[Daomu fanfiction] 连接 -8-

只要你站在身边 – As long as you stand by my side
[張起靈*吳邪]
_________________________________

ชายหนุ่มหน้าละอ่อนกำลังง่วนกับซุปในหม้อที่เดือดปุดส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ดวงตาภายใต้กรอบแว่นดูอารมณ์ดี มือเรียวจัดเตรียมมื้อเช้าไม่หยุดโดยมีเสียงทีวีเป็นผู้ประกาศข่าวภาคเช้าดังเป็นเพื่อน อวี๋อินผู้ตื่นแต่เช้ายืนดักผมอยู่ข้างห้อง เขาพูดว่าขอซื้อเวลาต่ออีกนิด เพราะทำใจที่ไปโดยไม่บอกใครไม่ได้ พ่อใหญ่และพ่อรองต่างรู้และเข้าใจเรื่องดวงตาไม่เที่ยงนี้ ต่อให้รู้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถช่วยแก้ไขอะไรได้ แต่ทั้งสองก็ต้องเป็นห่วงอยู่แน่ๆ ผมพยักหน้ารับรู้และไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่คอสะบั้นตอนนี้ เรายังมีเวลาอยู่นิดหน่อย พวกเราตื่นเช้าก็จริงแต่ยังไม่ทันอวี๋ถงที่ไม่แน่ใจว่าลงมาทำมื้อเช้าตั้งแต่กี่โมง

“มีอะไรกัน?” พ่อรองเปิดประตูมาเจอผมและอวี๋อินปรึกษากันร้องถาม ท่าทีง่วงงุนและไม่สบอารมณ์เพราะต้องตื่นเช้าแสดงอาการออกชัดเจน

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรไม่ดีเลยนะ” ผมชิงพูด มือยกป้องกันหัวตัวเองอัตโนมัติ เรื่องหมัดเหล็กขอให้โดนสักครั้งแล้วจะเข้าใจได้เองว่าการ์ดไม่ควรตก

“ไอ้ลูกเวร แกทำอะไรแต่เช้าหา?” อวี๋เซี่ยสืบเท้าเข้ามาใกล้ อวี๋อินหลบฉากให้ผมเผชิญหน้าคนเดียวเฉย

“ยัง! พ่อรองรีบลงไปกินข้าวเถอะ!” พูดจบผมก็ชิ่งก่อนคนแรก วิ่งตามไปสมทบกับนายอ้วนที่เบี่ยงตัวไม่อยู่ในบทเดินลงบันไดเงียบๆ

 

ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะอาหารสี่เหลี่ยมดูอบอุ่น อวี๋ถงมองทุกคนกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยก็มีความสุข จะมีก็แต่อวี๋เซี่ยที่มองทีวีอย่างไม่ตื่นดีนัก ถัดไปเป็นเส้าตี๋อวี้…นักศึกษาที่มีความสามารถในการกินไปหลับไป

“ผม…อยากบอกอะไรหน่อยฮะ” อวี๋อินในร่างของผมพูด

อวี๋ถงยิ้มบาง พูดเสียงเนิบอย่างรู้เท่าทัน “พ่อกำลังอยากรู้เลยว่าพวกลูกเล่นเกมอะไรกันอยู่…”

ผมกลืนน้ำลาย รู้สึกได้ถึงกระแสความไม่พอใจแผ่มาจากอวี๋ถง คิดอยู่แล้วว่าอาจจะโดนจับได้ น้องชายบุญธรรมยังรู้ แล้วกับคนที่เป็นพ่อจะไม่ผิดสังเกตเลยก็คงจะยาก เมื่อได้สบตาแล้วก็อดก้มหัวอย่างขอลุแก่โทษไม่ได้ ยังไม่ทันได้สื่อความทางสายตามากกว่านี้ หมัดเหล็กจากพ่อรองก็ร่วงใส่หัวผมอย่างจัง

“ตกลงแกไปวิ่งซี้ซั้วที่ไหนมาอีก บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าจุ้นให้มันมากนัก!”

“พ่อรอง! เดี๋ยวกะโหลกผมก็ยุบหรอก!” อวี๋อินตะโกน ยกมือขวางไม่ให้อวี๋เซี่ยซ้ำอีกรอบ

พ่อทูนหัวชะงัก มองผมสลับกับอวี๋อิน สักพักก็นิ่งไป ก่อนจะแจกอีกหนึ่งหมัดใหญ่ให้ร่างของผม

“โอ๊ย! พ่อรอง ตกลงผมจะได้อธิบายไหม?!”

เจ้าของรางวัลจากกำปั้นนั่งลงกับที่ไม่เต็มใจนัก พเยิดหน้าให้พูดสืบไป

อวี๋อินสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับแนะนำตัวทั้งหมดใหม่อีกรอบ พ่อทั้งสองยังคงนั่งฟังเรื่องราวต่างๆ อย่างตั้งใจ จวบจนอวี๋อินเล่าจบพร้อมทั้งเหตุผลที่ว่าทำไมจึงต้องเดินทางอีกครั้งไปยังหางโจวบ้านของผม เมื่อเล่าจบอวี๋เซี่ยลุกขึ้นมาเตะร่างกายของผมหัวทิ่มลงโต๊ะ โดยเส้าตี๋อวี้รวบชามที่อยู่ในจุดเสี่ยงจะหกเลอะเทอะได้ทัน และเมินโหยวผิงที่เอามือรองระหว่างหน้าผากกับพื้นโต๊ะไม่ให้หัวโหม่งซ้ำอีกรอบ ส่วนผมได้แต่คิดว่าร่างกายตัวเองยังจะอยู่ในสภาพดีตอนที่กลับร่างเดิมอยู่ไหมเท่านั้น

“แล้วแกคิดจะบอกเมื่อไหร่หา เจ้าลูกทรพี!”

“มาถึงให้พูดเลยมีหวังโดนน่วมตั้งแต่วันแรกน่ะสิ! เรื่องนี้มันยากสำหรับผมเหมือนกันนะ!” อวี๋อินร้อง “ขืนมาถึงเจอหน้าแล้วพูดเรื่องนี้เลย มีหวังพ่อรองจับผมไปออกรายการเรื่องพิศวงส่งให้เกจิอาจารย์บ้าบอมาให้แล้วก็นั่งยิ้มสะใจอยู่ไกลๆ ล่ะสิ!”

“พอเถอะเซี่ย สงสารร่างกายอู๋เสีย” อวี๋ถงปราม ผมรู้สึกกำกึ่งระหว่างอยากหัวเราะกับหัวเราะไม่ออก

“ขอโทษนะครับที่ไม่ได้แจ้งตามตรงแต่แรก” ผมเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะย้ำเสียงหนักแน่นช่วงท้ายประโยค “ยังไงกลับไปคราวนี้ ผมจะหาทางแก้อย่างสุดความสามารถ ซึ่งเรื่องนี้พวกคุณน่าจะเชื่อใจผมได้ ว่าผมไม่ได้อยากอยู่ในร่างนี้เลยแม้แต่นิดเดียว”

 

เวลาเดินทางที่น่าเบื่อหมดไปกับการพูดคุย เล่าให้ทุกคนฟังว่าเมื่อคืนผมคุยเรื่องนี้กับเสี่ยวฮัว อยากให้ช่วยหาหมอผีคนทรงให้หน่อย เสี่ยวฮัวตะลึงไปพักใหญ่ก่อนจะถามให้แน่ใจว่าผมพูดจริงเล่นแค่ไหน จึงบอกไปอ้อมๆ ว่าเพื่อนสนิทผมมีปัญหา ทางนั้นก็ไม่รับปากว่าจะได้ขนาดไหน สุดท้ายจึงนัดเจอกันที่บ้านของผมแทน

“ที่จริงพวกนายทำอะไรกันแน่?” อวี๋อินตั้งคำถามใส่ผม

“ทำอะไร? บ้านอาสามขายของเก่านายก็รู้” ผมเลิกคิ้วตอบง่ายๆ

“การเดินทางครั้งนี้มันฉุกละหุกมาก พวกนายหากันทันได้ไงทั้งเครื่องบินและรถรับส่ง” อวี๋อินกัดไม่ปล่อย

“มันก็เหมือนที่นายเรียกรถตำรวจมาใช้ได้นั่นแหละน่า” ผมตอบปัดไม่ใส่ใจอีกครั้ง

คำตอบนั้นก็ง่ายแสนง่าย แค่นายมีเงินก็เนรมิตได้ทุกอย่างแล้ว แต่จะตอบอวี๋อินแบบนี้ก็ไม่ได้ จึงกลายเป็นนายอ้วนที่ออกรับแทน “เสี่ยอ้วนกว้างขวางรู้จักคนเยอะแยะ อะไรมันก็ง่ายเข้านะ” และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อวี๋อินถามอะไรซอกแซกอีก นายอ้วนผู้รู้หน้าที่ของตนเป็นอย่างดีถึงเปิดประเด็นถาม “น้องชายกับน้องตาม่วงนั่นสนิทกันจังนะ”

>สมเป็นอวี๋อินที่ถูกชักจูงได้โดยง่าย “ก็ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมั้ง”

“ช่าย พวกนายสองคนสนิทกันมากก็ติดกันเป็นตังเมเลย เวลาเห็นร่างตัวเองเดินกระหนุงกระหนิงโคตรจะไม่ชิน” ผมออกความเห็นตามตรง เวลาโดนเดินตามแบบกระชั้นชินยังกับเจอเมินโหยวผิงมาเกาะแกะ แค่คิดก็ขนลุกนิดๆ ละ

“นายมีหน้ามาพูดแบบนี้กับฉันเหรอ??” อวี๋อินส่งสายตาอาฆาตพูดย้อนเสียงสูงปรี๊ด มีเสียงหัวเราะแบบไม่เกรงใจของนายอ้วนเป็นเสียงประกอบฉาก “ของนายอาการหนักกว่าอีกนะไอ้เรื่องกระหนุงกระหนิงเนี่ย!”

“ฉันไปทำอะไรตอนไหน?” ผมถามอย่างเหวอๆ ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเข้าตัว “กับใคร?”

“โอ๊ยเทียนเจิน เดี๋ยวพ่อตบหัวทิ่ม! กับเสี่ยอ้วนมั้ง!” นายอ้วนเอาทิชชู่ปาใส่ “ต้องให้บอกไหมว่าเหลือใคร”

ผมเงยหน้ามองเพดานแล้วก้มมองพื้นและเงยหน้ามองเพดาน ก่อนจะหันไปหาเมินโหยวผิง “จริงอ่ะ?”

เมินโหยวผิงหน้านิ่งอย่างเคย โคตรไม่ให้ความร่วมมือ อย่างน้อยก็พยักหน้าหรือส่ายหน้าสักอย่างได้ไหม

“โคตรจริง” อวี๋อินยืนยัน “ของฉันยังเป็นน้องชาย แต่ของนายนี่มัน-”

“พอเลย” ผมทำปางห้ามญาติ “ฉันออกจะปกติ ไม่ได้ทำอะไรให้ร่างกายนายเสียหายสักหน่อย… เดี๋ยวก่อนนะ หรือไอ้ที่นายบอกว่าอยากกลับบ้านเร็วขึ้นคือเพราะเรื่องนี้?”

เพื่อนสมัยเรียนของผมพเยิดหน้า “นายลองมาเห็นตัวเองเดิ-”

นายอ้วนจับอวี๋อินปิดปาก เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย “ฉันว่าเรามาเตี๊ยมเวลาถึงบ้านนายก่อนไหมเทียนเจิน”

“ทำไมต้องเตี๊ยมวะ?” ผมถามงงๆ คิดว่าฝั่งผมนี่ไม่ต้องปิดใครเลยนะ อย่างหวังเหมิงนี่คงไม่สนใจผมอยู่แล้ว แล้วมีใครอีกล่ะ ที่เหลืออยู่ร้านกันเสียที่ไหน

“เสี่ยวฮัวมาถึงแล้วนายทักด้วยสารรูปแบบนี้มีหวังเจอก้านคอน่ะสิ” เออ…จะว่าไปก็จริง เหตุผลของนายอ้วนรอบนี้ฟังขึ้น ดูดี มีสาระ

“ก็สั้นๆ” ผมมองตาอวี๋อิน “เงียบเข้าไว้ ตามน้ำอย่างเดียวพอ”


มองเวลาแล้วดูจะมีเหลือเล็กน้อยให้อวี๋อินจัดเก็บของก่อนเสี่ยวฮัวจะมา ผมมองหนังสือพิมพ์ฉบับของหลายวันก่อนแล้วคว้ามาอ่านฆ่าเวลา สักพักก็เวียนหัวจี๊ดขึ้นมาอีก นึกอยากจิบชาเข้มๆ ยังไม่ทันตะโกนหานายอ้วน หน้าบ้านก็มีคนมาเยือนเรียบร้อยแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นคนที่ไม่ได้นัดมาเสียด้วยสิ

“ผมมาหาอู๋เสีย รบกวนตามให้หน่อยได้ไหม?” เสี่ยวฮัวพูดเสียงเรียบ ใบหน้าติดยิ้ม ผมเกือบออกปากทักออกไปแล้วแต่เสี่ยวฮัวพูดออกมาก่อนจึงชะงักทัน พยักหน้ารับแล้วหันไปเจอนายอ้วน ผู้มาถูกที่ถูกเวลาเสมอ

ผมปล่อยให้ทุกคนเข้ามานั่งคุยกันแล้วแยกตัวออกไปตามอวี๋อิน หลังมือเงื้อขึ้นจะเคาะประตู ได้ยินเสียงอวี๋อินคุยโทรศัพท์กับน้องชายอยู่จึงยอมรอ เมินโหยวผิงที่กำลังจะลงไปหานายอ้วนเห็นผมก็เปลี่ยนทิศทางการเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ไม่พูดสักครึ่งคำ ถึงจะชินแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ปฏิกิริยาแบบนี้หมายความว่ายังไง พาให้คิดถึงเรื่องที่อวี๋อินพูดขึ้นมา กระหนุงกระหนิง… ช่วงเวลาแบบนั้นมันมีอยู่จริงเหรอ?

เมินโหยวผิงจับข้อมือผมขึ้นมา ปลายนิ้วโป้งแตะจุดชีพจร กำรอบข้อมือของผมแผ่วเบา นิ้วของเขายาวถึงยาวมาก สีผิวขาวกว่าพาดหลวม ปลายนิ้วแตะตรวจสามจุดชีพจร ผมมองปลายนิ้วนั้นเพลิดเพลิน อดยิ้มออกมาไม่ได้

“อวัยวะภายในฉันสบายดี” ผมพูดยิ้มๆ “อันที่จริงฉันก็ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรด้วย แค่อยู่ผิดที่เฉยๆ”

ดวงตาคมหลุบลงจดจ้องกับข้อมือ “แต่หัวใจอยู่ๆ ก็เต้นเร็วขึ้น มันไม่ปกติ”

ผมเม้มริมฝีปาก ไม่อยากจะสวนไปว่าสาเหตุก็อยู่ตรงหน้าผมเนี่ยแหละ แต่เหตุผลรองรับมันไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น ช่างมันไปก่อน เรื่องนี้รอได้

“เอ้อ… เสี่ยวฮัวกับนายแว่นดำก็มาด้วย อยู่ข้างล่างแน่ะ”

เมินโหยวผิงไม่พูดอะไร มองตรงไปที่ประตูห้องข้างหน้า ก่อนเอื้อมมือไปเปิดประตู เห็นเป็นอวี๋อินยืนกุมโทรศัพท์มือถือตัวเองอยู่ตรงนั้น เป็นใบหน้าของผมที่ทำหน้าประหลาดคล้ายอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“โทษที… ไม่รู้ควรเปิดประตูตอนไหน…”

ผมดีดหน้าผากเขาไปทีหนึ่ง “จะเปิดตอนไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ ลงไปได้แล้ว เพื่อนฉันมาแล้ว หวังว่าเขาจะมีทางช่วยเรานะ”

 

ลงไปข้างล่างเห็นมีน้ำท่าชุดน้ำชาวางอยู่กลางโต๊ะแล้ว ฟังบทสนทนาคร่าวๆ เรื่องสัพเพเหระ สภาพอากาศ เศรษฐกิจ เสี่ยวฮัวหยุดพูดเพื่อทักทายอวี๋อินที่ใส่ชุดมาสคอตของอู๋เสียอยู่ แล้วหันมาก้มหัวให้ผมหนึ่งทีทักทาย ส่วนนายแว่นดำผิวปากหนึ่งที ไม่ทำอะไรไปมากกว่าการยกตัวขึ้นเพื่อตบบ่าเมินโหยวผิงทักทาย

“เสี่ยวฮัว…” แค่คำแรกมาก็สอบตก… อวี๋อินผงกหัวให้ พูดจาเสียงเบาหวิว มีการเหลือบตามองนายแว่นดำทีมองผมที ผมมองเพดานตอบกลับให้หนึ่งที ไอ้หมอนี่เรื่องตบตาคนสอบตกตลอดชาติ

“นี่คงเป็นเพื่อนนาย?” เสี่ยวฮัวเบี่ยงตัวมาทางผม ยิ้มการค้ามาให้ “คุณ?”

“อวี๋อิน” ผมตอบ มองรอยยิ้มนั้นอย่างขำๆ ราวกับไม่ได้เจอมานาน “เป็นเพื่อนอู๋เสียสมัยเรียนน่ะ”

เสี่ยวฮัวโค้งศีรษะรับเล็กน้อยก่อนจะเหลือบตามองไปยัง ‘อู๋เสีย’ อีกทาง แล้วขมวดคิ้ว “พอมาดูกับตาแล้วยังสงสัย ว่าคนที่มีปัญหาคือเพื่อนนายหรือตัวนายกันแน่ นายไม่สบายรึเปล่า?”

‘อู๋เสีย’ ส่ายหน้าหวือ แม้จะยิ้มตาปิด ภายในต้องเหงื่อตกอยู่แน่ๆ ผมกุมขมับอย่างเหนื่อยใจ พยายามคิดว่าจะเล่าอย่างไรให้เนื้อเรื่องละมุนมากที่สุด… เรื่องแบบนี้มันละมุนได้ไหมยังคิดไม่ตกเลยด้วยซ้ำ

“ดูท่าว่านายน้อยสามจะมีปัญหาแฮะ” นายแว่นดำกระตกมุมปาก “นายเป็นใคร?”

จบคำ เสี่ยวฮัวนั่งในท่าที่เปลี่ยนไปทันที หน้ายังคงยิ้มการค้า แต่ท่าทางพร้อมจู่โจม นายอ้วนผุดขึ้นห้ามทัพ ถลันมาอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝั่ง

“ใจเย็นก่อนคุณชายฮัว นี่เทียนเจินเหมือนเดิม แต่ก็อย่างที่พูดเมื่อกี้แหละ ทั้งเทียนเจินทั้งเพื่อนของเขามีปัญหาทั้งคู่ อย่าให้เรื่องมันใหญ่กว่านี้เลยนะ เสี่ยอ้วนสาบานได้ว่านี่เทียนเจินตัวจริง ตรวจลายนิ้วมือยังได้เลย”

“ฉันขอเป็นคนเล่าแล้วกัน คิดเสียว่ามันเป็นนิทานเรื่องหนึ่ง…” ผมยกมือเรียกความสนใจ “อู๋เสียกับเพื่อนของเขาหลงป่า โดนแยกออกจากกลุ่ม ทั้งคู่พลัดจากน้ำตกร่วงลงมา แยกย้ายกันคนละทาง พอรู้ตัวอีกที ต่างคนต่างอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ สับสนอลหม่าน…”

เสี่ยวฮัวหรี่ตามองผมครุ่นคิด นายแว่นดำยกยิ้มุมปากราวเจอเรื่องสนุก

ผมเล่าสืบไป “…นับเวลาตั้งแต่ออกจากป่ามาได้ วันนี้เป็นวันสี่แล้ว อาการเราทั้งคู่แย่ลงตั้งแต่เมื่อวาน มันเริ่มมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น ซึ่ง…ลางไม่ดีเอาเสียเลย”

“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? นายอ้วนหวังเล่าให้ฟังบ้างแล้วเรื่องที่พวกนายหลงป่า..แต่-”

“ตกลงว่านายไม่ใช่อู๋เสีย?” นายแว่นดำหันไปพูดกับอวี๋อินก่อนจะชี้มาทางผม “แต่เป็นนาย”

เสี่ยวฮัวเพิ่งตระหนักถึงความจริงบางอย่างได้ จึงแค่นหัวเราะออกมา “นั่นสินะ ฉันก็ว่าอยู่ว่าตำแหน่งการนั่งของเสี่ยวเกอมันผิดปกติ แต่ไม่ทันได้ฉุกคิด”

ผมจิบชาคำใหญ่ ไม่ต้องเล่าเยอะอย่างที่คิด “ก็แบบนั้นแหละ ฉันไม่ถนัดเรื่องพวกนี้เลย พอเดาแหล่งท้องถิ่นได้อยู่ แต่ไม่รู้จะไปต่อยังไง”

“เมื่อวานเป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์” เมินโหยวผิงเปิดปาก ดูเหมือนว่าเขาเจาะจงเล่าให้นายแว่นดำฟังมากกว่า “เรามีเวลาราวๆ สี่หรือห้าวันแก้ไขเรื่องนี้”

“เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรเป็นสาเหตุ” เสี่ยวฮัวเปิดประเด็น

อวี๋อินตั้งสติมากขึ้น เขาเริ่มอธิบายหลังจากที่ทำใจได้แล้วว่าเรื่องทำนองนี้ไม่สะเทือนจิตใจคนฝั่งผมเท่าที่ควร “ตอนเข้าเขตอุุทยาน ผมกับอู๋เสียเจอเพื่อนเกลอ — คนที่เคยมีชีวิต น่าจะเรียกได้ว่ามาเพื่อกลั่นแกล้ง”

ผมเห็นนายแว่นดำกระตุกคิ้ว

“ครับ.. ระยะเวลามันนานเกินไป ผมเองก็ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน”

เสี่ยวฮัวเงียบไปพักใหญ่ “ทิเบตน่าจะใกล้ที่สุดเวลานี้ ลองก่อนไม่เสียหาย… แต่หากอ้างอิงที่ว่าจะถึงสิบห้าค่ำครั้งถัดไป บอกตามตรง.. ฉันไม่คิดว่าจะทัน แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” เขายิ้ม อย่างน้อยก็เป็นลางที่ดี “ฉันจะส่งพิกัดให้ว่าไปที่ไหน ระหว่างนี้ถ้ามีข้อมูลจะส่งให้เรื่อยๆ เรื่องการเดินทางไม่ต้องเป็นห่วง” เสี่ยวฮัวหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก เดินออกจากร้านไปทั้งอย่างนั้น

“เสียดายจังที่ไม่ได้เข้ากลุ่ม” นายแว่นดำว่า ลุกขึ้นยืนล้วงกระเป๋า “คุณเพื่อนนี่แสดงละครแย่นะ”

“ดูออกแต่แรกเลยเหรอ?” ผมสงสัย อวี๋อินก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย แต่เอาจริงแล้วผมไม่อยากปิดบังเรื่องนี้กับเพื่อนของผมสักคนจึงไม่ได้สนใจเตรียมตัวอวี๋อินเท่าที่ควร

“นายน้อยสามเป็นพวกเก็บได้แต่ไม่นาน แต่คุณเพื่อนออกทางสีหน้าหมดเลย ถ้านายน้อยสามเป็นแบบนี้จริงไม่แย่กันไม่หมดรึ” เขาหัวเราะในคอ วางมือลงบนศีรษะอวี๋อิน(ร่างของผม)โยกไปมาอย่างสนุกสนาน

“นี่ชมใช่ไหม?” ฟังแล้วเกิดคาใจขึ้นมาไม่น้อย

“หึหึ” เป็นคำตอบที่ให้ไปคิดเอาเอง “ไว้เจออะไรดีๆ จะเก็บมาฝาก พวกของที่ช่วงนี้จำเป็นต้องใช้”

“ขอบคุณ”

ผมโค้งตัว เดินออกไปส่งทุกคนออกจากบ้าน ครั้นหันหลังเดินเข้ามาในร้าน โทรศัพท์ก็ส่งเสียงร้องเตือน เป็นข้อความจากเสี่ยวฮัว ใจความคือวันเวลาสถานที่ ช่างรวดเร็วดีแท้

 

ผมเรียกทุกคนรวมตัวบอกกำหนดการณ์ออกเดินทางพรุ่งนี้ อวี๋อินส่งเสียงงอแงว่าตัวเองเพิ่งจัดของในห้องเสร็จ ผมยิ้มขำปลอบไปว่าสักพักก็ชินไปเอง ซึ่งความจริงแล้วการเดินทางรอบนี้หนักสำหรับผมเช่นกัน มันติดกันเกินไป แต่อย่างที่บอกว่าเรารอช้าไม่ได้แล้ว เมินโหยวผิงพูดว่ามีเวลาอีกสี่ถึงห้าวัน เมื่อถามแล้วเขาขยายความมาว่า ทุกเดือนจะมีวันที่เรียกว่า ‘วันฟ้าปิดแผ่นดินเปิด’ ซึ่งคือวันขึ้นสิบห้าค่ำ แต่ละเดือนจะมีสี่ครั้งด้วยกัน ครั้งที่ผ่านมาคือวันที่ผมและอวี๋อินโดนวิญญาณอื่นเข้าสิง มีรายละเอียดเพิ่มเติมตรงที่ วันก่อนหน้าวันสิบห้าค่ำคือวันปล่อยผี ที่ผ่านมายังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่การนอนใจเย็นก็ไม่ควร เราต้องหาวิธีป้องกันไม่ว่ามันจะเกิดหรือไม่ก็ตาม

ถึงจะว่าแบบนั้น ผมยังคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ของที่มีแล้วอุ่นใจคืออาวุธทุกชนิดเท่าที่จะหาได้ กับสถานการณ์ตอนนี้ ของพวกนี้ไม่มีประโยชน์อันใด สร้อยเครื่องรางที่นี่ก็ไม่มีสักอย่าง มีอย่างมากก็กระจกยันต์แปดทิศที่ไม่รู้จะใช้ในโอกาสไหนได้ แล้วก็มีบรรดาเครื่องหมิง…ซึ่งพูดกันตามตรงแล้วเหมือนจะช่วยส่งเสริมให้เฮี้ยนขึ้นมากกว่า

 

ในห้วงนิทรา ผมฝัน…

ได้ยินเสียงหัวเราะแหลมสูงของผู้หญิงและถ้อยคำสาปแช่งดังก้องมาจากทุกบริเวณ ขายืนอยู่บนแม่น้ำเลือดข้นคลั่ก ยิ่งคำบริภาษหยาบโลนดังขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีก้อนลิ่มเลือดตกลงมาจากห้วงความมืดมิดเหนือศรีษะ ไม่ว่าจะวิ่งไปทางใดก็ไม่มีทางออก ไม่ได้ยินเสียงร้องของตัวเอง ไม่เห็นสีอื่นใดนอกจากแดงและดำ สูดได้แต่กลิ่นคาวเลือดเข้มข้น ผมล้มจมลงอย่างช้าๆ ในบ่อที่ไม่มีก้นบึ้ง ไม่มีแรงส่งต้านให้แหวกว่าย เพียงแค่ค่อยจมลงเท่านั้น ยิ่งอ้าปากกอบโกยอากาศ น้ำข้นสีแดงสกปรกยิ่งทะลักเข้าไปในปากท่วมล้นออกมาทางลูกนัยน์ตา ปวดแสบร้อนไปทั้งร่างกาย

เกินจะหลับตา เกินกว่าจะหายใจ ความคลื่นเหียนทะลวงเข้าไปในคอไม่รู้จบ

 

ความเจ็บบนใบหน้าทำให้ผมหลุดพ้นจากฝัน ตื่นขึ้นมาความรู้สึกนั้นยังไม่เลือนไป โก่งคออาเจียนความว่างเปล่าออกมา เหงื่อเย็นโทรมกาย ผมลูบหน้าตัวเองแรงๆ รู้สึกถึงมือเย็นของเมินโหยวผิงลูบหลังลงไม่ให้ผมอาเจียนอากาศออกมาอีก

ราวกับผู้ชายคนนี้จะคอยเฝ้าระวังไปเสียทุกเรื่องอย่างกับเยอรมันเชเพิร์ดตัวใหญ่ที่เลือกเจ้าของ ผมจับมือของเขาไว้แน่น ตอนนี้คงยากที่จะนอนต่อแล้ว ภาพและความรู้สึกติดตาเยอะเกินไป เกินกว่าจะปรับอารมณ์ได้ทัน น้ำตาไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ในฝันนั้นสิ่งหนึ่งที่ชัดมากคือความรู้สึกโกรธเคียดแค้น ต่อชะตากรรม ต่อทุกคนบนโลก ผมอาจจะเป็นเพียงมนุษย์ดวงซวยที่ถูกใช้เป็นเครื่องระบายอารมณ์คั่งค้างนั้น

“ไม่เป็นไร” เสียงราบเรียบนั้นปลอบโยน ผมรู้ดีว่าถ้อยคำที่ออกมาจากปากเขาคือความจริงอย่างที่สุด

 

เมินโหยวผิงอยู่ตรงนี้…

ข้างๆ ผม…

 

ไม่เป็นไรแล้ว

 

 

เสียงทุ้มล่องลอย อาจจะมาจากที่ไกลแสนไกลหรือจากคนตรงหน้า ไม่ทันได้เห็นริมฝีปากขยับเอ่ยคำ ร่างโดนจับประคองเอนหลังพิงกับเข่าชัน เอนร่างพักกับแหล่งกำเนิดจังหวะแผ่วเบา วงแขนทั้งสองข้างโอบรัดทั้งตัวของผมเอาไว้

拥抱是最温暖的被子
อ้อมกอดคือผ้าห่มที่อุ่นที่สุด

 

ก็คงจะเป็นดังคำกล่าวนั้น…

ผมปล่อยตัวรับแรงกอดรัดนั้น เอียงหน้าวางบนไหล่หนา เงี่ยฟังเสียงจังหวะหายใจอันแผ่วเบาเนิ่นนาน ปล่อยลมหายใจตัวเองพรูออกไปไร้ซึ่งเรี่ยวแรง

“ห้ามไปในที่ที่ไม่มีฉัน” ผมกึ่งเรียกร้องกึ่งละเมอคล้ายอยู่ในฝัน มือรั้งเสื้อตรงหน้าไม่ทันรู้ตัว

เมินโหยวผิงไม่ตอบ ทำแค่เพียงกดปลายคางลงแนบศีรษะของผมเท่านั้น…

 

ไม่รู้ว่ารุ่งเช้ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมลืมตาขึ้นพลันมองเวลา วันนี้ต้องเดินทางแล้ว จะขยับลุกเหมือนติดอะไรบางอย่าง มองข้างตัวเจอเยอรมันเชเพิร์ดตัวเดิมนอนมองสงบนิ่ง แขนข้างหนึ่งพาดลำตัวผมไม่มีท่าทีจะปล่อย

ผมพูดเสียงเบา ตัวเกร็งแข็งทันควัน “ไม่มีเวลาแล้ว…”

เมินโหยวผิงหลับตาลงเมื่อจบประโยคนั้น ผมนึกในใจว่าจะปล่อยไว้ตรงนี้แล้วไปเตรียมตัวก่อน แขนที่พาดตัวอยู่ก็หนักลุกไม่ขึ้น ….เรือพ่วงทำไมต้องมาดื้อตอนนี้..

“….ฉันหมายถึงไม่มีเวลาแล้วจริงๆ นะ ถ้าครั้งนี้ไม่ได้ผลต้องเผื่อไปที่ต่อไปด้วย”

เขายังนิ่งเป็นก้อนหิน ผมก้ำกึ่งระหว่างอาการเพลียใจ ขำขัน จั๊กจี้ในกระดูกปนๆ กัน ทำตัวไม่ถูก มือจับปอยผมที่ปรกลงใบหน้าขาว เส้นผมสีดำสนิทเส้นเล็กรวมกลุ่มกันเป็นความมืด… ผมเพิ่งได้สังเกตเส้นผมของเมินโหยวผิงเป็นครั้งแรก หยาบกระด้างน้อยกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะ… นุ่มจนแทบเหมือนเส้นผมของผู้หญิง

มืออุ่นขาวคว้าข้อมือของผมเอาไว้ให้หยุดการสำรวจแต่เพียงเท่านี้ นึกว่าจะโดนโกรธเสียอีก แต่ใบหน้านั้นไม่บ่งบอกอารมณ์ใด รู้สึกได้แต่มือที่อุ่นจัดกว่าทุกครั้งเท่านั้น

ร่างข้างกายผมลุกขึ้นมามองผมอย่างสำรวจก่อนจะผละออกจากห้องไปเมื่อเห็นว่าสามารถวางใจอาการได้แล้ว ส่วนผมลุกขึ้นมานั่งถอนหายใจขยี้หัวตัวเองยุ่งเหยิง ….ดูท่าว่าที่อวี๋อินพูดชักจะไม่สนุกเสียแล้ว พอมีเวลาได้คิดจำลองภาพขึ้นในสมอง ผมนอนอยู่ข้างเมินโหยวผิงที่เอาแขนพาดตัว เป็น ‘ผม’ จริงๆ คงไม่คิดอะไร แต่พอแทนที่ตัวเองด้วยร่างกายของอวี๋อิน ก็ชักกระอ่วนใจขึ้นมา พาให้เข้าใจความรู้สึกของอวี๋อินมากขึ้น และเกิดความรู้สึกอีกอย่าง…

……ที่ไม่ชอบใจเอาเสียเลย

 

ทิเบตยังคงอากาศหนาวเย็น เบื้องหน้าภูเขาที่ล้อมวัดนี้สวยงามและมองเห็นได้โดยรอบ ด้านล่างเห็นแม่น้ำสีเขียวและสะพานที่ถูกห่อด้วยธงมนต์อยู่ไกลลิบตา แซมด้วยต้นไม้สีเหลืองยอดแหลมกลางสายลม ตัวอาคารของวัดคือกล่องสี่เหลี่ยมผนังดินสีน้ำตาลเจาะช่องหน้าต่างประปราย ข้างทางเดินมีกงล้อมนตรารูปร่างเหมือนระฆังทองเหลืองเก่าๆ ขนาดไม่ใหญ่เรียงรายตลอดทาง

พวกเราสวมเสื้อกันหนาวหลายชั้นเดินเข้าสู่ด้านใน วัดเก่าแก่ค่อนข้างเงียบไม่เหมือนวัดอื่น ปกติแล้วในวัดจะมีกลิ่นอายของความเงียบสงบเย็นใจ แต่ในวัดนี้มีเพียงความเงียบ …เงียบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่เลย เสากร่อนสีแดงน้ำตาลลอกเรียงขนาบตามทางเดิน ธงมนต์ยาวขาดริ้วเป็นเส้นสีมอซอ วัดนี้คงขาดการบูรณะอย่างหนัก อีกทั้งตำแหน่งที่ตั้งยังอยู่ห่างไกลชุมชน บริเวณค่อนข้างแคบและดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่เลยสักคน

ผมกับนายอ้วนมองหน้ากันต่างขบคิดว่าควรจะเรียกใครออกมาดี

“มีคนอยู่แน่เหรอ?” อวี๋อินพูดเสียงเบา “นี่มันเงียบเกินไปรึเปล่า?”

“ถามเสี่ยอ้วนแล้วเสี่ยอ้วนจะไปถามใคร…” นายอ้วนกลอกตา จมูกของเขาแดงเรื่อจากความเย็น

“เราแยกกันไปเดินดูรอบๆ ไหม?” ผมเสนอ

“เจอแล้ว” เมินโหยวผิงขัดขึ้น นิ้วชี้ยาวเข้าไปยังโบสถ์ที่มืดสนิทเห็นเงาพระลามะท่านหนึ่งนั่งสมาธิอยู่

เดินเกาะกลุ่มกันไปยังไม่ถึงครึ่งทางพระลามะลุกขึ้นเดินมาทางพวกเราพอดี จึงได้สนทนากันครู่หนึ่ง ผมที่ระลึกเสมอว่าเวลาเหลือไม่มากแล้วจึงขอความช่วยเหลือและเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังอย่างไม่ปิดบัง พระลามะเพียงแค่ยิ้มแล้วบอกว่าผมคงไม่ได้ทางแก้ปัญหาจากที่นี่ พุทธทิเบตเน้นที่การเข้าใจหลักการอย่างถ่องแท้ซึ่งกว่าจะเข้าใจคงต้องเรียนกันยาว นิกายวัชรยานถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเถรวาทและอาจารยวาทด้วย รวมไปถึงลัทธิไสยศาสตร์ และตันตระ สรุปได้ว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ การเปลี่ยนแปลงจิตใจตัวเอง คัมภีร์มหาเวทแห่งทิเบตที่ล่ำลือก็คือวิชาปฏิสัมภิทาญาณหรือการฝึกจิต เป็นบทสวดยี่สิบกว่าหน้าว่าด้วยเรื่องปัญญาอันแตกฉาน หากเข้าใจทางอาจจะถึงขั้นมีพลังจิตเลยก็ย่อมได้

เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมได้พอเข้าใจในวิถีทางของสิ่งที่ไม่เคยหันไปสนใจมาก่อน วิชาชีพอย่างพวกเราขึ้นชื่อว่าบาปหนา ไม่มีอะไรดีไปกว่าเงินหรือเครื่องหมิงตรงหน้า ส่วนอวี๋อินเสมือนเปิดโลกใหม่ ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นว่าวัดวาไม่เคยเข้า บ่อยครั้งเป็นที่อโคจรเสียมากฟังแล้วยังเย็นใจไปด้วย

หลังจากฟังอย่างตั้งใจแล้วรู้สึกสงบ พบว่ามาไม่เสียเที่ยวนัก ก่อนจากมาพระลามะให้สร้อยภาวนาเป็นประคำหนึ่งร้อยแปดเม็ดพร้อมคำแนบว่า ไม่ใช้สวดภาวนาก็ไม่เป็นไร แค่ให้มันใช้กำหนดสมาธิได้ก็พอ

ผมต่อสายถึงเสี่ยวฮัวขณะที่รถกำลังขับลงเขา มองแม่น้ำสีมรกตเพลินตาไปพลางๆ

“อา… กว่าจะรู้ว่านั่นไม่ใช่ที่ที่ตามหาพวกนายก็ไปถึงกันแล้ว” เสียงคุณชายฮัวดูมีแววขบขัน “นายบอดบอกว่าไปประเทศไทยน่าจะดี ของเขามีเยอะอยู่ ระหว่างที่ติดต่อนายไม่ได้ ฉันได้เบอร์ติดต่ออาจารย์ท่านหนึ่งมา เห็นว่าเชื่อถือได้อยู่นะ”

“ต้องไปหาที่ไหน?” ผมรับกระดาษกับปากกามาจากนายอ้วนเตรียมตัวจด

“ที่บ้านนาย” เสี่ยวฮัวตอบเรียบๆ “โทรไปยังไม่ทันเล่า เขาก็เสนอตัวมาเอง เห็นว่าอยากมาเที่ยวด้วยนี่นะ”

“สะดวกสบายไปไหมเนี่ย?” ผมนึกขำขึ้นมา

“เพื่อนนายที่ชื่ออีไท่ติดต่อมาทางฉัน”

ผมฟังแล้วอ้าปากค้าง ชะงักทันควัน “เดี๋ยวก่อนนะ ฉันไม่เคยให้เบอร์นายกับใคร”

“ใช่ เขาบอกแล้วล่ะว่าเขาหาเบอร์มาได้จากทางอื่นอย่างกับรู้ว่านายจะร้อนตัวเรื่องนี้…. ประเด็นก็คือ เขาเป็นคนหาคนที่จะมาช่วยพวกนาย เพียงแต่ไม่แน่ใจสถานที่เลยโทรมาหาฉัน คงโทรไปหานายแล้วสัญญาณไม่มี” เสี่ยวฮัวเล่า “เพื่อนนายคนนี้เป็นใครกันแน่?”

“….เอาจริงๆ ตั้งแต่รู้จักกันมายันตอนนี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อจริงของอีไท่คืออะไร… อีไท่เป็นแค่ฉายาเท่านั้น” ผมสงัดกับความจริงข้อนี้

“อ้อ… มิน่าฉันถึงหาอะไรไม่เจอ” ว่าแล้วว่าเสี่ยวฮัวต้องคุ้ยประวัติแน่ ได้ยินเสียงคุณชายหัวเราะหึในลำคอฟังดูไม่น่าไว้ใจ

“เอาเป็นว่าเขาเชื่อใจได้” ผมรับรองเสียงหนัก

“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

“ว่าแต่คนที่แก้เรื่องบ้าๆ นี่ให้ฉันได้ เขาจะมาถึงเมื่อไหร่?”

“พรุ่งนี้กลางคืน เดี๋ยวฉันส่งเบอร์ติดต่อให้ทางข้อความมือถือ…ดูท่าว่าพวกนายจะโดนของนะเท่าที่ฟังมา แล้วก็ตอนสี่ทุ่มขอให้เปิดบ้านไว้แล้วกัน เขาจะไปหา นี่คือข้อความที่ทางนั้นฝากบอกมา” เสี่ยวฮัวทิ้งท้ายไว้เท่านี้แล้ววางสายไป

 

หลังจากที่ผมถ่ายทอดข่าวคราวคืบหน้าให้ทุกคนฟัง บรรยากาศในรถก็ดีขึ้น

“ฉันว่าทิเบตนี่ก็ดีนะ” อวี๋อินเปิดประเด็นพูดคุย ศีรษะพิงมาที่ไหล่ของผมอย่างเหนื่อยอ่อนโยกไปมาตามแรงเหวี่ยงของรถ “ฉันไม่เคยมาเลย มันสวยแล้วก็สงบมาก”

แต่ความทรงจำล่าสุดของผมคือการไล่ล่าและเสี่ยงตายเนี่ยสิ ไม่รู้จะช่วยออกความเห็นยังไงดี “ก็นะ…. ว่างๆ ก็ชวนเสี่ยวอวี้มาสิ”

“ไม่เอาล่ะ ยังไม่มีเวลาฝันหรอก เอาตอนนี้ให้รอดก่อน” อวี๋อินตอบรวดเร็ว “ฉันยังคาใจเรื่องที่นายบอกว่าเราโดนของอยู่เลย หมายถึงพวกเราโดนสาปแช่งเหรอ?”

“ฉันเคยได้ยินมานะ ว่ามีการเสกของหรือใช้คำสาปได้อยู่ แล้วแต่แขนงของไสยศาสตร์” นายอ้วนพูด “แต่ฉันไม่คิดว่ามันมีอยู่จริง จนกระทั่งเจอพวกนายเนี่ยแหละ ระหว่างที่มีเวลาอยู่นี่ก็ลองนึกดูว่าไปเหยียบตีนใครเขาเข้า จะได้ไปล้างเวรกันถูกตัว”

“แม่งชี้ทางไม่จบไม่สิ้นเสียอย่างนั้น” ผมหรี่ตามองนายอ้วนที่ฉีกยิ้มมาให้ “ฉันไม่มี ช่วงนี้อยู่สุขสงบ จะมีก็แต่อาอิน”

“เฮ้ย! ไหงเป็นฉันวะ?” มือคนเถียงโบกเฉี่ยวศีรษะผมไป

“นึกดีๆ ก่อนนะอาอิน สมัยเรียนนี่ไม่มีสาวคนไหนและไม่มีร้านคาราโอเกะหรือร้านเที่ยวกลางคืนที่ไหนไม่รู้จักนาย” ผมยกตัวอย่างที่น่าเชื่อถือ

“แต่ฉันไม่เคยหลีสาวหรือให้ความหวังใครทิ้งขว้างนะ! พูดซะฉันไม่มีดี!” อวี๋อินทำแก้มป่องเถียง ผมมองร่างตัวเองที่ทำท่านั้นอย่างค่อนข้างสยอง

“อาจจะมีคนที่นายไม่รู้ก็ได้ ลองคิดดูหน่อยไหม?” นายอ้วนไกล่เกลี่ยทาง “แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เทียนเจินก็ไม่ควรโดนไปด้วยสิ? หรือพวกนายไปหลีสาวด้วยกันแล้วไปรวมหัวหักอกนางเข้า?”

“มาเป็นเรื่องเป็นราว” ผมแย้ง กลอกตาหนึ่งรอบอย่างอ่อนเพลียจิตใจ

“นึกภาพตามไม่ไหวเลยนะนั่น” อวี๋อินทำหน้าสยอง

“ก็นั่นน่ะสิ ฉันคิดภาพเทียนเจินหลีสาวยังไม่ออกเลย” นายอ้วนทับถม ก่อนจะพูดต่ออย่างมีสาระ “อย่างเพิ่งคิดไกล เอาแค่ที่เพิ่งผ่านมานี้ก่อน ตอนไปเที่ยวด้วยกันมีใครท่าทีผิดปกติหรือน่าสงสัยบ้างไหม?”

“ไม่มีนะ อันที่จริงก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกับใครเท่าไหร่ ขึ้นรถก็นอน หัวโขกกันอยู่กับอู๋เสียนี่แหละ ที่เหลือถ้าไม่นับอีไท่ก็เป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้ว”

ฟังที่อวี๋อินพูดพลางผงกศีรษะอย่างเห็นด้วย ในทริปนี้ผมคุยกับอวี๋อินมากที่สุด รองลงมาคือฮุ่ยจื่อ และรั้งอันดับสามด้วยอีไท่ ทั้งอวี๋อินและอีไท่ปกติ แต่กับฮุ่ยจื่อผมไม่สนิทเท่า จึงไม่แน่ใจแต่ก็หาจุดผิดสังเกตไม่เจอ

“บางทีอาจจะเป็นจุดเล็กน้อยที่มองข้ามไป” เมินโหยวผิงที่นานๆ ทีจะได้ยินเสียงพูดขึ้น “ลองไล่ลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียดอาจจะเจอข้อมูลดีๆ ก็ได้”

“จริงสิ จะว่าไป! “อวี๋อินผุดนั่งตัวตรง “ปกติอีไท่ไม่มีทางมาเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แบบนี้นี่!”

“มีประเด็น” ผมตอบรับเห็นด้วย “จะว่าไปก็ใช่จริงๆ ลองนึกถึงเรื่องอาถรรพ์ฤดูร้อนของพวกนายที่เคยมีใครสักคนเล่าให้ฟัง รู้สึกว่าตอนนั้นอีไท่ไปเพราะว่าคิดว่าจะต้องเกิดเรื่องใช่ไหม?”

อวี๋อินตบมือเสียงดังป้าบใหญ่ “อีไท่บอกฉันว่า ที่พักไม่น่าไว้ใจ อาจจะเกิดเรื่องกับพวกที่ไป ก็เลยยอมไปด้วยเพราะเป็นห่วง!”

“ถ้าอีไท่เป็นคนแบบนั้น ครั้งนี้ก็น่าจะมีสาเหตุดีๆ ที่อาจจะเกี่ยวโยงกับเรื่องนี้” นายอ้วนผูกประเด็นอย่างง่ายๆ “อย่างนั้นก็เก็บข้อมูลจากเพื่อนทุกคนในกลุ่มที่ไปเลยก็แล้วกัน ก่อนอื่นลองหาสิ่งผิดปกติก่อน ตั้งแต่ตอนแรกเลยว่าใครเป็นคนริเริ่มวางแผนไปเที่ยว แล้วช่วงนั้นมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นบ้าง”

อวี๋อินถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น ไฟในตัวลุกโชน “แบบนี้เราก็สวมแว่น ใส่นาฬิกาและหูกระต่ายแปลงเสียงกันได้แล้วสิ!”

 

การใส่แว่น สวมนาฬิกา มีหูกระตายแปลงเสียงหรือจุกปริศนาบนหัวไม่ได้ช่วยให้คิดอะไรออกได้มากขึ้นนอกจากเค้นสมองของตัวเองเท่านั้น แน่นอนว่าสำหรับผมที่นั่งคิดสะระตะอยู่เป็นนานก็ไม่พบคำตอบ ก่อนหน้าที่จะไปเที่ยวก็เฝ้าร้าน เฝ้าร้าน แล้วก็เฝ้าร้าน อีเลื่อยเฉื่อยแฉะไม่มีสาระ จากนั้นก็ไปซื้อของเตรียมการไปเที่ยว ซึ่งก็ไม่มีอะไรนอกจากใช้เงินรัวกับเมื่อยขา กลับมาก็เฝ้าร้าน เม้ามอย อีกไม่กี่วันก็ไปเที่ยว ไม่เห็นจะมีอะไรผิดแปลกจากปกติตรงไหน มันก็น่าเบื่อเหมือนกันทุกวัน

รถวิ่งด้วยความเร็วสูงขนาดที่อวี๋อินนั่งตัวเกร็งทุกครั้งที่เลี้ยว ทั้งๆ ที่ตัวเองขับมอเตอร์ไซค์อันตรายกว่านี้ไม่รู้กี่เท่า อยู่ในยานพาหนะที่เป็นเหล็กหุ้มเนื้อยังมาทำเป็นใจสั่นไม่เข้าท่า

อวี๋อินเอาหัวโขกไหล่ผมเป็นพักๆ จึงส่งเสียงทักออกไปอย่างเสียไม่ได้ ถึงอวี๋อินจะไม่เจ็บหัว แต่ผมเริ่มเจ็บไหล่แล้ว “ตกลงว่าฟื้นความจำอะไรได้บ้างไหมล่ะ?”

ศีรษะที่ไหล่ของผมส่ายไปมา ไม่รู้ปฏิเสธหรือหัวโยก “ยากไปนะ ฉันว่าอาจจะนายมากกว่ารึเปล่า ช่วงนี้ทำอะไรแผลงๆ ไหม?”

“แผลงๆ ของเทียนเจิน…. ก็คงเรื่องผู้หญิง….เฮ้ย! จะว่าไปเมื่อเร็วๆ นี้เทียนเจินเพิ่งหัดหลีหญิงนี่!” นายอ้วนเสริมทับ เลิกสนใจวิวนอกหน้าต่างเมื่อรถเลี้ยวเข้าเขตที่อยู่อาศัยย่านคุ้นเคย

“กลับมาเรื่องนี้อีกแล้วนะ! มันใช่เวลาไหม?!” ผมเหลือบมองนายอ้วนที่หัวเราะถูกใจคิกคัก

“เดี๋ยวก่อน นายจีบสาวมาเหรอ?” อวี๋อินเบิกตากว้างทำหน้าไม่เชื่อ

“ไม่ได้จีบ” ผมตัดบท ยกมือห้ามไม่ให้ทุกคนคิดอะไรน่ากลัวไปมากกว่าที่เป็นอยู่ “ฉันเจอเฉินเฉิงเฉิงมาน่ะ ก่อนไปเที่ยวกันไม่กี่วัน”

“เฉินเฉิงเฉิง?” เขาทวนคำพูด “ไม่กี่วันก่อนไปเที่ยว?”

“ใช่ เธอได้ทำงานเป็นพนักงานในศูนย์การค้า ท่าทางมีความสุขมากทีเดียว จำได้ว่าเมื่อก่อนเป็นนักเรียนทุนนี่ อยู่ตัวคนเดียวไม่เหลือใครออกจะติดมืดมนหน่อยๆ นี่…ถ้าเรื่องนี้มันจบลงแล้วลองไปหาเธอกันเถอะ เหมือนเธอเล่าว่าติดต่อกับอีไท่ไม่ก็นายอยู่นี่” ผมเล่าถึงตอนนั้นให้ฟัง

คนฟังขมวดคิ้วมุ่น “ใช่… ฉันเป็นคนช่วยเธอหาที่พักแถวนี้เอง…”

อยู่ๆ ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั้งรถ ผมซึ่งหานามบัตรที่เฉินเฉิงเฉิงให้เจอแล้วจึงยื่นให้อวี๋อินดู เขาทำตาเหลือกกว่าเดิม ปล่อยนามบัตรที่ผมยื่นให้ร่วงลงพื้นรถ สบตากับผมและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงงุนงง

“แต่อู๋เสีย…. เฉินเฉิงเฉิงตายมาจะสามเดือนแล้ว….”

 

Advertisements

4 thoughts on “[Daomu fanfiction] 连接 -8-

    • ตอนนั้นคิดได้ว่าบางทีก็คล้ายน้องหมาเหมือนกัน… แต่จะให้ชัดเจนต้องระบุสายพันธ์ด้วย
      ….อย่างนายเมินคงไม่มีทางเป็นโกลเด้นแน่ๆ 555555555 จะเป็นไซบีเรียนก็ไม่เข้าไปอีกกกก

      (กระซิบ) แต่ที่จริงเราอยากให้เป็นแมวแหละค่ะ
      แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เดี๋ยวจะหลายเป็น เสียผิง แทน (ฮา)

      • เซปเฮิดก็เหมาะค่ะ เราว่าไซบีเรียนก็…เอ เหมือนรูปร่างภายนอกจะเหมาะ แต่เราค่อนข้างเจอแต่ไซบีเรียนติงต๊อง555+ เท่ห์แต่ข้างนอก ข้างในมันขี้เล่นมาก โกลเด้นนี่ไม่ใช่แล้วค่ะ555+

        มองว่าเมินเหมือนแมวด้วยค่ะ (หลายๆคนก็ว่างี้เนอะ) อยากมาก็มาอยากไปก็ไป

      • อยากแต่งให้นายเมินเป็นแมวจัง…
        /นึกได้เป็นท่าแมวนวด
        /หลังหัก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s