[Daomu fanfiction] 连接 -9-

隐形 – Stealth
[張起靈*吳邪]
_________________________________

กระทั่งช่วงสถานการณ์แบบนี้ ร้านของอาสามยังคงเปิดทำการตามปกติ แน่นอนว่าเปิดกับปิดต่างกันที่เปิดประตูหรือปิดประตูเท่านั้น ยังไงก็ไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว วันนี้ไม่มีลมพัดสักแอะพาให้รู้สึกอึดอัดทั้งกายใจ แสงแดดยังคงแผดแสงสีส้มลงบนพื้นถนน พวกเรานั่งอยู่โต๊ะกลางร้านเงียบเชียบ ตกลงกันอย่างไม่ได้นัดหมายว่าจะเอาสัมภาระกองไว้แถวๆ นี้ก่อนอย่างไม่ใส่ใจ

เราคงจะเงียบกันไปอีกนานหากนายอ้วนไม่เปิดประเด็น “จะเงียบให้มันได้อะไรขึ้นมา? เงียบไปเพื่อนนายก็ไม่ฟื้นคืนชีพหรอก! … เออ หรืออาจจะฟื้นมาแล้ว?”

ผมตบหน้าผาก ผิดเองที่คาดหวังความมีสาระจากผู้ชายคนนี้ “นั่นสินะ… พอเถอะ หมดชั่วโมงแผ่เมตตาแล้ว อาอินเล่าที่นายรู้มา คายออกมาให้หมดล่ะ”

อวี๋อินเล่าว่า หลังจากที่มาช่วยเฉินเฉิงเฉิงตรวจเช็คสภาพห้องพักก่อนเข้าอยู่ เธอสดใสร่าเริงแทบมองแล้วตาพร่า วางแผนอนาคตว่าอยากจะเก็บเงินซื้อบ้านเล็กๆ สักหลังที่สามารถปลูกพืชผักสวนครัวได้ อาจจะมีหมาสักตัวเป็นเพื่อน แล้วจะชวนทุกคนมาดูบ้านของเธอ หลังจากนั้นสองอาทิตย์ ข่าวการตายของเธอก็แพร่สะพัดในหมู่เพื่อน อีไท่เป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้ เขาเป็นคนบอกอวี๋อินให้หาทางติดต่อเฉินเฉิงเฉิง เมื่อไม่มีใครติดต่อได้อีไท่จึงอาสาไปหาที่ห้องพักนั้น แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่ไปถึง จึงได้ยืนอยู่หลังแถบเส้นเหลืองคาดดำเพื่อไม่ให้เกะกะเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติงานเท่านั้น …สิ่งที่เห็นคือตำรวจชายสองนายกำลังนำร่างเธอนอนราบลงกับพื้น ที่คอมีเชือกที่ถูกบั่นเช่นเดียวกับปลายเชือกที่ผูกอยู่กับขื่อ มองร่างของเพื่อนถูกหิ้วไปอีกทางหลังจากได้ถ่ายรูปไว้แล้วทุกซอกมุม

ทุกคนประหลาดใจมากเมื่อได้ยินข่าวนี้ เฉินเฉิงเฉิงเป็นผู้หญิงใจสู้ แถมยังวางแผนอนาคตตัวเองไปยันบั้นปลายชีวิต ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องฆ่าตัวตาย ซึ่งเรื่องนี้อวี๋อินใช้เส้นสายพ่อตัวเองสืบมาว่าเฉินเฉิงเฉิงไม่มีแม้กระทั่งเจ้าหนี้นอกระบบด้วยซ้ำ กับเพื่อนข้างห้องและเจ้าของห้องเช่าก็ไม่เคยมีปัญหา เพื่อนที่ทำงานก็เป็นมิตร ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ และเมื่อไม่ได้หลักฐานทางอื่น เรื่องนี้ตำรวจจึงต้องปิดคดีด้วยสาเหตุฆ่าตัวตาย

ฟังถึงตรงนี้ผมก็ใช้ความคิดอย่างหนัก การตายของเฉินเฉิงเฉิงมีความเกี่ยวข้องกันตรงไหน หรือจะเป็นเพราะฆาตกรอยู่ในหมู่พวกเรานี่เอง? ถ้าเป็นแบบนั้นจริงทำไมต้องทำเรื่องยุ่งยากอย่างการรวมกลุ่มไปเที่ยวกันด้วย? และทุกสิ่งอันที่เกิดขึ้นผมกับอวี๋อินมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรถึงต้องซวยบรมกันขนาดนี้?

ระหว่างที่ยังคิดไม่ตก เสียงบุรุษไปรษณีย์จอดรถหน้าบ้านดึงความสนใจของผมไปได้ อวี๋อินในร่างของผมเดินเก้ๆ กังๆ ไปรับของก่อนจะส่งยิ้มหนึ่งที ของที่มาส่งเป็นซองจดหมายสีน้ำตาลไม่มีอะไรพิเศษและค่อนข้างหนา ชื่อคนส่งคือเหยียนเหล่ยจึงเดาได้ว่าข้างในคงจะเป็นรูปที่พวกเราไปเที่ยวด้วยกัน หลังซองมีข้อความสั้นๆ เขียนอยู่

 

‘หวังว่าพวกนายรอดจากการหลงป่ามาได้คงไม่เข็ดจนไปเที่ยวกันอีกรอบไม่ได้นะ’

ผมแกะซองเทของด้านในบนพื้นโต๊ะอย่างไม่มีพิธีรีตอง มีทั้งรูปที่ผมแอบถ่ายและโดนถ่าย บางรูปก็เบลอจนน่าสงสัยว่าเสียเวลาล้างฟิล์มรูปนี้มาเผื่อผมทำไม แต่ที่น่าเอะใจเป็นรูปรวมที่ทะเลสาปเหมือนเลอะคราบอะไรบางอย่าง

นายอ้วนกำลังขำรูปที่ผมกับอวี๋อินนอนน้ำลายยืดในรถชะงักไปเมื่อเมินโหยวผิงหยิบรูปหมู่ใบนั้นขึ้นมาก่อนจะวางลงกลางโต๊ะ ปลายนิ้วยาวชี้ไปยังเส้นพาดสั้นๆ สีดำ

“เดี๋ยวก่อนนะ” อวี๋อินขยี้ตา “น…นี่มันแขน!”

ผมก้มลงไปมองใกล้ขึ้นอีกนิด เห็นเป็นเส้นดำมัวๆ พาดอยู่ด้านหลังคอฮุ่ยจื่อ ลายด้านหนึ่งลักษณะเส้นรูปร่างคล้ายมือจริงๆ ลองนึกย้อนไปตอนนั้นลมก็ไม่แรง จะว่ามีอะไรปลิวขึ้นมาแล้วถ่ายติดก็ไม่น่าใช่

ไม่รอช้า ผมโทรหาเหยียนเหล่ยทันที แสร้งทำเป็นอวี๋อินที่เพิ่งได้รับรูปถ่าย

“เป็นไง ของถึงแล้วเหรอ? รูปนายน้ำลายยืดนั่นเจ๋งใช่ไหมล่ะ!” เหยียนเหล่ยหัวเราะมาตามสาย

“ไอ้บ้า” ผมว่าก่อนจะพาเข้าเรื่อง “จะว่าไปตอนนายไปล้างรูปเลือกร้านไม่ดีรึเปล่า รูปหมู่พวกเราที่มีเพียงรูปเดียวนี่โคตรหายาก แต่มันดันเป็นรอยอะไรก็ไม่รู้เนี่ยสิ”

“รอย? รอยอะไร?”

“ไม่รู้ รอยดำๆพาดอยู่แถวๆฮุ่ยจื่อ”

เหลียนเล่ยบอกให้ผมถือสายรอก่อนจะได้ยินเสียงกุกกัก “ของฉันไม่เห็นมีนี่ ตอนล้างเผื่อพวกนายฉันก็เช็คดูหมดแล้วนะ หรือนายเผลอทำเลอะไม่รู้ตัว”

“ฉันเพิ่งแกะออกจากซองเองนะ” ผมถอนหายใจ “ไม่เป็นไร ยังไงก็ไม่ได้พาดโดนหน้าใคร ถือเสียว่าฉันซวย”

“นายก็ซวยประจำอยู่แล้วนี่ ฮ่าๆ” พูดจาไม่เกรงใจกันบ้างเลยนะ… “จะว่าไป อาการของอู๋เสียเป็นไงบ้าง?”

“ก็ดี สภาพไม่ต่างจากฉันนักหรอก” ผมตอบสั้นๆ พาเปลี่ยนเรื่อง “อ้อ… พอดีอู๋เสียชวนไปเยี่ยมเฉินเฉิงเฉิง ฉันเลยบอกความจริงเขาไป ท่าทางช็อคมากเลยนะที่ไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว”

“อู๋เสียทำตัวติดต่อยากนี่นา ไม่เหมือนอีไท่ รายนั้นนึกอยากจะเจอขึ้นมาก็ได้เจอสมใจอยากทุกทียังกับมีใครกระซิบบอก” เหยียนเหล่ยพูดทีเล่นทีจริง “ตอนนั้นก็นึกว่าอีไท่จะตกใจมากกว่านี้นะ ไหนๆ ก็เคยคบกันมา”

“พูดถึงเรื่องนี้ก็ดี ฉันเล่าเรื่องเฉินเฉิงเฉิงให้อู๋เสียฟังก็พานนึกถึงเรื่องเก่าๆ ช่วงที่ทั้งสองคนคบกันก็สั้นมาก ไม่รู้ทำไมถึงเลิก” ผมค่อยหลอกถาม มือหยิบถั่วคั่วในชามที่นายอ้วนเทไว้ให้กินแกล้มขณะที่ทุกคนดูรูปที่กองเกะกะบนโต๊ะ

“อันนี้ฉันรู้ ตอนนั้นเดินผ่านพอดีเลยแอบฟัง” ไอ้หมอนี่….. แต่ก็ดี ตอนนี้อาจจะเป็นข้อมูลที่เอามาใช้ได้ “อีไท่พูดว่าเพราะไปกันไม่ได้น่ะ เดิมทีอีไท่ก็ไม่ใช่พวกชอบยึดติดอยู่แล้ว เป็นมนุษย์ฉายเดี่ยวที่ออกจะดูลึกลับด้วยซ้ำ” ข้อนี้ผมเห็นด้วย “แต่เฉิงเฉิงเสียใจมาก ร้องไห้อยู่พักใหญ่ ไม่เหมือนฮุ่ยจื่อ”

“ฮุ่ยจื่อ? ฮุ่ยจื่อไปเกี่ยวอะไรด้วย?” ฟังแล้วชักงงขึ้นมา

“เฮ้ อย่าบอกนะว่านายไม่รู้เรื่องที่ฮุ่ยจื่อแอบชอบเฉิงเฉิง?”

แบบนี้เรียกว่ามีเค้าลางที่ดีแล้วรึเปล่า! ผมอดตื่นเต้นไม่ได้ เร่งให้เหยียนเล่นเล่าต่อ

“ตอนที่อาเฉิงโดนบอกเลิก หมอนี่โมโหอีไท่แทบบ้า แต่ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ นายก็รู้ว่าอีไท่เป็นเสมือนหัวโจกของพวกแก๊งค์ในมหาวิทยาลัย ทั้งที่จริงแล้วไม่มีอะไรเกี่ยวกันสักนิด”

“แล้วฮุ่ยจื่อจีบเฉิงเฉิงไม่ติดเรอะ?”

เหยียนเหล่ยหัวเราะ “ไอ้บ้านั่นมันอยากเป็นพระเอกน่ะ อยากให้อีกฝ่ายมีความสุขเลยได้แต่เชียร์อีไท่ พออกหักมาฮุ่ยจื่อก็ปลอบอย่างเดียว”

“…ซื่อบื้อชะมัด…” ผมอดออกความเห็นไม่ได้ “ว่าแต่นายแอบฟังอีท่าไหนถึงได้รู้เรื่องขนาดนี้วะเนี่ย?”

“ฉันน่ะยังน้อย…” ยังมีเยอะกว่านี้อีกเรอะ “ตอนแรกเดินผ่าน เห็นว่าจะคุยเรื่องเครียดๆ กันก็ว่าจะเดินผ่านไปแหละ แต่หลวนฮว่านที่เดินตามหลังฉันมาดึงให้อยู่ฟังด้วยกัน มันเลยช่วยไม่ได้ไง ฮ่าๆๆ”

“เจ้าพวกขี้เสือก!” ผมด่าอย่างไม่จริงจังนัก

“ลองถามหลวนฮว่านดูแล้วกัน ไอ้นี่มันข่าววงในกว่าฉันเยอะ หมอนั่นอยู่ในแก๊งค์เด็กเกมหา’ลัยเราด้วยนะ อย่าลืมสิ”

หลังจากนั้นคุยต่อกันไม่กี่คำก็วางสาย ขณะที่อวี๋อินเมื่อได้ยินชื่อหลวนฮว่านก็ต่อสายทันที ผมไม่อยู่ฟังเนื่องจากดูท่าน่าจะนาน กว่าจะโยงเข้าเรื่องได้กินเวลาไปร่วมครึ่งชั่วโมง ผมรู้สึกมึนหัวจึงออกไปเดินรอบๆ แถวนี้รออวี๋อินสรุปใจความให้ฟัง

กลายเป็นพอผมเดินออกมา อวี๋อินก็ตามออกมาด้วย เมินโหยวผิงก็ลุก ตามมาด้วยนายอ้วนที่ปิดร้านให้เสร็จสรรพเดินเข้ามาร่วมวง…. บางทีเจ้าพวกนี้อาจจะลืมไปแล้วว่าผมก็มีเวลาอยากเดินเล่นเงียบๆ คนเดียวบ้าง

 

เดินมาถึงไหนก็ไม่ทันได้รู้ตัว กระทั่งเด็กสองคนวิ่งตัดหน้าผมไป ตกใจเกือบหัวทิ่มด้วยกลัวจะเดินเตะเด็กเข้า เมื่อหันกลับไปมองกลับไม่เห็นใคร มีเพียงถนนว่างเปล่า ไม่มีเพื่อนสักคนเดินตามมา ขาเดินต่อไปอย่างไม่สนใจนัก สักพักก็รู้สึกเหมือนคนเดินตาม ซึ่งผิดปกติอย่างมาก ผมเดินเร่งความเร็วกะสลัดให้หลุดก็ไม่หลุด พบว่าเดินล่อตามมาพักใหญ่กลับไม่เห็นใครตามมาสักคน ฝีมือคงดีมากที่หลบผมได้ทุกครั้ง รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นจากปลายหางตาอีกแล้ว

ผมเดินเข้าร้านหนังสือเก่า หยิบได้หนังสืออ่านฆ่าเวลาจากชั้นหนังสือในร้าน หน้าปกน่าสนใจ ชะโงกดูเจ้าของร้านไม่อยู่ จึงนั่งบนกล่องไม้เก่าเปิดอ่านด้วยความใคร่รู้

หนังสือในมือของผมเกี่ยวกับจิตวิญญาณความเชื่อไสยศาสตร์ของแหลมอย่างพวกตุ๊กตาวูดูที่แถวแอฟริกา ซึ่งใช้เส้นผมพันใส่ตุ๊กตาแล้วใช้ของแหลมทิ่มแทง จะเกิดความเจ็บปวดต่อผู้โดนทำพิธีเสมือนโดนทิ่มแทงจริงๆ มีทั้งขั้นสั่งสอนและถึงตาย อ่านแล้วน่าหวาดเสียวพอตัว โดยเฉพาะรูปประกอบที่วาดด้วยพู่กันจีน ยิ่งทำให้ดูสยองกว่าเดิม

ระหว่างปิดคั่นหนังสือเพื่อพักสายตาเหลือบไปเห็นว่ามีคนยืนอยู่ข้างๆ ตัว ผมหันขวับไปแทบจะในทันที ทว่ากลับเห็นเป็นเพียงเงาดำแว่บหนึ่ง แต่ไม่มีใครสักคนอยู่ตรงนั้น

ในร้านหนังสือว่างเปล่าและเงียบเชียบ สมาธิพุ่งสูงจับสังเกตบริเวณโดยรอบ

แสงแดดส่องพาดเข้าทางหน้าร้าน ต่อให้มีคนเดินผ่านก็ต้องเห็นเงา ในร้านยิ่งเงียบสงบไม่มีใครสักคนในระยะตามองเห็น เสียงที่ได้ยินมีแต่เสียงพลิกหน้ากระดาษจากปลายนิ้วผมเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะมีใครเข้ามาโดยที่ผมไม่รู้สึกตัวได้

ผ่านไปสิบกว่าวินาที ทั่วทั้งบริเวณยังคงเงียบกริบ ทุกอย่างอยู่ที่เดิมอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีแม้แต่ลมที่พัดลอดเข้ามา

รู้สึกหนังตากระตุก จากนั้นก็ขนลุกไปทั่วร่าง

เมื่อหันกลับมาก็รู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง มีคนจ้องศีรษะด้านหลังของผมอยู่ สายตานั้นทั้งแปลกและเย็นยะเยือก… มันเหมือนอยู่ใกล้มาก แต่กลับให้ความรู้สึกว่าไม่มีอยู่จริง

คล้ายกับมีคนต้องการจ้องผ่านศีรษะด้านหลังของผมให้ทะลุไปถึงทุกรูขุมขน

ผมหันหลับไปมอง ยังคงไม่เห็นใครเช่นเดิม

ที่นี่ต้องมีอะไรสักอย่างแน่ หรืออาจจะมีอะไรบางอย่างตามเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ต่างกับที่เจอก่อนหน้า พวกนั้นเพียงแค่ผ่านมาผ่านไป ไม่มีครั้งไหนอยู่ด้วยนานขนาดนี้ ทั้งยังมองจ้องไม่ละสายตา ความรู้สึกไม่สบายใจผุดขึ้นท่วมตัว เพราะมองไม่เห็นอย่างอวี๋อิน ทั้งยังไม่อาจะได้ยินอีกด้วย ไม่อาจรู้เลยว่าสิ่งที่เข้ามาใกล้จะหน้าตาเป็นอย่างไร ต้องการทำอะไรกันแน่

สร้อยประคำที่พระลามะให้ไว้ร่วงจากกระเป๋าเสื้อตกลงพื้น ผมก้มลงเก็บพลางคิดว่าออกไปหาพวกนายอ้วนก่อนท่าจะดี

ในวินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสสร้อยประคำ สายตาเห็นขาคู่หนึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะวางหนังสือที่ตั้งอยู่กลางร้าน

รองเท้าสำหรับใส่อยู่บ้านสภาพมอซอสีชมพูเก่าๆ กับขาโชกเลือดและคราบมันดำปรากฏอยู่เบื้องหน้า ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้น จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ในขณะเดียวกับที่มองเห็นเท้าคู่นั้น เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นก็ดังขึ้น

เสียงสะอึกสะอื้นแผ่วเบาหลายต่อหลายครั้ง

ทว่าพอเงยหน้าขึ้นกลับไม่เห็นใครอยู่ตรงข้ามโต๊ะ ไม่ต้องพูดถึงรองเท้าใส่เดินในห้องคู่นั้นเลย เพราะมันหายไปอย่างไร้ร่องรอย กระทั่งเสียงร้องไห้ก็ไม่มีให้ได้ยิน

 

นายอ้วนเดินเข้ามาเห็นผมยืนหน้าตื่นจึงเดินเข้ามาตบไหล่เรียกสติ ผมยังตะลึงอยู่ ไม่เคยมีครั้งไหนชัดเท่าครั้งนี้ หวาดกลัวอีกอย่างคือความรู้สึกของผม…. รู้สึกว่าผมรู้จักเจ้าของขาคู่นั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร

ผมเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังระหว่างทางกลับบ้าน แม้ตอนนี้จะยังเป็นตอนกลางวันอยู่ก็อดขนลุกขึ้นมาไม่ได้ อวี๋อินเงียบผิดปกติ ท่าทางครุ่นคิด สายตาหลุกหลิก พอโดนผมกระทุ้งจึงเอ่ยอ้อมแอ้ม

“ก็ว่าอยู่นะ… ช่วงนี้ฉันไม่เห็นเพื่อนเกลอ ไม่รู้สึกเลยสักกะนิดเดียว” หลังประโยคนี้ผมตกรางวัลเป็นสันมือสับกลางหัวเต็มๆ ไม่สนใจคนที่ร้องลั่น

“ซวยชะมัด! ปกติฉันก็ดวงไม่ค่อยดีอยู่แล้ว นายยังจะพาเรื่องซวยๆ มาให้ฉันอีกเหรอ?” มาอยู่ร่างเฮงซวยนี้ยังไม่พอ ยังต้องมาเจอชะตากรรมกับตาไม่เที่ยงอีก ต้องประสาทแข็งขนาดไหนถึงจะไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน

“มันเป็นความผิดของฉันเหรอ?!” อวี๋อินโวย มือกุมหัวแน่น “ถ้าฉันหัวแตกไปล่ะก็ นายนั่นแหละที่จะร้องไห้!”

“ไม่เป็นไร ตอนนี้เห็นนายเจ็บฉันก็โอเค” ผมแสยะยิ้มเย็นใส่

“ถ้านายทุบอีกทีฉันลืมเรื่องที่หลวนฮว่านเล่าหมดแน่เลย!” อวี๋อินโอดโอยไม่เลิก

ผมถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “ก็ได้ๆ นายเลิกเอาร่างฉันทำท่าพวกนี้ทีเถอะ เห็นกี่ครั้งก็รู้สึกคันๆ ขา”

“ขนาดเทียนเจินยังคันขา เสี่ยอ้วนนี่ต้องนับหนึ่งถึงพันเพื่อยังมือตัวเองไม่ให้ตบลงหัวร่างเทียนเจิน…” นายอ้วนออกความเห็น “แรกๆ ก็รู้สึกตลกดีอยู่หรอกนะ หลังๆ เริ่มทำใจรับไม่ได้ละ เอาเป็นว่าขอบอกให้รู้กันตรงนี้เลยนะเทียนเจิน… บุคลิกปกติที่นายเป็นน่ะดีที่สุดแล้ว อย่าริทำตัวหน่อมแน้มอย่างไอ้หมอนี่เลยนะ…”

เราไม่แยแสเสียงโวยวายของอวี๋อิน จี้ให้เจ้าตัวเล่าเรื่องที่ได้มาจากหลวนฮว่านก่อน เรื่องอื่นค่อยชำระความกันทีหลัง

หลวนฮว่านเป็นคนเดียวที่เปิดประเด็นขึ้นมา ว่าแท้จริงแล้วเฉินเฉิงเฉิงอาจจะนึกท้อใจขึ้นมาในตอนหลังก็มีความเป็นไปได้ ตั้งแต่โดนอีไท่บอกเลิกก็ไม่มีแฟนคนใหม่อีก การงานก็ไม่มีอะไรก้าวหน้า ไม่ว่าจะเปลี่ยนงานบ่อยสักแค่ไหนเงินที่ได้ก็เท่าเดิม ได้แต่วาดฝันให้ตัวเอง

“นี่อาฮว่านมันเกลียดอะไรเฉิงเฉิงนัก?” ผมอดแทรกขึ้นมาไม่ได้ “พูดแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยเรอะ?”

“ฉันไม่แน่ใจ… ช่วงที่อีไท่บอกเลิกเฉิงเฉิง หล่อนก็ตามตื๊ออีไท่อยู่พักใหญ่เหมือนกันนะ นายก็น่าจะรู้ว่าหลวนฮว่านมันแทบเทิดทูนบูชาอีไท่ พอเห็นอีไท่โดนตื๊อหนักก็คงเกิดแง่ลบก็ได้”

“อีไท่มันโดนสาวตามตื๊อเป็นกระบุงอยู่แล้วนี่ มันยังไม่ชินอีกเรอะ?”

“วุ้ยเทียนเจิน! เข้าใจยากจริง!” นายอ้วนแทรก “ก็คนอื่นนายอีไท่ไม่เคยคบ แต่น้องสาวคนนี้ได้คบ แม้จะแป๊บเดียวก็ถือว่าได้คบไง มันต่างกัน…”

ผมนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่นายอ้วนบอก “จุกจิกชิบ…”

เฉินเฉิงเฉิงใช้ชีวิตอยู่กับฝันลมๆ แล้งนั้น หลวนฮว่านหัวเราะกล่าวว่ามันคงดีแล้วที่ในที่สุดเธอก็ตื่นมาพบชีวิตจริงที่ไร้ซึ่งการเยียวยา โลกนี้ช่างดำรงชีวิตอยู่แสนยาก ไม่ต่างอะไรกับเม็ดฝุ่นที่ไร้คนเหลียวแล และท้ายที่สุดเธอก็เลือกที่จะจบชีวิตตัวเองเพียงลำพัง ไร้ซึ่งคนเหลียวแลอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย เฉินเฉิงเฉิงพยายามทำกิจกรรมอย่างมากให้ตัวเองโดนเด่น เพียรสร้างสปอตไลท์ให้ตัวเองมีค่าในสายตาของคนอื่น

ผมฟังแล้วสะท้อนใจ ในความคิดของหลวนฮว่านนั้น เฉินเฉิงเฉิงไร้ค่าอย่างสมบูรณ์แบบ คนเรามันต้องเกลียดชังกันขนาดไหนจึงเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมาได้

“ฉันไม่รู้ว่าจงเกลียดจงชังอะไรกันนัก ที่จริงฉันว่าชีวิตหลวนฮว่านเองหลังจากเรียนจับก็เหลวแหลกไม่เป็นท่า คิดว่าน่าจะเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าเสียอีก” ร่างของผมยังคงลูบหัวอย่างระแวดระวัง

“พอเข้าใจในประเด็น… ถามไปถามมาเหมือนว่าเรากำลังหาคนร้ายคดีของเฉิงเฉิงอยู่นะ ไม่ได้อะไรฝั่งพวกเราเท่าไหร่” เพราะความเป็นไปได้ที่เฉินเฉิงเฉิงจะสาปใส่พวกเราเท่ากับศูนย์เป็นที่แน่นอน

“ความเคียดแค้นน่ะ ถ้าเกิดขึ้นมาสักครั้งแล้วมันจะไม่มีทางหายไป” เสียงของเมินโหยวผิงที่นานๆ ทีจะได้ยินดังขึ้น “แต่ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอยู่ดี”

“โอย ฉันปวดหัว” อวี๋อินเอนตัวมาพาดพิง ผมเงยหน้าหลบท่อนแขนที่วาดมาแทบไม่ทัน “อู๋เสีย นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน”

ผมดีดหน้าผากที่ใบหน้าตัวเองโดยออกแรงมากเป็นพิเศษ “แล้วมันเรื่องอะไรของฉันล่ะวะ ฉันก็อยู่ของฉันดีๆ ไหม?”

บรรยากาศระหว่างเราเงียบเชียบหลังจากนั้น นายอ้วนละออกไปสูบบุหรี่หน้าบ้าน

 

ใกล้จะสามทุ่มแล้ว….

ผมมองนาฬิกาแขวนผนังอย่างตั้งตารอ เดินออกไปนอกบ้านกะว่าจะสูบบุหรี่สักมวน ก่อนจะระลึกขึ้นได้ว่าร่างกายที่ผมอยู่ชั่วคราวอย่างไม่เต็มใจนี้ไม่สูบบุหรี่ ได้แต่ออกไปยืนรับลม มองไม่เห็นแล้วว่านายอ้วนหายไปไหน

 

เสียงสะอื้นดังเข้าหูผม ลอยมากับสายลมอันไกลโพ้นก่อนจะดังขึ้นเรื่อยๆ ผมยืนตัวตรงเมื่อรู้สึกได้ว่าแหล่งกำเนิดเสียงอยู่ข้างตัวนี่เอง ผมไม่กล้าขยับตัว ยืนมองปลายเท้าตัวเอง ถัดไปบริเวณหางตาเห็นเป็นรองเท้าใส่ในบ้านคู่เดิมยืนถัดไปไม่ไกล

ความสับสนและตรึกตรองเกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน…

หากเงยหน้าขึ้นตอนนี้จะได้เห็นรึเปล่าว่าเป็นใคร หรือจะเป็นเพียงอากาศว่างเปล่า มีเพียงขาคู่หนึ่งที่อยู่ตรงนี้ เมื่อถึงตอนนั้นแล้วผมควรจะทำตัวอย่างไร ระหว่างแหกปากร้องวิ่งไม่คิดชีวิต หรือยืนคุยให้รู้ดำรู้แดงไปเสียที มีแต่ขาจะพูดได้ไหมยังไม่แน่ใจนึก แต่ถ้าส่งเสียงร้องไห้ได้ก็น่าจะพูดได้แหละมั้ง…

สิ่งที่ผมตัดสินใจทำคือยืนอยู่อย่างนั้น ฟังเสียงร้องไห้ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สภาพแวดล้อมสงบนิ่งราวมีเพียงตัวผมและขาคู่นั้นบนโลกใบนี้ ผมเผยอปากทำท่าจะพูดทั้งที่ไม่รู้ว่าพูดอะไรออกไปถึงจะดี ระหว่างฟังเสียงร้องไห้ที่เริ่มขาดห้วง มีคำพูดหนึ่งที่ผมได้ยินเสมือนถ้อยคำที่ส่งมาให้ผม

“…ฮึก.. ขอโทษนะ”

เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ทุกอย่างกลับเป็นปกติ

ข้างหน้าผมไม่มีใคร ตรงข้ามผมไปไม่ไกลเป็นนายอ้วนกำลังทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้นก่อนจะใช้ปลายเท้าขยี้ดับ มองมาทางผมอย่างนึกสงสัยว่าผมยืนทำบ้าอะไรอยู่

และวินาทีที่เมินโหยวผิงสัมผัสที่ไหล่ ความอึดอัดก็หายไปพลัน

“นายน่าจะเข้าบ้าน” เขาพูด “ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เริ่มจะออกมากันแล้ว หากจิตไม่มั่นคง อยู่ในบ้านจะปลอดภัยกว่า”

“อะไรจะออกมา?”

เมินโหยวผิงดึงผมเข้าเขตตัวบ้าน ราวกับไม่ยินยอมให้ผมยืนรับลมอีกต่อไป

“วิญญาณไง”

 

กลับเข้ามาในตัวบ้าน ผมตรงดิ่งไปหาอวี๋อินและตบรางวัลกลางหัวให้เขาไปหนึ่งฝ่ามือหนักๆ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานหลังจากนั้น ผมพรูเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ให้ฟัง อวี๋อินพลันนึกขึ้นได้ว่า รองเท้าใส่ในบ้านที่คาใจเขาทั้งแต่ครั้งก่อนนั้น เริ่มมีอยู่ในความทรงจำ เหมือนเคยเห็นมัน… อาจจะเป็นคู่ที่เฉินเฉิงเฉิงใส่ประจำตอนอยู่ในห้อง ผ้าขนสั้นที่เริ่มรุ่ยเป็นขุย เขาจดจำมันได้ แต่ยากจะคาดเดาว่าเฉินเฉิงเฉิงมาหาผมทำไม คำขอโทษนั้นเพื่อใคร เรื่องอะไร ยังคงคาใจผมอยู่

สี่ทุ่มพอดิบพอดี ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้าน ตาเป็นขีด ใบหน้ายิ้มแย้ม มองก็รู้ได้ในทันทีว่าเขาคือคนที่อีไท่ติดต่อไปอย่างแน่นอน ชายคนนั้นไม่ได้ก้าวเข้ามาในบ้าน เพียงยืนอยู่ตรงนั้น อวี๋อินเดินเข้าไปทักเป็นคนแรกก่อนจะหันมากวักมือเรียกผม

มือข้างหนึ่งของผมและอวี่อินแบยืนไปเบื้องหน้า ปลายนิ้วของชายแปลกหน้าลากบนฝ่ามือของเราทีละคน มันเร็วจนผมจับไม่ทันว่าเขียนอะไรลงไปบ้าง เสียงของเขาดึงความสนใจของผมไปได้ในที่สุด มือที่ถูกเขียนบางอย่างลงไปนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงเขาให้เรานำมันทาบไปกับหน้าปากตัวเอง และสูดความว่างเปล่าเข้าไปให้สุดลม

“พวกนายถูกบังคับให้หลงทาง จิตตั้งมั่นจะกลับไปยังทางที่ถูกนั้นดีแล้ว” ชายแปลกหน้ากล่าว เงยมองขึ้นไปบนฟ้าที่มืดมิด ไม่มีแม้ดาวสักดวง “เชื่อในกฎแห่งกรรมเถอะ.. บทว่ามันจะเร็ว มันก็เร็วจนคาดไม่ถึงเชียวล่ะ”

“ขอโทษนะที่ขัด แต่ฉันเป็นคนเดียวรึเปล่าที่ฟังไม่รู้เรื่อง?” นายอ้วนขัดขึ้นมาอีกตามเคย “พี่ชาย ช่วยบอกมาตรงๆ เลยได้ไหมว่านี่มันเรื่องอะไรกัน? สองคนนี้ถูกเล่นของใส่จริงๆ ใช่ไหม?”

เขาพยักหน้า รอยยิ้มนั้นยังคงอยู่ “คำสาปแช่งก็เหมือนด้าย ผูกคนสาปและผู้ถูกสาปไว้ด้วยกันจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวน จบที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้”

“แน่นอนว่าไม่ใช่ฝ่ายผม” อวี๋อินพูดหนักแน่น “ผมถามได้ไหมว่าใคร?”

“เวลาจะบอกเอง เชื่อในกฎแห่งกรรมเถอะ ส่งผลเร็วเหมือนพระอาทิตย์ขึ้น” เขาตอบอย่างคลุมเครือ “เจตนาครั้งนี้ไม่ได้เอาถึงตาย แต่พนันอยู่กับความอึดของคน พวกน้องชายก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคนที่ไม่บริสุทธิ์ใจ อย่างไรเสียก็ต้องขยับตัวด้วยความร้อนใจ”

“ขอบคุณมากครับที่ช่วย” ผมโค้งคำนับ นึกชอบในคำพูดนั้น

ชายคนนั้นส่ายหน้า “ไม่หรอก ผมไม่ได้ช่วยอะไรมาก นี่มันแค่ทางหนึ่งของการแสวงบุญ สิ่งที่ช่วยไปแลกกับสิ่งหนึ่งของผม ซึ่งมันไม่ได้หนักหนา น้องชายอย่าคิดมาก”

“แล้วนี่ต้องทำอะไรต่อไหม?” อวี๋อินดักถามเมื่อเห็นทีท่าว่าอีกฝ่ายกำลังจะเดินจากไป

“ง่ายมาก” เขาว่า “แค่อย่าออกจากบ้านก็พอ”

 

พวกเรานั่งรวมกันอยู่บนโต๊ะกินข้าว พยายามประมวลผลเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยสมองที่ว่างเปล่า มีนายอ้วนทำหน้าใช้ความคิดอย่างหนัก มองผมทีอวี๋อินที พิจารณาอยู่นานก็ไม่พูดอะไรออกมาสักครึ่งคำ นายเรือพ่วงนั่งมองออกไปยังประตูบ้านด้วยท่าโงนเงนเหมือนทุกครั้ง ส่วนอวี๋อินมองฝ่ามือตัวเองด้วยใคร่รู้ ในบุคคลทั้งหมดนี้ ผมทนนายอ้วนไม่ได้มากที่สุด

“นายจะพูดอะไรก็พูดไหม ยึกยักจนฉันอยากรู้แล้วเนี่ย อมพะนำอะไรอยู่ได้” ผมกระทุ้ง

“ฉันกำลังคิดถึงวิธีที่ทำให้พวกนายกลับร่างตัวเอง” นายอ้วนตบโต๊ะยืนขึ้นขึงขัง “ตอนนี้วิญญาณพวกนายก็ยึดติดกับร่างที่อยู่ปัจจุบันใช่ไหมล่ะ? เพราะงั้นทางแก้ก็คือทำให้วิญญาณพวกนายออกจากร่างก่อน ทีนี้ก็กลับเข้าร่างเดิมของตัวเองได้ละ”

“หมายความว่าตั่วเฮียจะฆ่าพวกผม?” อวี๋อินยกมือถามทำหน้าสยอง “เอาอะไรมารับประกันได้ล่ะเฮีย?”

“ไม่มี” นายอ้วนตอบหน้าตาย ผมกับอวี๋อินอ้าปากค้างพร้อมกัน “ฟังก่อนนะ… ขั้นแรกก็ให้น้องเสี่ยวเกอลงมือ รับรองว่ารวดเร็วกระชับฉับไว ไม่ทันได้เจ็บ ไม่ทันได้ร้องสักแอะ เสร็จแล้วฉันก็จะเอาพวกนายมาจัดท่าทางดีๆ เอาให้หัวอยู่ใกล้ๆ กันเลยเพราะวิญญาณก็ควรออกมาจากทวารทั้งห้าใช่ไหม แล้วพวกนายก็ตั้งจิตคิดถึงหน้าตัวเองเข้าไว้ ทีนี้ก็ลงล็อคพอดี”

“แล้วตอนกลับเข้าร่างเดิมได้ จะกลับมาหายใจได้ใหม่เหรอเฮีย?” อวี๋อินยกมือถามอีกรอบ

“จะไปรู้เรอะ! เสี่ยอ้วนไม่เคยวิญญาณออกจากร่าง นี่ก็ถามมากจริง!” นายอ้วนฟึดฟัดก่อนจะเบิกตาอย่างมีไอเดีย “หรือจะเอาแค่สลบดี? ตบสลบนี่ฟื้นแน่”

“หยุดเลย” ผมค้าน “ฉันกับอาอินใช่ว่าไม่เคยสลบคู่เสียหน่อย แล้วถ้ามันเป็นเรื่องง่ายๆ พรรค์นี้พี่ชายเมื่อกี้ก็คงบอกเราแล้ว”

“ฉันว่าเพื่อความปลอดภัยเราแยกย้ายกันไปนอนเถอะ” อวี๋อินเสนอ เป็นอะไรที่ดูดีมากในความคิดของผม “ยังไงก็ออกจากบ้านไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ยังพอมีเวลา”

จะว่าไปตอนนี้ก็ชักง่วงขึ้นมาแล้วด้วยสิ ผมแยกตัวออกจากวง การได้อาบน้ำคงจะเป็นวิธีที่เรียกสติผมได้บ้าง

 

ผมนอนลืมตาในความมืด จิตใจสงบอย่างน่าประหลาด อาจจะเพราะชายแปลกหน้าคนนั้นทำพิธีกรรมบางอย่าง หรืออาจจะเป็นจิตวิทยาแบบหนึ่งก็ยากจะเดา เพียงผลของมันออกมาดีผมย่อมรับได้ พลันนึกขึ้นเรื่องหนึ่ง…

…. ลืมถามว่าห้ามออกจากบ้านนี่มันกินเวลากี่วัน… แบบนี้ผมไม่เฉาตายอยู่ในบ้านรึ?

ดันลืมถามเรื่องที่สำคัญที่สุดไปซะได้….

สรุปเอาเองว่าถ้าได้กลับร่างตัวเองเมื่อไหร่ก็คงออกจากบ้านได้ตอนนั้น และถ้าพูดถึงเรื่องกลับร่างเดิมขึ้นมาแล้ว ผมนึกถึงตามนิยายหรือละครที่เคยเห็นผ่านตา ส่วนมากจะเป็นเอาหัวโขกกัน… ผมกับอวี๋อินก่อนหน้านี้ก็มีลองโขกเล่นๆ แต่เจ็บจริงดูก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนนอกจากหัวปูด หรือจะต้องรอฟ้าผ่า… วิธีนี้ก็เสี่ยงชีวิตเกินไปหน่อย แถมจะผ่าก็ต้องรอหน้าฝน ตามพยากรณ์อากาศยังไม่มีข่าวฝนหลงฤดูมาช่วงนี้เสียด้วย คิดดูแล้วก็ไม่เห็นมีวิธีไหนเข้าท่าสักอัน

เงาดำข้างตัวที่ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้ผมถอนหายใจยาว บางทีนี่อาจจะเป็นข้อดีที่เมินโหยวผิงไปมาไม่มีเสียง ดำรงอยู่เป็นเงาในห้องก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้สติไม่กระเจิงมากนักเมื่อเวลาเจอเพื่อนเกลอแว่บไปมา

เมินโหยวผิงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง ค่อยทรุดตัวนั่งบนฟูก ปลายนิ้วนั้นแตะที่ปลายคางของผม ลากไปยังลำคอ และวางทาบทั้งฝ่ามือ

คงไม่คิดอะไรหากมือนั้นไม่ได้เริ่มออกแรงบีบคอผม!

ร่างกายผมเริ่มดิ้นปัด ฝ่ามืออีกข้างของเขากดถ่ายน้ำหนักลงกลางอกทำให้ผมไม่สามารถดิ้นหรือแม้แต่จะขยับตัว ผมเกร็งคอเงยหน้าขึ้นงับอากาศเข้าปอดตามกลไกร่างกาย เส้นเลือดที่คอถูกกดบีบส่งผลให้สมองพร่าเบลอ อารมณ์บนใบหน้าอีกฝ่ายที่โน้มลงมานั้นดำมืดเสียจนมองไม่เห็น

“ส.. เสี่ยว..ก…. ฉั…น..” มือสองข้างของผมพยายามออกแรงรั้งข้อมือนั้นให้พ้นไปแม้มันไม่ขยับสักนิด จิตสำนึกเริ่มนับเวลาถอยหลัง

วินาทีที่ผมเริ่มหน้ามืด แรงมือก็คลายลง เสียงวี้ในหูทั้งสองข้างค่อยเบาลงจนหายไป ผมกระถดตัวถอยห่าง มองคนตรงหน้าทั้งที่ยังติดมึนงง

“อ…อีกนิดเดียวเองแท้ๆ…” ผมแค่นหัวเราะ อีกไม่กี่วินาทีผมจะสลบ และหากนานกว่านั้นอีกนิดก็อาจจะตาย “คิดไม่ถึงว่าคนอย่างนายก็มีช่วงเวลาลังเลด้วย… ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่”

นิ้วมือยาวเสยผมที่ปรกหน้าขึ้นไปเห็นเหงื่อพราวทั่วใบหน้า ทั้งที่การบีบคอผมให้ตายเป็นเรื่องง่ายยิ่งว่าการดีดนิ้วเสียอีก ซ้ำยังแสดงท่าทางอย่างคนตัดสินใจไม่ได้ซึ่งไม่มีให้เห็นบ่อยนัก เมินโหยวผิงมองมือข้างเดิมแล้วกำมันแน่น

“นายตั้งใจจะฆ่าเหรอ?” เขาพยักหน้า “แล้วทำไมไม่ทำ?”

“ไม่แน่ใจ” เมินโหยวผิงตอบเสียงนิ่ง

“คงไม่ใช่ไม่แน่ใจว่าฉันจะตายรึเปล่าใช่ไหม? นายไม่แน่ใจเรื่องอะไร?” และเมื่อคิดถึงอะไรบางอย่างได้ ผมจับกระชากคอเสื้อนั้นโดยไม่ได้รับแรงขัดขืน “นายทำมันลงไปหรือยัง กับร่างของฉัน?!”

เมินโหยวผิงส่ายหน้า ผมพรูลมหายใจโล่งอก หากเพื่อนของผมไม่อยู่แล้วจริงๆ ผมคิดไม่ออกเลยว่าต้องทำยังไงต่อไป

“ฉันมาหานายก่อน” เขาพูด “…กับร่างนั้นฉันลงมือไม่ถนัด..”

ผมฟังด้วยความสับสน หมายความว่าอวี๋อินรอดตายเพราะอยู่ในร่างของผมงั้นเหรอ? แล้วเป็นผมในร่างของเขาที่ต้องถูกทดลองบีบคอเป็นคนแรก?

“ฉันไม่แน่ใจว่าวิญญาณนายจะไปที่ไหน…” เมินโหยวผิงพูดขึ้นมาอีก ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้นผมรู้สึกได้ถึงความหงุดหงิดใจ “…จะวนอยู่แถวนี้หรือหายไป….”

ร่างโปร่งโน้มลงคร่อมตัวของผมไว้

“นายจะช่วยหรือทำให้เรื่องมันยุ่งยากขึ้นกันแน่” ผมพูดพลางมองเมินโหยวผิงที่ยังนิ่งไม่ไหวติง

“ฉันก็ไม่เข้าใจ” หน้าผากโน้มลงแตะกันแผ่วเบา “ทั้งอยากจะแยกนายออกมา ทั้งอยากจะช่วยไว้ ทั้งอยากจะทำให้นายหายไป…”

“….”

ด้วยระยะห่างระหว่างเราที่มันใกล้กันเกินไป ทำให้ไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตาหรือหายใจแรง คิดไม่ออกสักประโยคที่จะคัดค้านหรือช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ผมไม่เคยเห็นเมินโหยวผิงเป็นแบบนี้ ยามปกติก็ว่าพอรับมือได้บ้าง แต่ ณ ตอนนี้บางอย่างมันแตกต่างออกไป เมินโหยวผิงตรงหน้าผมเหมือนยังรับมือกับตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ มุมมองที่เคยตรงเป็นรางรถไฟกลับบิดเบี้ยวใกล้จวนเจียนระเบิด ผมนึกอยากจะขำก็ขำไม่ออก

“แต่ฉันก็ยังเป็นฉัน แค่อยู่ในร่างคนอื่น… ขนาดนายอ้วนยังชินแล้วเลย ฉันก็อยู่กับทุกคนเหมือนเดิม แค่-”

“ถ้าอย่างนั้นก็มาอยู่กับฉัน… ออกมาจากร่างนั้นซะที” มือกำรอบคอของผมอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ออกแรงแม้แต่นิด เสียงของเขาสั่นเครือ “มาอยู่ในร่างเดียวกับฉัน…”

ผมยกสองแขนขึ้นโอบกอด ปลอบประโลมผู้ชายตรงหน้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่กำลังหลงทางและสับสน

จางฉี่หลิงผู้ไม่มีความทรงจำ ผู้ไม่เคยมีเส้นทางให้เดินกลับกำลังหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีใครเข้าถึง และไม่มีใครเข้าใจ…

 

Advertisements

15 thoughts on “[Daomu fanfiction] 连接 -9-

  1. ขำก๊ากกกกกวิธีนายอ้วนอยู่นานมากค่ะ …นั่นสิ อย่างที่เสี่ยวอวี้พูด แล้วจะกลับมาหายใจได้ป่าว

    ชอบตอนจบของบทนี้มากเลยข่า T////v/////T นายเมินพูดชวนให้คิด— 555+ แต่ที่ชอบกว่านั้นคือตอนจะลงมือฆ่าแต่ทำไม่ลงนี่แหละค่ะ

  2. สนุกมาด อ่านแล้วอยากไปหาอีกเรื่องมาอ่านบ้างเลยค่ะ คู่ป่วน สินะคะ //จดลงลิสต์งานสัปดาห์หนังสือ

    • คู่ป่วนสืบคดีพิศวง ค่ะ
      ตอนนี้ทางสนพ.ปิดตัวแล้ว จึงไม่มีไปขายในงานนะคะ
      แต่สามารถสั่งซื้อออนไลน์ในราคาโละสต็อกค่ะ มีครบทุกเล่มเลยนะคะ
      ลองเสิร์ชดูค่ะ ของสนพ.เพิร์ล หรือ ซันบีม
      ถ้าไม่เจอเด๋วเรารื้อลิงค์ให้ค่ะ

      #ความหาพวกนี้ #ไม่ได้ค่านายหน้าแต่อย่างใด #หนังสือีต้องบอกต่อ

      • ไปลองเสิร์จมาแล้วภึงเพิ่งรู้เรืีอง สนพ ค่ะ 5555 ฮือ แง เสียใจ ;7;
        เราเจอแต่ลิงค์ขายที่ขายออกไปแล้ว ถ้าไงก็รบกวนขอแหล่งทีนะคะ //แต่ถ้สไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ

      • ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
        ในลิงค์ที่เราส่งให้จะมีเรื่อง
        ว้าบ ว้าบ พิภพมหัศจรรย์
        เรื่องนี้ก็สนุกมากๆๆๆๆ นะคะ แนะนำเลยยยยยย

        ตอนสั่ง (เนื่องจากมีปสก.เพราะอยากได้อีกชุดมาเก็บ ของเก่าเริ่มเปื่อย) เมื่อสั่งซื้อในเวบเสร็จแล้ว อีเมลเข้าสนพ. ( pearlpearlsale@gmail.com) ฟอร์เวิร์ดใบออเดอร์ แจ้งเลขที่ออเดอร์อีกทีนะคะ เหมือนเขาไม่ค่อยได้เช็คเมลจากในเว็บสินค้าแล้ว

        สู้ๆค่ะ มีอะไรทวิตหรือถามมาในนี้ได้เลยนะคะ ยินดี #ยังก๊ะถือหุ้นส่วน

      • โฮววววว ดีงามพระรามแปด ขอบคุณมากค่าาา
        //พุ่งไปสั่ง
        ว่าแต่ หนังสือนี่เขามีหลายชุดในสต๊อกใช่มั้ยคะ จะได้เก็บไว้สั่งหลังงานเต้ามู่ ;7; ขอปลูกไตก่อนนน5555

      • ยังมีอยู่ค่ะ ฮ่าๆๆๆ สนพ.คงอยากโละสตอกเต็มที…
        /งานเต้ามู่เหมือนเราจะอยู่ข้างกัน แต่ไม่ว่างจะเม้ามอย เกรงใจ ฮืออออออออออออ

      • ล่าสุดเขาตอบกลับมาว่าเล่ม 1-3 หมดล่ะค่ะ ฮื้อออออออ ; 7 ;
        ไม่เป็นไร ห้าเล่มก็เอา orz
        งานเต้ามู่ไปแบบไม่รู้จักใครเลยค่ะ ไม่กล้าทักใครเหมือนกัน 5555 เขิน

      • เหมือนเราคลับคล้ายคลับคลาว่าคิโนะเซนเวิร์ลจะมี 3 เล่มแรกเหลืออยู่นะคะ ลองโทรเช็คดูได้ค่ะ มีแน่ๆๆ #สนับสนุนสุดพลัง

  3. อื้อหือ หนุนสุดพลังจริงๆค่ะ 5555555555 จะลองเช็คดูนะคะ //กร๊าก เกิดมาเพิ่งจะเคยล่าหนังสือสุดพลังยังงี้ ; 7 ;

    • หากว่ารับไปแล้วชอบ มีผลงานของคุณ หู้เสวียน แต่เป็นแนวแฟนตาซี ของสนพ.คิริน (ในเครือของสยาม) ตลกมากเลยค่ะ (ออกมาแล้ว 10 เล่ม) หากว่าอ่านคู่ป่วนแล้วชอบ เราก็แนะนำนะคะ (กร๊าก)

      อยากหาพวกค่ะ 5555555555555

      • //แวะมาบอกว่าอ่านคู่ป่วนจบแล้วนะคะ ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกก คู่พี่น้องน่ารัก ชอบตอนอวี้เป็นห่วงอิน ส่วนอินก็แบบ พอน้องเรัียกพี่ก็แทบละลาย 555555555555

        แต่เสียใจที่ได้เรื่องนี้มาแค่เล่ม 4-8 เองค่ะ สนพ มีไม่ครบ orz อยากรู้ตอนสองคนนี้เจอกันครั้งแรกจังเลยค่ะ

      • ฮือออ ขอบคุณค่ะ555555555 //แต่ขาดเล่มต้นยังดีกว่าเล่มท้ายแหละค่ะ เพราะไม่คาใจดี55555 ตอนนี้ไปเกาะเพจแปลภาค 2 อยู่ ขอบคุณที่ทำให้รู้จักเรื่องนี้นะคะ ♥

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s