[Daomu fanfiction] 连接 -5-

不打擾 – don’t want to bother
[張起靈*吳邪]

_________________________________

 

ช่วงวินาทีที่ความอดทนและความเหนื่อยล้าแตะถึงเพดาน แม้กระทั่งการหายใจก็ดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก อุณหภูมิในร่างกายขึ้นสูง ผิวหนังรู้สึกเย็นชื้นเหงื่อ ตามมาด้วยอาการหน้ามืด ผมเดินย่างแต่ละก้าวด้วยความสนิทชิดเชื้อกับทุกลำต้นที่ใช้ในการช่วยพยุงร่างไม่ให้ล้มไปเสียก่อน ประสาทตาก็เริ่มไม่โฟกัส เห็นเป็นแผ่นหลังเมินโหยวผิงด้านหน้าเลือนๆ ที่ดูเหมือนจะจงใจเดินช้าลงเพื่อรอผม กับแผ่นหลังของนายอ้วนที่อยู่ไกลๆ เมื่อทั้งคู่ยังอยู่ในระยะสายตา ผมตัดสินใจยืนนิ่งสักพักเพื่อสูดหายใจเข้าลึก อากาศในป่าบริสุทธิ์มากก็จริง ถ้าไม่ใช่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็พอจะมีอารมณ์ชื่นชมธรรมชาติอยู่หรอก

เมินโหยวผิงยืนถัดไปจากผมเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นายอ้วนเองก็เหมือนจะเดินกลับมาดูอาการด้วยแม้จะยังมึนตึงกับผมอยู่ ทันใดนั้น ผมเห็นร่างของตัวเองจากทางหางตา กำลังล้มลงบนพื้น

ยังไม่ทันได้รู้ตัว ผมก็วิ่งด้วยแรงทั้งหมดที่มี ลืมสิ้นทุกความเจ็บปวด ก้มประคองร่างตัวเองขึ้นมาตรวจเช็คการหายใจ

ยังมีชีวิต!

 

อวี๋อินยังมีชีวิตอยู่!



 

“อวี๋อิน ไอ้บ้า!” น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ผมตบใบหน้าตัวเองที่นอนนิ่งบนตัก รับน้ำจากนายอ้วนมาส่งให้อีกฝ่ายดื่ม อวี๋อินดื่มจนสำลักแต่ยังไม่ฟื้นสติ

ภาพสุดท้ายที่เห็นคือภาพใบหน้าตัวเอง ต้นไม้ ท้องฟ้า และผมก็วูบไป

 

ได้ยินเสียงกิ่งไม้ปะทุไฟลั่นดังเปรี๊ยะๆ ผมลืมตาขึ้นเห็นเมินโหยวผิงเป็นคนแรก นัยน์ตาที่ดำสนิทมองผมอย่างไม่บ่งบอกอารมณ์ เมื่อเห็นผมพยายามยันตัวขึ้นนั่งแขนแข็งแรงจึงช่วยพยุงขึ้นโดยดี ผมหันซ้ายขวาพบร่างตัวเองนอนนิ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล จึงขยับไปนั่งใกล้ๆ โดยมีเมินโหยวผิงคอยช่วยเหลือ ร่างของผมมีนายอ้วนนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ถามอาการได้ความว่าไม่มีอะไรน่าตกใจแค่อาการขาดน้ำ รอแค่ตื่นขึ้นมาเท่านั้น

ผมมองใบหน้าตัวเองราวกับเป็นคนแปลกหน้ามีหนวดขึ้นหร็อมแหร็มไม่ต่างจากร่างที่ตัวผมเองอยู่ มือข้างขวามีผ้าพันนิ้วอย่างลวกๆ คงมาจากตอนร่วงจากน้ำตก ตอนนั้นผมคว้าอะไรสะเปะสะปะทำให้เล็บเปิด ผมบอกนายอ้วนฝากเรื่องการทำแผล และนั่งมองใบหน้านั้นนิ่งเนิ่นนาน

“กินอะไรก่อนเถอะ” เสียงเรียบนิ่งของเมินโหยวผิงทำให้ผมหลุดจากภวังค์

“ในกระเป๋าอู๋เสียไม่เหลือของกิน ไม่รู้ว่าขาดอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่น้ำก็ไม่ได้กิน” ผมมองริมฝีปากแห้งผากนั้นขณะที่ฟังนายอ้วนพูด

“อวี๋อินเป็นมนุษย์ในเมืองนะ เขาไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้ เอาตัวรอดได้ด้วยเทคโนโลยีอย่างเดียว” ผมพูดแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงวีรกรรมของอวี๋อินที่ผ่านมา “อาจจะผ่านอะไรมาเยอะ แต่ไม่ใช่เรื่องหลงป่าแน่ๆ”

“เอาจริงๆ ตอนนี้เสี่ยอ้วนงงไปหมด” นายอ้วนครวญ “เจอนายคนเดียวพอว่านะ แล้วมาเจอทั้งนายทั้งเพื่อนนาย งงไปหมดว่าพูดอยู่กับใคร”

ผมแค่นหัวเราะ ท่าทางเขาดูสับสนจริงๆ อย่าว่าแต่นายอ้วนเลย ขนาดผมมองหน้าตัวเองที่นอนอยู่ตรงนั้นยังงงๆ ว่าผมเป็นใครกันแน่

“นี่มันจะมีทางทำให้เป็นแบบเดิมใช่ไหม?” นายอ้วนถาม ท่าทางเป็นกังวลขึ้นมา “หมายถึงถ้าสิ่งที่นายพูดมันจริงนะ โอ๊ย! งงโว้ย! นี่ถ้าแกโกหกอยู่ก็รีบสารภาพมาตอนนี้เลยนะเจ้าเพื่อนเทียนเจิน สัญญาว่าจะไม่เตะแรง”

“ไอ้มีทางไหมนี่ฉันก็ไม่รู้… บอกตามตรง แค่มีชีวิตอยู่ทั้งคู่นี่ฉันก็เบาใจแล้ว ไม่ทันได้คิดเรื่องอื่นเลย” ผมว่า เริ่มเครียดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วเหมือนกัน

“งั้นจากตรงนี้ถือว่าทุกอย่างเรียบร้อยนะ เหลือแค่พาพวกนายออกไปให้ได้เท่านั้น” นายอ้วนกางแผนที่กับร่างของผมที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ “ถ้าอู๋เสียฟื้น… เออ ขอเรียกตามหน้าตาแล้วกันนะ งงไปหมด… ถ้าอู๋เสียฟื้น ฉันว่าเราใช้เวลาวันเดียว อาจจะไม่ถึงวันด้วยซ้ำ ก็ออกจากที่นี่ได้แล้ว และหลังจากนั้นล่ะ?”

“….เราอาจจะต้องไปบ้านอวี๋อินก่อน”

“ที่นั่นมีคนช่วยเราได้เหรอ?”

“คิดว่าไม่มี”

“แล้วจะไปทำซากอะไรวะเทียนเจิน!” นายอ้วนเงื้อมือท่าจะตบหัวผมให้ทิ่ม แต่ยังดูงงๆ ว่าจะตบผมดีหรือโบกร่างที่ยังไม่ได้สติดี

“บ้านอวี๋อินอยู่กันแบบครอบครัว ยังไงก็ต้องเสนอหน้าไปบอกก่อนว่าปลอดภัยดี ไม่รู้ตอนนี้อีไท่ไปอ้างว่าอะไรบ้าง” ผมเล่าความคิด “อาจจะต้องแสดงละครกันไป ค่อยขอพ่อรองพ่อใหญ่ของอาอินมาค้างบ้านฉันอีกสักสองสามวัน…”

นายอ้วนถอนหายใจยาว “สองสามวัน… เสี่ยอ้วนว่าอาทิตย์นึงยังไม่พอเลยมั้ง?”

“แล้วค่อยหาทางยื้ออีกที” ผมถอนหายใจตาม “เรื่องนี้ไม่รู้ต้องไปแก้ที่ไหน… ทิเบต?”

นายอ้วนทำท่าคิดไปสักพัก “ไทย? ทิเบต? เขมร?  ฉันไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เสี่ยอ้วนว่ายังไงลองติดต่อทางคุณชายฮัวดูไหม เผื่อจะมีลู่ทางดีๆ”

“เขาตื่นแล้ว” เมินโหยวผิงแทรก

ร่างที่นอนราบค่อยขยับตัว ส่งเสียงปวดร้าวก่อนจะลืมตาขึ้น เมินโหยวผิงส่งน้ำให้ดื่มไปแทบหมดกระติก

“นี่พวกคุณ…..” อวี๋อินในร่างของผมพูดเสียงแห้ง “ผม…”

“อาอิน… นี่ฉันเอง” ผมขยับไปหา รีบพูดอย่างตื่นเต้น

“!!!” เจ้าของชื่อตกตะลึงเมื่อมองเห็นใบหน้าของตัวเอง ก่อนจะลูบหน้าแรงๆ แล้วส่งเสียงโหยหวนออกมา “ฉันนึกว่าตาฝาด ไอ้แม่งเอ๊ย มันเล่นแบบนี้จริงๆ”

“นายใจเย็นก่อน” ผมปราม “นายโอเคไหมตอนนี้?”

อวี๋อินเงียบสักพักเพื่อสำรวจร่างกาย(ของผม)ก่อนจะพยักหน้า เสยผมพร้อมถอนหายใจหนักหน่วง “ตอนแรกเห็นเงาจากในน้ำ ฉันกรี๊ดป่าแทบแตก นึกว่าตัวเองเป็นบ้าไปแล้ว”

ผมแค่นหัวเราะอย่างไม่รู้จะตอบว่าอะไร พอจินตนาการใบหน้าและร่างกายตัวเองที่ข้างในเป็นอวี๋อินกำลังทำท่ากรีดร้องลั่นป่าก็กลืนน้ำลายลงคอลำบากอย่างกระดากๆ

“พวกนายเจอฉันได้ยังไง?”

พออวี๋อินเปิดฉากถาม นายอ้วนจึงรับหน้าที่เล่าอย่างรวบรัด อธิบายถึงรูปแบบการสุ่มเกิดแบบคร่าวๆ อวี๋อินทำหน้าไม่เข้าใจนัก แล้วก็ยอมปล่อยผ่านไปโดยไม่ถามเพราะไม่เห็นสำคัญ จากนั้นผมจึงแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนของผมทั้งสองคน

“ขอบคุณมากๆ ถ้าไม่ได้พวกคุณจัดกระเป๋ามาดีขนาดนี้ ผมคงตายไปแล้ว”

คนท้วมหุ่นอาเสี่ยหัวเราะด้วยท่าทีอวดๆ “พอดีว่าเสี่ยอ้วนทำงานที่ต้องเข้าป่าเดินทางบ่อยๆ ถ้าไม่มีของพวกนี้ก็ไม่สบายใจเอาเสียเปล่าๆ”

“เราจะออกไปกันตอนนี้เลยไหม?”

“ใจเย็นก่อนน้องชาย รอให้เช้าก็ไม่สาย ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดไม่ใช่วิสัยที่ดีในการเดินทาง ล่าช้าไปอีกวันไม่ต้องกังวล”

จากนั้นนายอ้วนก็บอกจุดนัดหมายที่นัดกับพวกอีไท่ เมื่อถึงจุดนัดหมายก็ติดต่อให้มารับได้เลย อวี๋อินดูเครียดอย่างเห็นได้ชัด และผมเดาว่าคงไม่พ้นเรื่องที่บ้านของเขาแน่ จึงเล่าเสริมเรื่องแผนการที่ผมวางไว้เรื่องที่แวะบ้านอวี๋อินก่อน และผมจะเล่นละครเป็นเขาหลอกที่บ้านให้ออกมามีเวลาหาทางแก้

“อู๋เสีย” อวี๋อินเลียริมฝีปาก “ถ้าไม่มีนาย….. ถ้าตื่นมาแล้วไม่เจอนาย…. ฉันต้องเป็นบ้ามากไปกว่านี้แน่ๆ ฉันอยู่ในร่างนี้ตลอดไปไม่ได้ และฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าจะแก้ไขมันได้ยังไง นายกับเพื่อนพอหาทางได้ไหม?”

“เอาจริงๆตอนนี้ก็ตันแปดทิศ” ผมว่าอย่างยอมรับความจริง “แต่เราจะแก้ไขไปด้วยกัน เราต้องกลับไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่”

อวี๋อินยิ้มน้ำตาเอ่อคลอ “ฉันคิดว่าเพื่อนเกลอคนนี้นิสัยเสียไปหน่อย นี่เป็นการแกล้งกันที่หนักมาก”

“แล้วเพื่อนเกลอไปอยู่ไหนเสียแล้วล่ะ?” ผมถามอย่างเพิ่งเอะใจ

“มันบอกว่าจะรออยู่อย่างสนุกสนาน ไอ้นี่มันอาจจะไม่อยากได้ชีวิตพวกเรามาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้”

“เดี๋ยวก่อนนะทั้งสองคน” นายอ้วนทำท่าปางห้ามญาติ “เพื่อนเกลอคือใคร? มันทำให้เป็นแบบนี้ได้ยังไง? เราเค้นถามวิธีการแก้ได้ไหม?”

อวี๋อินโคลงหัวอย่างจนใจ “เพื่อนเกลอเอาใจยาก ถามไปก็ไม่ตอบ ได้แต่ส่งยิ้มเยาะเย้ยสาแก่ใจ คงเพราะแบบนี้ถึงไม่มีใครคอยส่งผลบุญมาให้จนต้องมาระรานชาวบ้าน!”

“ใจเย็นก่อนอาอิน!” ผมร้อง “เดี๋ยวด่ามากไปกว่านี้ก็โดนซ้ำซ้อนหรอก!” สลับร่างกับอวี๋อินก็แย่แล้ว นี่ถ้าโดนสลับกับนายอ้วนอีกรอบผมไม่บ้าตายเรอะ!

“ไม่เป็นไร ตอนนี้ไม่อยู่…คิดว่านะ ไม่เห็นมาตั้งนานแล้ว” พออวี๋อินว่าอย่างนั้นผมถึงได้โล่งใจ มิน่าถึงได้ปากเก่งกล้าสามารถ…. สมเป็นเพื่อนผมจริงๆ….

จบคำพูดอวี๋อินก็เหมือนฉุกคิดขึ้นได้ เขาหันมองที่เมินโหยวผิงตาไม่กะพริบพักใหญ่ ผมอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ต้องยื่นหน้าเข้าไปถาม

“อะไรวะ?”

“พี่ชายคนนี้เป็นใคร?” นิ้วชี้ไปที่เมินโหยวผิงอย่างลืมมารยาท เป็นคำถามที่ผมฟังแล้วไม่รู้จะตอบว่าอะไร “ทำไมแตะต้องไม่ได้?”

“ยังไงนะอู๋เสีย เอ๊ย! น้องชาย? โอ๊ย!! เสี่ยอ้วนงงไปหมด!” นายอ้วนตบหน้าผากตัวเองดังแปะ กลัดกลุ้มใจยากจะทนไหว

“เอ่อ… เขาเป็นเพื่อนฉัน” ผมตอบอย่างที่ไม่รู้จะตอบอะไรได้ดีไปกว่านี้ “อธิบายหน่อย”

“ไม่รู้สิ ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจว่ะ… แค่เห็นแล้วรู้สึกแบบ พูดน้อยต่อยหนัก ตบก่อนถามทีหลัง ลักษณะคล้ายเครื่องราง พกติดตัวไว้เพื่อนเกลอไม่ตอม”

“ตกลงนี่พูดถึงคน เครื่องราง หรือที่จุดกันยุงวะน้องชาย…” นายอ้วนถามแบบไม่ได้เล่นมุก ด้วยหน้าตาที่งงจริงแบบไม่คิดปิดบัง “แต่เอาเป็นว่าน้องชายตาถึงนะ เสี่ยวเกอของพวกเราไม่ค่อยพูด ต่อยหนักจริงยืนยันได้แม้จะไม่เคยโดนต่อย แต่เพื่อนเกลอไม่ตอมนี่ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่”

“เพื่อนเกลอหมายถึง… เอ่อ… สิ่งที่เคยมีชีวิต” พอเกริ่นมา อวี๋อินก็มองหน้าผมราวกับจะย้ำความแน่ใจว่าจะพูดหัวข้อหลุดโลกกับบุคคลเหล่านี้ แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง กะอีแค่เรื่องเพื่อนเกลอมันไม่น่าพิศวงมากไปว่าบ๊ะจ่างเหนียวๆ หรอก แล้วไอ้บ๊ะจ่างเหนียวๆ นั่นยังแฟนตาซีสู้วิญญาณสลับร่างของพวกเราไม่ได้สักเสี้ยวเลย “เรื่องราวตั้งแต่ต้นตอก็คือ เจอเพื่อนเกลอในป่าเนี่ยแหละ แล้วอาอินกับฉันก็ตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย เห็นว่าจะเอาตัวตายตัวแทน ฉันกับอาอินก็ยื้อชีวิตได้มาจนถึงตอนนี้อย่างที่พวกนายเห็น ล่าสุดก็อย่างที่อาอินบอกเมื่อกี้ คือมันแกล้งเล่น เรื่องเดือดร้อนของเราคือความบันเทิงของมัน จบ”

“นายหรือเพื่อนไปแตะหรือลบหลู่อะไรโดยไม่รู้ตัวรึเปล่าเทียนเจิน?”

“ก็ไม่นะ เท่าที่รู้ก็ปกติ” ผมนึกย้อนตามที่นายอ้วนถามก็ไม่พบอะไร

“เอาเถอะ ไว้ค่อยคิด ตอนนี้พวกนายสองคนพักผ่อนเยอะๆ เราจะได้ออกจากที่นี่เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ฉันกับน้องเสี่ยวเกอจะอยู่ยามให้”

อวี๋อินขยับตัวตั้งท่าจะลุกขึ้นยืน ผมรีบเข้าไปพยุงเมื่อเห็นท่าทีซวนเซ

“ขยับร่างกายได้เบาๆ อย่าโหม เก็บแรงไว้ดีกว่า แล้วก็อย่าไปไหนไกล ข้อนี้พวกนายคงท่องขึ้นใจแล้ว” นายอ้วนเตือนยิ้มๆก่อนจะขยับตัวไปที่ของตัวเองบ้าง “ฉันจะอุ่นของกินไว้ให้แล้วกัน จะกินก็มาล่ะ”

ตอนนั้นเองผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้าที่อวี๋อินจะตื่น เมินโหยวผิงได้ยื่นชามกระติกปิกนิกมาให้ผม แต่ผมไม่ได้รับ ห่วงแต่ดูอาการอวี๋อิน มาจนตอนนี้ก็ลืมไปเสียสนิท มองหารอบๆ ก็ไม่มีไม่รู้เมินโหยวผิงเอาไปไว้ที่ไหนแล้ว

“เอ่อ…” ผมมองใบหน้านิ่งเฉยนั้น พยายามคิดประโยคดีๆ ที่พอช่วยผ่อนผันการละเลยน้ำใจของเขา

“อู๋เสีย”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงอวี๋อิน ร่างโปร่งก็ลุกขึ้นเดินไปอีกทาง ผมถอนหายใจยาวคิดว่าช่างมันเอาไว้วันหน้าก็คงได้ ก่อนดึงความสนใจกลับไปอยู่ที่อวี๋อิน

“ขอบคุณมาก”

ตั้งแต่เกิดมา นี่นับเป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่าการโดนตัวเองกอดมันเป็นยังไง… ผมลูบหลังอวี๋อินเบาๆ ถึงจะไม่เข้าใจสภาพจิตใจของอวี๋อินทั้งหมด ก็ยังพอจินตนาการออกว่ามันเลวร้ายแค่ไหน

“ไม่เป็นไรแล้วอาอิน… เราจะกลับบ้านด้วยกัน…” หูได้ยินเสียงสูดน้ำมูกทั้งสะอื้นเล็กๆ “และฉันไม่มีวันทิ้งนายแน่ ………………….ตราบใดที่นายยังอยู่ในร่างของฉัน”

ประโยคทีเล่นทีจริงทำเอาอวี๋อินหัวเราะได้ เขาละตัวออกมามองร่างกายที่ผมอยู่ก่อนจะทำหน้าขมขื่น “อยากจะชมตัวเองว่าหล่อใช้ได้ แต่เห็นสภาพแล้ว…. โคตรอนาถ”

“แน่สิ นายมันตัวขาวมนุษย์เมือง ตอนนี้สภาพไม่ต่างอะไรจากขอทานข้างถนนหรอก สู้ฉันก็ไม่ได้ เพราะเดินป่าบ่อยต่อให้สภาพเยินไปนิดก็ดูหล่อแบบดิบๆ”

“……….. พอเถอะอู๋เสีย… ฉันจะอ้วก” เจอประโยคชมตัวเองขั้นกว่าของผมเข้าไปถึงกับรับไม่ได้

พวกเรานั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ลำบากลำบนว่าไปเจออะไรกันมาบ้างอย่างออกรส ดูแล้วอวี๋อินคงไม่ดวงซวยเท่าผม ในขณะที่อวี๋อินได้ความรู้ใหม่จากผมไปเพียบและดูจะทึ่งๆ ว่าผมรอดมาได้จนป่านนี้ได้ยังไง… ข้อนี้ตัวผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ปกติคงต้องเรียกว่ามีคนหนุนหลังดี รอบนี้ก็คงจะฟลุ้ค

>พอหายเหนื่อยท้องก็หิว พวกเราต่างหิ้วกันและกันให้ยืนขึ้น เป็นท่าทางที่ทุเรศมากในความคิดของผม แต่มันก็ตลกดี ผมเบนความสนใจกลับไปที่เมินโหยวผิงที่กำลังนั่งเลือกกิ่งไม้เติมกองไฟ

ในขณะที่ผมกำลังตันว่าพูดอะไรออกไปถึงจะดี อวี๋อินเดินผ่านผมไปทางเมินโหยวผิง ทั้งคู่คุยกันในแบบที่เรียกว่าคุยกันจริงๆ ตัวผมที่คิดว่าจะปัดเรื่องนี้ไว้พรุ่งนี้ถึงกับชะงัก อวี๋อินเป็นคนคุยเก่งอยู่แล้ว ตีซี้ได้แม้กระทั่งผีสางนางไม้ ไม่คิดว่าที่อีไท่เล่าให้ผมฟังจะมีความจริงอยู่มากกว่าครึ่ง ขนาดเมินโหยวผิงผู้ที่ขึ้นชื่อว่าดอกพิกุลไม่เคยร่วงออกจากปากยังคุยกับอวี๋อินอยู่หลายคำ เมื่ออยู่ในระยะที่ไม่สามารถได้ยินว่าคุยอะไรกันยิ่งอยากรู้ โอเค…ถ้าเป็นนายแว่นดำจะคุยกันก็ไม่แปลก (แม้ว่านายแว่นดำจะเป็นผู้พูดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดก็ตาม) แต่นี่คือเพื่อนของผมที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกวันแรก

ผมยืนมองภาพตรงหน้าอย่างสับสน ร่างกายผมที่ยิ้มแย้ม กับเมินโหยวผิงที่ดูราวกับจะมีรอยยิ้มติดอยู่ที่มุมปากเล็กๆ ….นั่นมันอะไรกัน

พอกำลังจะขยับเข้าไปร่วมวงกลิ่นบุหรี่ลอยตามลมทำให้ผมชะงัก หันไปเจอนายอ้วนกำลังยืนทำลายปอดพิงต้นไม้ ฉีกยิ้มให้ผมแล้วรู้สึกคันยิบๆ ที่อวัยวะบางส่วน บุหรี่ถูกยื่นมาตรงหน้าผมอย่างรู้งาน

“เทียนเจินกับน้องเสี่ยวเกอก็สนิทกันแบบนี้แหละ”

“สนิทบ้านนายสิ” ผมว่าพลางอัดบุหรี่เข้าปอดก่อนจำสำลักออกมาน้ำตาเล็ด ด้วยลืมไปเสียสนิทว่าอวี๋อินไม่เคยสูบมาก่อน ร่างกายจึงไม่ชิน “โอย.. อาอิน ไอ้คนสุขภาพดี…”

“งั้นก็อย่าไปทำร่างกายเขาพัง” มืออูมดึงบุหรี่คืน ไม่ยอมให้ผมดูดต่อ

ผมฟังแล้วเลิกคิ้ว “อ้าว ตกลงเชื่อแล้วเหรอ?”

“ไม่เชิง” นายอ้วนตอบอย่างมักง่าย ไม่เชิงคืออะไร เชื่อก็เชื่อไม่เชื่อก็ไม่เชื่อไหม

“แปลว่าอะไรวะ ไม่เชิง เนี่ย…” นายอ้วนตอบด้วยการยักไหล่ใส่ผม “ว่าแต่นายเห็นข้าวของฉันไหม?”

“ข้าวของนาย?” เสียงหัวเราะในลำคอนั่นยียวนผม จริงๆ นะ “ที่เสี่ยวเกอน้อยตักให้แล้วนายเมินอ่ะนะ?”

“เออ!” พอใจยัง? บางทีผมก็เกลียดที่เราสนิทกันมากเกินไป “ฉันจะกิน”</spanp

“ถ้าบอกว่าเทรวมคืนไปแล้ว…” ผมเบิกตากว้าง ……ฉิบหายละ ชามปิกนิกที่ยื่นให้มาอันไหนก็จำไม่ได้ด้วย “…ก็คงจะเป็นการโกหก” เมื่อเห็นท่าทางผม พุงก็กระเพื่อมด้วยแรงหัวเราะ “อะไรจะขนาดนั้นวะเทียนเจิน? ก็แค่ข้าวชามเดียวไหม?”

“ไม่รู้สิ แค่ไม่ได้กินก็ผิดแล้วเนี่ย” พูดตามตรง อาจจะเพราะปกติวิสัย ให้อะไรมาก็รับ ส่วนใหญ่ก็เชื่อฟัง แต่เรื่องกินเรื่องยานี่ยังไม่เคยขัดสักครั้ง

นายอ้วนหวังเอนตัวเข้ามาใกล้หน้าตาเคร่งเครียดเอ่ยถามเสียงเบา “ว่าแต่นี่มันขั้นตอนง้อหรือเรียกร้องความสนใจวะเทียนเจิน?”

“ไอ้บ้า!” ผมว้าก “ถ้าจะง้อนี่แปลว่านายหาว่าเสี่ยวเกองอนเหรอ? ไหนลองจินตนาการแล้วเล่าให้ฟังทีว่าตอนงอนเป็นยังไง แล้วเรียกร้องความสนใจ ฉันจะทำไปทำไม?”

“จะไปรู้เรอะ งอนไม่งอนไม่รู้ แต่เห็นนายทำหน้าตาเป็นคนนอกมายืนหน้ายื่นอยู่นี่ ปล่อยร่างตัวเองไปเป็นคนในอยู่ตรงนั้น” นายอ้วนบุ้ยปากไปยังอวี๋อิน “ที่จริงแค่เรียกมากินข้าวก็แยกวงได้แล้วนะ”

“กระเพาะใครก็รับผิดชอบเองสิ!”

 

ท้ายที่สุดผมก็นั่งกินข้าวข้างๆนายอ้วนที่มานั่งเป็นเพื่อนโดยไม่ได้ร้องขอ ใช่… ข้าวในชามปิกนิกใบเดิม เพิ่มเติมที่มีนายอ้วนอุ่นให้ด้วย พอได้กินก็ถือว่าบรรลุภารกิจ(?)ไปแล้วหนึ่ง  อวี๋อินเข้ามาร่วมวงด้วยท่าทางทั้งหิวทั้งโหย ก็คงจะหิวมากเพราะหมอนี่เลือกที่จะนั่งคุยกับเมินโหยวผิงก่อนกินข้าว พอเอาใส่ปากคำแรกอวี๋อินก็ชมนายอ้วนไม่หยุด จนคนถูกชมแทบลอยขึ้นจากพื้น ผมนั่งฟังไปแล้วก็ขำ นายอ้วนท่าทางถูกโฉลกจึงเล่าฟุ้งไปเรื่อยด้วยเรื่องเดิมๆ ที่ผมได้ยินมาจนแทบเล่าแทนได้แล้ว ฮาที่สุดคืออวี๋อินหลับคาชามข้าว ทำเอานายอ้วนหน้าม้านไปพอตัว พูดจนลิงหลับมันเป็นยังไง ผมได้เห็นกับตาก็วันนี้

หลังจากช่วยพยุงกึ่งลากอวี๋อินไปนอนให้เป็นที่แล้วก็แยกย้ายกันนอนในระยะไม่ไกลจากกันเท่าไหร่นักเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน นายอ้วนนอนกรนเสียงเบาอยู่อีกด้านของกองไฟ เสียงลั่นของกิ่งไม้ แสงสีส้มแดงจากเปลวเพลิง กลิ่นของการเผาไหม้ทำให้ผมเพลิดเพลินและตื่นตัวเกินกว่าที่จะนอนหลับ

ชั่วโมงนี้ยังคงเป็นเมินโหยวผิงที่นั่งลืมตาเฝ้ายาม เมื่อผมนอนมาเป็นชั่วโมงแล้วไม่มีทีท่าว่าจะหลับจึงลุกขึ้นมานั่ง สำรวจข้อเท้าของตัวเอง มันดูดีขึ้นมากแล้ว แต่ไม่น่าไว้ใจว่าพรุ่งนี้จะเดินอย่างทรหดไหวขนาดไหน พอพบว่าข้อเท้าเริ่มเย็นจึงเอายาที่นายอ้วนให้มาทาบางๆ รอบบริเวณที่บวม ด้วยคาดหวังว่ามันจะช่วยได้อย่างที่สรรพคุณข้างหลอดได้ว่าไว้จริงๆ ระหว่างไล้มือไปตามแนวข้อเท้า สมาธิของผมยังคงอยู่ที่คนเฝ้ายาม รู้สึกผิดปกติอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ปกติก็เงียบมากอยู่แล้ว ตอนนี้กลับเงียบมากกว่าเดิม เขาอาจจะกำลังโกรธผมอยู่? แต่ด้วยเรื่องแค่นั้นน่ะนะ? ผมนึกไม่ออกเลยว่านายเมินจะงอนผมท่าไหนได้

เมื่อเหลือบตามอง ได้สบตากันพอดี

สายตานิ่งงันนั้นทำให้ผมยิ้มเก้อๆ ส่งไปให้ พานึกขึ้นมาได้ว่า ที่จริงแล้วเมื่อถึงฉากนี้ต้องได้ยินเสียงไล่ไปนอนแล้วไหม? หรือไม่ก็คำพูดอะไรสักอย่างที่ออกมาจากปากคนพูดน้อยอย่างเขา

เมินโหยวผิงขยับตัวหยิบหมวกไหมพรมสภาพเยิน มือปัดตบลงบนหมวกสองสามครั้งก่อนจะยื่นมาให้ เมื่อเห็นผมทำหน้างง เขาจึงสวมให้ แล้วมานั่งอยู่ข้างๆ อย่างเงียบสนิท กลายเป็นผมที่ทนไม่ไหวเสียเอง

“เอ่อ… ไม่ต้องใส่หมวกก็ได้ ฉันไม่ได้หนาว” ผมว่า มือกำลังจะถอดหมวกไหมพรมออก ปลายนิ้วมือยาวก็แตะห้ามไว้

“ใส่ไว้เถอะ ร่างกายนี้เป็นหวัดง่ายกว่าร่างของนายเยอะ”

“….อ้อ..” ที่พูดมาก็ถูก เพราะหมวกใบนี้ผมเป็นคนใส่ให้อวี๋อินเองกับมือ “นาย…รู้ได้ไง?”

“เพื่อนนายบอก” เขาตอบมาสั้น …..สั้นจนอยากจะง้างปากแล้วเทคำพูดที่อมอยู่ออกมาให้หมด

อยากถามใจจะขาดว่าคุยอะไรกัน แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะถาม ทั้งยังรู้ด้วยว่าคำตอบที่ได้จะสั้นไม่ต่างจากประโยคก่อนหน้านี้ ผมรอถามอวี๋อินอาจจะง่ายกว่า แต่คนอย่างอวี๋อินจะเกิดคำถาม ว่าทำไมผมที่ไม่ค่อยได้สนใจชาวบ้านถึงต้องมาถามเรื่องนี้เอากับเขาทั้งที่ด้วยความสนิทแล้ว ผมถามเมินโหยวผิงโดยตรงน่าจะง่ายกว่า กลายเป็นต้องต่อความยาวสาวความยืดกันไปอีก

“มาสิ ฉันจะพันเท้าให้”

ยังไม่ทันได้หันไปหยิบผ้าพันข้อเท้า เมินโหยวผิงเร็วกว่าผม ระยะที่พาดผ่านหน้าของผมไปมันน้อยมาก เราใกล้กันเสียจนภายในตัวผมมันปั่นป่วน ได้กลิ่นอันเคยคุ้นแบบประชิด เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เมินโหยวผิงจึงย้ายที่มานั่งตรงหน้าผม ประคองเท้าขึ้นมา ปลายนิ้วยาวแตะสัมผัสตรวจดูอาการ ระหว่างนี้ ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ได้แต่มองปลายนิ้วที่ไล้วนอยู่นั้น



 

หรืออวี๋อินจะเป็นโรคหัวใจ….

 

กว่าเมินโหยวผิงจะพันข้อเท้าเสร็จ ผมมีอาการเสี่ยงหัวใจล้มเหลวไปสามสี่รอบเห็นจะได้ พรุ่งนี้ผมต้องถามเรื่องนี้กับอวี๋อิน เราจะเดินทางกันโดยไม่ซักถามคำถามสุขภาพไม่ได้ อย่างน้อยผมจะได้เตรียมการรับมือถูก ที่ผ่านมาผมก็ค่อนข้างเป็นคนขี้ตกใจเสียด้วยสิ ดีที่ไม่ตายไปก่อนที่จะได้เจอกัน

นัยน์ตาดำสนิทมองมาที่ผมอย่างมีคำถาม “พันแน่นไปเหรอ?”

“อ้อ… เปล่าๆ” ผมชักเท้าตัวเองกลับมา ตอบยิ้มๆ แก้เก้อ “เอ่อ.. ฉันคิดว่านายอาจจะไม่สบอารมณ์อะไรฉันรึเปล่า?”

เมินโหยวผิงไม่ตอบ ใบหน้าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เหมือนตอนที่ผมบอกว่าเขามองมาอย่างมาคำถาม ที่จริงผมก็ไม่รู้หรอก แค่เดาเอาเท่านั้น

เสื้อฮู้ดสีน้ำเงินถูกถอดออกมาจากร่างนั้น ผมเพิ่งสังเกตว่ามันเป็นตัวใหม่ที่โดนผมกับนายอ้วนบังคับซื้อให้ สภาพสกปรกโสมมอย่างกับใช้มาแล้วร่วมปี เสื้อเนื้อผ้าใส่สบายถูกคลุมลงบนไหล่ของผม

“ทำตัวให้อุ่นเข้าไว้”

หัวใจที่เต้นระทึกอยู่ตรงนี้… จะเอาตรงไหนไปหลับลง….

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s