[Daomu fanfiction] 连接 -4-

迷路 – Lost
[張起靈*吳邪]
_________________________________

ความปวดแปลบไปทั่วทั้งตัวคือสิ่งแรกที่ผมรู้สึกหลังจากที่ลืมตาขึ้นมา ท้องฟ้าเบื้องหน้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม เม็ดฝนเริ่มตกปรอยปราย ผมคงจะตื่นเพราะความหนาวชื้น ยังไม่กล้าขยับตัวลุกขึ้น ได้แต่ลองขยับตามแต่ละส่วนของร่างกายเพื่อตรวจดูว่ามีอะไรแตกหักหรือไม่ ส่วนที่ปวดช้ำที่สุดคงจะเป็นสะโพก กะพริบตาถี่ๆ เพื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ไม่แปลกใจนัก ทุกจังหวะที่หล่นกระแทกพื้นเป็นสะโพกตลอด กระดูกไม่หักก็ถือว่ายังมีบุญคุ้มตัวอยู่บ้าง พอขยับไหวก็เริ่มกะเผลกร่างตัวเองไปนั่งหลบเม็ดฝนใต้ร่มไม้ใหญ่ เปิดกระเป๋าสำรวจทรัพยากรที่มีแล้วก็ชะงัก ในมือของผมคือกระเป๋าของอวี๋อิน นึกอย่างไรก็ไม่ออกว่าไปสลับกันเมื่อไหร่ตอนไหน ในนี้ไม่มีอะไรมากนักด้วยเนื่องจากของกินส่วนใหญ่อยู่ในกระเป๋าของผม ซึ่งตอนนี้คิดในแง่ดีว่าคงอยู่กับอวี๋อิน อย่างน้อยก็พอโล่งใจได้ว่าหมอนั่นคงยังไม่อดตายไปอีกหลายวัน ในขณะที่กระเป๋าในมือผมอยู่ได้อย่างเก่งก็คงเย็นวันรุ่งขึ้น

ฝนตกหนักขึ้นยิ่งลำบากในการก่อกองไฟกลางแจ้ง ทำได้เป็นกองเล็กๆ ทั้งยังต้องจุดใหม่อยู่เรื่อยทำเอาน่ารำคาญใจไม่น้อย ด้วยสภาพร่างกายที่แทบไม่อยากกระดิกตัว ผมก็เผลอหลับด้วยความเพลียไปก่อนที่จะทันได้คิดอะไรต่อ

เสียงกระทบเนื้อและความเจ็บบนใบหน้าทำให้ผมต้องฝืนลืมตาขึ้นมาทั้งยกมือป้องปัดไล่สิ่งรบกวนออกไป อีกาตัวสีดำเมื่อมบินกระโดดออกจากใบหน้า ย้ายไปบนอกพลางสำรวจตัวผมอย่างขะมักเขม้น การลุกขึ้นนั่งสามารถไล่มันไปได้ในที่สุด ตามองสภาพรอบตัวแล้วก็ถอนหายใจ ตอนนี้ไม่มีเวลาแม้แต่จะตกใจ ได้แต่ดื่มน้ำและหาอะไรใส่ท้อง ขณะที่สมองผมหมุนเร็วจี๋ ลมหายใจร้อนนี่ไม่ใช่นิมิตหมายที่ดี เมื่อคืนไม่รู้กองไฟดับลงไปตั้งแต่ตอนไหน ผมคงนอนตากน้ำค้างและฝนทั้งคืน ผลคือร่างกายของผมกำลังเป็นไข้ และการเป็นไข้ในป่าบอกได้ถึงความบรรลัยระดับห้า… แต่ผมยังทนไหว สมองของผมยังใช้งานได้อยู่

ผมตัดสินใจเดินไปเรื่อยเปื่อย ทำสัญลักษณ์บนต้นไม้ด้วยคัตเตอร์เหลาดินสอของอวี๋อินไปพลางนั่งพักไปพลาง ใจเริ่มสั่นคลอนไม่น้อย ผมตัวคนเดียวจะสามารถรอดไปได้รึเปล่า เจ้าเพื่อนเกลอตัวป่วนนั่นยังตามรังควานผมอยู่ไหมก็ไม่สามารถตอบได้ ผมตัดสินใจโยนเรื่องเพื่อนเกลอทิ้งไป ตั้งเป้าแต่เรื่องเอาชีวิตรอดอย่างเดียวก็น่าจะล้าพอแล้ว

สถานการณ์เริ่มดีขึ้นเมื่อผมเดินไปถึงแนวเขาสูงชัน ดูจากระนาบแล้วไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ ไม่มีกระทั่งต้นไม้ เป็นเพียงแนวหินถล่มชันดูน่ากลัว แต่อย่างน้อยก็มีทางน้ำ หากเดินตามทางน้ำไปอาจจะได้เจอจุดพักที่มีคนอยู่ก็เป็นได้ ความหวังยังคงมีแม้รู้ดีว่าจิตใจของผมถดถอยไปมากกว่าครึ่ง เมื่ออยู่ตัวคนเดียวคล้ายขาดแรงกระตุ้นบางอย่าง ผมเดินช้าลงมาก ยิ่งแดดแรงมากเท่าไหร่ในกะโหลกของผมยิ่งส่งเสียงวี้ๆ เหมือนโทรทัศน์ไร้สัญญาณ

 

ท้องฟ้ามีก้อนปุยเมฆสีขาวราวอยู่ในความฝัน หากแต่สภาพใกล้เคียงกับนรกสีพาสเทลไม่ใช่สวรรค์อันงดงาม ผมอาจจะต้องหยุดเดินแล้ว หรือพูดได้ว่า ผมคงต้องหยุดแล้ว ร่างกายแย่ลงจนแทบเดินไม่ไหว สมองคิดอะไรไม่ออก สายตารับรู้ได้เสมือนโทรทัศน์ภาพล้ม ได้แต่ฝากความหวังไว้กับความช่วยเหลือจากใครสักคน วันทั้งวันผ่านไปด้วยการนอนกับนั่งและกิน หากเคลื่อนที่ก็ไปไม่ไกลนัก ข้อเท้าปวดระบมทั้งสองข้าง รองเท้าเละเทะจนดูไม่ออกว่าเป็นสีอะไรพื้นกระจุยเปิด แขนก็อ่อนแรงเกินว่าจะยกไหว จึงเลือกวิธีที่ประหยัดพลังงานที่สุดเพื่อประหยัดอาหารให้ได้มากที่สุด การอยู่ในป่าคนเดียวในสภาพไม่เอื้ออำนวยของผมกินเวลามาร่วมสามวัน ขนาดไม่ได้เรียนจิตวิทยามายังรู้เลยว่าสภาพจิตใจของผมมันเริ่มฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว แม้ว่าผมจะเริ่มพึมพำกับตัวเอง พูดกับต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่ทำให้สภาพจิตใจผมดีขึ้น แต่คิดในแง่ดี อย่างน้อยผมก็ยังไม่เห็นภาพหลอน แปลว่าน่าจะทนได้อีกสักระยะ

เมื่อสีดำฉาบทับผืนฟ้า ผมนอนราบโดยไร้การระวังภัย

 

หากผมตายไปตอนนี้ก็คงจะดี…

ด้วยอะไรก็ได้ ในป่านี้มีเสือหรือหมีไหมผมก็ไม่แน่ใจ แต่มั่นใจว่าทุกอย่างมันคงจะดีหากไม่ต้องทนทรมานอยู่แบบนี้ บางทีก็มานั่งคิดว่าตัวเองได้ทำอะไรไว้ ถึงได้มาเจอวิบากกรรมทรมานไม่จบไม่สิ้น ผมรู้ตัวดีกว่ากำลังท้อแท้สิ้นหวังจึงเกิดความคิดเชิงลบมากกว่าเชิงบวก แต่หากคุณลองคิดภาพตามสิ่งที่กินทุกมื้อไม่ใช่เนื้อแห้งแต่เป็นใบไม้เปลือกไม้ ทนกินให้อยู่ท้องได้ก็เต็มกลืนแล้วทั้งยังไม่แก่กล้าพอที่จะขุดกินหนอนแมลงได้ น้ำก็กำเอาจากพื้นที่ดินที่เปียกชุ่มจากน้ำฝนห่อด้วยเสื้อเค้นเอาน้ำใส่เติมในกระติก แต่ทั้งหมดผมได้เรียนรู้มาจากนิยายสักเล่มที่บ้านของนายอ้วน ว่าด้วยเรื่องการใช้ชีวิตของทหารในยุคของประธานเหมา คิดได้ขึ้นมาแล้วก็แค่นหัวเราะ ตอนนั้นผมใช้มันประหนึ่งเป็นยานอนหลับด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เอามาใช้ในสถานการณ์แบบนี้

เสียงเดินย้ำพื้นทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว สัญญาณเตือนภัยในตัวผมดังสนั่นสมอง เสียงเดินหนักเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ มือตบหน้าตัวเองทั้งเรียกสติทั้งเชิงพิสูจน์ว่าไม่ได้หลอนไปเอง เสียงดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ผมเริ่มมองกราดหาที่หลบในความมืด ย่องขยับคลำหาทางไปและรักษาระยะห่าง เมื่อสายตาเพิ่งสมาธิจ้องจึงเห็นเงาดำมหึมา อะดรีนาลีนเดือดพล่านในร่างลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ

 

ใช่แล้ว… หากผมตายไปตอนนี้ก็คงจะดี ด้วยเสือหรือหมี จัดมาให้ตามคำขอ!

 

หมีตัวเขื่องเดินอุ้ยอ้ายนวยนาด แน่นอนว่ามันคงจะช้าตราบใดที่มันยังไม่รู้สึกว่ามีผมอยู่ร่วมบริเวณ หมีใช้จมูกมากกว่าตาพร่าเบลอของมัน กับตัวผมที่คลุกเหงื่อโคลนมามันต้องสังเกตเห็นแน่ ต้นไม้ใหญ่ที่ใช้ซ่อนตัวอยู่ก็ปีนขึ้นไปลำบาก คลำล้วงเข้าเป้ไปสัมผัสถึงขวดพลาสติกด้านเย็นๆ ใช่แล้ว… สเปรย์ไล่หมี

เจ้าหน้าที่บอกว่ามันเหม็นมาก ด้วยความที่มันเหม็นกวนประสาทการรับกลิ่นของหมีมันจึงหนีไป หลักการง่ายๆ ว่าแต่ด้วยความเหม็นของมัน ผมก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ในสถานการณ์ที่ใช้ไฟฉายไม่ได้ ผมก็ไม่อยากทะเล่อทะล่าเดินมั่วซั่ว แล้วยิ่งเห็นหัวฉีดสเปรย์ รูปแบบเดียวกับที่เห็นบนขวดน้ำหอม ระยะมันจะแค่ไหนกันเชียว อย่างเก่งก็หนึ่งฟุตอย่างกับสเปรย์ระงับกลิ่นกาย ฉีดได้ก่อนหรือจะตายก่อนล่ะทีนี้………. เป็นว่าจะไม่ใช้จนกว่าจะถึงคราวจำเป็นจริงๆ นั่นแปลว่าตราบใดที่มันไม่เจอผม

ผมตอบไม่ได้หรอกว่าได้อาบน้ำจริงจังครั้งล่าสุดตอนไหน แล้วก็ไม่กล้ายืนยันด้วยว่าตอนนี้กลิ่นตัวอยู่ระดับที่ได้กลิ่นแล้วเบ้หน้ารึเปล่า ที่แน่ๆ คือเจ้าหมีใหญ่มันคงได้กลิ่น ไม่รู้ว่ากลิ่นตัวผมหรือกลิ่นแปลกประหลาดของมนุษย์ มันเดินราวกับกำลังทอดหุ่ยเล่นซ่อนหา แกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าผมอยู่ตรงนั้น เดินเฉียดไปมาให้ผมหัวซุน ครางเสียงต่ำในละคอให้ผมสะดุ้งเป็นระยะ คลำไปจนเจอต้นไม้ที่พอจะปีนไหว ปีนสูงจนคิดว่าต่อให้หมีกระโดดก็ไม่น่าจะถึงแล้วก็พอใจ ผมจัดท่านั่งให้ตัวเองมั่นคงบนกิ่งไม้ คิดว่าคืนนี้คงจะรอดแล้ว

 

เหรอ?

 

สเปรย์น้อยเจ้าปัญหาที่ผมเสียบไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังตกตุ้บลงพื้น อันที่จริงเสียงไม่ดังเท่าไหร่ แต่ในความเงียบแค่เสียงใบไม้กระดิกยังได้ยิน แล้วนี่ขวดสเปรย์ตกจะดังกระหึ่มขนาดไหน

เจ้าหมีรู้ตัวอย่างแน่นอน มันเดินมาสำรวจอย่างใคร่รู้ อุ้งมือตบเข้าที่ลำต้น ผมกอดต้นไม้แน่น จังหวะนี้อะไรจะตกลงไปก็ได้ทั้งนั้นยกเว้นตัวผม หลับตาแน่นรอมันสำรวจอย่างใจเย็น พยายามหายใจเป็นจังหวะ พักใหญ่เจ้าหมีก็เลิกสงสัย มันเดินไปทางอื่นอย่างเชื่องช้า ผมตัดสินใจแล้วว่าจะนอนมันบนนี้แหละ ถ้าลงไปแล้วได้ปะทะกันอีกผมต้องตายแน่ คงไม่เหลือแรงปีนขึ้นต้นไม้อีกรอบหรือต่อให้วิ่งก็คงได้ไม่นาน

เมื่อสถานการณ์สงบแล้ว ผมก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้… ก่อนหน้านี้ยังคิดอยากจะตายอยู่เลย พอเอาเข้าจริง สมองก็คิดหาทางมีชีวิตรอดก่อน หากผมจะตายก็คงต้องเป็นวิธีตายฉับพลันอย่างเดียวแล้วกระมัง

 

การตายอย่างฉับพลันคงเป็นอะไรที่ง่ายเกินไปสำหรับคนอย่างผม ทั้งหงุดหงิดและสิ้นหวัง ผ่านจากเรื่องหมีน้อยเพื่อนยากมาได้ ร่างกายของผมก็ปวดร้าวยิ่งกว่าเดิม กว่าจะพาร่างตัวเองลงจากต้นไม้มาได้ก็แทบตกลงมาตาย ข้อเท้าบวมปูดช้ำอย่างน่ากลัว ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะเดินต่อได้ไกล ลองกดน้ำหนักดูยังทนไม่ไหว รื้อข้าวของอวี๋อินมาดูหาอะไรใช้พันข้อเท้าแก้ขัดไปก่อน ที่จริงอาจจะไม่ใช่แค่ข้อเท้า อาจจะเป็นทุกอย่างในร่างกายนี้… ที่ทนไม่ไหวแล้ว

 

ช่วงเวลาไหลเอื่อยอย่างน่ารำคาญ ร่างกายปวดระบม ความหิวโหย อากาศชื้น อุณหภูมิในร่างกายที่ไม่ปกติชักเริ่มทำให้ผมเห็นภาพหลอนและฟุ้งซ่าน ผมคงใกล้เป็นบ้าเข้าไปทุกที หวังว่าจะมีใครสักคนมาเจอผมก่อนที่จะเสียสติไปจริงๆ ในความเพ้อเจ้อเหล่านี้ ผมหวนคิดถึงอวี๋อินขึ้นมา อวี๋อินจะตายไปแล้วหรือยังนะ หรืออาจจะถูกช่วยเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงผมที่อยู่ตรงนี้อย่างสิ้นหวัง…

 

เสียงกระทบเนื้อและความเจ็บบนใบหน้าทำให้ผมต้องฝืนสติขึ้นมาทั้งที่ไม่อยากจะทำ แรงกระทบใบหน้าเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นหมีก็เอาหินมาทุบให้หัวแหลกไปเลยเถอะ เมื่อสติมาความเจ็บปวดบนร่างกายก็ถาโถมใส่ คอแห้งแสบเป็นผง เปลือกตาหนักอึ้งราวมีหินถ่วง นึกหงุดหงิดกับสิ่งรบกวน การที่จะตายแบบหลับแล้วตายไปเลยมันยากไปสำหรับคนอย่างผมหรืออย่างไร

ผมลืมตาในที่สุด เห็นเป็นเนื้อผ้าสีดำนาบพาดตาทั้งสองข้าง ผมเบือนหน้าหนีอย่างรำคาญก่อนที่จะพบว่า นี่คือเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของผมในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความรู้สึกของคนที่ออกไปนอกอวกาศมันคงเป็นแบบนี้เอง ความรู้สึกของสัตว์สังคมที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวเคว้งคว้าง เมื่อได้เจอพวกพ้อง น้ำตามันพาจะไหล ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกนี้ว่าอะไร มันคือขั้นกว่าของคำว่าดีใจ แต่นึกคำอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ

ใบหน้านั้นอยู่ห่างออกไประยะเอื้อมมือถึง ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงทั้งตัวเข้ามากอดไว้แน่น ภายในปั่นป่วนและสับสนว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี กระบอกตาสองข้างร้อนผ่าว น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

 

ผมไม่เคยกลัวความตาย แต่สิ่งที่ผมกลัวคือการถูกทอดทิ้ง… และการถูกลืมเลือน

 

“ข…อบคุณ…” เสียงของผมฟังดูน่าประหลาดหู อาจจะเพราะไม่ได้พูดมานานด้วยไม่รู้จะพูดกับใคร

ไม่ว่าอะไรก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เบื้องหน้าผมคือเมินโหยวผิงและนายอ้วนหวัง ผมไม่คิดว่าในชีวิตนี้ผมจะดีใจได้มากไปกว่าการที่ได้เจอเพื่อนทั้งสองคนในเวลาแบบนี้ ความคลายใจทำให้สติของผมหลุดออกไปอีกรอบอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

นายอ้วนเดินเข้ามาใกล้เมื่อเห็นผมขยับ ใบหน้าติดสงสัย “นี่อาการแย่มาก เดี๋ยวฉันจะเอายาให้แล้วนอนพักสักหน่อยน่าจะดีขึ้น อย่างน้อยตอนนี้นายก็ปลอดภัยแล้ว”

ผมพยักหน้าอย่างไม่มีแรง มองร่างอ้วนท้วนเดินไปค้นยาในกระเป๋า น้ำตาซึมออกมาอีกครั้งก่อนจะเหลือบมองคนข้างตัว เมินโหยวผิงยังคงมองผม นัยน์ตาสีดำสนิทนั้นราวกับพยายามแทรกทะลวงเข้าไปในสมองผ่านรูม่านตาที่สบกัน

“เสี่ยวเกอ… เราต้องหาที่ก่อกองไฟ” นั่นเองเมินโหยวผิงจึงค่อยเดินละไปอีกทาง “ขอโทษด้วย หมอนั่นอาจจะดูไม่ค่อยพูด แต่เขาไว้ใจได้นะ”

ถึงตรงนี้ผมขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ประโยคนั่นประหลาดหรือสมองผมได้รับความกระทบกระเทือนจนฟังไม่รู้เรื่องกันแน่ “น..นายพูดอะไรน่ะ…เสี่ยอ้วน..”

คนฟังเบิกตากว้าง แววตาฉายความยินดีออกมาอย่างชัดเจน “น้องชาย! นายรู้จักเสี่ยอ้วนคนนี้แปลว่านายรู้จักกับอู๋เสียใช่ไหม?”

เสียงวี้ดังอึ้งอลในสมองของผม ทุกประสาทในร่างกายหยุดชะงักไปชั่วครู่ นี่มันหมายความว่าอะไร อู๋เสียก็คือตัวผมที่นอนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ? หรือสภาพของผมมันทุเรศทุรังจนไม่มีใครจำได้?

“ฉัน…อู๋เสีย…”

“อย่างเพิ่งพูดอะไรเลย กินยาก่อน ฉันจะฉีดยาฆ่าเชื้อให้ด้วย พักผ่อนก่อนไว้มีแรงค่อยว่ากัน นายรู้จักอู๋เสียฉันก็เบาใจแล้ว แปลว่านายคืออวี๋อินสินะ?”

โลกของผมหมุนคว้างก่อนจะกลายเป็นความมืดสนิท….

 

ประสาทสัมผัสเปิดการรับรู้อีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นคือนายอ้วนนั่งผิงไฟอยู่ไม่ห่างนัก ข้างตัวผมเป็นเมินโหยวผิงนั่งนิ่งสงบ เขารู้สึกตัวแทบจะในทันทีที่ผมมอง พลันส่งสัญญาณให้นายอ้วนเข้ามาดูแลต่อ เขาพยุงผมขึ้นนั่งพิงกับลำต้นไม้ใหญ่ รับน้ำจากนายอ้วนมาให้ผมจิบ สมองผมเบลอจนถึงขีดสุด ด้วยพิษไข้และความตึงเครียด น้ำอุ่นยังพอช่วยให้ใจผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย

“เป็นไงบ้าง ดีขึ้นไหม?” ผมพยักหน้า นายอ้วนก็พลอยยิ้มไปด้วย “นายพอเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ฟังหน่อยได้ไหม? ทำไมตอนนี้ถึงได้อยู่คนเดียวล่ะ?”

“ฉันผลัดตกลงมา-” ผมชะงัก ยกมือขึ้นปิดปากอย่างตกใจ เสียงที่ออกจากปากเป็นเสียงที่คุ้นหู แต่ประเด็นของเรื่องก็คือนี่มันไม่ใช่เสียงของผม! มือคู่นี้ก็ไม่ใช่ แม้แต่เสื้อเกรอะกรังนี้ก็ตาม!

“เกิดอะไรขึ้น!” นายอ้วนดูตกใจกับท่าทีของผม แต่ขอโทษที นั่นเป็นประโยคอุทานที่ผมควรจะพูดต่างหาก!

“ฉัน….. ฉันขอกระจกหรืออะไรที่มันสะท้อนเงาได้หน่อย เดี๋ยวนี้เลย!” มือสองข้างผมกุมขมับของตัวเอง

 

นี่มันไม่ตลก….

ไม่ตลกเลยจริงๆ…

เงาของผมที่สะท้อนกับใบมีดเป็นหน้าของอวี๋อิน… ใครก็ได้บอกทีว่าผมควรจะอุทานออกมาว่าอะไร… ตอนนี้สมองว่างเปล่าจนคิดอะไรไม่ออก กระทั่งนายอ้วนที่ขมวดคิ้วอย่างกังวลอยู่นั่น ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรกับเขาดี ได้แต่มองหน้านายอ้วนสลับกับใบมีดคมกริบในมือ หากแทงเข้าท้องตอนนี้ผมจะตื่นจากฝันร้ายนี้ไหม?

“เฮ้ หนุ่มน้อย อย่าเงียบนาน เสี่ยอ้วนใจคอไม่ดี” เขาพูด ร่างอ้วนทรุดลงนั่งถัดจากผมไปไม่ไกล ดูท่าทางนอกจากจะกังวลเรื่องสติที่ดูไม่เต็มของผมแล้ว ยังมองมีดที่อยู่ในมือผมอย่างหวาดระแวงว่าผมจะทำอะไรบ้าๆ รึเปล่า

“ฉ.. ฉันบอกได้แต่ว่าอู๋เสียยังไม่ตาย” โอเคนั่นเป็นข้อแรกที่ผมตระหนักได้ “… และฉันนี่แหละอู๋เสีย” นี่คือข้อที่สอง

แค่สองข้อนี่นายอ้วนก็ทำหน้าตาแบบที่มีคำบรรยายล่องหนกำกับว่า นี่แม่งพูดบ้าอะไรกัน…

“เอ่อ… ฉันไม่เข้าใจว่ะ? คือนายคิดว่านายคืออู๋เสีย?” นายอ้วนเกาหัวแกรก ท่าทางไม่เข้าใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ผมไม่ว่าเขาหรอก เพราะขนาดตัวผมเองยังไม่เข้าใจเลย

“ไม่ใช่ ฉันหมายถึง ฉันเนี่ยแหละอู๋เสีย” ผมสูดหายใจเข้าลึก พยายามพูดอย่างใจเย็น

“หมายถึงนายเป็นเพื่อนอู๋เสีย?” นายอ้วนเอียงคอถามอีก มือข้างหนึ่งดึงของมีคมออกไปจากการครอบครองของผม

การสบตาอาจจะเป็นวิธีที่จริงใจและสื่อความหมายได้ดีที่สุด ผมสบตากับนายอ้วน พยายามสื่อว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ก่อนจะพูดชี้แจงเพิ่มเติม “หมายถึงนี่ไม่ใช่ร่างฉัน”

“นายอยากนอนต่ออีกหน่อยไหม?”

ผมมองหน้านายอ้วนที่เถียงกับผมไม่รามือ “ใครมันจะไปนอนลง…”

“โอเค.. งั้นฉันไปนอนเอง” เขาลุกพรวดขึ้นทันทีแต่ไม่ทันเมินโหยวผิงที่กระชากเสื้อได้ทันเวลา เป็นผลให้ร่างท้วมนั่นล้มลงนั่งไม่เป็นท่า “โว้ย เสี่ยวเกอ นายทำบ้าอะไร!”

แน่นอนมาเมินโหยวผิงไม่ตอบ แต่ปรายตามาทางผมแทน

“นี่ซีเรียสนะ ฉันไม่ได้ล้อเล่น” ผมพยายามเรียบเรียงคำพูด “ฉันเองยังไม่อยากจะเชื่อเลย!”

“เอาจริงๆ ถ้านายจะยังพูดแบบนี้อยู่อีก เสี่ยอ้วนคนนี้จะชกนายให้ฟันร่วง ให้มันรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ซะบ้าง! ทางฉันเองก็เป็นคนมาช่วยนายเอาไว้ มาพูดจาหมาๆ แบบนี้มันใช้ได้เหรอ? หรือนายพยายามพูดชี้นำให้ฉันทิ้งอู๋เสียไว้ที่นี่เพราะนายอยากรอดตายเต็มทีแล้วกันแน่!”

“ฉันจะรอดไปคนเดียวเพื่ออะไร เพื่อนของฉันยังอยู่ข้างนอกนี่! ถ้าจะรอดก็ต้องรอดไปด้วยกัน! ทั้งฉันและอวี๋อินไม่มีทางทิ้งอีกฝ่ายอย่างแน่นอน”

“งั้นก็พูดจาให้มันเข้าหูหน่อยไอ้น้อง! เสี่ยอ้วนไม่มีเวลามาฟังนิทานก่อนนอนของนายนะว้อย!”

ผมถอนหายใจยาว “งั้นไว้พรุ่งนี้ค่อยมาคุยกัน”

“เผื่อเวลาให้นายวางแผนเพิ่มหรืออะไร? เสี่ยอ้วนไม่ได้เรียนแต่ก็ไม่โง่นะ ไม่ต้องเสียเวลาแต่งนิทานเรื่องใหม่จะดีกว่า”

“ฉันรู้ว่ามันทำใจยาก ฉันก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน! หากพวกนายไม่เชื่อ ฉันก็จนปัญญาจะพูด ความจริงมันก็มีอยู่เท่านี้ และฉันรู้แค่นี้เท่านั้น เรื่องมันเกิดขึ้นได้ยังไงเพราะสาเหตุอะไรฉันก็ตอบไม่ได้ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นฉันไม่เป็นบ้าไปก่อนก็บุญโขแล้ว! แต่พอมาเจอนายพูดแบบนี้ ฉันก็น่าจะเสียสติให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”

เสียงแหบพร่าของผมดังไปทั่วป่าที่เงียบสนิท นายอ้วนไม่ต่อความ เขาเพียงแต่เดินแยกไปยังที่นอนของตัวเอง มีเพียงเมินโหยวผิงที่นั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับตั้งแต่แรก

ผมยกมือลูบหน้า ใช่ว่าใจเย็น แต่ผมอยากให้เวลาเขา …รวมทั้งตัวผมเอง เรื่องแฟนตาซีแบบนี้เกิดขึ้นใครมันจะไปรับได้ โอเค เรื่องผีหรือบ๊ะจ่างก็แฟนตาซี แต่เรื่องที่กำลังเกิดในขณะนี้แซงหน้าไปไม่เห็นฝุ่น บิดอารมณ์จนตัวผมเองก็แทบรับไม่ทัน นี่มันแฟนตาซีพลอตซ้ำในละคร คล้ายๆ สลับร่างทะลุมิติบางอย่าง ยิ่งคิดยิ่งดูออกนอกโลก

ที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของผมคือเมินโหยวผิงที่นั่งนิ่งแข่งกับลำต้นต้นไม้อยู่นี่ เวลามองไปที่เขาแล้วรู้สึกสงบใจอย่างประหลาด ท่าทางเขาดูไม่ตกใจ ไม่สงสัย ไม่อะไรทิ้งสิ้น เฉยชาเหมือนหลับในคล้ายวิญญาณออกจากร่าง

ผมนั่งอยู่สักพักก็เพลีย ขยับเข้าไปใกล้กองไฟแล้วนอนลง มองท้องฟ้ามืดสนิทที่มีกิ่งก้านบังประปราย ถึงกระนั้นดวงดาวก็ยังส่องสว่างแจ่มชัดบนพื้นสีมืด ที่ผ่านมาผมไม่มีอารมณ์อยากเงยหน้ามองฟ้า การนอนคือการนั่ง สนใจแต่จะเอาชีวิตรอด แต่ตอนนี้ถึงแม้จะไม่มีใครเชื่อ ผมก็ยังเบาใจ อย่างน้อยก็ยังได้เจอกลุ่มคนที่อยากเจอที่สุดก่อนที่จะตายจากกันไป

 

ปลายนิ้วยาวสะกิดให้ตื่นจากความฝัน จมูกได้กลิ่นข้าวต้มจากหม้อเดินป่า เสียงเดือดปุดๆ และกลิ่นของมันทำให้ผมตื่นเต็มตา เมินโหยวผิงยื่นน้ำมาให้ดื่ม นายอ้วนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผมนี่เอง เห็นท่าทางลอบมองผมแล้วก็ขัดใจ แต่จะว่าอะไรได้ จึงตีตนทำตัวปกติ เรื่องเชื่อไม่เชื่อผมไม่คาดหวังอะไรแล้ว สิ่งที่ผมต้องคิดตอนนี้ก็คือการตามหาตัวอวี๋อิน(และร่างของผม) ทั้งเป็นห่วงว่าหมอนั่นจะเจออะไรบ้าง อวี๋อินจะรู้สึกตัวหรือยัง ยังรอดชีวิตดีอยู่ไหม เป็นสิ่งที่กวนใจผมมากที่สุดในตอนนี้ หลังมื้ออาหารที่เงียบสงบต่างจากทุกที ผมจึงเลือกที่จะพูดถึงหัวข้อนี้แทน ซึ่งก็ทำให้นายอ้วนตื่นตัวมากพอสมควร

ผมเล่าถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบก่อนที่จะพลัดตกแยกจากกันมา ให้รายละเอียดว่าอีกฝ่ายมีอะไรบ้างในกระเป๋าเพื่อคำนวณเวลายังชีพ(หากว่ากระเป๋าของผมยังอยู่ที่อวี๋อินล่ะก็นะ) นายอ้วนเล่าเพิ่มเติมว่าหากเป็นน้ำตกจริงคงมีอยู่ไม่กี่จุดเท่านั้น ซึ่งบริเวณตามที่ผมเล่าเขาก็ได้เดินผ่านมาและตามรอยมาเช่นกัน ตั้งแต่แรกการแกะรอยค่อนข้างลำบากมาก ขาดๆ หายๆ อย่างผิดปกติ ต้องเดินมั่วทิศบ้าง แต่ตามในแผนที่ที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ ร่องรอยที่เจอในแต่ละจุดค่อนข้างกระจายเป็นวง บางที่ก็ซ้ำไปซ้ำมา ผมนึกถึงตอนที่เดินวนอย่างไม่รู้จบสิ้นนั้นแล้วก็พอเข้าใจ ยิ่งนายอ้วนกางแผนที่ที่มีรอยทำเครื่องหมายเอาไว้ ผมกับอวี๋อินทำให้เกิดร่องรอยเป็นวงกว้าง ซ้ำยากจะปะติดปะต่อ ถึงขั้นที่คนเดินหาต้องแยกแยะความเก่าใหม่และลำดับการเดินกันอย่างชุลมุน การที่มาเจอผมได้นับว่าโชคช่วยมากแล้ว ทั้งยังเพิ่มเติมอีกว่า บริเวณน้ำตกนั้นมีสองรอยเท้า หายไปตรงทางน้ำ ทั้งคู่จึงเลือกที่จะเดินเลาะลงมาข้างล่าง เพราะเมินโหยวผิงเดาว่าจากจะผลัดตกลงมาได้ แต่ทั้งนี้อย่างที่รู้กันคือเมื่อลงมาถึงกลับเจอร่องรอยเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ฟังมาถึงตรงนี้ผมใจไม่ดีอย่างมาก อวี๋อินเป็นมนุษย์บุกน้ำไลุยไฟก็จริง แต่ไม่ได้มีทักษะการเอาชีวิตรอดในป่ามากไปกว่าผม เขาเป็นมนุษย์ในเมืองที่พึ่งยานพาหนะ ประสบการณ์เข้าป่าเรียกได้ว่าแทบเป็นศูนย์

“ฉันพักไม่ลงแล้ว เราเดินทางกันเถอะ” ผมเอ่ยอย่างไม่อยากให้เสียเวลามากไปกว่านี้ สภาพตัวเองตอนนี้ก็ดีขึ้นมาก อาการระบมที่เท้าก็หายไปแล้ว ราวกับสารอะดรีนาลินหลั่ง ไม่รู้สึกปวดหัวอีกต่อไป ยาที่นายอ้วนพกมามีประโยชน์อย่างมากจนแทบอยากตัดนิ้วโป้งให้เป็นรางวัล

“งั้นเดินย้อนไปตรงทางน้ำไล่ไปเรื่อยๆ แล้วกัน เผื่อเจอร่องรอยเพิ่มเติม” นายอ้วนแนะ “ว่าแต่นายยังไม่เล่าเลยว่าทำไมพวกนายถึงไปโผล่จุดนู้นจุดนี้ได้ ความไม่ต่อเนื่องนี้มันคืออะไร”

ผมสูดหายใจเข้าลึก ทั้งอยากเล่าและไม่อยากเล่าไปพร้อมกัน ขนาดเรื่องที่ผมเป็นอู๋เสียเขายังไม่อยากจะเชื่อ ถ้าผมเล่าเรื่องเพื่อนเกลอไปแล้วจะเชื่อผมลงไหม สุดท้ายก็ตัดสินใจข้ามเรื่องเพื่อนเกลอไปก่อน ให้มันเป็นวาระหาสาเหตุไม่ได้ไปจนกว่าจะได้เจออวี๋อิน

“อาจจะเหลือเชื่อไปสักหน่อย…” ผมเกริ่น แล้วก็เริ่มเล่าตั้งแต่เรื่องเงาประหลาดที่บ้านพัก ยันมาเรื่องเข้าอุทยานตั้งเต็นท์ จวบจนปัจจุบันให้ฟัง นายอ้วนเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด

“ไอ้หนู แกไปเหยียบที่อะไรเขารึเปล่า?” น้ำเสียงเคร่งขรึมบอกได้ดีว่าเขาดูจะเชื่อเรื่องนี้

ผมยักไหล่อย่างไม่รู้จะอนุมานว่าอะไร “ฉันไม่รู้ เรื่องนี้จนปัญญาจริงๆ เพราะไม่มีศาล ไม่มีอะไรบอกได้ มีแต่ต้นไม้ใบไม้ จะนั่งนอนทับที่ใครมันก็พูดยาก”

นายอ้วนพยักหน้าอย่างจนใจเช่นกัน “แล้วเรื่องที่นายพูดเมื่อวานล่ะ?”

“เรื่องอะไร?” ผมถามสวนอย่างไม่อยากจะเริ่มเรื่อง ในเมื่อเลือกที่จะไม่เชื่อแล้ว มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องอธิบายซ้ำ

“ขอพูดตามตรง ตอนนี้ฉันเชื่อไปเกินครึ่งแล้วว่านายอาจจะเป็นอู๋เสียจริงๆ” เขาถอนหายใจ “วิธีการเล่า วิธีการพูดของคนเราไม่มีทางจะเหมือนกันได้ง่ายๆ มันต้องฝึกและเรียนรู้เป็นเวลานาน ตลอดเวลาที่นายพูดให้ฉันฟัง มีภาพซ้อนของอู๋เสียขึ้นมาเลย”

“เอาเป็นว่า แล้วแต่นายจะตัดสินใจ” ผมยักไหล่ “ตอนนี้อยากหาตัวเพื่อนฉันให้เจอก่อน แล้วเรื่องเชื่อไม่เชื่อยังไงค่อยว่ากันอีกทีก็ไม่สาย เพราะสุดท้ายแล้วหากอีกคนตายไป เรื่องนี้มันก็จบไม่สวยแน่ๆ”

ทุกคนก็ต่างมีที่ที่ต้องกลับไปทั้งนั้น หากร่างของผมไม่อยู่แล้ว ผมควรต้องไปรับผิดชอบทางบ้านของอวี๋อิน ซึ่งนั่นคงไม่สนุกแน่ๆ อย่างน้อยก็ต้องโดนน้องชายของอวี๋อินตีจนตายก่อนจะโดนคนอื่นจับได้เสียอีก

 

พวกเราออกเดินทางกันอย่างไม่อยากให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ เดินกันจนขาผมระบมขึ้นมาอีกรอบก็พบว่ายังมีความหวัง อวี๋อินไม่ได้ทำให้พวกผมอับจนหนทางเสียทีเดียว รอยที่ลำต้นไม้มีตัวเลขสลักอยู่ ราวกับเป็นลำดับของการเดิน นั่นทำให้ง่ายขึ้นมามาก แม้ตัวเลขที่พบจะค่อนข้างกระจัดกระจาย ผมยังพอยิ้มออก ดีกว่าต้องแกะรอยจากการเดินอย่างเดียว เราเดินสะสมตัวเลขไปเรื่อยๆสลับกับการจดลำดับที่เจอจุดในแผนที่ ระหว่างที่นั่งพัก พวกเรากางแผนที่ออกมานั่งมอง ปรึกษากันด้วยการคาดเดาว่าจากนี้เราควรจะเดินไปทางไหน

นิ้วยาวของเมินโหยวผิงแตะลงบนแผนที่ แววตาเป็นประกายทั้งยังพูดว่าต่อไปน่าจะเจอตรงจุดนี้ ผมกับนายอ้วนไม่มีอะไรจะเถียง(ทั้งยังไม่ฉลาดพอที่จะเดาจากตัวเลขมั่วซั่วที่เจอ) ตอนนี้ตัวเลขที่เราเจอคือ หนึ่ง สอง ห้า แปด สาม และสิบเอ็ดซึ่งเป็นจุดที่พวกเรานั่งอยู่ตอนนี้ คนพูดน้อยเสนออีกว่า หากเดินไปจุดที่เจ้าตัวบอกแล้วเจอเลขลำดับถัดไป ความหวังที่จะได้เจอก็มีมากขึ้น จากนั้นเราก็ออกเดินกันต่อทันที

กว่าจะถึงจุดที่เมินโหยวผิงบอกท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีส้ม เมื่อหาร่องรอยจากต้นไม้ผมก็แทบกระโดดตัวลอย เราเจอเลขสิบสองตามที่เมินโหยวผิงบอกจริงๆ

เมื่อถามโดยละเอียด คนเดาถูกก็อธิบายเพิ่มว่าลำดับการเดินของอวี๋อินตอนนี้ค่อนข้างเป็นลำดับเดียวกับกรณีผมเดินวนอยู่กับอวี๋อินในตอนแรก ผมแทบตบกบาลตัวเองด้วยไม่เคยสังเกตสิ่งนี้มาก่อน ทั้งๆ ที่เป็นคนเขียนลำดับลงในแผนที่แท้ๆ ลองคิดไล่ดูตามรูปแบบดังกล่าวจึงพอเดาได้แล้วว่าตัวเลขต่อไปจะอยู่ตรงไหน แล้วเร่งให้ทุกคนออกเดินต่อในทันที แต่มือซีดขาวนั่นรั้งเอาไว้เสียก่อน

“อู๋เสีย หากนายฝืนเดินไปตอนนี้ ต่อไปจะเดินได้ช้าลง ข้อเท้าของนายกำลังบวม” เขาพูดดูมีเหตุผล แต่ฟังไม่ค่อยขึ้นด้วยผมร้อนใจมากกว่าจะสนใจเท้าตัวเอง

“เรื่องนั้น- เดี๋ยวก่อนนะ ตะกี้นายเรียกฉันว่าไงนะ?”

“นายคืออู๋เสีย… หรือไม่ใช่?” เสียงนั้นราบเรียบราวกับพูดเรื่องธรรมดา

“พักกันอีกสักหน่อยแล้วค่อยไป อย่างน้อยก็ได้พักขา” นายอ้วนตัดบท ผมจึงต้องทรุดตัวนั่งลงตามเดิมอย่างช่วยไม่ได้

ระหว่างนั้นผมเอาแต่คิดเรื่องเมินโหยวผิง น้ำเสียงที่พูดนั้นดูมั่นใจอย่างมากว่าใช่ผมจริงๆ อันที่จริงที่จะว่ากันแล้ว ตลอดเวลาตั้งแต่ที่ผมพูดเรื่องสลับตัวขึ้นมา หมอนี่ไม่มีแววคาใจสงสัยอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ผมแยกมันไม่ออก สายตาที่มองมาที่ผมกับที่คนอื่นต่างกันอย่างไร รู้แค่ว่าสายตาตอนที่พูดและเรียกชื่อของผมนั้นช่างดูมั่นใจเหลือเกิน มั่นใจจนเกินไปด้วยซ้ำ…

พอคิดถึงตรงนี้ผมก็ใจชื้นอย่างประหลาด อะไรบางอย่างในช่องอกที่กระจัดกระจายกลับมารวมตัวกันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทั้งฟูคับในช่องอก ทั้งปลอดโปร่งวางใจ

 

ความยากในการไล่ตามลำดับการปรากฏของตัวเลขคือการที่เราต้องเดินเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกลในแต่ละครั้ง ผมจึงเปลี่ยนมาเป็นหาตามเลขคู่แทน จากสิบสองเป็นสิบสี่ต่อไปเป็นสิบหก สิบแปด สิบสาม เมื่อทำแบบนี้ระยะทางจะน้อยเหลือเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น อันที่จริงก็อยากจะข้ามต่อจากสิบสองเป็น สิบสี่ สิบเก้า สิบเจ็ด แต่กลัวว่าจะข้ามลำดับมากเกินไปและมีโอกาสพลัดกันสูง เช่น อวี๋อินอาจจะยังเดินมาไม่ถึง นั่นคงน่าเสียดายมาก

ครู่ใหญ่กว่าเราจะอยู่ ณ ลำดับที่สิบสี่ เนื่องจากข้อเท้าที่กำลังบวม เปลี่ยนเป็นบวมเป่งเป็นที่เรียบร้อย ระหว่างทางสะดุดรากไม้ใหญ่ กระแทกซ้ำอักเสบยิ่งกว่าเดิม กัดฟันเดินมาถึงรอยสัญลักษณ์เลขสิบสี่ก็เต็มกลืน เหงื่อท่วมหน้าลำคอแห้งผาก นายอ้วนเห็นสภาพผมแล้วจึงให้หยุดพัก

“เราต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำหนักแล้ว” นายอ้วนว่าพลางถอนหายใจ “นายเปิดเป้นายออกมาดู แบ่งมาที่ฉันหรือเสี่ยวเกอแทน”

ผมเปิดกระเป๋าอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ข้างในยังคงมีครบเหมือนเดิม ล้วนแต่เป็นของอวี๋อิน คนร่วมทางชะโงกหน้ามาดูอย่างใคร่รู้

“นี่อะไร?” มืออูมหยิบสมุดสันห่วงขึ้นมาถาม

“สมุดวาดภาพ”

“แล้วนี่…นิยาย?”

“ใช่” ผมดึงของทั้งสองอย่างออกมาจากมือนายอ้วนเก็บลงกระเป๋าตามเดิม

“ในนี้ไม่มีอะไรที่น่าแบกเลยนะ นายจะเก็บไว้ทำไม?” เขาคุ้ยของในกระเป๋าอย่างไร้มารยาท “อย่างน้อยก็มีกระติกน้ำ… ที่เหลือทิ้งได้หมดเลย”

“ทิ้งไม่ได้” ผมตอบสวนทันควัน “มันอาจจะไม่มีประโยชน์อะไรกับนาย แต่มันมีกับอวี๋อิน เขาแบกมาตลอดทาง ฉันทำใจทิ้งของโดยไม่ถามเจ้าของก่อนไม่ได้หรอกนะ”

“แล้วสังขารนายมันพร้อมจะแบกของไร้สาระพวกนี้เหรอ? ก็เปล่า! ทิ้งไปแล้วซื้อใหม่ก็ได้ไหม?” นายอ้วนเริ่มหัวเสีย

เห็นอย่างนั้นผมก็อดของขึ้นขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน “ไม่ได้! บางอย่างอาจจะไม่มีค่าสำหรับเรา แต่อาจจะมีค่าสำหรับอวี๋อิน เขาแบกมาได้ตั้งนานทั้งที่ฉันเคยบอกให้ทิ้ง เขายังไม่ทำ ถึงจะไม่สำคัญกับเราแต่มันสำคัญกับเขา! แล้วมันจะมีปัญหาอะไรเพราะฉันเป็นคนแบก!”

“เจียมตัวซะบ้าง!”

“ฉันไม่ได้ขอให้นายแบกให้เสียหน่อย!” ผมแว้ดพลางเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋าดังเดิม ไม่สนใจท่าทีหงุดหงิดของนายอ้วน “ฉันจะแบกเอง จบ!”

 

บรรยากาศไม่ดีเสียแล้ว พวกเราเดินทางต่อด้วยความมึนตึง กระทั่งเมินโหยวผิงเองก็ดูจะไม่พอใจไปด้วย ทั้งที่ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะมาแยแสเรื่องชาวบ้าน ผมเดินรั้งท้ายพลางกัดฟัน ก่อนหน้าได้กินยาแก้ปวดและพันข้อเท้าใหม่แล้ว แต่แทบไม่ช่วยให้มันดีขึ้น อีโก้ในตัวผมก็สูงพอที่จะทำหน้านิ่ง ไม่ร้องขอความช่วยเหลือหรือหยุดพัก ถ้าการแบกของเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ทำให้ผมต้องเสียขา ก็ปล่อยให้มันเสียไป!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s