[Daomu fanfiction] 连接 -7-

不容易 – Not easy
[張起靈*吳邪]
_________________________________

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ราวกับเพิ่งได้ลืมตาตื่นไม่นาน แต่ตอนนี้พวกเราอยู่หน้าบ้านเดี่ยวพร้อมสวนในเฟสสาม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ดินราคาแพงบริเวณวงแหวนรอบนอกของตัวเมือง มีแขวนป้ายเขียนคำว่า ‘อวี๋’ เป็นที่เรียบร้อย ผมรู้ดีว่าตอนนี้ผมควรมีสติให้มาก ทั้งการเรียกชื่อของแต่ละคน หากพลาดก็คงหมายถึงความยุ่งเหยิงที่จะมีมากขึ้น จากที่นั่งง่วงงุนมาตลอดทางมาตื่นเต็มตาก็ตอนนี้เอง นายอ้วนที่ดูท่าจะสนุกมาตลอดยังถึงกับต้องตบบ่าอวี๋อิน(ในร่างของผม)อย่างเห็นอกเห็นใจ ระหว่างทางในรถผมยังเพลียอยู่มาก พ่อรองด่าอะไรผมก็ไม่ค่อยได้ฟัง เมื่อเห็นความอ่อนเพลียของผม พ่อรองจึงเขกหัวไม่แรงนักมาหนึ่งที ราวกับเป็นการผ่อนปรนให้สักครั้ง กับเส้าตี๋อวี้ผมแค่ยิ้มแล้วลูบหัวเสียหนึ่งทีก่อนจะหลับยาวยันมาอยู่หน้าบ้าน

บ้านของอวี๋อินดูอบอุ่นน่าอยู่ผิดกับบ้านของผมลิบลับ พ่อหน้าละอ่อนตัดผมสั้นทั้งสองคนของอาอินเป็นตำรวจทั้งคู่และยังเป็นฝาแฝดกันอีกด้วย ดีหน่อยที่พ่อใหญ่ใส่แว่นและดูอ่อนโยนกว่าพ่อรองเยอะจึงง่ายต่อการแยกแยะ ผมเอ่ยทักอย่างเกร็งเล็กน้อยก่อนจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักเพื่อนๆ ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย แม้ว่าพ่อทั้งสองจะมีคำถามตอนที่แนะนำนายอ้วนก็ตาม ก็หน้าตาดูไม่ใช่รุ่นเดียวกันเลยนี่นะ…

ศึกหนักของผมอยู่ที่น้องชายบุญธรรมตาสีม่วงประหลาด ผมที่โดนอวี๋อินเขย่าตื่นมาแต่เช้าเพื่อรับรู้เรื่องของพ่อๆ ตัวเองราวสิบนาทีและเรื่องของน้องชายประมาณสองชั่วโมง พอจะรู้แล้วว่าทำไม

เส้าตี๋อวี้จ้องผมตั้งแต่ตอนเจอหน้ากันครั้งแรก อาจจะเพราะทั้งสองคนสนิทกันมากเกินไป บรรยากาศโดยรอบของผมกับอวี๋อินแตกต่างกันทำให้น้องชายรู้สึกตัวแทบจะทันทีที่เจอหน้า อวี๋อินเล่าว่าเส้าตี๋อวี้เคยเป็นใบ้ไม่ใช่ด้วยปัญหาทางกายภาพ ตอนนี้แม้จะพูดได้แล้วแต่น้อยครั้งนักที่จะพูด และเจาะจงพูดกับอวี๋อินเท่านั้นในแบบที่ต้องบังคับคู่เข็ญ ฟังเรื่องของเสี่ยวอวี้ในช่วงเวลาหลังจากเรียนจบมาแล้วก็รู้สึกว่าอวี๋อินนี่ช่างขี้ตามใจเสียจริง…. ไอ้คนติดน้อง

ผมและอวี้มีหน้าที่พาแขกทุกคนไปที่ห้อง แน่นอนว่าผมไม่ไม่รู้หรอกว่าห้องไหน ด้วยไม่เคยมาบ้านอวี๋อินสักครั้ง ดีที่อวี๋อินในร่างของผมทำเนียนมาเดินข้างๆ กึ่งชี้นำเส้นทาง เมื่อถึงห้อง ผมก็ส่งสายตาอยากปรึกษาให้เป็นเรื่องเป็นราว ติดอยู่ที่เส้าตี๋อวี้ที่ยังคงยืนหน้าตายอยู่ข้างๆ เมินโหยวผิง…. ผมชักรู้สึกลายตาอย่างกับเห็นภาพซ้อนว่าน้องจะโตมาเป็นคนแบบไหน….

ลองนึกภาพตามผมนะ เส้าตี๋อวี้หน้าตาไม่รู้สึกรู้สา ส่วนสูงเกือบจะเท่าผม นัยน์ตาสีม่วงสีสวยไม่บ่งบอกความใด เรือนผมสีดำสนิทนั้นปรกดวงตาเล็กน้อยราวกับพยายามพรางสีตาอันแปลกประหลาดของตัว ร่างค่อนข้างบางอยู่ในเสื้อฮู้ดแบบสวมหัวสีครีม………..คุ้นๆ กันบ้างไหม แล้วยิ่งยืนอยู่ข้างกัน สูงไล่เลี่ยกันอย่างกับเห็นภาพซ้อน ไม่ค่อยแปลกใจแล้วว่าว่าทำไมอวี๋อินมีความสามารถในการคุยฉอดๆ กับเมินโหยวผิงได้เป็นวรรคเป็นเวร

“อวี้ ขอเวลาคุยกับเพื่อนสักเดี๋ยวได้ไหม นายเอาขนมขึ้นมาให้หน่อย” ผมพูดอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดถึงขนาดนี่อวี๋อินลอบยกนิ้วโป้งให้อย่างชมเชย

เส้าตี๋อวี้หยิบมือถือตัวเองขึ้นมา กดพิมพ์ข้อความสั้นๆ แล้วยื่นให้ผมดู ‘ไม่’

“อวี้… หรือนายจะอยู่คุยกับเพื่อนๆ ของฉันแทน แล้วฉันลงไปเอาขนม?” ผมยังเนียนต่อได้อยู่

‘ไม่’ เส้าตี๋อวี้ยื่นหน้าจอเดิม ก่อนจะกลับไปพิมพ์ใหม่ ‘จะลงก็ลงไปด้วยกัน จะคุยก็ต้องอยู่ด้วยกัน’

ผมอ่านแล้วถึงกับอึ้งไปเลย เหลือบตามองอวี๋อินที่ยิ้มแห้งมาให้แล้วอยากจะเขกหัวสักที “อวี้…” ผมคราง “ขอร้องล่ะ ถ้าในตู้เย็นมีพุดดิ้งอยู่ ฉันยกให้นายเลย”

‘กินหมดไปตั้งนานแล้ว’ เส้าตี๋อวี้ยังคงทำหน้านิ่งพิมพ์อย่างไม่รู้สึกรู้สา

“ฉันจะซื้อให้อีก”

‘ไม่รับสินบน’ นัยน์ตาสีม่วงมองผมอย่างเรียบเฉย ‘อีกอย่าง มันเป็นหน้าที่ของอาอินอยู่แล้วที่จะต้องซื้อ’

ผมตัดใจ หันไปมองทุกคนอย่างช่วยไม่ได้ เราอาจจะต้องส่งข้อความปรึกษากันแทน แต่ก่อนหน้านั้นต้องชาร์จแบตเตอร์รี่โทรศัพท์มือถือให้เต็มเสียก่อน

“โอเค ตามใจนาย” ผมยอมแพ้ หันไปพูดกับเพื่อนๆ ต่อ “เป็นว่าพวกนายพักกันห้องนี้ สามคนน่าจะอัดกันไหวเนอะ?” แน่นอนว่าเรื่องห้องนอนนี้อวี๋อินก็ได้นัดแนะมาแล้วเช่นกัน ทางเลือกมีทางเดียวคือต้องนอนให้พอ เพราะห้องของอวี๋อินอาจจะมีบางครั้งที่เส้าตี๋อวี้มานอนด้วย ในทางเดียวกัน ห้องของเส้าตี๋อวี้อาจจะมีบางที่ที่เรียกอวี๋อินไปนอนด้วยเช่นกัน ห้องของตัวเองยังไม่เท่าไหร่ จะห้องของน้องนี่หวงขาดใจ

“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ” ทันทีที่ได้ยินเสียงเมินโหยวผิง ผมปลื้มปริ่มน้ำตาจะไหลด้วยความปิติ “พาไปหน่อย”

เส้าตี๋อวี้ยังคงหน้านิ่ง แต่จากแววตาพออ่านได้ว่าลำบากใจ เมินโหยวผิงเจาะจงหันไปพูดด้วยโดยเฉพาะ ในเมื่อช่วยไม่ได้ เส้าตี๋อวี้ก็พยักหน้ามาพาเดินออกนอกห้องไปในที่สุด

“เสี่ยวเกอสิบแต้ม” นายอ้วนขานคะแนน

“เอาไปร้อยเลย” อวี๋อินว่าพลางถอนหายใจ

“ฉันให้ถ้วยพร้อมใบประกาศเกียรติคุณด้วย” ผมสมทบ “ไอ้ฉิบหาย น้องนายแม่งรู้แล้วแน่ๆ”

“ก็ว่างั้น” อวี๋อินทรุดตัวนั่งลงบนเตียง “ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้เลยนะ”

“เท่าที่ฟังจากอาการติดน้อง ฉันว่าก็ไม่น่าแปลกใจหรอก” ผมทับถม “แล้วเอาไงล่ะ? จะเล่าให้น้องนายฟังมั้ย?”

อวี๋อินทำหน้าตาไม่เห็นด้วยปนสับสน นายอ้วนถึงพูดเสริม “เสี่ยอ้วนว่าเล่าเหอะ อะไรๆ มันอาจจะง่ายขึ้นก็ได้นะ เชื่อเถอะว่าน้องน้อยของนายไม่อยากให้พี่ติดอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้นานนักหรอก”

“ใครจะเล่าล่ะ?” อวี๋อินถามหน้าซื่อ จึงโดนผมโบกศีรษะไปทีนึงอย่างเก็บกด

“ก็เอ็งน่ะสิ! จะเป็นใครได้อีกเรอะ น้องก็อยากฟังจากปากพี่มากที่สุดแล้ว ทีเรื่องแบบนี้ล่ะคิดไม่ได้” ผมว่าพลางถอนหายใจ “เออ คืนนี้มารวมตัวกันที่นี่ก่อนก็ได้นะ จะได้แบ่งที่นอนกันด้วย เพราะอาอินก็อยากนอนห้องตัวเองมากกว่าใช่ไหมล่ะ?”

“รอดูสถานการณ์กันไปก็แล้วกัน แต่บอกก่อนเลยว่าห้องนี้อัดกันห้าหกคนนี่เสี่ยอ้วนยอมไปเปิดโรงแรมนอนกับเสี่ยวเกอน้อยสองคนดีกว่า” นายอ้วนพูดติดตลก “ว่าแต่ตอนนี้เราจะทำอะไรกันเหรอ? วางแผนว่าจะอยู่ที่นี่สองสามวันมันนานไปรึเปล่า?”

ผมคิดดูแล้วก็เห็นด้วย ปัญหามีก็ควรรีบแก้ “ฉันจะลองหาข้อมูลเรื่องพวกนี้ดูก่อนก็แล้วกัน… นายจะลองเลียบเคียงถามเสี่ยวฮัวดูไหมล่ะ?”

“จะอ้อมโลกทำไม ก็เล่าให้ฟังเลยไหม?”

ผมส่ายหน้าอย่างไม่เห็นควร “ไม่ล่ะ เสี่ยวฮัวคงมีธุระเยอะแล้ว ถ้าจะต้องมาวุ่นวายเรื่องนี้อีกฉันว่าไร้สาระเกินไป” เหตุผลของผมดูฟังขึ้น นายอ้วนพยักหน้าตอบ “อาอิน เราควรใช้โอกาสนี้เตี๊ยมกัน บอกตามตรง งานนี้หนักสำหรับฉันเหมือนกัน ฉันอยากรู้ให้แน่ก่อนว่าต่อจากนี้ไปจะไม่มีตัวละครมาเพิ่มใช่ไหม?”

อวี๋อินเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบมาด้วยเสียงที่ไม่มั่นใจนัก “…คิดว่าไม่มั้ง?”

“มั้งเรอะ?!”

“คือมันก็อาจจะมี ถ้าโชคเข้าข้างก็คงไม่มี…. เอาน่า ฉันสัญญาว่ามันจะไม่เป็นปัญหา” อวี๋อินพูดเสียงอ่อย “เป็นเพื่อนร่วมงานของบรรดาพ่อของฉันน่ะ ถ้าได้ยินข่าวว่าเปิดปาร์ตี้เล่นเกมก็อาจจะมาแจมด้วยก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ ไม่น่ามีปัญหาหรอก”

“นายว่างั้นก็ตามนั้น…ขอรายละเอียดหน่อยสิว่าตอนนายอยู่บ้านนี่ทำอะไรบ้าง?”

ยังไม่ทันได้มีใครอ้าปาก ประตูก็เปิดออกเป็นบุคคลหน้านิ่งสนิทสองคนเดินเข้ามา ดูท่าเมินโหยวผิงไม่รู้จะถ่วงเวลามากกว่านี้ได้ยังไงแล้ว

ส้าตี๋อวี้พิมพ์ยุกยิกในมือถือแล้วยื่นมากลางวง เป็นอันว่ารู้กันว่าได้เล่ากันยาวแน่แล้ว

‘อาอิน ไหนบอกว่าเราไม่มีความลับต่อกันไง?’

 

ผมปล่อยให้พี่น้องได้เคลียร์กันเองโดยอยู่แค่ช่วงแรกของการสนทนาแนะนำตัวเท่านั้น จากนั้นก็ชวนนายอ้วนลงมาชั้นล่างเพื่อสำรวจที่ทาง โชคดีที่ตอนนี้ทุกคนออกไปทำงานกันแล้ว ผมเริ่มจากในครัวเป็นอย่างแรก พยายามจำตำแหน่งจานช้อนส้อม ตำแหน่งของสิ่งของต่างๆ ก่อนจะสำรวจห้องที่เหลือ เนื่องจากไม่มีอะไรซับซ้อน จึงสามารถวาดแปลนคร่าวๆ ในหัวได้ สุดท้ายก็มานั่งฟังนายอ้วนบ่นอยากบุหรี่บริเวณโซฟาหน้าโทรทัศน์ที่มีเครื่องเกมอยู่ด้วย

การนั่งเฉยๆ นี่ก็ดีนะ…

ผมเห็นเมินโหยวผิงที่เดินกวาดสายตามองนั่นมองนี่โดยไม่แสดงท่าทาง ไม่กี่อึดใจก็เหลือบตาสบ หมอนี่เซนส์ดีจนน่าหมั่นไส้ เขาเดินมาใกล้ราวกับจะรอรับคำสั่ง

“…ฉันออกไปสูบหน้าบ้านก็ได้ สัญญาจะไม่มีกลิ่นติดตัว” นายอ้วนยังครวญไม่เลิก

“งั้นออกไปข้างนอกไหม? ไปเที่ยวแถวนี้ดูบ้างเปิดหูเปิดตา” ผมหาทางออกให้

“นี่ไง นายไปกับเสี่ยวเกอ”

นายอ้วนถอนหายใจยาว “สงสัยฉันคงได้ออกไปคนเดียวมากกว่ามั้ง”

ผมเอียงคออย่างไม่เข้าใจ “ฉันยังไม่เห็นนายชวนเสี่ยวเกอสักคำ”

“นายพูดว่านายไปด้วยสิ เสี่ยวเกอน้อยจะได้ออกเดินทาง” นายอ้วนพูดกลั้วหัวเราะ ชอบใจประโยคที่ตัวเองพูด

“ไส้ไปติดกันตอนไหนไม่ทราบหา?” ผมตัดบท “เออ ใครจะไปไหนก็ไป แต่ในบริเวณบ้านห้ามสูบบุหรี่เข้าใจไหม เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของเยาวชน คิดเสียว่าอยู่โซนวรรณกรรมเด็กก็แล้วกัน”

ในสภาพที่ยังตกลงอะไรกันไม่ได้ พ่อใหญ่อวี๋ถงก็เปิดประตูบ้านเข้ามา นายอ้วนที่นอนเอกเขนกอยู่กลับเปลี่ยนนั่งท่าทางเรียบร้อย ผมเอ่ยทักพ่อใหญ่ตามอย่างที่เคยได้ยินอวี๋อินพูด

“ทำไมวันนี้พ่อใหญ่กลับเร็วจัง?”

อวี๋ถงยิ้มบางก่อนจะเดินมาขยี้หัวผมอย่างไม่ออมแรง “กลับมาดูว่าบ้านเรียบร้อยดีไหมเท่านั้นแหละ แล้วเป็นไงเราไปเดินป่ามาเป็นไงบ้าง?”

“ก็ดีฮะ ปวดทั้งตัวเลยตอนนี้” ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะสวมบทบาทอวี๋อิน แม้ว่าจะอยากกินลิ้นตัวเองเต็มที “วันนี้เราจะกินอะไรกันเหรอ? พ่อใหญ่จะทำอะไร?”

“เป็นของโปรดลูกดีไหม? เสี่ยวอวี้จะได้ดีใจด้วย” ฟังแล้วค่อนข้างสับสน ตกลงทำให้อวี๋อินหรือทำให้เส้าตี๋อวี้ “แล้วเพื่อนเราอีกคนไปไหนล่ะ? เสี่ยวอวี้ล่ะ?”

ฉิบหาย… ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอวี๋อินกับเส้าตี๋อวี้ต้องตัวติดกันไม่ทันได้คิด

“เอ้อ… อวี้.. พอเห็นว่าอู๋เสียชอบอ่านหนังสือเหมือนกันเลยเอาแต่คุยเรื่องนู้นเรื่องนี้อยู่บนห้อง…”

“แปลกนะ เสี่ยวอวี้ทำท่าอยากเจออาอินมาตลอดเลยแท้ๆ ….แต่ก็สมควรโดนทิ้งบ้างนะอาอิน” พ่อใหญ่หัวเราะคิกก่อนจะขอตัวไปเตรียมมื้อเย็น

“ไอ้สองพี่น้องนี่มันอยู่กันยังไงของมัน?” ประโยคของนายอ้วนราวกับออกมาจากสมองของผมยังไงยังงั้น

“ไม่ไหวละ ฉันไปตามสองคนนั้นดีกว่า”

 

มื้อเย็นเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ได้ชิมฝีมือพ่อใหญ่ที่อวี๋อินเคยอวดนักอวดหนา พบว่าสมกับที่อวดอ้าง แม้อาหารจะแตกต่างจากที่พวกผมกินอยู่ประจำก็ตาม ช่วงเวลาที่แย่คือก่อนจะนั่งลงพร้อมหน้าผมโดนฤทธิ์หมัดเหล็กจากพ่อรองไปสองที… นึกว่าหัวจะแตกเสียแล้ว แถมหางตายังเห็นนายอ้วนที่พูดกล่อมอะไรเมินโหยวผิงอีกต่างหาก ช่างวุ่นวายดีแท้

ทางด้านการนั่งบนโต๊ะอาหาร เส้าตี๋อวี้ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แถมมาเกาะแกะผมด้วยท่าทีอ้อนๆ แม้แววตาจะเย็นชาทำผมเหงื่อตกไปเหมือนกัน อย่างที่นายอ้วนพูด…. ไอ้พี่น้องคู่นี้นี่มันอะไรกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพราะว่าเส้าตี๋อวี๋ไม่น่ารักหรือเป็นเด็กไม่ดี เป็นตัวผมเองที่ไม่เคยคุ้นกับการที่มีคนมาเกาะแกะระดับนี้ บ้านผมมันเลี้ยงอย่างปล่อยปละมากกว่ามาปลอบโอ๋ ถ้าไม่ติดที่สายตาเย็นเยียบที่โคตรจะขัดกับท่าทางที่แสดงออกนั่น ผมว่ามันก็เพลินๆ ดีเหมือนกัน ถ้าเราจะมองข้ามสายตาริษยาของอวี๋อินในร่างของผมได้ด้วย

การแบ่งห้องนอนก็ไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มแรกทุกคนเข้านอนตามหน้าตาและร่างกาย เมื่อบ้านสงบเงียบ อวี๋อินจะเดินกลับมาที่ห้องของตัวเองเพื่อปั่นงานที่ตัวเองรับมาตั้งแต่ก่อนไปเดินป่าให้เสร็จเรียบร้อยตามกำหนด โดยมีเส้าตี๋อวี้เป็นผู้ช่วยอยู่ข้างๆ ส่วนผมเองหลังจากนอนกลิ้งมองพวกนี้อยู่นานก็เบื่อ เดินไปห้องนอนสำหรับแขกถกเรื่องปัญหาวิญญาณอะไรนี่ต่อ พูดไปก็วนในอ่าง สิ่งที่อยู่ในหัวของพวกผมไม่ค่อยมีเรื่องพิธีกรรมสลับร่างเรียกวิญญาณ มีแต่เรื่องเครื่องหมิงข้อสังเกตของจริงของปลอม วิธีพูดล่อหลอกคน การเอาตัวรอด เหล้าและบุหรี่ก็หมดทั้งสมองแล้ว

 

วันถัดมาผมรู้สึกไม่ดีนัก วิงเวียนคลื่นเหียนจนไม่อยากจะทำอะไร น่าจะเป็นเพราะหมัดพ่อรองแรงเกินไป สงสัยจริงว่าอวี๋อินโตมาได้ยังไงโดยที่สมองไม่เพี้ยนไปเสียก่อน ก็ไม่แน่ หมอนั่นอาจจะกะโหลกหนาก็ได้

ด้วยอาการวิงเวียนนี้ทำให้ผมไม่อยากทำอะไรเท่าไหร่นัก ได้แต่กินยาแล้วก็นอนอยู่บนโซฟา ไม่สนว่าคนอื่นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร จวบจนกระทั่งตอนเย็น ผมรู้สึกตัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง ได้ยินพ่อใหญ่พูดว่าพ่อทั้งสองติดคดีคงไม่สามารถกลับมาได้ในคืนนี้ ผมกวาดสายตามองไม่เห็นร่างตัวเองอยู่แถวนี้ก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา เมื่อลุกขึ้นมานั่งกลับเห็นนายอ้วนและเมินโหยวผิงแบกร่างอู๋เสียเดินมาทางนี้ โดยมีเส้าตี๋อวี้หอบข้าวของเดินเร็วๆ อยู่ด้านหลัง โชคดีที่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พ่อออกจากบ้านไปพอดิบพอดี

ผมเป็นอีกคนที่เข้าไปช่วงประคองให้อวี๋อินนอนบนโซฟาแทนที่ผม สอบถามได้ความว่า วันนี้อวี๋อินและน้องชายไปห้องสมุดด้วยกัน แต่ขากลับระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์อวี๋อินก็วูบไป ทั้งคู่ปล่อยพาหนะให้ไถลกลิ้งไปอีกทาง จากตรงนั้นระยะทางมาถึงบ้านไม่ไกลนัก เส้าตี๋อวี้จึงเรียกสองคนที่ใช้การได้ไปช่วยแบกร่างนั้นเข้ามา เท่าที่ดูอาการมีแต่แผลถลอก เจ้าตัวไม่ได้หมดสติเพียงแต่เวียนหัวจนแทบอ้วกเท่านั้น ร่างของผมนอนตัวซีดทั้งที่เหงื่อเต็มตัว นายอ้วนกับเมินโหยวผิงเสมือนทำอาชีพนายพยาบาลและผู้ช่วย ผมช่วยเส้าตี๋อวี้เข็นมอเตอร์ไซค์สีถลอกกลับมาที่บ้าน ระหว่างที่เฝ้าดูอาการคนป่วยเราผลัดกันไปอาบน้ำ

ขณะที่สถานการณ์กำลังคงที่ ตัวผมเองก็เกิดอาการเหมือนถูกกระชากเครื่องในอย่างรุนแรง เจ็บปวดเสียจนร้องออกมาเป็นคำไม่ได้ ล้มดิ้นปัดเหยียดคู้บนพื้นข้างโซฟานั่นเอง นายอ้วนลุกขึ้นใช้ขาเหยียบตัวผมยังเอาไม่อยู่ สมองเหมือนถูกบีบเค้นประหนึ่งฟองน้ำ ภาพทุกอย่างกลายเป็นภาพซ้อนตามมาด้วยภาพทีวีล้มคือสิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น

 

เสียงพูดคุยงึมงำน่ารำคาญทำให้ผมลืมตาตื่น รู้สึกปวดท้ายทอยเป็นอย่างมาก มองไปรอบๆ ไม่เห็นใครนอกจากเมินโหยวผิง แต่ยังคงมีเสียงพูดคุยแผ่วเบาดังผ่านประสาทหู ผมลุกขึ้นมานั่งพยายามหาที่มาของเสียง เมินโหยวผิงกดตัวผมนอนลง ยิ่งนอนยิ่งได้ยินชัด ปากของเมินโหยวผิงเรียบสนิท เสียงไม่ได้มาจากเขาอย่างแน่นอน ผมนอนลงไม่ได้ รับรู้ถึงเสียงเหล่านี้นานเข้าเริ่มรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาอีกละรอก

“ฉัน-”

“รอก่อน” เมินโหยวผิงว่า ท่าทางกำลังคอยบางอย่างอยู่จริงๆ “ตั้งสมาธิ”

ผมสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสมาธิให้สภาพผิดปกตินี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปนัก ในเมื่อใจความไม่ได้อยู่ที่ตั้งจิตให้สงบ แปลว่าเราจะตั้งสมาธิไปกับสิ่งใดก็ได้ และผมเลือกเสียงงึมงำนี้

จากที่ได้ยินไม่ชัดก็เริ่มชัดเจนขึ้น แยกแยะเสียงดูเหมือนบทสวดภาษาที่ผมไม่รู้จัก เสียงนั้นออกมาจากปากคนคนเดียวในที่ปิดจึงกลายเป็นเสียงสะท้อน จังหวะการพูดนั้นไม่สม่ำเสมอ แลกราดเกรี้ยว ฟังนานเข้ารู้สึกขนลุก ก่อนที่ผมจะหลุดออกมาด้วยเสียงเปิดประตูของนายอ้วน

“ช้ากว่าประมาณสิบนาทีเหมือนเดิม” นายอ้วนพูด

เมินโหยวผิงพยักหน้ารับ ดูเหมือนครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ “ลุกขึ้นไหวไหม?” ขณะที่พูดนี่ก็ช่วยผมลงจากเตียงอยู่ นายอ้วนเดินนำไปก่อนแล้ว จึงเพิ่งสังเกตว่าตัวเองอยู่ในห้องนอนแขก

“อวี๋อินล่ะ?” ผมถาม พยายามมองตรงทางเดียวหลีกเลี่ยงอาการเวียนหัว

 

อิน

ร่างของผมที่อยู่บนเตียงนั้นดิ้นปัดไปมา ทรมานอย่างมาก น้ำตาน้ำลายไหลปนกันแยกแยะไม่ได้ ฟันสบกันแน่นเพื่อกลั้นเสียงร้อง บิดตัวพล่านอย่างกับโดนโยนลงหม้อน้ำเดือด

“ก่อนหน้านี้นายเป็น” เมินโหยวผิงพูดเสียงนิ่ง

จบคำผมตั้งใจมองอวี๋อินมากขึ้น อาการแบบนี้มันหมายถึงอะไรได้บ้าง? เส้าตี๋อวี้ดูสงบอย่างประหลาดอยู่ข้างเตียงแม้มือจะกำแน่น ร่างกายเกร็งเริ่มแน่นิ่ง

“มันอาจจะมีความหมายบางอย่าง” นายอ้วนพูดเสียงเครียด ลองลำดับดูก็พบสิ่งที่ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ ตอนแรกเป็นผม เมื่อผมหยุดจะกลายเป็นอวี๋อินในอีกสิบนาทีให้หลัง และสลับกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถ้านับตามจำนวนรอบ นี่เป็นรอบที่หกแล้ว จากอาการตกใจจึงเป็นการวิเคราะห์แทน

“มันเป็นรูปแบบเกินไป” ผมออกความเห็น เนื่องจากได้บทเรียนจากตอนเดินหลงอยู่ในป่า “แล้วในระหว่างสิบนาทีนั้นเกิดอะไรขึ้นไหม?”

นายอ้วนถอนหายใจ “มี”

และเป็นเส้าตี๋อวี้ที่ยื่นสมุดให้ผมอ่าน เป็นลายมือเขียนที่ใช้ได้ทีเดียว หน้าสมุดแบ่งเป็นสองฝั่ง คือผมและอวี๋อิน เขียนเหมือนกันทั้งสองข้างยกเว้นบรรทัดสุดท้าย ฝั่งของอวี๋อินยังว่างอยู่

รอบแรก ‘ไม่เกิดอะไรขึ้น’ รอบที่สอง ‘นอนลืมตาแต่เรียกไม่ได้สติ ตบไม่ได้สติ ไม่มีการตอบรับใดๆ’ รอบที่สาม ‘ยืนบนเตียงนิ่ง ตาไม่ตอบสนองกับแสง ตัวแข็งขนาดที่ไม่สมารถอุ้มลงมานอนได้’ รอบที่สี่ ‘นอนดิ้นเหมือนละเมอ หัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมกัน’ รอบที่ห้า ‘พยายามทำร้ายบุคคลอื่น’ รอบที่หกอยู่บรรทัดสุดท้าย ด้านของผมเขียนคำว่า ‘ตื่น’

ผมจ้องหน้ากระดาษนี่รู้สึกเหมือนอ่านนิยายสยองขวัญอยู่ นึกไม่ออกเลยว่าผมที่ยืนอยู่ตรงนี้จะทำอะไรแบบนั้นได้อย่างไร โดยเฉพาะช่องที่เขียนว่า ‘ทำร้ายบุคคลอื่น’

“อันนี้เล่ามาให้ละเอียดหน่อย” ผมชี้ที่ข้อความแล้วหันไปถามแบบไม่เจาะจง

“นายพยายามลงมือกับเสี่ยวเกอน่ะ” นายอ้วนทำท่าไม่อยากเล่า แต่เหมือนจะเป็นคนเดียวที่ต้องรับหน้าที่นี้อย่างจำยอม

ผมอ้าปากค้าง โชคดีแค่ไหนที่ยังไม่ตาย “ฉันน่ะนะ? แล้ว… เสี่ยวเกอเป็นไรไหม?”

เมินโหยวผิงมองนิ่งตอบผม เห็นอยู่ชัดๆ ว่าสบายดี แน่นอนสิ ฝีมือระดับผมจะไปทำอะไรเขาได้… ผมเกือบจะคิดแบบนั้นอยู่แล้วถ้าไม่เห็นรอยที่คอขาวนั้น นายอ้วนตบบ่าผม

“เสี่ยวเกอไม่เป็นไร นายก็ไม่เป็นไร อาจจะแค่เจ็บท้ายทอย” …นั่นรับได้ ผมสมควรโดนแล้ว

“แล้วทำไมปล่อยให้ฉันทำ?” ผมหันไปหาเมินโหยวผิง ข้อนี้ต่างหากที่ผมไม่เข้าใจ การเคลื่อนไหวของร่างกายนี้จะเร็วแค่ไหนกัน ผมไม่เชื่อหรอกว่าจางฉี่หลิงจะหลบไม่พ้น

“ใจเย็นก่อนเทียนเจิน” นายอ้วนปราม “บางทีเขาอาจจะต้องคิดว่าทำยังไงนายถึงจะเจ็บน้อยที่สุด… นายรู้ใช่ไหม?”

ผมเงียบไป ความคิดมากมายหลายอย่างไหลหลากเข้ามาในสมองของผม

“ขอโทษ… แล้วก็ขอบคุณนะ”

 

บรรยากาศในห้องเงียบนิ่งจนกระทั่งอวี๋อินสะดุ้งตื่นขึ้นมา และส่งสัญญาณว่าจะอาเจียน เส้าตี๋อวี้เร็วพอในการคว้าถุงพาสติกส่งให้แทบจะในทันที อวี๋อินอาเจียนออกมาชุดใหญ่ มีแต่น้ำสีประหลาด ในกระเพาะน่าจะไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจากน้ำ นายอ้วนส่งน้่ำให้บ้วนปาก อวี๋อินหอบเหนื่อย มองหน้าทุกคนก่อนจะหัวเราะออกมา

เส้าตี๋อวี้ลงมือรวดเร็ว ตบหน้าอวี๋อินฉาดใหญ่จนหน้าสะบัดไปอีกทาง ผมถอยออกมาครึ่งก้าว อวี๋อินยังคงหัวเราะแม้นัยน์ตาจะไม่ยิ้ม มองทุกคนด้วยสายตามุ่งร้าย ….นี่ไม่ใช่อวี๋อินแล้ว

เมินโหยวผิงเข้าบีบคออวี๋อินด้วยมือข้างเดียว น้องชายอ้าปากร้องไม่มีเสียงเช่นเดียวกันกับผม ต่างตรงที่เส้าตี๋อวี้ถูกนายอ้วนรั้งไว้ แต่กับผมไม่ต้อง ไม่คิดจะขยับอยู่แล้วด้วยเชื่อใจมากพอ แค่ตกใจที่การลงมือนี้อยู่เหนือความคาดหมายของผม

“เสี่ยวเกอ อวี๋อินจะตายไหม? ร่างเทียนเจินจะคอหักไม่ได้นะ!”

เมินโหยวผิงไม่ตอบ กดปลายนิ้วโป้งลงกึ่งกลางลำคอจนอวี๋อินอ้วกใส่ถุงพลาสติกอีกรอบจึงปล่อยมือ

“แค่ทำให้อ้วกอีกรอบ”

ถึงจิตสังหารจะไม่คมจนน่าหวั่น แต่ยังคงมีสยองใจแทนพี่น้องคู่นี้ ขนาดตัวผมเองยังกลืนน้ำลายลำบาก ตอนบีบคอดูท่าทางสบายๆ ไม่ออกแรงมาก แต่ในช่วงจังหวะที่ลงมือนั้นไม่มีความลังเลอยู่เลย เส้าตี๋อวี้เดินมาตีเมินโหยวผิงด้วยสมุดในมือทีหนึ่งแล้วไปหลบอยู่หลังนายอ้วน โชคดีที่นายเมินนั้นเมินไม่สนใจ

อวี๋อินได้สติในที่สุด เขามองด้วยหน้าตาที่เบลอจัดปนความงุนงง หลังมือป้ายเช็ดคราบน้ำตาและน้ำลายบนหน้า พยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นผม

“เกิดอะไรขึ้น?” เขาลูบหน้าตัวเอง พอน้องชายยื่นสมุดให้อ่านก็เข้าใจแทบจะในทันที “ฉันโดนผีเข้าเหรอ?”

“ผีเข้า?” นายอ้วนทวนคำอย่างไม่เชื่อหู “ของแบบนี้มันเข้าออกกันง่ายๆ เรอะ? นี่มันประตูไปที่ไหนก็ได้หรือร่างกายคน เรื่องนี้จะแฟนตาซีเกินไปรึเปล่า?”

“ที่เป็นอยู่นี่ก็แฟนตาซีอยู่แล้วนะ เผื่อนายจะลืม” ผมเอ่ยเตือน นายอ้วนชะงักรับคล้อยตามแม้ดูหน้าตาจะรับไม่ได้

“พวกนายกับตั่วเฮียต้องเข้าใจก่อน ว่าตอนนี้ที่ที่ผมและอู๋เสียอยู่ไม่ใช่ที่ของตัวเอง กล่าวคือ ก็อยู่ในร่างของคนอื่นเหมือนกัน ฉะนั้น กายกับวิญญาณไม่ได้เชื่อมถึงกันแน่นอย่างที่ควร วิญญาณอื่นมาแทรกก็เลยง่าย เหมือนช่องสัญญาณวิทยุนั่นแหละ เมื่อจูนคลื่นไม่ตรงก็มีโอกาสที่จะเกิดคลื่นแทรกได้” อวี๋อินอธิบายยืดยาวในขณะที่เส้าตี๋อวี้เก็บกวาดห้องให้อยู่ในสภาพเดิม

“น้องชายดูมีความรู้นะ แต่ไม่สามารถแก้ไขได้เหรอ?” นายอ้วนยกมือถาม

อวี๋อินส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่ได้ฮะ ผมไม่รู้เรื่องพิธีกรรมอะไรพวกนี้เลย ไม่สนใจและคิดว่ามันไม่มีประโยชน์” อวี๋อินยิ้มเศร้า “แค่ต้องแก้ปัญหาที่เกิดจากพิธีกรรมเหล่านั้นก็ลำบากแล้ว ถ้าจะต้องมาทำเอง เปลี่ยนอาชีพไปเป็นหมอผีดีกว่า”

“ก็ฟังดูเข้าท่านี่” ผมคลายบรรยากาศให้ผ่อนลงเล็กน้อย “เข้าเรื่อง… ฉันว่าเราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”

คนฟังพยักหน้ารับอย่างไม่มีอะไรให้โต้แย้ง

“และฉันจะไปพรุ่งนี้ โดยไม่คิดว่าจะเลื่อน และไม่มีอะไรมาหยุดได้”

“เดี๋ยวก่อนนะ… จะไปเตรียมตัวทันได้ยังไง” อวี๋อินร้อง

“ไม่ต้องห่วง” ผมยิ้ม “ไอ้เรื่องกะทันหันกว่านี้ก็ทำมาแล้ว กับอีแค่กลับบ้าน มันจะไปยากเย็นอะไร”

“จะกลับด้วยอะไร?” นายอ้วนถาม

“เครื่องบินอยู่แล้วสิ” ตัวเลือกที่เร็วที่สุดย่อมดีที่สุดในสถานการณ์นี้ “เดี๋ยวฉันจะติดต่อเสี่ยวฮัวหาข้อมูลหน่อย ก่อนหน้านี้นายได้เกริ่นๆ ไว้แล้วใช่ไหม?”

นายอ้วนพยักหน้า ก่อนจะกดโทรออกในทันที

“เดี๋ยวก่อนนะ! แล้วกับพ่อใหญ่พ่อรองจะบอกว่าอะไร?” อวี๋อินทำหน้าเครียดขึ้นมา

“ฉันไม่สนใจเรื่องพ่อๆ ของนาย เราจะไปหลังจากที่พวกเขาออกจากบ้านไปแล้ว ถ้าพรุ่งนี้เขาไปทำงานกันน่ะนะ” ผมยิ้ม “ถ้าไม่ เราก็จะเดินออกไปเฉยๆ”

อวี๋อินเม้มปาก ทั้งคิดหนักทั้งลังเล ผมจึงต้องพูดย้ำอีกรอบ

“เรารอไม่ได้แล้วอวี๋อิน… ไม่มีการเลื่อนหรือต่อรองทั้งนั้น นายกับฉันเป็นตายเท่ากันยังใจเย็นมาจนถึงป่านนี้ได้ไม่ตายไปก่อนก็ปาฏิหารย์แค่ไหนแล้ว”

ผมหันไปบอกเส้าตี๋อวี้ให้เก็บของของอวี๋อินเท่าที่จำเป็นเพื่อไปค้างที่บ้านของผมโดยบอกรายละเอียดที่ตั้งให้เรียบร้อย แต่กำชับว่าหากไม่จำเป็นห้ามอ้าปากเด็ดขาด คนน้องรับทราบทั้งยังเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่มีอาการขัดใจสักนิด ผมเองก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องเตรียมตัวแล้วเช่นกัน

“พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทาง” ผมประกาศ “…ไม่มีเวลาแล้ว”

 

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 连接 -7-

  1. ขำก๊ากกกที่เสี่ยวอวี้เป็นเงาซ๊อนกับเมินโหยวผิงนี่แหละค่ะ XDDD แงววว เรื่องน่าสนใจมาก

    • มุกนี้คิดได้สดๆตอนแต่งบรรทัดนั้นเลยค่ะ รู้สึกว่าโคตรใช่ แล้วก็ชอบ
      คิดว่าอาอวี้อาจจะโตมาคล้ายๆแบบนี้ แค่กวนมากกว่าเล็กน้อย ฮาาาา #ทีมเสี่ยวอวี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s