[Daomu fanfiction] 连接 -6-

把你的手给我 – Give me your hand
[張起靈*吳邪]

_________________________________

เรื่องราวของการเดินอยู่ในป่าอาจจะจบลงอย่างง่ายดาย พวกเราติดต่ออีไท่และได้กลับบ้านกันอย่างมีความสุข ทั้งหมดนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าลืมตาตื่นขึ้นมาเจอเพดานเถาวัลย์ยั้วเยี้ยชวนขนลุก ผมสะดุ้งตัวผุดนั่งมองรอบตัวอย่างเหงื่อตก จะเอาอีกแล้วเหรอ คราวนี้ย้ายทั้งคณะได้เลย เพื่อนเกลอตัวนี้จะขยันหรือว่างไปไหม… แต่เดี๋ยวก่อน เรามีเมินโหยวผิง ต่อให้เคลื่อนย้ายคนทั้งโลกหรือแค่มดสักตัว เรือพ่วงนี่ควรรู้สึกเป็นคนแรกจึงจะถูกต้อง คิดได้แล้วจึงมองหาเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ที่ไหนไกล… ข้างตัวผมนี่เอง

พอได้มองรอบๆ จึงได้รู้ว่าเราอยู่ในถ้ำค่อนข้างเย็นชื้น ผนังด้านบนปกคลุมด้วยรากไม้เถาวัลย์พันมัดแน่นหนา ผนังฝั่งใกล้ตัวเป็นหินแข็ง บริเวณรัศมีที่ตามองเห็นยังไม่เจอปากทางเข้า แปลว่าต้องเดินเข้ามาลึกพอสมควร จุดกำเนิดแสงคือรูหนึ่งจากเพดานถ้ำ ขนาดราวกำปั้นมีน้ำไหลลงมาตลอด ในนี้กลิ่นดินค่อนข้างแรงและหนาวขึ้นทุกที เมินโหยวผิงรื้อเสื้อผ้าจากกระเป๋าของใครสักคนมาใส่ให้ผมเพิ่มอีก เท่าที่ดู นี่เหมือนจะเป็นชั้นที่สามแล้ว รอบตัวผมยังมีกองผ้าที่เดาว่าก่อนหน้านี้มันอยู่บนตัวผมทั้งหมด และอีกอย่างที่สังเกตเห็นคือ เมินโหยวผิงไม่เห็นจะหนาวเหมือนผมสักนิด ถึงแม้จะทนได้ทุกสภาพอากาศ เรือพ่วงก็ยังไม่ได้ยอดมนุษย์ไปถึงจุดนั้น เขาสวมเพียงเสื้อยืดด้านในและแจ็คเก็ตบางๆ ตัวเดียวเท่านั้น ยังไม่ต้องถามหาคนอื่น นายอ้วนก็เดินเข้ามาในระยะสายตา ตัวเปียกโชก ท่าทางดีใจที่ผมรู้สึกตัว ตามมาด้วยอวี๋อิน ทั้งคู่ถือกระติกน้ำร้อนมาวางรอบตัวผม

“เอ่อ… ถามได้ไหม นี่พิธีกรรมอะไรเนี่ย?” ผมมองทุกคนอย่างงงๆ ตามเนื้อเรื่องไม่ทัน “นี่เราไม่ได้โดนวาร์ปมาที่นี่ใช่ไหม?”

“เปล่า นายแค่ไข้ขึ้นสูงมากปลุกยังไงก็ไม่ตื่น” อวี๋อินในร่างของผมเป็นคนอธิบาย “แล้วฝนก็ทำท่าจะตก เสี่ยวเกอเพื่อนนายก็ว่าตกแน่ เลยต้องมาหาที่หลบฝน นายตัวร้อนยังกับไฟไม่ได้สติ เลยผลัดกันกรองน้ำต้มน้ำมาสุมให้นายเหงื่อออก”

มิน่าเล่า ถึงได้มีเสื้อผ้ากองเต็มตัว

“เทียนเจิน นายรู้สึกเป็นไงบ้าง?” นายอ้วนแตะหลังมือบนหน้าผาก “ยังตัวร้อนอยู่”

ผมกะพริบตาปริบๆ ท่าทางนายอ้วนที่แสดงออกมามันดูร้ายแรง เขาดูเป็นห่วงผมมากอย่างไม่มีความประชดประชันปนอยู่ในนั้น ผมจึงปล่อยให้นายอ้วนกับอวี๋อินสำรวจตามใจชอบ

“นายเหงื่อออกมาก ตอนนี้รู้สึกหนาวรึเปล่า? อยากเช็ดตัวไหม?” สมเป็นพี่ชายมือวางอันดับหนึ่ง นึกถึงเส้าตี๋อวี้ผู้เป็นน้องบุญธรรมของอวี๋อินขึ้นมาจับใจ ว่าคงมีบางทีที่รู้สึกว่าเจ้าหมอนี่ขี้กังวลเป็นบ้า ถามยังไม่ทันขาดคำ ผ้าก็พร้อมในมือเสียแล้ว แต่มันตลกตรงที่เจ้าตัวอยู่ในร่างของผม ดูไม่เอาไหนเป็นอย่างมาก

“ขอบใจอาอิน นายใจเย็นก่อน ฉันรู้สึกจั๊กเดียมยังไงชอบกลตอนที่เห็นตัวเองทำตัวเลิ่กลั่ก แถมจะมาบริการเช็ดตัวให้อีก” มืออวี๋อินหยุดชะงัก ก่อนจะปาผ้าใส่หน้าผม

“แล้วนายคิดว่าเช็ดตัวให้ตัวเองมันสนุกรึไง?” มือคว้าผ้ามาเช็ดต่อ “ฉันก็รู้สึกผิดอยู่บ้างแหละ เพราะร่างกายฉันมันไม่ได้ถึกเหมือนนายนี่ เลยป่วยง่าย นายที่อยู่ในร่างฉันก็ซวยไป”

“ฉันว่านายให้พ่อรองตีหัวนายน้อยลงน่าจะช่วยนะ” น่าสงสารที่อวี๋อินสมัยเป็นนักศึกษานั้นโดนพ่อรองเขกตัวไม่ออมแรงอยู่หลายครั้ง ทั้งยังเจอวาระหัวแตกต้องเย็บ สมองเกือบได้รับความกระทบกระเทือนเข้าไปอีก กระทั่งมีฉายาว่า ‘นักศึกษาถูกซ้อม’ ฟังๆ ไปก็ดูทนไม้ทนมืออยู่ไม่น้อย

“ตอนนายกลับไปก็ทำใจกล้าบอกพ่อรองแทนฉันทีแล้วกัน” อวี๋อินถอนหายใจก่อนจะยื่นผ้าให้ “นายเช็ดต่อเองแล้วกัน ฉันไปช่วยอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้ดีกว่า”

ผมพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนที่นายอ้วนจะผละออกไปพร้อมอวี๋อิน เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระชับ

“ตอนที่นายไข้ขึ้นสูง มีช่วงนึงที่นายไม่หายใจ…. เทียนเจิน… อย่าทำแบบนี้อีกนะ”

“ไม่หายใจ?” ผมทวนคำถาม “เป็นไข้แค่นี้ถึงกับไม่หายใจเลยเหรอ?”

“ก็เกือบนาที พวกฉันแทบจะบ้าตายกันอยู่แล้ว” นายอ้วนถอนหายใจ “ถ้าไม่ไหวก็บอก ในเมื่อรวมกันเราอยู่ จะออกจากที่นี่ช้าไปอีกสักวันเพื่อนนายที่ชื่ออีไท่ก็คงยังไม่แก่ตายหรอกใช่ไหม?”

ผมแค่นหัวเราะให้นายอ้วนแล้วย้ำว่าตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว และกลับมาสนใจบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวผมที่สุดตั้งแต่ลืมตาตื่น

“นอนไหม?”

เพิ่งตื่นเมื่อกี้เองไหมครับเมินโหยวผิง ใจคอจะให้ได้กระดิกตัวบ้างไหม “ไม่ล่ะ ตอนนี้ฉันดีขึ้นแล้วจริงๆ” ผมยิ้มให้หนึ่งที “แต่ก็โล่งใจไปนะ ตอนแรกนึกว่าจะตื่นมาอยู่ที่ไหนอีกก็ไม่รู้ แบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย”

“อย่าหยุด เหงื่อออกเยอะ ไข้อาจจะขึ้นเพราะเหงื่อได้” มือนั้นแย่งผ้าผืนเล็กไปจากผมเมื่อเห็นว่าผมทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ จับนั่งหันหลังแล้วเช็ดตัวให้ตามใจชอบ

“ตอนฉันหยุดหายใจ พวกนายทำอะไรกันบ้างน่ะ?” ผมชวนคุยเพื่อไม่ให้บริเวณนี้เงียบเกินไปนัก

“ช่วยชีวิตนาย”

คำตอบสั้นกุดพาปิดบทสนทนาได้อย่างรวดเร็ว…

เช็ดตัวตามข้อพับเรียบร้อยก็จับผมใส่เสื้อผ้าทับเข้าไปอีก ทำให้รู้สึกหนาแน่น หายใจลำบาก ผมขอออกไปขอบนอกถ้ำเพื่อสูดอากาศ จึงเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มกับฝนที่โปรยปรายขัดกับฤดูที่ควรจะเป็น หรืออาจจะเป็นเพราะความชื้นในอากาศมีมากเกินไป หากแต่รัศมีการมองเห็นถูกกำจัดไว้ที่ราวแปดถึงสิบเมตร ที่เหลือปกคลุมด้วยไอชื้นจากดินกลายเป็นหมอก วิวสวยดีไม่หยอก แต่อย่างที่บอก… นี่ยังไม่ใช่เวลามาชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ

“หน้ามีสีเลือดแล้วนี่?” นายอ้วนยื่นชาร้อนสีเข้มมาให้ ผมรับแต่โดยดี

“ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะ” ผมพูดด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆ พลางจิบชา “ที่นี่ไกลจากจุดเดิมไหม ทำไมทัศนียภาพมันไม่คุ้นเลย พวกนายหิ้วฉันมานานแค่ไหน?”

“ก็ไกลอยู่ แต่มาในทิศที่ควรมานะ จากตรงนี้เดินอีกวันก็ออกจากป่าได้แล้ว”

“เดินวันนึง… นี่ฉันหลงไปอยู่ใจกลางโลกหรือไง” ผมคำนวนระยะทางคร่าวๆ แล้วก็เพลียแทนอวี๋อิน “จะว่าไป อวี๋อินอาการเป็นไงบ้าง?”

“ไม่รู้สิ? ปกติดีละมั้ง นอกจากตอนทำแผลที่เล็บเปิดที่ร้องลั่นป่า” ผมหัวเราะก๊ากจนเจ้าตัวที่อยู่แถวนั้นหันมามองค้อน… โอ.. หน้าตาผมตอนมองค้อนนี่แต๋วชิบ “ที่ขาก็ดีขึ้นตามสภาพ แค่ขาแพลงเอง ห่วงตัวเองเถอะ เดี๋ยวได้มีคนหัวใจหยุดเต้นเป็นเพื่อน”

“เอาน่ะ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว รับรองไม่หยุดเต้นง่ายๆ หรอก”

นึกถึงสภาพตอนถูกเช็ดตัว ร่างกายของอวี๋อินขาวกว่าผมเป็นทุนเดิม หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก สูบฉีดเลือดจนผิวกลายเป็นสีแดงเรื่อ เมินโหยงผิวยังต้องวัดอุณหภูมิอีกรอบด้วยเดาว่าผมคงไข้ขึ้น ร่างนี้คงเป็นโรคหัวใจ น่าเป็นห่วงกว่าไข้ขึ้นเสียอีก ไม่รู้อวี๋อินไปเช็คร่างกายครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

“เป็นอะไรหน้าแดง?” นายอ้วนทักทำเอาผมสะดุ้ง “ไข้ขึ้นรึเปล่า?”

“พอ” ผมยกมือท่าปางห้ามญาติ “ไม่ได้ไข้ขึ้น แค่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ”

“ฉิบหายเทียนเจิน! ร่างเพื่อนนายจะเป็นโรคห่าอะไรอีก?” นายอ้วนถึงกับตบหน้าผากตัวเองดังเพี้ยะ

“ใจเย็นน่า ที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นอะไรก็ได้ เดี๋ยวออกจากที่นี่ไปได้เมื่อไหร่ก็คงต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นอันดับแรกอยู่แล้วนี่ ถึงตอนนั้นก็คงจะรู้แหละ ตอนนี้ฉันยังควบคุมไหว สบายๆ”

“สบายบ้านแก ลองมาเป็นคนแบกดูบ้างไหมล่ะ” นายอ้วนเขกหัวเข้าให้ แต่ผมหลบทัน ร่างกายอวี๋อินไม่ควรโดนเขกหัวไปมากกว่านี้แล้ว เดี๋ยวได้กระโหลกยุบจริงๆ ผม(ที่เป็นเจ้าของร่างชั่วคราว)จะขำไม่ออก

“หูย… ทีฉันยังเคยแบกนายเลย อย่าหยุมหยิมน่า” ผมบอกปัดอย่างคร้านจะใส่ใจ อีกอย่าง ร่างกายอวี๋อินยังไงก็หนักน้อยกว่าร่างของผมเห็นๆ มันจะเอาอะไรไปลำบากได้ล่ะจริงไหม?

“เปล่า ทีแรกเพื่อนนายจะแบก แต่ฉันห้ามไว้ ดูท่าหมอนี่ชอบทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง” มืออูมโบกปัดๆ ท่าทีเพลียใจ “สุดท้ายเสี่ยวเกอต้องแย่งไปแบกเอง”

“อ้อ… สรุปว่านายไม่ได้มีส่วนร่วมเลยนี่หว่า”

“สัมภาระไงครับพ่อคุณ เดินตัวปลิวได้ก็ดีสิ” นายอ้วนว่า เงื้อมือทำท่าจะเขกหัวผมอีกรอบ แต่เปลี่ยนใจ ชะงักอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเดินไปเขกอวี๋อินที่อยู่อีกด้านนึงแทน

“โอ๊ย! เฮียหวัง เฮียตีผมทำไมอ้ะ!” อวี๋อินโวยวาย

“อยากเขกเทียนเจิน แต่มันบอกว่าร่างนายไม่ควรโดน เลยมาเขกร่างอู๋เสียแทน” คนพูดทำท่าเงื้ออีกรอบ อวี๋อินยกสองมือกุมหัว

“พอๆ แต่คนเจ็บมันผมนะเฮีย!”

ส่วนผม ดูอย่างบันเทิงเริงใจเป็นที่สุด

 

เราออกเดินทางช้าไปอีกหนึ่งวันเพื่อรอผมฟื้นสภาพ ได้ยาปฏิชีวนะที่นายอ้วนพกมาฉีดไปหนึ่งเข็มอาการก็ฟื้นตัวเร็วขึ้นมาก เหลือที่ขาของผู้ประสบภัยสองคน เว้นแต่อวี๋อินอาการดีกว่าผมเยอะ เดินกะเผลกท่าเดียวกันแต่อวี๋อินทำความเร็วได้ดีกว่า ส่วนผมนอกจากจะเป๋ไปเป๋มาแล้วยังปวดล้าไปทั้งขา ต่อไปนี้ผมจะบอกให้อวี๋อินออกกำลังกายเช่นการเดินหรือวิ่งแทนการขี่มอเตอร์ไซค์เสียบ้างจะได้ไม่ต้องมาเป็นภาระผมขนาดนี้

เราเดินผ่านผาหินชัน หน้าตาคุ้นๆ เหมือนผมได้ผ่านมาบ้างแล้ว บรรยากาศอึดอัดน่ากลัว ยิ่งวันนี้เมฆมาก แสงอาทิตย์ส่องถึงพื้นได้ไม่เต็มที่ ดูลักษณะแล้วพลังหยินมากพอตัว ขนาดอวี๋อินที่พูดมาตลอดทางยังเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ผมว่ามันต้องเป็นเพราะพลังงานบางอย่างที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเพื่อนเกลอของเรา พอคิดถึงตรงนี้ นายอ้วนก็เดินเฉไปทางผาหิน หน้าตาไม่สื่ออารมณ์แบบนี้พิรุธมาเต็ม อยากจะเดินไปดักแต่ขาไม่อำนวย เมินโหยวผิงเหลือบตามองนายอ้วนแล้วเดินตามไปเสียอย่างนั้น

เพื่อนสองคนของผมนี่ บางทีก็อยากจับล้างมือในอ่างทองคำให้หมด!

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” อวี๋อินหันมาถามอย่างหวาดระแวง

ผมส่ายหน้าอย่างจนปัญญาจะแต่งเรื่องมาตอบ “ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวสองคนนั้นคงเดินกลับมามั้ง”

“ไม่เอาล่ะ เดินไปทางนั้นเถอะ อยู่ระยะตามองเห็นใช่ว่าจะไม่โดนแยกกลุ่มเสียเมื่อไหร่”

ที่อวี๋อินพูดมามันก็มีเหตุผล แต่ไอ้คนที่บอกให้ผมเกาะกลุ่มกันนี่พุ่งตัวไปก่อนเลยคนแรกเลยนี่มันคืออะไร??

เพื่อนข้างตัวช่วยพยุงผมเดิน เมื่อได้โอกาสดีขนาดนี้ผมจึงบ่นพล่ามเรื่องข้อดีข้อการออกกำลังกายและภาระผูกพันธ์กับกล้ามเนื้อที่ผมต้องเผชิญแทนมันอย่างดุเดือด ทำเอาเถียงไม่ออกสักครึ่งคำ แต่ยังไม่ทันได้จบบทเทศนา เมินโหยวผิงเดินมาประชิดตัวก่อนจึงชะงักไป

“มีอะไรเหรอ?” ผมเอียงคออย่างุนงง มองไปยังนายอ้วนก็ยังดูหาที่ทางอะไรบางอย่างอยู่เลย “หรือว่าเจออะไร?”

“ส่งมือมา” เมินโหยวผิงตอบเสียงเรียบ ผมก็ส่งมือให้อย่างงงไม่หาย

มือนั้นจับประสาน จัดท่าให้แขนของผมพาดคอขาว อีกมือโอบรอบเอวกระชับแน่น พยุงให้ผมเดินไปรวมกลุ่มโดยง่าย อีกนิดเดียวขาของผมจะลอยจากพื้นอยู่แล้ว หันไปมองอวี๋อินที่เดินตามมาหน้างงๆ แล้วเราก็ยิ้มให้กันอย่างไม่มีความหมาย ในขณะที่ข้างในหัวอื้ออึงไปด้วยเสียงหัวใจเต้นระรัว

พอถึงจุดที่นายอ้วนยืนก้มๆ เงยๆ อยู่ ผมก็สะบัดหัวไล่ความรู้สึกแปลกๆ ออกไปจากสมอง

“ถามได้ไหมว่าเดินมาทำไมตรงนี้ หรือนี่ทางออกที่สั้นกว่า?” ผมถามเสียงเรียบ หรี่ตามองนายอ้วนที่ส่งยิ้มมาให้อย่างรู้เท่าทัน “เอาแบบคำตอบดีๆ”

“ไม่มีอาไร้ เดินมาดูวิวเฉยๆ” นายอ้วนไม่เปลี่ยนสีหน้า ตอบอย่างปกติที่สุดด้วยหางเสียงสูงปรี๊ด ที่ดูแล้วโคตรจะไม่ปกติเลยให้ตาย

“ที่จริงจากตรงนี้น่าจะลัดไปได้ แต่ดูทางแล้วน่าจะลำบาก” เมินโหยวผิงตอบตามตรง ชี้ให้เห็นถึงพื้นริมแม่น้ำสายเล็กที่ส่วนใหญ่เป็นก้อนหิน พื้นไม่เรียบสม่ำเสมอเหมือนทีแรก คนอื่นน่าจะไหว ผมเองคงใช้เวลาราวทากคลานท่ากรรเชียงซึ่งน่าถึงจุดหมายตามๆ กันไปในอีกหนึ่งปีให้หลัง

“เอาเป็นว่าฉันขอพูดอย่างชัดเจน คือ ‘เรา’ ไม่แวะ” ผมมองตรงไปที่นายอ้วน แบบจงใจให้เห็นว่าพูดกับเขา ไม่ใช่ใครอื่น “ขอล่ะ ทุกคนอาจจะยังไหว แต่ร่างกายที่ฉันอยู่มันไม่ค่อยไหว นายช่วยนึกถึงสภาพง่อยเปลี้ยเสียขาของมนุษย์ในเมืองอย่างอวี๋อินหน่อยได้ไหม”

“นายเหลือหน้าไว้ให้ฉันบ้างก็ได้นะอู๋เสีย” อวี๋อินแยกเขี้ยว แต่ผมหาสนใจไม่

“ฉันเปล่าแวะนะเทียนเจิน แค่เดินมาดูลู่ทาง”

“นายอ้วนหวัง พวกเรามีไส้กันกี่ขดก็รู้กันดีอยู่แล้ว ยังไม่ทันได้อ้าปากก็เห็นถึงตาตุ่ม อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ทันนายหน่อยเลย” ผมถอนหายใจยาว “เราจะมีเรื่องอะไรแบบนี้ทุกครั้งที่เดินทางไม่ได้นะ”

“เฮ้ย มันก็สนุกดีออก” นายอ้วนเดินมากอดคอผมหนักหน่วง “นี่แค่เดินมาสำรวจเฉยๆ รู้หรอกน่าว่าตอนไหนควรไม่ควร จำที่ได้แล้ว ไว้ค่อยมาก็ได้”

“เอ่อ…” อวี่อินยกมือ “นี่พูดถึงอะไรกัน?”

ผมกลอกตาเสียหนึ่งรอบ ก่อนจะตบไหล่ผลักภาระให้นายอ้วน

“เกี่ยวกับกรวยเขียวคว่ำเช้ากรวยขาวคว่ำค่ำ อะไรราวๆ นั้น”

“อะไรนะตั่วเฮีย?”

อย่าว่าแต่อวี๋อินเลย ขนาดผมยังงงไปด้วย แต่นายอ้วนโบกมือว่อน “เรื่องไร้สาระน่า ตอนนี้เราควรให้ความสำคัญกับการพาพวกนายออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน ไอ้ฉันก็ติดกินลมชมวิวไปเรื่อย ไม่มีอะไรร้อก”

เรื่องพูดจาดีหน้าตาดีนี่ไม่มีใครเกินนายอ้วนหวังจริงๆ สับขาหลอกแถเลือดซิบ “ก็ตามนั้น เป็นว่านายจะเดินทางไหนล่ะ ถ้าจะเร็วก็ไปทางนี้ก็ได้นะ แต่กลัวจะช้าว่าเดิมเพราะฉันเนี่ยสิ”

“มันจะไปยากอะไร ให้เสี่ยวเกอแบกไปสิ” มุมปากกระตุกยกขึ้นจนแก้มล้นแบบนั้น ทำเอาอยากร้องขอคำอธิบายเลยทีเดียว “เดี๋ยวพวกสัมภาระฉันถือให้เอง”

“พูดน่ะมันง่าย นายถามเสี่ยวเกอหรือยัง ทางก็ไม่ใช่ว่าจะใกล้นะ” อีกอย่าง ให้ผมอยู่บนหลังเมินโหยวผิงตลอดเวลาผมต้องเป็นบ้า ไม่สิ… ผมต้องหัวใจวายตายก่อนแน่ๆ “เอาเป็นว่าไม่เอาได้ไหม”

“โหวต!” อวี๋อินยกมือหรา พอผมหันไปมองหน้าตาเขียวก็อธิบายมาเสียงแห้ง “ฉันอยากกลับบ้านแล้วนะอู๋เสีย เร็วขึ้นสามสิบวินาทีก็เอาแล้วตอนนี้”

“ถามเสี่ยวเกอ! ถ้าเสี่ยวเกอไม่มีปัญหา ฉันไม่มีก็ได้” ผมพูดแล้วก็กุมขมับตัวเองในใจ

เอาจริงนะ ผมไม่เคยเห็นเมินโหยวผิงจะทำตัวมีปัญหาเรื่องเยอะเลย จะมีก็แต่ผมกับนายอ้วนนี่แหละที่ท่ามากกว่าชาวบ้านเขาเรื่อย ตอนที่นายอ้วนได้ยินที่ผมพูดไม่ทันจบประโยคก็ขำนำไปแล้ว ทั้งอวี๋อินยังไปร่ายข้อดีของการแบกผมอยู่บนหลังให้เมินโหยวผิงฟังอีก ….เร็วขึ้นสามสิบวินาทีก็เอาอย่างนั้นเหรอ.. อวี๋อินต้องให้คำตอบผมในเรื่องนี้!

 

คำตอบที่แน่นอนที่สุดก็คือความเร็วเฉลี่ยของทากที่คลานด้วยท่ากรรเชียงบนพื้นขรุขระ เท่ากับความเร็วที่ใช้ในการเดินของอู๋เสียเป็นคำตอบที่ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย เรื่องอะไรที่ผมจะต้องอยู่บนหลังของเมินโหยวผิงตลอดเวลาด้วยท่าหมีโคอาล่าแม่ลูกผูกพันธ์ด้วยล่ะ มันไม่ถูกต้องอย่างที่สุด ด้วยความรั้นของผม ก็ดื้อเดินเองจนได้ ท่ามกลางสายตาละเหี่ยเพลียใจของนายอ้วนหวัง และร่างกายของผมเอง (จึงได้สังเกตว่าหน้าตาผมตอนนี้ทำสายตาละเหี่ยนั้นน่าเตะเป็นบ้า) อวี๋อินเดินช้าเป็นเพื่อนผมอยู่บ่อยครั้งด้วยความรู้สึกผิดที่ร่างกายตัวเองแข็งแรงไม่เท่าร่างกายผม จึงมีอยู่ช่วงหนึ่งที่แทบจะโหนแขนอวี๋อิน(ร่างของผมเอง)เดิน เป็นความทุลักทุเลอย่างหาที่เปรียบมิได้

เราหยุดพักกันทั้งที่ดูจากสภาพหน้าตาแล้วไม่มีใครเหนื่อยยกเว้นผมที่หอบอย่างกับไปวิ่งมาแล้วสิบกิโลเมตร อวี๋อินยื่นน้ำให้ผมด้วยแววตาสงสารอย่างน่าหมั่นไส้

“อาอิน นายต้องกลับเร็วขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ? แบบสามสิบวินาทีก็เอาเนี่ย” เรื่องนี้คาใจผมเป็นอย่างมาก หรืออยู่ๆก็นึกห่วงน้องชายขึ้นมา?

“เอาจริงๆ ก็อยากมากนะ” สีหน้ากระอักกระอ่วนพอดูขณะพูดตอบ มือลูบท้ายทอยตัวเองอย่างลำบากใจ

“เพราะเส้าตี๋อวี้เหรอ?”

อวี๋อินส่ายหน้า ผมถึงกับคิ้วชนกัน

“แล้วมันเพราะอะไร?”

“เอ่อ… มันก็พูดยากว่ะ” อวี๋อินถอนหายใจ ทรุดตัวนั่งลงข้างผม ดวงตามองตรงไปข้างหน้า “อย่าโกรธนะ… นายรับปากก่อน”

“นายจะพูดอะไรกันแน่เนี่ย?”

ผมคิดว่าอาจจะเข้าใจได้นะ คนเรามันต้องมีความเห็นแก่ตัวกันบ้างแหละ อีกอย่าง บ้านอวี๋อินอยู่กันเป็นครอบครัว เพราะอย่างนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะห่วงคนที่บ้านหรือกลัวคนที่บ้านเป็นห่วง พ่อรองอวี๋เซี่ย หรือพ่อใหญ่อวี๋ถงคงไม่เท่าไหร่ แต่กับเส้าตี๋อวี้คงจะเป็นเรื่องใหญ่พอตัวสำหรับอวี๋อินกับการที่ไม่ได้เห็นหน้าน้องหรือพี่ไม่กลับบ้านนานเกินกว่ากำหนด

อวี๋อินตื้อให้ผมรับปาก ซึ่งก็ทำตามอย่างว่าง่ายด้วยยอมรับในเหตุผล

“คือ… ฉันคิดว่าฉันทนมองไม่ค่อยได้น่ะ”

“ตานายเป็นอะไร?” ผมเครียดขึ้นมาทันที ขยับเข้าไปใกล้มองตาตัวเองหาสิ่งผิดปกติ

“ไม่ใช่… คือ ฉันหมายถึงกับเสี่ยวเกอน่ะ”

ผมเบิกตากว้าง น้อยนักที่จะได้ยินอะไรแบบนี้ “เสี่ยวเกอทำอะไรนายเรอะ?”

“ไม่ได้ทำอะไรฉัน.. ไม่เชิง โอ๊ย! จะพูดยังไงดีวะ คือมันไม่ใช่กับฉันที่อยู่ตรงนี้ แต่มันคือกับนายที่หมายถึงร่างกายของฉันนี่!”

“ห๊ะ?” ผมร้อง กะพริบตาปริบอย่างไม่เข้าใจ ยิ่งฟังยิ่งงง

“ลองไปถามเฮียหวังดูละกันนะ” อวี๋อินตัดบทฉับเมื่อเห็นเมินโหยวผิงเดินเข้ามา

เกิดคำถามขึ้นในหัว เมินโหยวผิงทำอะไร? เขาไม่เห็นจะทำไม่ดีกับร่างกายที่ผมอยู่ตอนนี้ตรงไหน หรือเขาจะทำแต่ผมไม่รู้ตัว? มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับผม สองคนนี้ผมต่างเชื่อใจทั้งคู่ เรียกว่าถ้าบอกให้ผมโดดลงหน้าผาผมก็คงโดด เพราะเชื่อว่าคิดมาดีแล้วว่าสิ่งนี้มันดีที่สุดต่อผมจริงๆ สิ่งที่อวี๋อินพูดอาจจะแสดงถึงความไม่เชื่อใจในตัวเมินโหยวผิงรึเปล่า? เพราะหมอนี่ทื่อเป็นท่อนไม้ พูดอะไรก็ไม่ค่อยพูดด้วย หรือนิ่งเกินไปจนน่าสงสัย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา พาลคิดไปว่าอาจจะมีสิ่งผิดปกติอยู่ในหมู่พวกเราก็เป็นได้

เมินโหยวผิงมาถึงก็นั่งดูอาการที่เท้าของผมที่บวมขึ้นมาอีกรอบ คลายผ้าและพันเข้าให้ใหม่ ถึงแม้ผมจะพยายามเลี่ยงแง่งหินลาดเอียงเวลาก้าวขาเพียงใด บางทีมันก็พลาด บางครั้งก็ต้องลงน้ำหนักข้างที่ปวดอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงถือว่าเป็นภาระหนักสำหรับข้อเท้า แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่มีความคิดที่จะขี่คอขึ้นหลังใครสักคนไปหรอกนะ

เมื่อผ้าพันแน่นขึ้นก็ดูจะอาการดีขึ้น ผมร้องให้ทุกคนออกเดินทางต่อได้ คราวนี้อวี๋อินเห็นว่าเมินโหยวผิงอยู่กับผม จึงเดินนำไปกับนายอ้วนเฉย… ถ้าผมโดนจับแบก อวี๋อินเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบ!

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจะให้เป็น นั่นคือผมยังเดินด้วยขาของตัวเองอยู่ได้อย่างปกติแม้จะช้าก็ตาม เนื่องจากมีเมินโหยวผิงอยู่ด้วย ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแม้ขาจะขาด เมินโหยวผิงก็สามารถช่วยทำให้คุณเดินสะดวกได้อย่างแน่นอน มือพาดคล้องใต้วงแขนพาผมไปได้ทุกที่ สภาพเหมือนคนเล่นเกมวิ่งสามขา ต่างกันตรงที่ขาไม่ได้ผูกติดกัน ผมยกขาขึ้นเทน้ำหนักไปทางเมินโหยวผิงที่เดินสบายอย่างไม่รู้สึกรู้สา พวกเราเดินได้ยาวกว่าเดิมเมื่อผมได้ไม้ค้ำมีชีวิตทรงประสิทธิภาพ การเดินทางก็รุดหน้าขึ้น เมื่อเทียบจากในแผนที่ ก่อนฟ้ามืดวันนี้ก็คงจะถึงบริเวณอุทยานแล้ว

ถึงแม้ผมจะสบายเพียงไหน มันก็มีวาระเมื่อยตัวเกิดขึ้นเพราะไม่ใช่ท่าทางธรรมชาติ จึงต้องผละมายืดแขนขา ถึงแม้นายอ้วนจะบอกว่าให้ขี่หลังจะได้จบเรื่องกันไป วินาทีนี้ผมอยากซ้อนหลังอวี๋อินแต่เพียงผู้เดียว เพราะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่อวี๋อินต้องรับผิดชอบ ไม่อยากจะคิดว่าหลังจากที่ได้นอนเต็มอิ่มรักษาตัวแล้ว กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายจะปวดเมื่อยแทบแหลกสลายขนาดไหน

ผมนั่งบนโขดหิน ปล่อยเท้าเปล่าของตัวเองจุ่มลงทางน้ำไหลเย็นเฉียบ ข้อเท้าที่ปวดบวมก็คลายลง แช่อยู่ประมาณห้าหรือสิบนาทีได้ก่อนที่เมินโหยวผิงจะเดินมานั่งข้างๆ ผมกำลังจะเตรียมตัวลุกแต่อีกฝ่ายกลับนั่งข้างผมเฉย ยังดีที่ไหวตัวทัน พวกเรานั่งก็อยู่อย่างนั้นเงียบๆ เหมือนทุกที คนข้างตัวผมเงียบกริบ ถ้าไม่ปรายตามองก็จะแยกไม่ออกว่าคนหรือหิน สักพักจึงเห็นเขามองที่เท้าผมสังเกตอาการ จึงยกขึ้นเหนือน้ำอวดให้ดูว่าสภาพดูดีขึ้นแล้ว แทบจะไม่ปวดแล้ว(ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะชาจากความเย็นของน้ำ) เมื่ออาการผ่านผู้อนุมัติที่ส่งสัญญาณให้นายอ้วน ทางนั้นจึงเตรียมเดินทางต่อ ผมเช็ดเท้าใส่รองเท้า อีกข้างมีเมินโหยวผิงพันข้อเท้าให้อีกรอบ ครั้งนี้ผมคิดว่าเราคงเดินได้ยาวจนถึงทางออก

“มาเถอะ เราใกล้ถึงแล้ว” มือผอมและปลายนิ้วเรียวยาวยื่นมาให้ผมเพื่อช่วยดึงตัวลุกขึ้นยืน

“คราวนี้เราเดินจนออกไปได้เลยเถอะ กลัวจะมืดเสียก่อน” ผมว่าพลางรั้งเมินโหยวผิงที่จะเข้าท่าประจำที่ “ตอนนี้ฉันคิดว่าเดินไหวนะ ขอลองดูหน่อย”

เขาเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ และเดินไปด้วยกันโดยไม่ปล่อยมือ

 

เข้าเขตอุทยานสัญญาณมือถือก็เริ่มมา นายอ้วนติดต่ออีไท่แทบจะในทันทีเพื่อบอกพิกัดจุดนัดพบ คราวนี้ทุกคนตื่นตัว นายอ้วนเข้ามาช่วยพยุงผมอีกข้าง ฝั่งเดิมยังคงเป็นเมินโหยวผิง ผมตัวลอยขณะที่ทั้งคู่กึ่งเดินกึ่งวิ่งแข่งกับอวี๋อินที่เดินเซ ซึ่งไม่รู้จะแข่งกันทำไม แต่ก็ตลกดีเวลาที่นายอ้วนสะดุดจะล้ม แขนที่เกี่ยวคอของผมไว้ก็รั้งทั้งผมทั้งเมินโหยวผิงเป็นทอด แขนอวบอีกข้างดึงคอเสื้อของอวี๋อินเอาไว้ได้ สรุปว่าไม่มีใครล้ม มีแต่คนเกือบคอเคล็ดกันเป็นแถบ

เมื่อถึงจุดนัดพบ เห็นอีไท่ยืนโบกมือให้อย่างเริงร่า…. สมเป็นอีไท่ที่ไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับชาวบ้านเขา อีไท่มักจะมีเซนส์ที่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ไม่สามารถบังคับได้ว่าอยากรู้หรือไม่อยากรู้เรื่องอะไร เมื่อรู้จักกันใหม่ๆ คิดว่าเป็นอะไรที่ไร้สาระ แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสกิลของอีไท่กลับมีประโยชน์ต่อพวกเราอย่างมา ไม่แปลกใจที่หลายครั้งเขาสามารถตักเตือนอวี๋อินได้อย่างถูกต้อง (แม้ว่าอวี๋อินจะสนใจบ้างไม่สนใจบ้างก็ตาม)

พอได้เห็นทุกคนที่ยืนรออยู่ตรงนั้น ผมสะกิดอวี๋อินเผื่อทำการนัดแนะกันอย่างเร่งด่วน กับอีไท่ผมไม่เห็นเป็นปัญหา หมอนี่อาจจะรู้อยู่แล้วด้วยซ้ำ แต่กับคนอื่นผมไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวาย จึงนัดหมายกันง่ายๆ ว่าให้เออออจนตรวจร่างกายในโรงพยาบาลเสร็จสิ้นแล้วค่อยว่ากัน ผมจะอยู่ในสถานะของอวี๋อิน เหมือนกับที่อวี๋อินอยู่ในสถานะของอู๋เสีย

 

จากอุทยานถึงโรงพยาบาลในตัวเมืองผมนั่งหลับอยู่แถวหน้าหลังคนขับบนรถตู้ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงข้างๆ อีไท่ และมีอวี๋อินนั่งหลับอยู่แถวหลังสุดกับนายอ้วน เรามารู้สึกตัวอีกทีตอนถึงโรงพยาบาลแล้ว ผลการตรวจทุกอย่างไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับสมองตามคาด พวกเราโดนให้น้ำเกลือกันคนละขวดนอนนิ่งอยู่ในห้องรวมหนึ่งคืน โดยมีอีไท่มาสรุปสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟัง เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการมาเตี๊ยมกันล่วงหน้าก่อนนั่นเอง

“ของอู๋เสียคงไม่มีอะไรจะพูด” อีไท่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองเตียง เขาพูดอย่างไม่ระบุเจาะจงตัว ไม่หันข้างแสดงชัดเจนว่าพูดอยู่กับคนไหน “แต่ของอวี๋อินมีเยอะเลย ฉันเดาว่าพวกนายคงเจอเรื่องวุ่นๆ ระหว่างที่หลงป่ากันอยู่ เนื่องจากกินเวลานาน ฉันเลยออกตัวรับหน้ากับบรรดาพ่อๆ ของนายไปว่านายมาค้างอยู่บ้านฉัน แถมให้เพื่อนคนอื่นช่วยดัดเสียงเป็นนาย แต่ก็ไม่เนียนมานักหรอกนะ คุณอาอวี๋เซี่ยพยายามจับผิดหลายรอบแล้ว ยังไงก็คิดบทแก้ตัวเผื่อไว้ด้วย”

ระหว่างฟังผมนั่งนึกอยู่ในหัวว่าต้องโดนพ่อรองของอวี๋อินเขกหัวทั้งหมดกี่ครั้ง…

“แต่ที่หนักจริงๆ คือเสี่ยวอวี้…” อีไท่ยิ้มอ่อน “เสี่ยวอวี้แทบเขียนจดหมายคาดโทษให้ฉัน ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ว่าฉันโกหก ก็แย่หน่อยนะ เตรียมรับหน้าไว้ด้วยแล้วกัน เท่าที่ดูพวกนายยังดีที่สภาพภายนอกไม่บุบสลายเท่าไหร่ ไม่งั้นคงโดนซักกันยาว”

อวี๋อินกับผมมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ดูท่าว่าผมจะเจองานหนักเข้าเสียแล้ว

“และข่าวดีก็คือ…” อีไท่ยิ้มกว้าง ท่าทางจะไม่ใช่เรื่องดี “พรุ่งนี้พ่อรองและเสี่ยวอวี้จะมารับอาอินที่บ้านฉัน เวลาออกจากโรงพยาบาลคือบ่ายสาม สองคนนั้นจะถึงบ้านฉันประมาณหกโมงเย็น เวลาที่มี…ใช้ให้คุ้มนะ”

อีไท่พ้นจากประตูห้องก็ได้ยินเสียงจากเตียงข้างๆ โหยหวนขึ้นมา

“อู๋เสีย บอกทีว่านายเคยเรียนเอกการละครมาก่อน!” อวี๋อินทึ้งหัว ท่าทางอยากเอาหัวโขกหมอนตายให้รู้แล้วรู้รอด “เอาเป็นว่าที่นายจะเจอแน่ๆ คือกำปั้นของพ่อรอง พยายามอย่าให้พ่อรองโกรธมากกว่าที่เป็นอยู่ ท่าทางนิ่งๆ แปลว่าโกรธมาก นายอย่าพูดอะไรเยอะโดยเฉพาะกับอวี้ ไม่ๆ ที่จริงนายพยายามไม่พูดกับใครเลยนะดีที่สุด บอกว่าเจ็บคอหรืออะไรก็ได้ ถ้าอวี้ส่งกระดาษให้ก็ห้ามเขียนตอบกลับนะ เพราะลายมือนายสวยกว่าฉัน ต้องโดนจับได้แน่ๆ”

“เอ่อ… ฉันว่าแบบนี้จะยิ่งมีพิรุธรึเปล่า?” ผมคิดตามแล้วปวดหัวแทน “เอาเป็นว่าฉันจะมือซ้นแล้วกัน จะได้เขียนไม่ได้”

“เดี๋ยวก่อนสิ แบบนี้ฉันจะไปด้วยได้ยังไง?” อวี๋อินร้องขึ้นมาอีกคำรบ ยิ่งกว่ากระต่ายตื่นตูม

“ใจเย็นก่อน ค่อยๆ คิด เรื่องแค่นี้ฉันบอกว่าอู๋เสียอยากมาค้างที่บ้านก็ได้นี่ แบบว่าอยากเล่นเกมด้วย?”

“เออใช้ได้ๆ” อวี๋อินพยักหน้าหงึกหงัก “แล้-”

“พอก่อน” ผมปางห้ามญาติใส่ “เรายังมีเวลาอีกเยอะ ตอนนี้ควรพักผ่อนได้แล้ว เดี๋ยวนายอ้วนกลับมาจะโดนบ่นหูชาเสียเปล่าๆ เอาเป็นว่านอนก่อน ตื่นมาค่อยคิด รอปรึกษาตั่วเฮียของนายดีกว่า เรื่องแบบนี้หมอนั่นถนัดมากระดับปริญญาเอก”

ด้วยความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ พูดจบประโยคนั้นผมก็หลับไปอย่างง่ายดายโดยไม่ได้คิดถึงว่าอวี๋อินจะหลับลงได้อย่างไรในสถานการณ์นี้

ในความง่วงนี้…. ตัวใครตัวมันก่อนแล้วกันนะ




Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s