด

นายอ้วนเริ่มเดินอีกครั้ง ไม่ช้าไม่เร็ว พวกเราอยู่ท่ามกลางกระจกเก่าขนาบสองด้าน ทางเดินแคบลงเรื่อยๆจนนายอ้วนบ่นว่าเดินลำบาก ทันใดนั้นมีร่างมากกว่าสี่ร่างเข้าปะทะกระจกทั้งซ้ายขวาในตำแหน่งที่พวกเราอยู่ เสียงเนื้อกระทบบานกระจกเสียงดังตึง ผมสะดุ้งสุดตัวก้าวยาวไปติดหลังเมินโหยวผิง มือทั้งสองข้างกำเข้าที่ชายเสื้อฮู้ดสีเข้มอย่างไม่ขอความเห็น เชือกหายไม่ได้ก็ไม่ได้สนใจมันอีก ผมหลับตาแน่น ก้มหน้ากับแผ่นหลังนั้น เสียงดังตึงๆยังคงเต็มสองหู

“เดินต่อไป! อย่าไปสนใจ! เก็บมือเก็บตีน ระวังด้วย!” นายอ้วนร้องเตือน

พวกเราเดินเร็วขึ้นทันที หวังว่าจะพ้นออกไปโดยเร็ว หากไม่ทันสังเกตว่ามีบางช่วงที่เป็นช่องว่าง ทำให้คนที่เป็นผีสามารถยื่นมือเข้ามาหาพวกเราได้ แน่นอน คนปิดท้ายมักจะซวยน่ะสิ จะใครเสียอีก…

“อย่า!”

ผมร้องลั่นเมื่อโดนดึงคอเสื้อจากทางด้านหลัง ร่างผงะถอยไปเล็กน้อย มือข้างหนึ่งรั้งรอเสื้อด้านหน้า อีกข้างยังอยู่ที่ชายเสื้ออีกคน

“อย่า!!!”

คราวนี้เสียงร้องของผมและนายอ้วนประสานเสียง หรือมีเสียงของคนอื่นด้วยผมก็ไม่แน่ใจ แต่เสี้ยววินาทีถัดมาเกิดเสียงที่ไม่ถูกต้องดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านี้

ผลั่ก!

“เวรรรรร!!!!” คราวนี้เป็นเสียงของผมกับนายอ้วนร้องโดยมิได้นัดหมาย

จะอะไรเสียอีกล่ะ นอกจากเมินโหยวผิงสับเจ้าของแขนที่รั้งคอเสื้อผมอยู่น่ะสิ…

 

เกือบสองพันเหรียญเป็นค่ารักษาและค่าทำขวัญ จะว่าถูกก็ไม่ถูกจะว่าแพงก็พูดไม่ออก เจ้าของแขนผู้โชคร้ายแขนบวมปูดผิดปกติ ไม่กล้าเดาว่าแขนหักหรือไม่ ผมก็เป็นคนควักเนื้อจ่ายเพราะเมินโหยวผิงไม่มีอะไรติดตัวมาเลย นายอ้วนก็โทษว่าเป็นเพราะเขาทำเพื่อปกป้องผม ….แหม น้ำตาจะไหล

“ฉันร้องห้ามเสี่ยวเกอแล้วไง” ผมว่า

“เออ ฉันก็ร้อง ตอนนั้นแม่งร้องก็สามสี่เสียง แล้วนายทำทำไมวะเสี่ยวเกอ แบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ ตั้งสองพันเหรียญ”

“ก็ไม่รู้ว่าพูดกับใคร”

“คงจะพูดกับคนที่เป็นผีหรอกนะ ฝั่งที่เสี่ยงอันตรายนั่งมันฝั่งเขาล้วนๆ ที่ฉันร้องก็ห้ามนายนั่นแหละ!” ผมอยากจะยกมือกุมขมับตัวเองไม่ก็ของเมินโหยวผิง แถมเขย่าแรงๆให้ด้วยเลยสำหรับคนท้าย

คนโดนว่ารับคำเพียงการยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ …ให้มันได้แบบนี้สิ

“กลับเหอะ แวะหาอะไรกินด้วยนะ หิวชะมัด” นายอ้วนเสนอ ผมพยักหน้ารับ การรวบรวมสมาธิทำให้เสียพลังงานไปเยอะพอดู บ้านผีสิงนี่มันของยากชัดๆ

เราแวะซื้อหมั่นโถวคนละลูกสองลูกใส่ปากกับชาร้อนๆสักกา เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับอย่างเอื่อยเฉื่อยเป็นการย่อย

“จะว่าไปมันก็สนุกดีนะ” นายอ้วนเกริ่นพลางหัวเราะ

“เออ ถ้าไม่นับจังหวะสองพันเหรียญนั่น” ผมเสริม “มันบรรลัยดีชะมัด”

“พวกเราน่ะนะ” นายอ้วนหัวเราะตบท้ายคำพูด “มันก็จริงแหละ ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจหรอกว่าจะมีห่าอะไรโผล่มา ท่องแต่ว่ามือตีนจะต้องไม่กระดิกเท่านั้นแหละ แต่ดันมาเสียทีเอาห้องสุดท้าย เวรชะมัด ฮ่าๆๆ”

“ผู้โชคร้ายนั่นซวยเป็นบ้า เจอใครไม่เจอดันมาเจอเสี่ยวเกอ” พูดถึงแล้วก็ขำออกมา จังหวะนั้นมัวแต่ตกใจไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่น “ที่จริงฉันว่าคนที่เล่นเป็นผีหลายคนคงจะเสียความมั่นใจไปเลยนะตอนมาเจอเสี่ยวเกอ”

“เรียกได้ว่าเสียความมั่นใจในวิชาชีพผีเลยแหละ โอ๊ะ!”

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ฉันไม่ทันมอง”

หญิงสาวผมยาวหน้าตาสะสวยก้มขอโทษขอโพยที่เดินชน นายอ้วนกลับมองตาค้าง ส่วนผมรู้สึกละเหี่ยใจเล็กน้อยเพราะพอจะเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นลำดับถัดมา

“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ไม่ทันมอง” ผมฟังแล้วถึงกับต้องมองหน้าเจ้าของเสียงอีกรอบ ด้วยเสียงทุ้มต่ำนั่นดัดเสียจนหล่อผิดปกติ

“เอ่อ… ฉันหลงทางน่ะค่ะ หาโรงแรมไม่เจอ”

นั่นไง! เรื่องมันปูมาเลย!

“โรงแรมอะไรครับ?”

“ยังไม่รู้เลยค่ะ พอดีเพิ่งเดินทางมาถึง กำลังจะหาโรงแรมพัก หากคุณพอรู้จักที่พักแถวนี้รบกวนบอกทางหน่อยได้ไหมคะ?”

“พวกผมกำลังว่าง เดี๋ยวพวกเราเดินไปส่งดีกว่า” นายอ้วนไม่พูดเปล่า มือฉวยกระเป๋าเดินทางใบน้อยของเธอมาด้วย

“อุ๊ย จะรบกวนเกินไปรึเปล่าคะ?” สาวเจ้าถามอย่างมีมารยาท แก้มแดงระเรื่อเล็กน้อยจากความประหม่า มองพวกเราทีละคนอย่างขอความเห็น มือสางปอยผมถัดหูท่าทีอ่อนหวาน

“ไม่หรอกครับ เขาว่าไงก็ตามนั้นเลย” ผมช่วยตัดสินใจ ทั้งที่อยากกลับไปนอนเต็มแก่ แต่รำคาญสัญญาณที่นายอ้วนขยิบตาให้ยิบๆ มองมากๆตากระตุกชอบกล

“ขอบคุณนะคะ พวกคุณใจดีจัง” เธอกล่าว

หลังจากนั้นคุยกันเรื่อยเปื่อยกับแขกต่างเมืองซึ่งผมไม่ได้สนใจฟังเลยสักนิด สิทธิ์ผูกขาดการคุยตกอยู่ที่นายอ้วน แน่นอนว่าผมเต็มใจอย่างยิ่งให้มันเป็นแบบนั้น เมินโหยวผิงเดินเงียบๆอยู่ข้างผม เยื้องหลังเจ้าสัวอารมณ์ดีกับสาวงามผู้หลงทาง

เห็นชายเสื้อย้วยของคนข้างตัวแว่บๆแล้วรู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย “ขอโทษนะที่ไปดึงชายเสื้อนาย ฉันไม่รู้ตัวเลย”

“ไม่เป็นไร”

“แล้วเอ่อ…. ขอบใจที่ช่วย คือ…รู้สึกว่าต้องพูดขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ แต่จะดีกว่านี้มากถ้าไม่ใช่สถานการณ์นั้น” ผมพูดไปหัวเราะไป “จะจดหนี้ไว้ว่านายติดฉันอยู่สองพันเหรียญ แต่จะไม่คิดดอกเบี้ยก็แล้วกัน”

เมินโหยวผิงพยักหน้า ตามองอยู่ที่สองคนด้านหน้า ผมมองตาม

เราเดินกันอยู่ริมน้ำ มองคล้อยไปเห็นดวงไฟจากสถานที่จัดตลาดนัด ส่วนอีกฝากของแม่น้ำเป็นแสงไฟจากบ้านเรือนเห็นเป็นดวงกลมเรืองสีเหลืองครีม ลมเย็นพัดโชยมายิ่งชวนให้คิดถึงที่นอนกันเข้าไปใหญ่ สูดหายใจลึกได้กลิ่นใบไม้และดิน น่าเสียดายที่ท้องฟ้าปิดมืด ไม่มีดาวสักดวง

“สมเป็นวันผีหลอกแฮะ วันนี้คืนเดือนมืดอีกต่างหาก” ผมยกสองแขนบิดขี้เกียจ “อากาศเย็นชะมัด รู้สึกหนาวขึ้นมาเลย”

“จริงด้วย” นายอ้วนหันมาคุยด้วย แหม…นึกว่าลืมเพื่อนร่วมทางที่เป็นเจ้าของบ้านไปซะแล้ว “ลมก็ไม่ค่อยแรงนะ แต่เย็นเป็นบ้า”

“เอ… ฉันไม่ค่อยรู้สึกเลยค่ะ สงสัยบ้านฉันอากาศหนาวกว่านี้” คุณผู้หญิงหัวเราะคิกคัก “จะว่าไปวันนี้วันฮาโลวีนนี่คะ อากาศเย็นๆแบบนี้น่ากลัวเข้าบรรยากาศนะคะ”

“ครับ เมื่อครูพวกผมเพิ่งไปลองบ้านผีสิงมา เสียดายจังที่คิดช้าไป ไม่อย่างนั้นจะชวนไปอีกสักรอบ” นายอ้วนหยอก เขายังไม่เลิกทำเสียงเข้ม

“ไม่ไหวหรอกค่ะ ฉันกับเรื่องวิญญาณนี่ออกจะไม่ถูกกัน” เธอหยุดเดินแล้วหันมาเอียงคอมองมาทางผมอย่างน่ารัก “หากเจอดีขึ้นมา ฉันขอวิ่งคนแรกคงไม่ว่ากันนะคะ คิก”

“เห็นผมแบบนี้ฝีเท้าผมก็ไม่เป็นรองใครนะครับ รับประกันเลย” นายอ้วนบรรยายสรรพคุณตัวเอง ผมกลอกตาเป็นเลขแปด “แต่ผมจะไม่ทิ้งคุณนะ ผมจะพาคุณวิ่งเอง”

“เพื่อนล่ะเว้ย?” ผมอดแทรกไม่ได้ ขนลุกชันทั่วสองแขน

“เอ็งมีเสี่ยวเกออยู่แล้วไง ให้เสี่ยวเกอพาหนีสิวะ”

“โคตรทอดทิ้ง ดูเอานะครับคนแบบนี้” ผมว่า ผู้หญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มหัวเราะออกมาอีก ท่าทางชอบใจไม่น้อย

“งั้นวิ่งกันมั้ยคะ ซ้อมๆ”

“ผมไม่เอาด้วยล่ะ ขอถอนตัวเลย ง่วงมากวิ่งไม่ไหว” ผมออกตัว “วิ่งกับนายอ้วนสิครับ เขาบอกเองว่าจะพาคุณวิ่ง”

เธอถอยไปสองสามก้าว มือประสานกันไว้ตรงหน้าอก “งั้นวิ่งกันค่ะ ใครไม่วิ่งโดนจับกินนะคะ”

นายอ้วนหัวเราะ

“ที่บอกว่าจะพาวิ่ง ก็ห้ามปล่อยมือนะคะ ห้ามทิ้งกันเด็ดขาดเลย”

“ครับผม” นายอ้วนรับคำยิ้มๆพร้อมโค้งหล่อเสียหนึ่งที “นำเลยครับ เดี๋ยวผมระวังหลังให้เอง”

“วิ่งสุดแรงเลยนะคะ” หล่อนยิ้ม ผมเริ่มขนลุกขึ้นมาอีกแล้ว “วิ่งสิ!”

ริมฝีปากระเรื่ออวบยิ้มคลี่ยิ้มกว้าง กว้างจนฉีกถึงใบหู คอระหงบิดห้อยอยู่เคลียไหล่ดังกร๊อบ ขาบิดหักเป็นท่อนเอียงกระเท่เร่ เสียงที่เปล่งออกมาหวีดสูงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“วิ่งจนกว่าพวกมึงจะตาย!”

ผมไม่รู้ว่าเริ่มออกวิ่งตอนไหน น่าจะทันทีที่เห็นนายอ้วนวิ่งหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนัก แต่มือผมคว้าแขนเมินโหยวผิงมาได้ก็วิ่งไม่ทันคิด มองนายอ้วนที่วิ่งลิ่วไปคนแรก คุณสมบัติตามที่เจ้าตัวบรรยายจริงๆ

“ไหนบอกว่าจะไม่ทิ้งหล่อนไงวะ!” ผมอดด่าไม่ได้

“ไม่ทิ้งบิดาเถอะ! เจอขนาดนี้จะรออะไร วิ่งสิวะ!”

เขาตอบโดยไม่หันมาแลมองผมด้วยซ้ำ สับขาถี่อย่างกับกลัวผมแซง

“เฮ้ย!! มือ!!! มือ!!!” ผมตะโกนบอก “ไอ้เสี่ยอ้วน!! มือ!!!”

“มือบ้าบออะไ– เชี่ยยยยยย!!!” กระเป๋าเดินทางใบน้อยที่นายอ้วนถือกลายเป็นท่อนแขนเน่าเฟะเมื่อไหร่ก็ไม่ทันเอะใจ มารู้ตอนเห็นนายอ้วนถือมันวิ่งเนี่ยแหละ “โอ๊ย เหม็น!”

“อย่าบ่น แกเป็นคนหาเรื่องเองนะ!!!” ผมด่า

“ไหนบอกว่าจะพาวิ่ง ไหนสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือ!” เสียงอาฆาตปนสะอื้นนั้นไล่หลังมา ผมยิ่งซอยเท้าถี่กว่าเดิมไม่สนใจเหลียวหลัง “หลอกกู! มึงหลอกกู!!!

“ไม่ปล่อยมือก็โง่แล้ว ทั้งเน่าทั้งเหม็น อีผีบ้า!” นายอ้วนตะโกนด่า “คราวหน้าจะเป็นผีก็ผีมาเลย มาหลอกเป็นสาวหน้าตาสวยทำไมวะ เซ็งว้อยยย!”

“ทำตัวเองทั้งนั้น” ผมเสริม ส่ายหน้าระอาใจแม้จะยังวิ่งไม่คิดชีวิต ไม่รู้ด้วยว่าวิ่งไปไหน

“หอกหัก! เวลาแบบนี้ไม่มีใครมีลูกซองเหรอวะ! เอามาให้เสี่ยอ้วนนี่ พ่อจะเป่าให้ไปเกิดใหม่!”

“มาตลาดใครจะเอามาวะ!” ผมด่า “เฮ้ยๆ เรามีเสี่ยวเกอ!”

“เสี่ยวเกอมีลูกซองเหรอ?!”

“จะมีได้ไงวะ!” ผมตะโกนลั่น “หมายถึงว่าให้เสี่ยวเกอทำอะไรสักอย่างเว้ย!”

“เออ! เสี่ยวเกอน้อยทำอะไรสักอย่างเซ่! หักคอ ไม่สิ คอมันหักอยู่แล้ว เอาไงดีวะ?!” นายอ้วนพูดไปสับสนไป

ผมหันไปหาเมินโหยวผิงที่ผมลากมาด้วย พบเป็นความว่างเปล่า “ไอ้ฉิบหาย! เสี่ยวเกอหายไปแล้ว เฮ้ย!!”

นอกจากจะไม่เจอเมินโหยวผิงแล้ว ยังต้องปาแขนศพเหม็นหยุ่นๆทิ้งไปอีกต่างหาก นี่ผมถือมันวิ่งตั้งแต่แรกเลยรึเปล่าวะเนี่ย? แล้วเมินโหยวผิงไปไหน?

ผมเร่งความเร็วไปวิ่งข้างนายอ้วน “ไอ้แม่งเอ๊ย เมื่อกี้ไม่ใช่เสี่ยวเกอแต่เป็นแขนอีนั่น!”

“เสี่ยวเกอทั้งคนมันจะหายไปได้ไงวะ คนนะเว้ย! แต่แม่ง จะว่าไปเสี่ยวเกอแม่งก็หายตัวเป็นอาชีพอยู่แล้วนี่!”

“มันใช่เวลามั้ย?!” ผมฟาดนายอ้วนไปที

“อีนั่นยังอยู่มั้ยเนี่ย ยังตามมารึเปล่า?!”

พอเหลียวหลังไปดูไม่เจออะไร เป็นเพียงถนนโล่งๆ “ไม่อยู่ว่ะ”

เมื่อเห็นผมวิ่งช้าลง นายอ้วนจึงชะลอความเร็วบ้างแต่ยังไม่นอนใจขนาดหยุดวิ่ง “มันไปไหน นี่โคตรไม่สบายใจ ถ้าไม่ตายคาตามีหวังนอนไม่หลับ อุ๊บ!!!

ผมกับนายอ้วนรู้สึกเหมือนวิ่งชนกำแพง หงายหลังล้มไปทั้งคู่ไม่เหลือท่า อุทานคำหยาบกันไม่เหลือมาด และไม่เหลือคำดีๆให้ออกอากาศได้

“เสี่ยวเกอ? มายืนทำบ้าอะไรตรงนี้? แล้วหายไปไหนมา?” นายอ้วนยิงคำถามรัว มองระแวงระวังรอบด้าน

“ยัยนั่นไปไหนแล้ว?” ผมลั่นถามอย่างหวาดระแวง

เมินโหยวผิงตอบเสียงเรียบว่าตายแล้ว พวกเราที่เหลือทำหน้าพิศวงใส่ แต่พอเห็นคราบเลือดคล้ายรอยบาดที่ปลายนิ้วชี้ก็พอเรียบเรียงเรื่องราวทุกอย่างได้

“ไอ้บ้าเอ๊ย! ลืมไปว่าเลือดนอกจากไล่แมลงแล้วยังทำอย่างอื่นได้ด้วย แล้วให้พวกเราวิ่งทำซากอะไร?” นายอ้วนสบถยาว ด่าไปหอบไป “แต่ไม่ได้ว่านะ ได้ออกกำลังก็ดีเหมือนกัน”

“เอาสักอย่าง!” ผมฟาดนายอ้วนอีกที “เกือบตายห่ากันหมดแล้วมั้ยล่ะ”

 

ใครเจอเรื่องแบบนี้แล้วไม่นอนตาค้างก็คงจะเป็นคนที่จิตแข็ง แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยก็ยังระแวงอยู่ดี ผิดกับนายอ้วนที่มาถึงบ้านก็แยกย้ายกันไปนอน เพราะประสาทและสมองรับภาระเยอะเกินไปแล้วในวันนี้ แต่ผมกลับคิดเยอะนอนไม่ลงเสียอีก สุดท้ายตอนอาบน้ำเสร็จก็ต้องไปดึงตัวเมินโหยวผิงมาอยู่เป็นเพื่อนถึงจะทำใจปิดไฟนอนลง

คิดดูแล้วมันก็หลอน…

หมายถึงการที่เมินโหยวผิงมานั่งเงียบๆอยู่ข้างเตียงเนี่ย! ยังกับวิญญาณ นอนไม่ลงหลับไม่เต็มตา

“เอ่อ… นายนอนไหม? นั่งเฉยๆแบบนี้มันหลอน”

เมินโหยวผิงในความมืดสลัวหันมาอย่างเชื่องช้า บอกว่าไม่เป็นไร เมื่อผมหลับแล้วเขาจะกลับห้องเอง แต่ผมหลอนนี่หว่า ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องใครหลับก่อนหลับหลัง

“นายตัวซีดน่ะ พอนั่งเฉยๆแบบนี้ มันเห็นจากปลายหางตานี่ว่านายนั่งอยู่” ผมชี้แจงให้เขาฟัง

เขาจึงแนะนำผมว่าอย่าลืมตา…. อืม…. แต่เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายนะ อย่างเช่นเรื่องความกลัวและความระแวดระวังในจิตใจน่ะ

“ทำได้ที่ไหนเล่า?” ผมถอนหายใจยาว สงสัยจะต้องเปิดไฟนอนเสียแล้ว

 

“….งั้นก็วิ่งสิ”

 

“!!!!”

ปฏิกิริยาของผมแม้จะง่วงก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผมดีดตัวไปปลายเตียงในรวดเดียวก่อนจะโดนนิ้วมือเรียวกำรอบข้อมือรั้งตัวผมไว้

ใบหน้าขาวซีดนั้นยังคงเรียบเฉย แต่แววตากลับสั่นระริกวาววับ

“นายนี่มัน!!!” ผมแหวตั้งท่าจะด่าแต่ไม่รู้จะด่าอะไร “เชื่อเลย ให้ตายสิ! เจ้าคนนิสัยไม่ดี!!”

เขาดึงผมมานอนที่เดิมพร้อมดึงผ้าห่มให้

“ตอนเกิดเรื่องจู่ๆนายก็หายตัวไป ทิ้งฉันไว้กับแขนเน่าๆนั่น แถมปล่อยให้พวกฉันวิ่งเป็นบ้าเป็นหลังกันแทบตาย ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีเลยนะ แล้วนี่ยังมาแกล้งกันอีก แกล้งหน้าตายด้วย แถมแม่งยังเหมือนด้วย!” ผมด่าไม่เลิก “โมโห! นายมานอนเป็นเพื่อนฉันเลย”

เขาขยับตัวนอนลงข้างกายผมอย่างว่าง่าย เอามือลูบแขนผมราวกับจะปลอบใจ ทั้งที่ฟึดฟัดไม่หายกลับกลายเป็นผ่อนคลาย เสียงหายใจแผ่วเบาที่ข้างหูราวกับเป็นเพลงกล่อมนอน

 

晚安。”

 

ผมหลับไปในที่สุด..

完。

 

______________________________________________

 

Talk: มาแบบเลทๆ คิดพลอตผิงเสียได้หลังฮาโลวีนไปวันนึงเต็มๆ แต่กว่าจะได้มีเวลาแต่ง….
แต่ก็แต่งออกมาจนได้ล่ะนะ ไม่อยากเอาไว้ปีหน้าเพราะว่ากลัวลืม และคิดว่าปีหน้าน่าจะมีมุกอื่นที่อยากเขียนมากกว่าแล้วจะเงิบ

อยากเขียนเรื่องสยองขวัญค่ะ แต่เป็นคนแต่งเรื่องน่ากลัวไม่เก่งเอาเสียเลยโดยเฉพาะเรื่องผีวิญญาณ ฟิคเรื่องนี้เลยหลายเป็นโปกฮาไปซะอย่างนั้น(…) แถมคำหยาบยังเยอะอีก(ฮา) ลองขอใช้ภาษาที่วัยรุ่นมากขึ้นดูเพราะว่ามันแต่งได้เร็วดี ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่งเสร็จในคืนเดียว ไหลลื่นมากๆ #กับเรื่องยาวไหลลื่นเท่านี้ไหมตอบ
ถือเป็นสปินออฟขำๆไปแล้วกันนะคะ

 

ปล. 晚安 แปลว่า ราตรีสวัสดิ์/ฝันดีนะ ค่ะ (คำนี้อ่านว่า wǎn ān (หว่าน อัน) ค่ะ ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ #ภาษาจีนตอนละคำ)

แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ

Advertisements

One thought on “[Daomu Fanfic] Halloween, 你好!

  1. ฮือว์ แต่งเก่งมากเลยค่ะ สนุกและลงตัวมาก
    ไม่อยากจะเชื่อว่าแต่งเรื่องน่ากลัวไม่เป็น
    ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้ให้อ่านนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s