[Daomu fanfiction] 连接 -2-

我已习惯 你总在我的边 – I am used to have you always on my side
[張起靈*吳邪]
_________________________________

ผมยืนหน้ามู่ทู่อยู่ที่สนามบินเฉินตูตอนเจ็ดโมงเช้ากับเพื่อนอีกสองคน ฮุ่ยจื่อเป็นผู้ชายหุ่นดี ใส่เสื้อยืดยังเห็นกล้ามเป็นลอน ทับด้วยแจ๊คเกตหนังสีน้ำตาลเข้มอย่างกับหลุดออกมาจากนิตยสาร หัวยุ่งเหมือนคนยังไม่ตื่นแม้หน้าตาจะแจ่มใส กระเป๋าหมอนี่ใบใหญ่เป็นสองเท่าของของผมตามแบบฉบับหนุ่มเจ้าสำอางค์ นิยามว่าเป็นฮุ่ยจื่อแบรนด์เนม ส่วนหลวนฮว่านยืนดูดกาแฟเย็นหน้าตายังไม่ตื่นพอกัน อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเท่าเข่าสีมอซอตามบุคคลิกลุยๆไม่เรื่องมาก ผ้าใบสีตุ่นมีรอยขาดสองสามจุด สองคนนี้มายืนคู่กันอย่างกับมาจากคนละโลก พอพิจารณาเสื้อผ้าของทั้งคู่แล้ว ผมเหมือนเป็นเส้นแบ่งของความพอดีอยู่ตรงกลาง ต่างตรงที่ของผมมันดูมืออาชีพยังไงก็ไม่รู้ นึกถึงของในกระเป๋าที่นายอ้วนช่วยเตรียมมา ทุกอย่างใช้งานได้จริง ไม่มีของฟุ่มเฟือยอยู่เลยสักกะผีก แถมยังมีพวกเนื้ออัดแห้งมาเผื่อฉุกเฉินอีกด้วย เห็นทีถ้าได้โอกาสเหมาะๆต้องทิ้งของในเป้บ้าง จะได้ดูเป็นคนปกติมาขึ้น

ยืนหน้าง่วงกันอยู่สามคนไม่นานนักอวี๋อินก็เดินมาสมทบ มาถึงก็ทำหน้าเพลีย บ่นอุบว่าเกือบตกเครื่องเพราะพวกพ่อๆและน้องชายของเขา

ครอบครัวของอวี๋อินมีพ่อสองคน คือ พ่อใหญ่และพ่อรอง เป็นสองพี่น้องฝาแฝด พ่อรองเสมือนพ่อทูนหัวของอวี๋อิน เมื่อแม่ของเขาเสียก็อยู่กับพ่อทั้งสองคน และช่วงชีวิตนักศึกษาที่บ้านก็ได้รับเลี้ยงเด็กอีกคนเป็นน้องชายบุญธรรม รวมๆแล้วเป็นครอบครัวที่ครึกครื้นใช้ได้ ทุกคนรักอวี๋อิน เพียงแต่พ่อรองของเขาติดมือไวไปหน่อยเท่านั้น

“ฉันคิดว่าอีไท่จะมากับนาย” ผมถามอย่างสงสัย เขากับอีไท่อยู่เมืองเดียวกัน น่าจะมาด้วยกันมากกว่า

“อีไท่มันมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” อวี๋อินตอบพลางหาวปากกว้าง “นายดูให้หน่อยว่าหัวฉันแยกออกจากกันรึยัง”

“ยัง… แต่โน..” ผมชะโงกดูก้อนปูดโนท่ามกลางเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน “นายไปทำอะไรพ่อรองล่ะ?”

“ฉันน่ะนะอู๋เสีย? ฉันเนี่ยเหรอจะไปทำอะไรพ่อรอง? ฉันแค่เผลอนอนต่ออยู่หน้าโซฟาเมื่อเช้าเองนะ แค่นี้ต้องรับโทษเป็นหัวโนเลยเหรออู๋เสีย?” อวี๋อินบ่นอุบ “แล้วแค่จะชวนอวี้มาด้วยเท่านั้นเอง”

“อ้อ… น้องชายนาย?” เขาพยักหน้า “ก็น่าจะชวนมานะ พวกเราไม่มีใครไม่รู้จักเสี่ยวอวี้สักหน่อย”

“ช่าย… ฉันเลยโดนซ้ำที่เดิมอีกที ปูดเลยนี่ไง…”

ผมตบบ่าอวี๋อินเป็นการปลอบใจ ทั้งไม่แปลกใจที่โดนเขกมา แต่ไหนแต่ไรพ่อใหญ่และพ่อรองของอวี๋อินค่อนข้างหวงน้องชายคนนี้มากอยู่แล้ว สมัยเรียนมักเจอเหตุที่อวี๋อินโดนดุบ่อยเพราะชวนน้องไปทำอะไรแผลงๆประจำ แม้จากปากคำฝั่งอวี๋อินจะบอกว่าไม่เคยชวนแต่น้องตามมาเองตลอดก็ตาม

เราเดินไปหาที่นั่งกันที่ร้านกาแฟในสนามบิน ยังไม่เจอร้านที่มีที่นั่ง อีไท่ก็โทรมาบอกว่าเช่ารถตู้มารับหน้าสนามบินแล้ว ทำเอาพวกเรากึ่งเดินกึ่งวิ่ง กระเตงหอบสัมภาระไปแทบไม่ทัน

อีไท่เปิดประตูรถตู้ให้ทันทีที่พวกเราเดินไปถึง เขามีสีหน้าสดใสอยู่ในชุดสบายๆเหมือนอยู่บ้าน และยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเมื่อเห็นผมทำหน้าขมวดเป็นปมใส่ ท่าทางอารมณ์ดีขึ้นมาอีกสิบหน่วยทำเอาผมอารมณ์ดิ่งลงไปอีกสามสิบจุด พอคิดว่าอีไท่จะอารมณ์ดีแบบนี้ทุกครั้งที่ผมเซ็งจึงตัดสินใจปล่อยไป จะมาคิดเซ็งตอนนี้มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาแล้ว ภายในรถมีเหยียนเหล่ยนั่งหลับหัวพิงหน้าต่างอยู่ก่อนแล้ว

“เราจะไปที่ไหนกันก่อนน่ะ?” หลวนฮว่านเปิดประเด็นก่อนจะหาวออกมา

“ไปอี๋ปินก่อน” อีไท่ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนแบบที่เขาชอบใช้ “ไหนๆก็มาเฉินตูแล้ว แวะเสียหน่อยจะได้ไม่เสียเที่ยว อยู่อี๋ปินสามวันน่าจะพอ ค้างในอุทยานกันสักคืนแล้วไปเดินดูป่าไผ่ ตอนแรกอยากจะไปมู่ฉวนตอนกลางคืนเลย ตอนเช้าเราจะได้เดินเข้าป่ากัน แต่พี่คนขับบอกว่าทางไปมู่ฉวนขับกลางคืนอันตราย เราก็อย่าขัดพี่เขาเลยเนอะ”

 

จากสนามบินใช้เวลาเดินทางไม่นานก็เข้าสู่เขตเมืองอี๋ปิน บรรยากาศครึกครื้นสมเป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งมณฑลเสฉวน บ้านเมืองดูเจริญ ตึกรามบ้านช่องสูง สะอาด และดูทันสมัย ผู้คนเดินขวักไขว่ริมท้องถนนเป็นภาพที่ไม่ค่อยได้พบเจอ สมกับเป็นเมืองที่อยู่คนละทิศจากบ้านผมอย่างแท้จริง คนขับรถตู้เล่าว่าที่นี่ถือเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ของยุคราชวงศ์ฮั่น แวะถ่ายรูปตามสถานที่ควรมาเป็นระยะโดยมีเหยียนเหล่ยเป็นตากล้องประจำคณะ สักพักผมก็ม่อยหลับไปเนื่องด้วยไม่มีอะไรน่าสนใจ ถึงบางที่จะมีของเก่าให้น่าตื่นตา พอได้มองแล้วก็รู้ว่าหลายอันช่างธรรมดาราวกับถูกคัดเลือกให้มาอยู่ในตู้โชว์แล้ว ไม่มีชิ้นไหนตระการตาน่าเกาะตู้มอง ขึ้นรถมาบ้านเรือนก็เริ่มเหมือนๆกันไปหมด ระหว่างทางบนรถจึงหลับ ตื่นมาอีกทีตอนที่พวกเราถึงบ้านพักในอุทยานสูหนานซูไห่รอบนอกเมืองอี๋ปินแล้ว ข้างตัวผมคืออวี๋อินที่ดูเหมือนจะเพิ่งตื่นเหมือนกัน เขาหาวอ้าปากกว้างอย่างไม่เกรงใจก่อนจะหันมาสบตาผมแล้วยักไหล่ให้กัน

เนื่องจากเวลาที่เรามาถึงพระอาทิตย์คล้อยต่ำแล้ว อากาศก็เริ่มเย็น ผมกระชับเสื้อแจ็คเกตเข้าหาตัวขณะเดินตามเจ้าหน้าที่อุทยานพาไปส่งยังบริเวณที่พัก บ้านพักที่ว่าอยู่ท่ามกลางป่าไผ่สูงชะลูดในอากาศที่เย็นชื้น มีหมอกลงจางๆ เห็นได้ชัดว่าแสงจากโคมไฟตามทางแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย อีไท่แบ่งห้องพักทั้งสองห้องด้วยกฏมาก่อนได้ก่อน ผมไม่เรื่องมากเดินตามอวี๋อินเข้าห้องไป ห้องไหนก็ห้องนั้น

สูหนานซูไห่เป็นทะเลไม้ไผ่อย่างแท้จริง ต้นสูงของมันเบียดขึ้นทึบมืด ยิ่งช่วงหัวค่ำมองออกไปนอกหน้าต่างแทบไม่เห็นอะไร เจ้าหน้าที่กำชับไม่ให้พวกเราเดินเข้าไปในป่าไผ่โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากอีไท่ทำเรื่องขอเดินป่าไว้ในวันพรุ่งนี้ก็สมควรรอตามเวลา ผมมองทัศนียภาพด้านนอกแล้วก็มั่นใจว่าจะซุกหัวอยู่แต่ในบ้านพักไม่ออกไปไหนอย่างแน่นอน

คนร่วมห้องพักของผมคือฮุ่ยจื่อ อวี๋อิน ที่เหลือไปอยู่ห้องเดียวกับอีไท่ แบ่งกันห้องละสามคนอย่างลงตัวพอดี ในห้องพักไม่หรูหราแถมออกจะติดเก่าไปหน่อยด้วยซ้ำ ไฟในห้องมีดวงเดียวบนเพดานกลางห้องเป็นสีมัวๆ เงยหน้าไปมองพบว่าขั้วหลอดสองข้างเป็นสีเทาดำ ท่าทางอายุการใช้งานจะไม่ยืนยาว ไฟในห้องน้ำเป็นสีส้มแก่ อีกดวงเป็นไฟบนโต๊ะตัวเล็กที่อยู่ระหว่างเตียงเดี่ยวสองฝั่งห้อง ตรงกลางระหว่างสองเตียงเป็นเตียงเสริมแข็งๆ เรียกได้ว่าเป็นฟูกเตียงวางกับพื้นธรรมดาธรรมดาเท่านั้น เมื่อลองเปิดไฟหัวเตียงดูก็เกิดเสียง ‘อี่’ ขึ้นมา ลักษณะเหมือนหลอดไฟหลวม แต่พอขยับดูเสียงก็ไม่หาย อวี๋อินแนะว่าอย่าไปเปิดมันจะดีกว่า

พวกเราใช้วิธีอออกขาวดำกันเพื่อหาคนนอนเตียงเสริม ผมเองไม่ค่อยมีดวงเรื่องนี้นัก แต่ยังพอใจชื้นที่มีอวี๋อินอยู่ หมอนี่มักจะดวงซวยกว่าผมเสมอ แล้วก็จริง ผมได้นอนเตียงริมหน้าต่างและประตู ตรงกลางเป็นอวี๋อิน เตียงตรงข้ามห้องน้ำเป็นของฮุ่ยจื่อ หลังจากผลัดกันไปอาบน้ำแล้วก็มานอนเล่นกันบนเตียง พูดคุยไร้สาระ เมื่อถึงตาผมไปอาบบ้าง ผมถึงเข้าใจว่าทำไมหนุ่มเจ้าสำอางค์อย่างฮุ่ยจื่อยังอาบน้ำเร็วราววิ่งผ่านน้ำ

ห้องน้ำมอซอ ทุกอย่างเก่าเป็นคราบ แผ่นรองชักโครกเก่าจนเป็นสีเหลืองน้ำตาล กระจกเป็นคราบสนิมไหล ที่แขวนผ้าแทบไม่เห็นสีอัลลอย มันถลอกเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำผมเอาไม่กล้าแขวนอะไร ยิ่งได้ยิงเสียงแมลงที่อยู่นอกตัวอาคารผมก็อาบน้ำทำเวลาแข่งกับคนก่อนหน้าทันที

เตียงมีกลิ่นอับทำให้ผมนอนหลับไม่ลง มันไม่เหมือนกลิ่นอับจากในสุสานที่มีกลิ่นอับจากความเก่าแก่ จากอายุที่อยู่มานานนับร้อยปี แต่เตียงนี้มันเป็นกลิ่นอับของความสกปรก ราวกับมันได้ผ่านการซักมาเพียงครั้งเดียวคือครั้งแรกที่ใช้ ซึ่งผ่านมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ คิดถึงคราบน้ำลายของคนที่มาใช้ก่อนหน้าทับถมยิ่งพะอืดพะอมเกินใจรับ ห้องทั้งห้องไม่ถึงกับมืดสนิท ยังมีไฟจากหน้าห้องพักลอดเข้าหน้าต่างมาบ้าง ม่านเป็นเพียงผ้าบางๆที่มีฝุ่นเกาะเต็ม ดูกันแสงจากอะไรไม่ได้ทั้งนั้น มองอวี๋อินที่ยังส่งข้อความหาน้องชายที่บ้านด้วยสีหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เลยคิดขึ้นมาได้ว่าผมควรส่งข่าวไปบอกนายอ้วนบ้าง พบว่ามือถือไม่มีสัญญาณสักนิดเดียว อดไม่ได้ที่จะมองอวี๋อินอย่างตั้งอกตั้งใจอีกครั้ง

“ทำไมของนายมีสัญญาณล่ะ?” ผมถามหน้าซื่อ “ฉันอยากส่งข้อความหาเพื่อน แต่มันบอดเลย”

อวี๋อินมองหน้าจอตัวเองแล้วเงียบไป “ของฉันก็ไม่มี ข้อความตีกลับมาแล้ว ไม่ทันสังเกต”

“ตรงนี้คงเป็นจุดอับสัญญาณแหละ พรุ่งนี้เย็นเราจะได้ออกจากป่าไผ่นี่ คงจะได้ส่งข่าวกันตอนนั้น” ฮุ่ยจื่อบอกหลังจากเช็คมือถือของตัวเอง “นอนกันไหม พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้า”

 

เมื่อห้องเงียบผมจึงพยายามข่มตัวเองให้นอนหลับ โดยการเอาผ้าขนหนูมารองหมอนไว้อีกชั้นเพื่อกันกลิ่นอับของมัน เมื่อหายใจได้ดีมากขึ้นผมก็ผ่อนคลาย สะลึมสะลือเตรียมหลับ เห็นเงาคนยืนอยู่ปลายเตียง ตะคุ่มในเงามืด

ผมเกือบตกใจแล้วแต่พอคิดได้ว่าเป็นเมินโหยวผิงผมก็พลิกตัวนอนตะแคงข้างไม่สนใจ ไอ้หมอนี่บางทีก็ชอบมายืนมองชาวบ้านนอน เป็นเวรเฝ้ายามยันเช้าอยู่แล้ว ถึงจะมีสายตาทิ่มแทงมองอยู่ผมก็ไม่ใส่ใจ ได้ยินเสียงกรนเบาๆจากเตียงตรงข้ามยิ่งทำให้ผมง่วงเข้าไปใหญ่ กระชับผ้าห่มเข้าหาตัวแล้วหลับไปในที่สุด

 

เดี๋ยวก่อนสิ!

ผมหรี่ตาแกล้งทำเป็นหลับในขณะที่ประสาทของผมตื่นตัวเกือบจะเต็มที่

เงาของเมินโหยวผิงบ้าบออะไรกัน! ของแบบนั้นมันจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!

ผมนอนตะแคงข้างหันเขาหาอวี๋อิน หรี่ตาเพ่งมองแล้วพบว่าอวี๋อินก็กำลังแกล้งกลับเหมือนกัน สังเกตจากท่านอนหงายแขนสองข้างแนบลำตัวอย่างเกร็งโคตรๆ หรือว่าจะเกิดเรื่องเข้าให้แล้ว ไพล่นึกถึงมีดพกและอาวุธต่างๆล้วนอยู่ในเป้ข้างเตียง ขยับตอนนี้คงไม่ฉลาดนัก นึกแล้วก็เสียดาย ผมควรมีวิชาป้องกันตัวไว้จริงๆ กลับไปเที่ยวนี้คงรบกวนนายอ้วนไม่ก็เมินโหยวผิงสอนให้เสียแล้ว ในสถานการณ์ที่ผมตัวเปล่าและไม่รู้ถึงอาวุธฝ่ายตรงข้ามช่างน่าหงุดหงิด นึกแผนรับมือไม่ออกเลยสักเสี้ยวนอกจากแกล้งหลับแกล้งตายไปตามเรื่อง คืนนี้มันจะหยิบฉวยอะไรคงต้องยอมแล้วจริงๆ

จู่ๆฮุ่ยจื่อก็ลุกขึ้นมานั่ง ผมเกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ เขางัวเงียเดินไปยังห้องน้ำ เปิดไฟสีส้มแก่แล้วปิดประตู ผมเลื่อนมองเงาดำปลายเตียง มันยังไม่ขยับไปไหน ได้ยินเสียงชักโครกร่างกายผมก็เตรียมพร้อม หากมันขยับผมพุ่งเข้าใส่มันแน่ๆ

จวบจนฮุ่ยจื่อมานอนที่เดิม เงาปลายเตียงผมก็ยังไม่ขยับไปไหน ผมทำทีเป็นนอนดิ้นขยับตัวมันก็ไม่ขยับ แล้วก็นึกขำขึ้นมาว่าท่าทางประสาทผมจะตึงเครียดไปหน่อย มันอาจจะเป็นเงาเสาหรืออะไรที่ตกกระทบมาก็ได้ ไม่อย่างนั้นฮุ่ยจื่อต้องเอะใจแล้ว ผมคงอยู่ในโลกที่ต้องระแวดระวังตัวมากเกินไปจริงๆ คิดได้อย่างนั้นผมก็หลับลงอย่างรวดเร็ว

 

เช้าวันถัดมาอากาศหนาวยะเยือก อีไท่เรียกทุกคนรวมตัวกันเข้าไปเดินในป่าไผ่หลังจัดการมื้อเช้าเสร็จ ถึงแม้อากาศจะเย็น แต่อากาศที่นี่ก็บริสุทธิ์มาก สูดเข้าไปแล้วชุ่มฉ่ำปอด พวกเราต่างสดชื่นกันทันควัน หลวนฮว่าน ฮุ่ยจื่อ และเหยียนเหล่ย ต่างหยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพบรรยากาศ ผมมองแผ่นที่ในมือคร่าวๆพบว่าเส้นทางเดินส่วนใหญ่เป็นทางที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจอยู่แล้วก็เบาใจ เหลือบมองอวี๋อินที่ยังยืนหาวขอบตาคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอน

“นอนไม่หลับเหรอ?”

อวี๋อินพยักหน้า “ตอนแรกฉันก็นึกว่านายจะไม่หลับเป็นเพื่อน ที่ไหนได้ แป๊บเดียวนายหลับเฉย”

“ก็ฉันง่วง” ผมหัวเราะ นึกเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาได้ “ตอนนั้นฉันตกใจจริงๆนะ นึกว่าคน ที่ไหนได้ก็แค่เงาอะไรบางอย่างเอง พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ฉันก็หลับเลย”

“ก็ช่างหลับไปได้ลง” อวี๋อินบ่นอุบอิบแล้วไม่พูดอะไรต่อ

“อู๋เสีย อยู่ห่างๆอวี๋อินหน่อยก็ดีนะ” อีไท่พูดยิ้มๆ มือคล้องไหล่ผมตบเบาๆ

“อีไท่ นายจงใจหาเรื่องฉันใช่ไหม?” อวี๋อินมองอีไท่พร้อมทำปากยื่นอย่างไม่สบอารมณ์

“ไม่ได้หาเรื่อง แค่เป็นห่วง นายเองก็เกาะกลุ่มไว้ล่ะ” อีไท่ว่า “ถึงแม้ทางมันจะเป็นเส้นตรงไม่วกวน แต่นายเกาะกลุ่มคนอื่นๆไว้ดีกว่า อย่าเดินแตกแถว”

“นายเห็นฉันเป็นเด็กอนุบาลรึไง?” อวี๋อินหรี่ตามอง

“เปล่า แต่นายมันจอมหาเรื่องใส่ตัวนี่…” อีไท่หัวเราะ “อู๋เสียก็ด้วย เพราะงั้น อย่าแตกแถว”

“เคร่งไปรึเปล่าพ่อหัวหน้าหมู่?” หลวนฮว่านแซวหลังกดชัตเตอร์ถ่ายภาพพวกผมยืนคุยกัน “ไปเถอะ ก่อนที่แดดจะแรง”

 

พวกเราเดินเท้ากันไปตามแผนที่ ซึ่งต่อให้ไม่ดูก็ไม่น่าหลง เนื่องจากมีรอบทางเดินยาวเป็นทอด ทางแยกส่วนใหญ่จะเป็นเวิ้งจุดชมวิวให้ถ่ายรูปและพักขา มีม้านั่งที่ทำจากไม้ซุง บ้างก็เป็นไม้ไผ่ รวมๆแล้วก็สวยดี สำหรับผม ระหว่างการเดินทางนี่ช่างน่าเบื่อ แม้ว่าทุกคนจะหยุดถ่ายรูปกันเป็นระยะก็ตาม ผมคงเดินไปหลับไปถ้าทำได้ จึงได้แต่ชวนเพื่อนคนนู้นคนนี้คุยอย่างออกรสแทน สองข้างทางเป็นป่าไผ่ ป่าไผ่ และป่าไผ่ ชวนทุกคนคุยจนไม่รู้จะคุยอะไรแล้วก็ได้แต่เดินเงียบๆ หยิบแผนที่ขนาดกระดาษเอสี่มาดูพบว่าตอนนี้พวกเราอยู่ทางที่จะทะลุเข้าภูเขาแล้ว

ร่างกายของผมเกร็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อป่าไผ่ค่อยมีต้นไม้นานาพันธุ์แทรกขึ้นมา มือสองข้างก็ผมว่างเปล่าทำให้วิตกจริตเล็กน้อย ถึงแม้ทางเดินจะไม่ต้องฟันต้นไม้ใบหญ้าทิ้งแต่กลับไม่อุ่นใจ ผมควานหามีดพกจากในกระเป๋าสะพายมาไว้ข้างเอว ค่อยรู้สึกดีขึ้น จากนั้นจึงน้ำพวกไฟฉายและของใช้เผื่อจวนตัวมาพกไว้ตามกระเป๋ากางเกง ระหว่างที่ทำก็ได้ยินเสียงหัวเราะของนายอ้วนก้องขึ้นมาในหัวพลันเก็บของหลายอย่างใส่ลงในเป้เหมือนเดิม

เดินไปอีกพักใหญ่ทุกคนเริ่มเมื่อยล้า อีไท่แนะให้พวกเราพักขากันเล็กน้อย เมื่อถึงธารน้ำตกแล้วค่อยกินมื้อกลางวันกัน พอถามว่ามื้อกลางวันมาจากไหน อีไท่กลับยิ้มตอบว่าหลวนฮว่านกับเหยียนเหล่ยแบ่งกันแบกมาอยู่ในเป้ ผมถึงกับตะลึงปนเกรงใจ ที่จริงข้าวของใครคนนั้นก็ควรจะรับผิดชอบ เพื่อนทั้งสองของผมจึงบ่นว่าผมคิดมาก ต่างคิดกันว่าสภาพร่างกายผมคงจะแบกของหนักไม่ไหว แต่ขอโทษที ในทั้งหมดที่นั่งพักกันผมดูเป็นคนเดียวที่เหนื่อยน้อยที่สุดด้วยซ้ำ แต่ต้องทำท่ากินน้ำจากในกระติกบ้างเพื่อไม่ให้ดูแปลกแยก

หลังจากนั้นพวกเราเดินขึ้นทางลาดอีกชั่วโมงนึงเต็มๆถึงได้พบกับน้ำตกขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เป็นวิวที่ดีทีเดียว พวกเราทำจุดนั่งพักสำหรับกินข้าวไม่ไกลจากน้ำตกหนัก หลายคนรวมถึงตัวผมผลัดกันล้างหน้าล้างตา น้ำจากน้ำตกเย็นจัด ทั้งยังใสสะอาด เสบียงที่หลวนฮว่านกับเหยียนเหล่ยขนมาเป็นเพียงข้าวกล่องง่ายๆ รสชาติธรรมดาแถมค่อนข้างมันไปด้วยซ้ำ แต่ผมก็กินโดยไม่บ่น มีให้กินดีกว่าไม่มีอะไรกิน

อิ่มกันเรียบร้อยก็แยกย้ายกันถ่ายรูป ผมกดถ่ายรูปจากมือถือเป็นรูปน้ำตกเพียงรูปเดียวก็หมดความสนใจ เดินเล่นรอบบริเวณรอคนอื่น เห็นอวี๋อินนั่งแยกเสียไกลกำลังเล่นมือถืออยู่ ผมจึงเพิ่งสังเกตว่าบริเวณนี้พอมีสัญญาณอยู่บ้างจึงกดโทรออกทันที

“โทษที ลืมบอกไปว่ามาถึงนานแล้ว ตอนนี้อยู่สูหนานซูไห่ บนภูเขา” ผมร่ายยาวทันทีที่นายอ้วนกดรับสาย รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะไม่เคยโทรหากันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องมาก่อน ปกติจะต้องมีธุระอยู่อย่างน้อยหนึ่งอย่างจึงรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะโทร

“….”

“สัญญาณไม่ดีเท่าไหร่ ฉันไม่ได้ยินเสียงนายเลย นายอ้วน” ผมเพิ่งระดับเสียงมากขึ้นแต่ยังคงไม่ได้ยินอะไรจากปลายสาย ดูหน้าจอมือถือยังมีสัญญาณอยู่ขีดหนึ่ง สายก็ยังไม่ได้ตัด “นายอ้วน!”

“เขาไม่อยู่” เสียตอบเรียบๆทำเอาผมกลั้นยิ้มไม่ได้

“นายไม่พูดฉันเกือบวางสายแล้ว พูดอะไรมาสักหน่อยเถอะ นึกว่าสัญญาณขาด”

“…ฉันจะบอกให้โทรกลับ” ปลายสายพูดเสียงนิ่ง

“ไม่เอา คุยกับนายดีกว่า ทางนั้นเป็นไงบ้าง?”

“เหมือนเดิม”

“นี่มันตลกเป็นบ้า เสี่ยวเกอ! ฉันกำลังคุยโทรศัพท์กับนาย!” ผมหัวเราะ พบว่าไม่เคยคุยโทรศัพท์กับเมินโหยวผิงมาก่อน มันให้ความรู้สึกแปลกและจั๊กกะเดียมชอบกล “กลับไปฉันบังคับซื้อมือถือให้ดีกว่า”

“จะเอามาทำอะไร?”

“ก็คุยน่ะสิ แบบตอนนี้ไง” ผมวางแผนในใจจะบอกนายอ้วนให้เขาซื้อมาเลยดีไหมนะ คราวหน้าจะได้โทรหาทั้งเมินโหยวผิงทั้งนายอ้วน

“เป็นไง สนุกไหมเทียนเจิน?” ปลายสายเปลี่ยนเป็นเสียงนายอ้วนแทน

“ไม่ค่อย” ผมพูดพลางหัวเราะ “เกร็งไปหมด คิดเยอะ” นายอ้วนได้ยินผมเล่าแล้วหัวเราะก๊ากออกมา ผมจึงเสริมไปว่าผมจะส่งข้อความภาพรูปน้ำตกให้เขาดูก่อนที่เราจะเดินลงเขากัน และเมื่อย้ายที่ผมจะโทรส่งข่าวเป็นระยะ “เอาต้นไผ่ไหม?”

“เสี่ยอ้วนไม่ใช่แพนด้า ไม่ต้องเอามา!” เขาตอบพลางหัวเราะ “ถ้าเอามาฉันจะให้นายเอาไว้ที่ห้องน้องเสี่ยวเกอ”

คุยกันไม่นานก็วางสายเพราะสัญญาณเริ่มขาดๆหายๆแล้ว ลืมเรื่องให้นายอ้วนซื้อโทรศัพท์ให้เมินโหยวผิงเสียสนิท แต่ไม่เป็นไร โทรหาคราวหน้าผมไม่ลืมแน่

 

พวกเราเดินทางกันต่อเป็นช่วงขาลงเขา เสียงกดชัตเตอร์ยังคงมีให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ คราวนี้เดินแทบไม่พักกันเลย รอบด้านยังคงเป็นป่าชื้น หายใจเข้าได้กลิ่นดินกลิ่นใบไม้ ต้นไม้เริ่มหนาแน่นขึ้นทุกที จากความทรงจำอันดีที่เคยเดินป่ามาทำให้ผมเริ่มระแวงงูขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ผมสะบัดหน้าพยายามไม่ฟุ้งซ่าน เดินดุ่มไปแทบแซงอีไท่ที่อยู่หน้าแถว เดินกันไปร่วมชั่วโมงกว่าก็เจอทะเลสาบสีมรกตตระการตาอยู่เบื้องหน้า

หากอากาศไม่หนาวเย็นเกินไปผมก็อยากจะวิ่งลงทะเลสาบให้รู้แล้วรู้รอด พื้นน้ำต้องประกายกับแสงอาทิตย์ระยับสวยงาม เสียดายที่มือถือของผมไม่สามารถเก็บภาพได้ละเอียดอย่างที่ตาเห็น จึงได้แต่มองมันอยู่อย่างนั้น บันทึกภาพลงในสมองของผมแทน ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ซึมซาบกับความสวยงามของธรรมชาติ ไม่เคยเข้าใจว่าผู้คนที่ยืนมองทะเลหรือพระอาทิตย์ขึ้นกันร่วมชั่วโมงนั้นรู้สึกอย่างไร พอไม่ต้องหลบซ่อน ไม่ต้องรีบวิ่ง ไม่ต้องระแวง จึงเพิ่งเข้าใจถึงความสวยงามของมัน ไม่อย่างนั้นคงได้แต่คิดว่าใต้ทะเลสาบนั้นจะมีกรวยอยู่ตรงไหน

เหยียนเหล่ยเสนอให้ถ่ายรูปหมู่กันโดยมีพื้นหลังเป็นทะเลสาบก่อนเดินทางออกจากอุทยาน ถ่ายกันไปร่วมสิบนาทีก็พอใจ ผมถ่ายรูปส่งให้นายอ้วนดูเหมือนเคยแต่ไม่มีข้อความตอบกลับมา

“ตอนแรกอยากจะไปป่าหินที่ซีไห่ตงเซียง” อีไท่เปรยขึ้น “แต่อวี๋อินบอกว่าสงสารนาย”

ผมพยักหน้า ดีใจที่อวี๋อินเข้าข้างผม “ช่างเถอะ ได้มาเที่ยวก็ดี ที่นี่ก็มีน้ำตก แล้วก็มีทะเลสาบสวยๆนี่ไง”

“ฉันแค่อยากจะบอกว่า ถ้าไม่ขึ้นเขาเดินป่า มันก็ไม่ได้มาเจออะไรพวกนี้นะ”

ผมแค่นยิ้ม “ไปทะเลกันง่ายๆนายไม่เลือกเอง อย่าพูดเอาดีเข้าตัวเลยอีไท่”

“พัฒนาขึ้นแล้วนะอู๋เสีย แต่ยังไงนายก็โดนฉันหลอกมาอยู่ดีแหละ” ผมได้ยินดังนั้นก็ถองศอกใส่อีไท่ แต่เขาหลบทันพร้อมหัวเราะร่า “พวกเรา กลับกันเถอะ”

 

ออกจากอุทยานสูหนานซูไห่มาแล้วส่วนใหญ่หลับเป็นตายกันอยู่ในรถ มีอีไท่ที่นั่งหน้าสุดข้างคนขับกำลังมองแผนที่ทั้งชวนคนขับรถคุย และผมที่นั่งมองข้างทางเรื่อยเปื่อย บางทีก็หยิบกล้องใครสักคนขึ้นมาถ่ายรูปตอนทุกคนหลับไว้เอาด้วยเห็นว่ามันตลกดี สักพักก็เบื่อแล้วร่วมวงหลับไปด้วยในที่สุด

ตื่นมาอีกครั้งตอนอยู่มู่ฉวนแล้ว บรรยากาศแตกต่างกับเมืองอี๋ปินราวฟ้ากับเหว ในตัวเมืองมีตึกสูงใหญ่แต่คนไม่พลุกพล่านเท่าใดนัก ออกจะเป็นเมืองที่เงียบสงบหากเทียบกับอี๋ปิน สักพักจึงออกนอกตัวเมืองเข้าเขตอุทยาน

อุทยานของมู่ฉวนดูแล้วกินพื้นที่ใหญ่กว่าฝั่งนอกเมืองอี๋ปิน มีทั้งป่าทั้งถ้ำให้เลือกไป รถจอดถัดจากทางเข้าอุทยานเกือบสิบกิโลเมตร เป็นจุดเริ่มเดินทางของนักท่องเที่ยว มีบริการเช่าเต็นท์ไปถึงเสื้อกันหนาว อีไท่และคนอื่นๆยืนดูแผนที่และเลือกเส้นทางที่จะไป ผมเดินแยกมาอีกทางเมื่อเห็นศาลาริมน้ำสีแดงเก่าๆปราศจากผู้คน

ศาลามีบันไดหินแปดขั้น สีแดงของเสาเก่าลอกออกสีน้ำตาล ตัวศาลาสร้างยื่นออกมากึ่งกลางแม่น้ำ กว้างราวหนึ่งห้องเช่า ไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ รอบมีรั้วไม้ซีกสีแดงกั้นสูงเท่าเอว ผมเงยหน้ามองมังกรที่อยู่ระหว่างมุมเสากับหลังคาไม่เหลือเค้าสีทอง เห็นเป็นเพียงงานสลักเนื้อไม้ เพดานมืดเกินกว่าจะมองออกว่าเป็นรูปอะไร ผมดึงไฟฉายจากเอวขึ้นส่องมีรูปวาดหมีดำ ผู้คน แม่น้ำ มังกร รูปภาพส่วนใหญ่ขาดหายไม่ปะติดปะต่อ เดาว่าคงเป็นเรื่องราวของชุมชนที่นี่ เมื่อหมดความสนใจก็เดินกลับไปสมทบกับคนอื่นๆ เห็นอวี๋อินยืนรอผมอยู่ตีนบันได

“โทษที เพลินไปหน่อย” ผมเอ่ยโทษตัวเองก่อน ที่แยกมาก็ไม่ทันได้บอกใคร เมื่อนึกขึ้นได้ก็ส่งข้อความบอกนายอ้วนว่าผมอยู่ที่มู่ฉวนแล้ว

“ไม่เป็นไร เห็นเดินแยกมาคนเดียวเลยมาตาม อีไท่บอกกลัวนายตกแม่น้ำหาย” ระหว่างที่อวี๋อินพูดเขามองเลยหลังของผมไป จึงหันไปมองตามแต่ไม่พบอะไร “นายนี่ชอบพวกของเก่าเหมือนเดิมนะ”

“ก็มันสวยดี” ผมเล่าเรื่องรูปวาดบนเพดานให้เขาฟัง “บางที ของพวกนี้มันบอกเล่าเรื่องราว หลายครั้งมันจะบอกให้รู้นะว่าเราจะเข้าไปเจอกับอะไร”

“แต่พอดีที่นี่เป็นอุทยานไปแล้วด้วยสิ” อวี๋อินพูดยิ้ม “เราคงไม่เจอมังกรหรืออะไรเทือกๆนั้นหรอก”

ผมหัวเราะแล้วเดินตามอวี๋อินไปเจอกับคนอื่นๆ

 

ข้อตกลงที่ได้คือ เราจะเดินเข้าไปกางเต็นท์พักกันตั้งแต่คืนนี้ ตอนนี้ล่วงเข้าตอนเย็นแล้ว เจ้าหน้าที่จะพาเราไปยังจุดกางเต็นท์จุดแรก จะเดินไปต่อหรือไม่ก็แล้วแต่เรา เมื่อเดินตามเจ้าหน้าที่ไปก็ได้รับแจกแผ่นที่คนละแผ่น ครั้งนี้เป็นแผนที่แผ่นใหญ่พับหลายทบ ผมมองเส้นทางที่แบ่งเป็นหลายสีฟังเจ้าหน้าที่พูดต่อ โดยรวมก็ไม่มีอะไร เดินไปตามทาง ไม่ต้องกลัวหลุดจากพื้นที่เพราะมีรั้วเหล็กกั้นพื้นที่อุทยานไว้ กองไฟสามารถก่อได้แต่ต้องดับให้เรียบร้อย กับระเบียบข้อบังคับต่างๆที่จำไม่ไหว

“จะเจอหมีไหม?” ฮุ่ยจื่อร้องถาม “ผมเห็นในป้ายหน้าอุทยานว่ามีหมี”

“หากคุณโชคดีก็เจอ ถ้าเลยพื้นที่อุทยานไปก็มี ซึ่งผมว่าพวกคุณคงไม่ออกไปหรอก” เจ้าหน้าที่หัวเราะ พร้อมแจกสเปรย์ไล่หมีคนละกระป๋อง ขัดกับที่เจ้าตัวพูดอย่างแรง “ผมรู้ว่าพวกคุณอยากได้ไว้เพื่อความอุ่นใจ ยังไงไม่จำเป็นก็อย่าฉีด มันเหม็นมาก ผมขอเตือน”

ผมมองขวดสเปรย์ในมือแล้วเอามันใส่กระเป๋าสะพาย คิดว่าหมีไม่ได้เจอกันง่ายๆเหมือนตอนมันอยู่ในกรง

ที่จุดกางเต็นท์เราได้ถุงนอนคนละถุง เป็นสิ่งที่เช่ากันมาพร้อมกับเต็นท์นอน เจ้าหน้าที่ส่งพวกเราเสร็จก็เดินกลับ จุดกางเต็นท์มีคนอยู่เยอะมาก เรียกได้ว่าแน่นพื้นที่ เหยียนเหล่ยจึงเสนอให้เราเดินไปในป่าอีกนิด จากในแผนที่เดินไม่เกินชั่วโมงน่าจะถึงจุดพักชมวิว ซึ่งเป็นจุดที่สามารถกางเต็นท์ได้เช่นกัน และเมื่อไม่มีใครแย้ง พวกเราทั้งหมดก็ออกเดินทาง

อุทยานในมู่ฉวนไม่ได้มีไฟรายทางให้เหมือนในป่าไผ่ พวกเราทุกคนต้องพึ่งไฟฉายในมือ แต่ทางยังค่อนข้างเดินง่าย ข้างทางไม่รกเกินไปนัก สัมภาระเพิ่มเติมที่เช่ามากระจายกันถือ ฮุ่ยจื่อกับหลวนฮว่านดูตื่นเต้น อีไท่ดูเฉยๆ กับอวี๋อินที่ดูง่วงๆ เดินรั้งท้ายอยู่กับเหยียนเหล่ยที่ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เขาเป็นหนึ่งในคนที่อยากมาเดินป่ามากที่สุด ท่าทางตื่นเต้นแบบเก็บอาการ ผมเห็นเพื่อนๆสนุกก็อยากจะสนุกไปด้วย ผ่อนคลายมากขึ้น เดินกันพักใหญ่ก็ถึงจุดชมวิวจุดแรก บริเวณนี้ยังมีห้องน้ำให้ใช้อยู่ ฮุ่ยจื่อดูเสียดายที่ยังไม่เป็นการนอนกลางป่าจริงๆอย่างที่ต้องการ จึงเสนอให้เดินเข้าไปลึกอีกนิด

ระหว่างทางที่เดินเข้าไปผมก็ชักง่วง ไม่เข้าใจว่าการที่มีห้องน้ำให้เข้านี่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าพวกนี้โหยหาการนอนกลางดินกินกลางทรายกันเสียเหลือเกิน พลันอยากรู้ขึ้นมาว่าถ้าได้เที่ยวแบบผจญภัยของจริงขึ้นมาใครจะร้องก่อนคนแรก แต่ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่อยากเดินลึกเข้าไปอีกผมก็ไม่คิดจะขวาง ดูท่าแล้วที่เป็นการเข้าป่าที่ค่อนข้างสบาย มีเต็นท์ มีถุงนอน ไม่ต้องมีเวรยาม ถึงอย่างนั้นพอยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งมืดลงทุกที

อีไท่บอกให้เราเร่งฝีเท้าด้วยอยากให้ถึงจุดพักก่อนที่จะมืดมองอะไรไม่เห็น และจะทำให้การกางเต็นท์เป็นเรื่องที่ลำบาก เราเร่งฝีเท้าเดินกันพักใหญ่ก็ยังไม่ถึง ตรวจดูในแผนที่ก็รู้สึกว่าสัดส่วนในแผนที่บางจุดไม่ถูกต้อง ผมจึงเสนอให้หาที่กางเต็นท์นอนแถวนี้แทน ถึงแม้พื้นจะไม่เรียบเสมอแต่ก็ดีกว่ากางกันในความมืดจนไม่สามารถเช็คพื้นที่ได้ เมื่อทุกคนเห็นด้วยก็ช่วยกันเกลี่ยบริเวณที่จะใช้เป็นจุดพักโดยการเอาเท้ากวาดๆอย่างระวัง พวกตอไม้หรือไม้ซีกที่จะเกี่ยวของขาดก็ตัดทิ้งหรือเลี่ยงเสีย หาท่อนไม้มาตีลงพื้นที่โดยรอบเพื่อไล่พวกสัตว์เลื้อยคลานที่ไม่อาจะมองเห็นให้หนีไปก่อนที่มันจะถูกเหยียบหรือไม่ก็เป็นเราที่ถูกกัด เรียบร้อยแล้วก็จัดแจงวางที่นอนให้เรียบร้อย

ทั้งหมดมีสามหลัง ผมอยู่กับฮุ่ยจื่อ อีไท่กับเหยียนเหล่ย และอวี๋อินกับหลวนฮว่าน เราก่อกองไฟกันไม่ใหญ่มากเพื่อต้มชากิน ผมเห็นหลวนฮว่านพกกระป๋องใบชามาก็ชอบใจ อากาศในป่าตอนกลางคืนค่อนข้างหนาว ผมนึกอยากได้ชาร้อนๆมาซดอยู่พอดี

“ดูท่าว่านายจะเดินป่ามาจนเบื่อแล้วจริงๆด้วย” ฮุ่ยจื่อเปิดหัวข้อโยนมาทางผม ผมเลิกคิ้วขึ้นอย่างงุนงง “นายดูทำอะไรคล่อง”

ทุกคนฟังจบคำแล้วหันมามองผมเป็นตาเดียว “เอ่อ… ก็อย่างที่บอกไปแหละ มีช่วงนึงที่อาสามฉันชอบเดินป่ามาก แล้วก็ลากฉันไปด้วยทุกที ทั้งลำบากทั้งเหนื่อย แล้วก็มาเจอพวกนาย ที่เที่ยวดีๆมีไม่ชอบ ชอบมาลำบากกัน”

ผมพูดรวดเดียวอย่างกลัวมีพิรุธ

“แบบนี้ก็ดีนะ เหมือนเรามีไกด์มาด้วยเลย” หลวนฮว่านว่าหน้ายิ้ม

ผมเห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทุกคนแล้วรู้สึกหนาวสันหลังชอบกล “บอกก่อน ฉันเดินป่าไม่เป็นหรอกนะ ได้แต่เดินตามๆเค้าไป”

“เวรกรรม ฉันเกือบคิดว่านายเท่ห์อยู่แล้วเชียว” เหยียนเล่ยทำหน้าเสียดมเสียดาย “ฉันอยากลองมาสักครั้งนะ แฟนฉันชอบพวกแนวนี้ ไว้คราวหน้าฉันจะได้พาเธอมา”

“เออ ดี… นายเลยลากเพื่อนมาลำบากกับนายก่อน” ผมแหวด้วยน้ำเสียงล้อเล่น

 

เราคุยกันอีกเล็กน้อยจึงแยกย้ายกันนอน ผมรวบกองไฟให้เหลือกองเล็กที่สุด มองทุกคนเข้าเต็นท์นอนก่อนจะนั่งเหม่อมองไฟกองน้อยตรงหน้า ผมยิ้มออกมาด้วยความไม่เคยชิน ประสาทของผมยังไม่คลายหากจะนอนโดยไม่มีคนเฝ้าทั้งรู้ที่ว่าไม่มีอันตรายใดๆ เพิ่งมาแน่ใจเอาก็ตอนนี้เอง ว่าผมไม่สามารถนอนหลับตาลงอย่างวางใจได้หากไม่มีสองคนนั้นอยู่ที่นี่…

“เรามาเที่ยวนี่นะ…” ผมพึมพำบอกตัวเอง มือมองโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ไม่มีสัญญาณสักขีด

เมื่อไม่เห็นประโยชน์ที่จะนั่งต่อไปแม้ว่าจะไม่ง่วงสักนิด ผมก็ย้ายตัวเองเข้าไปในเต็นท์ ขดตัวอยู่ในถุงนอนอุ่น พยายามหลอกตัวเองว่าข้างนอกนั่นมีนายอ้วนและเมินโหยวผิงนั่งเฝ้าอยู่นอกกองไฟจึงคลายใจผลอยหลับลง

To be continued…
———————————–

Talk:
ทั้งๆที่เมื่อวานสภาพความในใจเกี่ยวกับฟิคเรื่องนี้ไปแล้ว เมื่อคืนดันได้รับคำพูดประโยคนึงซึ่งสั่นคลอนเราอย่างมาก ทำให้ให้ฟิคเรื่องนี้หยุดเขียนไปสองวัน (วันนี้วันแรก) แต่จะพยายามลงต่อเนื่องนะคะ เพราะในสตอกมีเยอะ :D

ตัวละครใหม่เต็มเลย (ฮา) ทำไมต้องตั้งชื่อแต่ละตัวพิมพ์ยากขนาดนี้ด้วยนะ…

ปล. ใครคิดถึงอวี๋อินยกมือขึ้น!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s