[Daomu fanfiction] 连接 -3-

你的世界 – Your world
[張起靈*吳邪]
_________________________________

ผมสะดุ้งตื่นจากเสียงย่ำใบไม้ภายนอกเต็นท์ ลุกขึ้นมาแง้มดูเห็นเหยียนเหล่ยยืนพะวักพะวนอยู่แถวกองไฟจึงผุดลุกขึ้นออกไปหา พร้อมกันนั้นอวี๋อินก็ออกมาจากเต็นท์อีกด้าน เหยียนเหล่ยบอกว่าอยากเข้าห้องน้ำ ผมกับอวี๋อินก็ทำท่าแยกย้ายจะไปนอนก่อนที่เพื่อนจะดึงแขนพวกเราเอาไว้เพื่อขอให้ไปเป็นเพื่อน

“คนเดียวก็พอมั้ง…” อวี๋อินบอก ท่าทางอยากกลับไปนอนเต็มแก่

“งั้นไปกับอาอินเถอะ ฉันไปนอนต่อล่ะ” ผมพูดปัดให้พ้นตัวอย่างง่ายดาย ไม่สนใจอวี๋อินที่ทำหน้ายุ่ง

“ไม่ต้องแย่งกันไปเป็นเพื่อนได้ไหม ฉันซึ้งจะร้องไห้แล้ว” เหยียนเหล่ยพูดเสียงน้อยใจ หมอนี่ตัวใหญ่กว่าผมกับอวี๋อินรวมกันเสียอีก ไม่เข้าใจว่าที่นี่มีอะไรน่ากลัวนัก

“นายนี่ใจมดเหมือนเดิม กล้ามใหญ่ๆ นี่น่าจะช่วยอะไรนายได้บ้างนะ” อวี๋อินว่าพลางบีบท่อนแขนล่ำนั้น “ไปๆ ไปให้เสร็จๆ ไป ฉันจะได้กลับไปนอนเสียที” ไม่วายมืออีกข้างคว้าผมไปด้วยเสียอีก

เราเดินพ้นจากบริเวณที่พักมาเล็กน้อยผมก็เอ่ยปาก “แถวนี้แหละ นายจะไปไหนไกลๆ ทำไม”

“ไปอีกนิดเถอะ ขอตรงนั้น” มองตามนิ้วของเหยียนเหล่ยไปแล้วรู้สึกไม่เข้าที

“ไกลไปแล้วไอ้บ้า” อวี๋อินว่าซึ่งผมเห็นด้วย “แถวนี้ก็พอ ที่จริงถ้านายไม่เรื่องมาก หลังเต็นท์นายยังได้เลย”

“นายไม่เข้าใจ”

ผมฟังเสียงโวยเนือยๆ นั่นแล้วพลันนึกออก ถามเสียงเพลียๆ ขออย่าให้เดาถูก “อย่าบอกนะว่านายจะจัดหนัก…..”

เหยียนเหล่ยพยักหน้าท่าทางเขินๆ ผมกับอวี๋อินถึงขั้นพูดไม่ออก

“แล้วทำไมผ่านจุดพักที่มีห้องน้ำแล้วไม่เข้าวะ?”

“ก็ตอนนั้นมันยังไม่ปวดนี่หว่า”

ผมยกมือเบรกทั้งคู่ไม่ให้เถียงกัน “พอๆ รีบทำให้มันเสร็จๆ ไปเถอะ ฉันง่วงแล้วจริงๆ” ผมพูดพลางนึกอยากกุมขมับขึ้นมาเนื่องๆ “ฉันให้นายได้ถึงแค่ต้นนั้น ไม่เดินไปมากกว่านี้ ตกลงไหม?”

เหยียนเหล่ยรับคำเสียงอ่อยแต่ผมไม่สนใจ ต้องเดินไปเป็นเพื่อนสำรวจพื้นที่ คนเรื่องมากยังขอร้องให้ผมกับอวี๋อินอยู่ในสายตาอย่างไกลๆ ห้ามหันไปอีกด้วย มือสองข้างซุกเข้ากระเป๋าเสื้อด้วยความหนาว ขนาดไม่ได้เข้าช่วงฤดูหนาวยังเย็นชื้นแทบเยือกแข็ง หากมาหน้าหนาวที่นี่คงจะสวยมาก ผมมองรอบๆ ที่ยังไม่มืดเกินไปนักด้วยแสงของพระจันทร์บนท้องฟ้า หลังพิงต้นไม้เงยหน้ามองพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวเด่นกลางฟ้าเปิดโล่ง

กำลังมองจุดแต้มสีขาวกระจ่างฟ้าเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงเหยียนเหล่ยเรียกหา พอขยับตัวดันได้ยินเสียงตะโกนร้องว่าห้ามหันไป จึงได้รู้ว่านี่คือแค่การขานชื่อว่ายังอยู่ไหมเท่านั้น โดนแบบนี้มันน่าเดินกลับจริงๆ

อวี๋อินนั่งยองอยู่โคนต้นไม้อีกด้าน ท่าทางกระวนกระวาย ผมจึงเสนอให้เขาไปทำธุระรอบบริเวณนี้ได้ ไม่เกี่ยงเรื่องยืนคนเดียว เขาจึงแหวใส่เสียงดังว่าเขาไม่ได้อยากขับถ่ายไม่ว่าจะช่องทางไหน แต่เขาหนาว

“อยู่ในเต็นท์ไม่รู้สึกอะไร พอออกมานานๆ แล้วหนาวเป็นบ้า” อวี๋อินถูมือให้เกิดความร้อน ท่าทางหลุกหลิกน่าจะมีอะไรในใจมากกว่าที่พูดออกมา “จะว่าไปก็มีแต่นายเนี่ยแหละที่ของพร้อมสุด”

“ก็บอกแล้วว่าเดินมาเยอะ” ผมพูดเนือยๆ “นายกลับไปก่อนไหม ฉันยืนคนเดียวได้”

“ใช่ นายยืนคนเดียวได้ แต่ฉันกลับคนเดียวไม่ได้” อวี๋อินว่า มือทั้งสองข้างของเขาลูบแขนไปมา ตาค้อนให้ผมวงหนึ่ง… เดี๋ยวนี้ผู้ชายเขาก็ค้อนกันเรอะ….

“ก็แค่เดินตรงไปนิดเดียวก็ถึง นายจำทางไม่ได้เรอะ?” ผมทำตาโตใส่

“เอาเป็นว่า ฉันอยากกลับไปกับพวกนายมากกว่า โอเคนะ?”

“ก็ได้” ผมยักไหล่ก่อนจะตัดสินใจถอดหมวกไหมพรมของตัวเองให้อวี๋อิน “ใส่ของฉันไปก่อนเถอะ ถ้าหัวอุ่นแล้วจะดีขึ้นนะ”

อวี๋อินขยับมารับไปอย่างว่าง่าย เขายืนอยู่ข้างผมแทนที่จะลงไปนั่งอย่างเดิม

“นายนี่ไม่กลัวเลยเหรอ?”

“กลัวอะไร?” ผมถามอย่างสงสัยจริงๆ ป่านี้ดูปลอดภัย สัตว์ใหญ่ก็ไม่มี แถมมีเพื่อนร่วมเดินป่าตั้งขนาดนี้ หากรวมทะเลเต็นท์ที่จุดแรกคนยิ่งเยอะ ที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้คงจะเป็นยุงล่ะมั้ง? พอพูดความคิดนี้ไป อวี๋อินก็พยักหน้าหงึกหงักแล้วยิ้มออกมา “นายกลัวอะไร?”

“กลัวไปเรื่อย” อวี๋อินหัวเราะ “ดูเหยียนเหล่ยสิ เล่นกล้ามมาเสียตัวใหญ่ยังขี้กลัวเหมือนเดิม”

ผมยิ้ม “ไม่น่าออกมาดูเลย”

“นั่นสิ” ผมกับอวี๋อินพยักหน้ากันแล้วก็หัวเราะ

พวกเราไม่พูดอะไรกันอีก เงยหน้ามองท้องฟ้าเปิดโล่ง ตรงที่ยืนต้นไม้ไม่หนาแน่น ได้เห็นท้องฟ้าเต็มสองตา บรรยากาศดีน่านอนดูดาวเป็นอย่างมาก เสียแต่ที่ดันระลึกได้ว่าถัดไปไม่กี่เมตรมีเพื่อนตัวใหญ่หนึ่งคนกำลังปล่อยของเสียอยู่ ไม่ถูกต้องอย่างมาก จึงตั้งใจไว้ว่าพรุ่งนี้ก่อนนอน หากท้องฟ้าเปิดโล่ง ผมอยากมองดูมัน… จู่ๆ ผมก็คิดถึงเพื่อนสองคนที่บ้านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะท้องฟ้าที่สวยงามนี้ จึงทำให้เกิดความคิดที่ว่า …หากได้นอนมองดูดาวด้วยกันก็คงจะสนุกดีไม่น้อย

 

ผมเงยหน้าจนแทบหลับไป นึกขึ้นมาได้ว่าเหยียนเหล่ยเงียบนานเกินไป ใช้ศอกสะกิดอวี๋อินที่ดูจะยืนหลับไปแล้วให้สะดุ้งตื่น ปากตะโกนเรียกชื่อเหยียนเหล่ยในความมืดและได้ความเงียบงันตอบกลับมา ผมกับคนข้างๆ ผลันตัวไปยังที่ที่อีกคนควรอยู่แต่ไม่เจออะไร…. นี่มันไม่ถูกต้อง

อวี๋อินจับแขนของผมแน่นชิงพูดก่อน “นี่มันไม่ถูกต้อง”

ผมพยักหน้า มองดูรอบๆ อย่างใช้ความคิด ผมกับอวี๋อินไม่ได้เดินไปที่ไหนเลย ยืนอยู่ที่เดิมตลอด เหยียนเหล่ยไม่น่าจำผิดทิศเดินไปทางอื่นได้ ทิวทัศน์ที่เหยียนเหล่ยเห็นเบื้องหน้าควรมีหลังของผมและอวี๋อินอยู่ด้วย ที่สำคัญคือร่องรอยตรงนี้มีแต่ใบไม้ ไม่มีรอยที่ผมกับอวี๋อินใช้เท้าช่วยกันเกลี่ยพื้นเลยสักนิด

พวกเรากลับหลังหัน เดินตรงไปทางสวนกับทางขามา ไม่มีเลี้ยวไปไหน เดินไปสักพักกลับไม่เห็นแสงของกองไฟที่เต็นท์แล้ว ผมหรี่ตามองพลางพึ่งประสาทสัมผัสให้มากขึ้น มันควรมีกลิ่นไหม้ของกองไฟที่มอดแล้ว แต่ก็ไม่มี ข้างหน้าเป็นป่าทึบจึงหยุดฝีเท้า ไม่กล้าเดินต่อ อวี๋อินเห็นภาพเบื้องหลังแล้วก็หันหลังกลับ แผ่นหลังชนกับหลังของผม เขาดูตระหนกและหัวเสีย

“ใจเย็นก่อนอวี๋อิน” ผมเห็นเขากวาดตามองอย่างระแวดระวังแล้วกลัวจะประสาทกินไปเสียก่อน “เรามาทบทวนกันใหม่ว่ามีอะไรผิดไปตรงไหน”

“มันผิดอย่างเดียวเท่านั้น… น่าจะเป็นฉันเอง” ผมย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “เพราะฉันไม่ดูให้ดี”

“อาอิน แกอย่าเพ้อเจ้อ ทางมันก็ง่ายๆ เดินก็เดินมาด้วยกัน ฉันเองก็ไม่ทันระวัง” ต่อด้วยในใจว่าแต่นี่มันทะแม่งๆ บอกไม่ถูก จับเข้าตามตัวพบว่ายังมีไฟฉายกับมีดพกอยู่กับตัวยังพอโล่งใจได้บ้าง “ฉันจะเปิดไฟฉาย ช่วยกันมองทาง”

ไม่มีอะไรดีขึ้นต่อจากนั้น การเดินเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ พร้อมนับจำนวนก้าวไม่ได้ช่วยอะไร เดินกันไม่ถึงห้าสิบก้าวก็หยุด ผมเสนอให้รอจนเช้าน่าจะเจอทางที่ดีกว่า เท่าที่คะเนเวลาก็คงเหลือไม่กี่ชั่วโมงแล้ว

“แล้วเราจะนอนกันยังไง?”

ผมโกยกิ่งไม้ใบไม้มารวมเป็นกอง ล้วงไฟแช็กในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจุดไฟ ก่อเป็นกองไฟเล็กๆ ขึ้นมาบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ มือกวาดเอากิ่งไม้แห้งไว้รอเติมไฟเท่าที่หาได้โดยไม่ไกลจากสายตาเพื่อนร่วมทางเกินไปนักก่อนจะมานั่งผิงไฟ ผมประเมินอวี๋อินในใจเล็กน้อยก่อนจะลำดับเวรยามในหัว

“ฉันคิดว่าอีกไม่นานก็จะเช้า นายนอนเถอะ ฉันจะอยู่ยามให้”

“ใครมันจะไปหลับลงวะ?” อวี๋อินสวนมาอย่างนั้น แต่ไม่นานก็นั่งชันเข่ากอดอกสัปหงกไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

 

ผมยังใช้กิ่งไม้เขี่ยกองไฟอย่างเหม่อลอย เมื่อคิดย้อนไปก็ไม่พบเหตุผลว่าเดินพลาดไปที่ตรงไหนจึงกลับมาสำรวจตัวเองแทน ของที่ติดตัวมามีเพียงไฟฉาย ไฟแช็ก มีดพกและนาฬิกาข้อมือที่ติดตัวอยู่เท่านั้น ในป่าที่ผมคิดว่ามันปลอดภัย คงจะประมาทเกินไป

อวี๋อินตื่นขึ้นมามองผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ท่าทางคิดไม่ตก ทำเอาผมรู้สึกรำคาญที่เขายังไม่พูดอะไรออกมาสักคำ จึงตัดสินใจถามก่อนที่เขาจะเป็นบ้าไปเสียก่อน

“พูดมาอาอิน…” ผมเร่ง อวี๋อินยังนั่งกุมขมับตัวเอง “เร็วสิวะ มีอะไรจะได้ช่วยกันคิด ฉันจะกุมหัวตัวเองเป็นเพื่อนนายอยู่แล้วเนี่ย”

“โอเค… ก็ได้ ฉันจะสารภาพให้นายฟัง แต่นายห้ามว่าฉันเป็นบ้าเด็ดขาด” ฟังแล้วพยักหน้า สำหรับอวี๋อินผู้มีพฤติกรรมแปลกประหลาด คิดว่าคงบ้ามากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว “ฉันเห็นเพื่อนเกลอ…”

“ฉันไง” ผมชี้ตัวเองอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

“ไม่ใช่ว้อย! ฉันหมายถึง เพื่อน-เกลอ” อวี๋อินกลอกตามองฟ้าก่อนจะพูดเสียงเบาลงอีก “เพื่อนเกลอ ฉันใช้แทนคำเรียก…เอ่อ… สิ่งที่เคยมีชีวิต”

“อ้อ… แบบ I see dead people น่ะเหรอ?” ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ คนข้างตัวผมพยักหน้า

พอเขาเห็นผมนั่งนิ่งรอฟังต่อก็ถอนหายใจด้วยสีหน้าผิดหวัง “นี่ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ”

“ฉันรอนายพูดต่อนี่ไง” ผมว่า “มันเกี่ยวกับที่ทำให้เราหลงทางอยู่แบบนี้ใช่ไหม?”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” อวี๋อินทำหน้าเนือยก่อนจะเบิกตาด้วยความตกใจ ทำเอาผมสะดุ้งไปด้วย “ทำไมนายนิ่งจังวะ?”

“ทำไมล่ะ? ฉันต้องทำอะไร?” ผมถามอย่างงงๆ ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคำถาม

“ก็ทำทีเป็นไม่เชื่อ ตกใจ หรือไม่ก็กลัว อะไรแบบนั้น….”

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนก็ได้มั้ง?” ผมพูดอย่างไม่เห็นสำคัญ ทั้งบ๊ะจ่าง ทั้งวิญญาณเด็กก็เคยเจอมาหมดแล้วทั้งนั้น ถ้ามันไม่วิ่งเข้าใส่ในสภาพไม่มีปืนป่ายก็ยังคิดว่าพอรับได้ ที่สำคัญคือเรื่องหาทางรอด จะกลัวไม่กลัวค่อยคิดดูอีกที “แล้วมีทางแก้ไหม?”

อวี๋อินส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไม่รู้ แต่เมื่อคืนที่นอนกันในบ้านพัก ฉันนึกว่านายเห็นเหมือนฉันเสียอีก”

“ฉันคิดว่ามันเป็นเงาสิ่งของอะไรสักอย่าง” คิดย้อนไปแล้วเข้าใจในทันที หากเป็นเงาของสิ่งของผมจะไม่รู้สึกเหมือนมีคนจ้องอยู่แบบนั้น “มันตามนายมาเหรอ?”

“อันนั้นฉันจัดการไปแล้ว” เขาว่า สีหน้าดูเครียดขึ้น “แต่กับอันนี้ฉันไม่รู้ว่ะ”

“เพื่อนเกลอที่นี่ตามนายเหรอ?” ผมเหลือบมองรอบตัวอย่างไม่ไว้ใจก่อนจะกลับมาสบตากับอวี๋อินที่ทำหน้าเหมือนไม่อยากพูด “อย่าบอกนะว่าตามฉัน?”

พอเห็นอวี๋อินพยักหน้าผมก็ชักจะเครียดขึ้นมา หากเป็นทางแก้ง่ายๆ อย่างเช่นการทำบุญไปให้ เพื่อนผมก็คงไม่ทำสีหน้าปั้นยากใส่

“นายติดต่อเขาได้ไหม?”

คนตรงหน้าทำท่าเหมือนถูกบังคับกลืนยาขม “เอ่อ… ก็ไม่เชิง”

“เขาว่าไงบ้าง?” ตอนนี้ผมนึกถึงนอแรดของนายอ้วนขึ้นมา ไม่รู้ว่าในสถานการณ์นี้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน ที่นี่เป็นสถานที่เปิดโล่ง ไม่แน่ใจว่าจะเผาแล้วได้ผลต่อเมื่ออยู่ในกรวยเท่านั้นหรือไม่

“เพื่อนเกลอต้องการตัวแทน…” ผมพยักหน้าให้ประโยคนั้น สมองยังไม่หยุดคิดหาทางแก้

“เขาดูรีบไหม?” อย่างน้อยผมต้องการต่อเวลาอีกสักหน่อย นึกถึงกระเป๋าสะพายขึ้นมาจับใจ เผื่อในนั้นจะมีนอแรดของนายอ้วนหย่อนไว้

“อันนี้ฉันไม่รู้ แต่ที่แน่นอนก็คือเขาจะเอาให้ได้” อวี๋อินว่า “นายดูมีแผน”

“ไม่มี” ผมตอบตามตรง “อย่างน้อยก็อยากรอจนเช้า เดินป้วนเปี้ยนตอนนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดี”

มองนาฬิกาข้อมือ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็พระอาทิตย์จะขึ้น ตอนนั้นผมน่าจะคิดอะไรออกบ้าง “ฉันขอนอนพักหน่อย อีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงพระอาทิตย์คงขึ้น นายปลุกฉันได้เลย เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเราจะออกเดินทางกัน”

 

ทางที่พวกเราเดินไปสภาพเหมือนอยู่กลางป่า ไม่มีร่องรอยเดินกรุยทางสำหรับนักท่องเที่ยวอีกต่อไป เป็นเพียงดินแห้งและใบไม้ร่วงประปราย กองไฟที่ก่อไว้ถูกมอดดับแต่ไม่ได้ทำลายทิ้ง ด้วยตั้งใจให้มันเป็นร่องรอยหากเราเดินวนกลับมาที่เดิม เดินกันพักใหญ่ ความเครียดก็เพิ่มมากขึ้น นอกจากจะไม่มีของกินแล้วยังไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว ผมเงี่ยหูฟังและมองสภาพโดยรอบว่ามีอะไรที่สามารถกินเพื่อเอาของเหลวได้บ้าง อย่างน้อยที่นี่ก็มีต้นไม้ ของมีพิษหรือสัตว์ใหญ่ไม่มียิ่งน่าเบาใจ แต่ก็อยากได้แหล่งน้ำมากกว่าเคี้ยวใบไม้อยู่ดี อวี๋อินเริ่มเหนื่อยแล้วและต้องการอาหาร พวกเราต่างออกแรงเดินโดยที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้สักนิด ริมฝีปากแห้งผาก น้ำในตัวเริ่มน้อยลงทุกที ขนาดที่จะกลืนน้ำลายยังไม่มีให้กลืน

ร่องรอยที่ไม่ปกติตรงหน้าทำให้ผมรุดเข้าไปดูด้วยหัวใจระทึก ใบไม้บนพื้นถูกเกลี่ยอย่างมีระเบียบมากเกินไป ทั้งยังมีซากกองไฟขนาดไม่ใหญ่อยู่ด้วย อวี๋อินกับผมใช้ทั้งมือทั้งเท้าเขี่ยใบไม้ทั้งหน้าดิน ตรงนี้คือที่ที่พวกเราพักแรมกันเมื่อคืนไม่ผิดแน่ บางจุดเป็นกองใบไม้สุมพะเนินกว่าจุดอื่น ผมนึกดีใจที่มีอีไท่อยู่ในกลุ่มพวกเรา นี่ต้องเป็นสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้ให้แน่นอน เมื่อปัดใบไม้ออกไปจนหมดก็เห็นสายสะพายเป้ก็คว้าขึ้นมาอย่างไม่รีรอ ภายในมือของอยู่ครบที่ควรจะเป็น ในกระติกมีน้ำอยู่เต็ม ผมเห็นอวี๋อินเจอกระเป๋าของตัวเองเช่นกัน เขานำมันมานั่งข้างผม จิบน้ำนั่งพักกันเสร็จแล้วจึงเริ่มจัดสัมภาระ

“เปิดกระเป๋าของนาย เราต้องดูว่ามีอะไรที่ใช้ได้บ้าง อะไรต้องทิ้ง” ผมว่า อวี๋อินทำตาโตใส่จึงต้องอธิบายเพิ่ม “นายจะแบกของไม่จำเป็นไปทำไม?”

“….ฉันคิดว่าไม่มีอะไรต้องทิ้งนะ”

อวี๋อินเปิดกระเป๋าให้ดู ข้างในมีหนังสือนิยายสองเล่ม เสื้อผ้า อุปกรณ์อาบน้ำ กระติกน้ำ ไฟฉาย สายชาร์ตโทรศัพท์ สมุดสเก็ตซ์ภาพ กระเป๋าดินสอ …อย่างน้อยเราก็ได้กระติกน้ำและไฟฉายมาเพิ่ม

มือคว้าเนื้ออัดแห้งในกระเป๋าออกมาส่งให้อวี๋อินกินรองท้องก่อนจะเริ่มก่อกองไฟจากกองเดิมที่มีเพื่อใช้ต้มน้ำ โชคดีที่ในกระเป๋ามีภาชนะหุงต้มสำหรับเดินป่าชุดเล็กมาด้วย เมื่อมีอะไรตกถึงท้อง ความคิดก็เริ่มเดินเต็มที่ คนข้างตัวดูทึ่งกับสิ่งของภายในกระเป๋าของผม มือชูนิ้วโป้งให้เป็นคำชม

“อาสามนายแม่งสุดยอด นี่กระเป๋าสี่มิติหรือไง?”

ผมทำหน้างง “ไม่ใช่เว้ย ถ้าเป็นกระเป๋าสี่มิติฉันไม่มานั่งกลุ้มอยู่แบบนี้หรอก แล้วอาสามไม่ได้เป็นคนจัดให้ นี่เพื่อนฉันที่ชื่อ นายอ้วน เป็นคนจัดให้น่ะ..”

“ฉันรู้สึกเหมือนกระเป๋าตัวเองเป็นขยะไปเลย…” อวี๋อินยังดูไม่หายทึ่ง “ออกไปได้เมื่อไหร่ พาฉันไปทำความรู้จักเพื่อนนายด้วยนะ เขาทำให้พวกเรามีของกินในสภาวะแบบนี้”

“ใช่… และฉันต้องขอบคุณอีไท่ด้วยที่เซนส์แรงเหมือนเดิม” ผมเสริม หากเขาไม่ทิ้งกระเป๋าเอาไว้ให้ ผมคงจนปัญญามากกว่านี้ “จำได้ว่าเมื่อตอนเข้ามาจุดนี้อยู่ห่างจากจุดชมวิวไม่ไกลนัก ถ้าเดินย้อนไปต้องเจอทางออกในเวลาไม่นานแน่”

 

เราไม่เสียเวลาอีก จัดข้าวของใส่กระเป๋าแล้วออกเดินทางทันที มั่นใจว่าจำทางได้แน่แค่เดินย้อนทางไปตรงๆ ไม่มีแยกไม่มีเลี้ยว แต่ยิ่งเดินยิ่งเข้าป่ารกชัฏเข้าไปทุกที เราทั้งคู่หยุดเดิน กลับถอยไปตามจำนวนก้าวที่นับมา ทั้งที่ควรจะเจอกองไฟเก่าแต่กลับเป็นสถานที่ที่ไม่เคยมามาก่อน ผมใช้มีดพกทำเครื่องหมายไว้ตามต้นไม้เลียนแบบพฤติกรรมของเมินโหยวผิง ก่อนจะชวนอวี๋อินเดินทางต่อ ทั้งหมดเป็นเพียงระยะทางสั้นๆ เดินตรงไปห้าร้อยก้าวแล้วหมุนตัวเดินกลับอีกห้าร้อยก้าว สถานที่กลับเปลี่ยนไปทุกครั้ง ผมหาลำต้นที่ทำเครื่องหมายไว้ไม่เจอก็ทำเอาไว้ใหม่ด้วยสัญลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกัน ทำแบบนี้วนไปซ้ำๆ จนอวี๋อินออกปากว่าเขาเดินไม่ไหวแล้ว

“ดูท่าว่าฉันจะเอาแต่ขี่มอเตอร์ไซค์มากไปสินะ” เขาเปรยพลางทรุดตัวลงหายใจหอบ บ่นถึงพาหนะคู่ชีพ “พวกเราดูท่าจะเจอหนัก”

ผมนั่งลงข้างๆ จิบน้ำจากในกระติก “น่าเสียดายที่ไม่มีนอแรดในกระเป๋า ไม่อย่างนั้นอาจจะได้ลอง”

“นอแรด? มันทำอะไรได้?”

“เอ่อ… ก็เอามาเผาไล่ผี อะไรแบบนั้น…”

คนฟังเบิกตากว้าง ท่าทางไม่เคยได้ยินมาก่อน “แต่นอแรดมันหายากนะ ตอนนี้จะไปหาจากไหนล่ะ? แล้วนายเคยลองหรือไง?”

“จะว่าเคยก็เคยแหละ แต่ไม่รู้ว่ามันได้ผลเฉพาะที่รึเปล่านะ เหตุการณ์นั้นใช้ตอนอยู่ในสถานที่ปิด ไม่ใช่กลางป่าแบบนี้ …จะว่าไปปกตินายไล่เพื่อนเกลอยังไง?” ผมถาม

“ฉันไม่เคยไล่…” ผมเลิกคิ้วกับคำตอบ “อย่างมากก็ให้พ่อรองรับหน้า รายนั้นเขามีสิ่งคุ้มครองดีน่ะ” ผมฟังแล้วใช้ความคิด ตามองเข้าที่ปลายเท้าของตัวเอง คนข้างตัวยังคงเล่าต่อ “บอกไว้ก่อนว่าตาของฉันไม่เที่ยง เห็นบ้างไม่เห็นบ้างไปตามเรื่องตามราว ไม่สามารถบังคับได้ แล้วฉันก็ไม่เคยเจอแบบนี้ ถ้าเจอแบบอาฆาตฉันก็แค่ไขปริศนาให้มันเท่านั้น อย่างมากก็กะเอาตายกันไปข้าง คือรอดก็รอด ไม่รอดก็ตาย รวบรัดไม่เสียเวลา รวมๆ แล้วก็เหมือนเล่นสืบสวนสอบสวน ทุกอย่างคลี่คลายก็จบถึงจะยุ่งวุ่นวายไปหน่อยก็เถอะ แต่ไอ้ตัวบ้านี่มันอยากได้ตัวตายตัวแทน สื่อสารกับมันไม่รู้เรื่อง”

 

หาตัวตายตัวแทน…

ผมลุกขึ้นเดินพลางใช้ความคิด เดินวนอยู่ในป่าแบบนี้เมื่อไหร่จะตาย? หรือจะรอพวกเราหิวตายก็ค่อนข้างใช้เวลานานเกินไป หากให้เป็นอุบัติเหตุผมก็ยังคิดไม่ออกว่าจะโดนอะไร… ต้นไม้ล้มทับก็ดูจะท่ายาก หรือจะตกเหวก็เห็นว่าตรงที่พวกเรายืนยังเป็นพื้นราบ ไม่ได้ไต่ขึ้นเขาแต่อย่างใด เดินวนไปมาจนปวดหัวเองก็เลิกคิด ทางที่ดีที่สุดก็คืออยู่รอดให้ได้นานเท่าที่ทำได้ จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ….ถ้ามันมีล่ะก็นะ ผมยังคงฝากความหวังไว้กับอีไท่ในเรื่องนี้

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทุกที อวี๋อินเดินแทบจะไหล่เบียดกัน ผมกับคนร่วมทางต่างยกมือถือขึ้นมาเช็คเป็นระยะ สัญญาณยังคงบอดสนิท เดินมาสักพักก็คลำหาเครื่องหมายที่อาจจะมีอยู่บนลำต้นสักต้น ได้ยินเสียงอวี๋อินอุทานผมจึงตามไปสมทบ เห็นเป็นสัญลักษณ์แรกสุดที่ผมทำขึ้น นั่นหมายความว่าเราอาจจะกำลังเดินวนไปวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ ยิ่งเดินไปเครื่องหมายที่เจอกลับเป็นลำดับแบบสุ่มยิ่งทำให้ยากต่อการเดินทางเข้าไปอีก เมื่อแสงธรรมชาติหมดลง อวี๋อินแนะให้พวกเราหยุดเดิน หาทำเลสำหรับนั่งพักและจุดกองไฟขนาดย่อมขึ้นมา อากาศเริ่มเย็นลง ผมกับอวี๋อินอังมือกับแสงอุ่นตรงหน้าพลางกัดเนื้อแห้งที่แบ่งสรรไว้เรียบร้อยให้เราสองคนอยู่รอดได้นานที่สุด

 

ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ผมลืมตาขึ้นมา มองอวี๋อินที่นอนกรนอยู่ถัดไปไม่ไกล ที่ข้อมือของเขากับผมมีเชือกผูกไว้กันพลัดหลงกรณีโดนลักตัวขณะหลับ สองมือของผมลูบหน้าตัวเอง ไรหนวดตามแนวสันกรามทำให้ผมรำคาญมือไม่น้อย เมื่อตื่นเต็มตาผมจึงปลุกอวี๋อินขึ้นมาเตรียมเดินทางต่อ

อ้างอิงจากในสมุดสเก็ตซ์ภาพของอวี๋อินที่เขาจดเอาไว้ เราหลงทางมาสามวันแล้ว อาหารแทบไม่เหลือ ยังดีที่เราได้เดินผ่านร่องน้ำบ้าง ไม่อย่างนั้นสถานการณ์คงจะแย่กว่านี้ ในระหว่างสามวันนั้นเราได้ลองมาทุกทาง ทั้งนั่งรอเฉยๆ ทั้งวันก็ทำมาแล้ว ความช่วยเหลือยังไม่มาถึงราวกับว่าผมกับอวี๋อินได้หลุดเข้าไปในโลกคู่ขนาน ไม่มีวันที่จะมีใครหาเราเจอ…

ก่อนหน้านี้ผมได้ปรึกษากับเพื่อนร่วมทางเรื่องการสื่อสารกับเพื่อนเกลอจอมแกล้งรายนี้ ผมคิดว่ามันค่อนข้างไร้สาระเกินไปหากอยากหาตัวตายตัวแทนแต่กลับทำได้แค่ให้เราเดินไปวนมาไม่มีที่สิ้นสุด อย่างที่ผมเคยบอก การปล่อยให้อดตายกินเวลานานเกินไป ถ้าผมเป็นเพื่อนเกลอสู้ทำให้โดนกิ่งไม้แทงตายยังจะง่ายกว่า อวี๋อินพูดกับอากาศว่างเปล่าราวกับว่าการจะสื่อสารกับสิ่งเคยมีชีวิตไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร ผมดูและฟังเสียงเพื่อนเถียงกับอากาศอันว่างเปล่า มองไปทางนั้นทีทางนี้ทีราวกับมองตามคู่สนทนา สิ่งได้มาสรุปใจความได้ว่า อยากได้ตัวตายตัวแทนแต่ไม่รีบ อยากเห็นผมกับเพื่อนทรมานจนตายช้าๆ เป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง ฟังแล้วรู้สึกหนักใจ แต่ตราบใดที่ยังอยู่ในป่า เพื่อนเกลอหารู้ไม่ว่าต่อให้เป็นเปลือกไม้ก็กินประทังชีวิตได้ อย่างมากก็แค่ท้องผูกล่ะวะ

หลังจากจัดการมื้อแรกของวันเสร็จผมก็เช็คมือถืออีกครั้ง หน้าจอเป็นสีดำสนิทไม่ต่างจากของอวี๋อินด้วยแบตเตอร์รี่หมด มาคิดถึงไฟฉายก็ค่อนข้างหนักใจว่าในเร็ววันนี้แบตก็อาจจะหมดเช่นกัน นั่งเอ้อระเหยกันไม่นานพวกเราตัดสินใจเริ่มภารกิจแรกของวันด้วยการหาน้ำดื่ม เดินจนค่อนวันกว่าจะเจอธารน้ำตกแห้งขอด เหลือเพียงสายน้ำเส้นเล็กให้พวกเราปีนลงไปกรอกน้ำ ทางปีนลงค่อนข้างลำบาก หินก้อนใหญ่สีเทาปนเขียวจากตะไคร่วางเบียดเสียด ที่วางเท้าแทบไม่มีทั้งยังลื่นอยู่มาก กว่าเราจะลงไปถึงทางราบก็เรียกได้ว่าทุลักทุเล สายน้ำเย็นมีขนาดเล็กกว่าฝ่ามือผมเสียอีก พวกเราใช้มือรองน้ำล้างหน้าล้างตาทั้งลูบเช็ดตามตัวเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้านับกันจริงๆ ผิวหนังไม่ได้ถูกน้ำมานานมาก ทั้งเหนียวทั้งเหม็นตัว เรียบร้อยแล้วจึงเอากระติกน้ำจากในกระเป๋าเป้ออกมา วางผ้าที่ยังพอสะอาดกั้นปากขวดค่อยกรองน้ำลงกระติกด้วยหวังว่าอย่างน้อยมันจะสามารถกรองฝุ่นตะกอน ไข่แมลง และพยาธิต่างๆได้

ผมก้มๆ เงยๆ อยู่หลายรอบกว่าน้ำจะเต็มกระติก เมื่อเก็บลงกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็อยากล้างหน้าอีกรอบ พลันลื่นไถลล้มก้นกระแทกพื้นหินอย่างจัง ไม่ทันได้ร้องโอดโอยร่างกายก็ลื่นไถลตามทางน้ำอย่างผิดปกติ สองข้างทางระยะมือเอื้อมถึงไม่มีอะไรให้จับยึด ข้างหน้าเป็นความว่างเปล่าของเหวน้ำตกที่ไม่รู้ว่าสูงแค่ไหน มือสองข้างพยายามเกาะเข้ากับร่องหินแต่กลับลื่นหลุดครั้งแล้วครั้งเล่าจนเล็บมือเปิด

สิ่งสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงอวี๋อินตะโกนเรียกชื่อผมสุดเสียง…

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s