[Daomu fanfiction] Parallel line

不再是朋友
No longer just a friend

____________________________________

ทุกสิ่งที่มี ไม่สามารถรั้งนายเอาไว้ได้…

ไม่เคยให้ความหวัง เฉกเช่นไม่เคยได้รับความหวัง…

เพราะแบบนั้น ฉันจึงเจ็บปวด…

 

เสียงดาบตวัดสะบัดตามมาด้วยเสียงของเหลวสาดไปทั่วผนังถ้ำ ปลอกกระสุนทองเหลืองกระทบพื้นราวกับเสียงฝนพรำ เขาเหลือบมองคนข้างตัวผ่านเลนส์แว่นสีดำ มองเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินเข้มที่ขาดวิ่นเห็นรอยสักลวดลายสวยงามผ่านรอยขาดเหล่านั้น พวกเขาบังเอิญสบตากัน..แบบที่มีเขาคนเดียวที่รู้ว่าได้สบตากัน ชั่ววินาทีร่างเพรียวตรงหน้าก็ผลุบเข้าไประหว่างช่องว่างของผนังถ้ำ รุดหน้าไปก่อนอย่างเคย เขาผ่อนลมหายใจสั้นๆ ก่อนจะเติมกระสุนให้พร้อมใช้แล้วเดินตามเข้าไปอย่างไม่เร่งร้อน มองแผ่นหลังที่ก้มหลบความไม่สม่ำเสมอของเพดานจนพาทั้งคู่ไปสู่ใจกลางของสุสาน

คนใบ้จางจุดคบเพลิงในที่สุดหลังจากที่เดินในความมืดอยู่นาน

พื้นที่ใจกลางของสุสานเป็นโถงกว้าง ด้านบนมีทรงรูปไข่ขนาดใหญ่พื้นผิวคล้ายดินเหนียว ตรงกลางลานเป็นโลงศพขนาดใหญ่ เขาผิวปาก ทั้งคู่มองหน้ากันโดยไม่มีคำพูดใด หน้าที่ของเขาคือจัดการกับโลงนั่น ทันทีที่แตะจะต้องเกิดปัญหาเป็นรูปแบบที่มักเจอประจำ เท่ากับว่าอีกฝ่ายจะรับผิดชอบปัญหาใดๆ นั้นให้ เพื่อรับรองว่าการทำงานของเขาจะราบรื่นและประสบความสำเร็จในที่สุด

แมลงห่าใหญ่โปรยปรายหนาแน่นส่งเสียงแกรบๆ ราวห่าฝนใหญ่ ชายในเสื้อฮู้ดกวาดไล่แมลงด้วยคบเพลิงในมือ น้ำมันถูกสาดไปทั่วบริเวณ จุดเผาพวกมันทั้งเป็น นายแว่นดำที่ไขรหัสโลงอยู่หันกลับมามอง ผิวปากหวืออีกครั้ง โชคดีที่ไฟไม่ลามมาทางเขา ระหว่างที่หันกลับไปมือก็ยังไม่หยุดคลำ ลูบผ่านอักษรภาพปริศนาบนโรงแปลเป็นคำอยู่ในหัว เมื่อเจอจุดที่ต้องการแล้วจึงกระโดดตีลังกาข้ามฝาโลงไปอีกด้าน ทั้งถีบฝาโลงจนพ้นทางก่อนจะกระโดดหลบกรงเล็บของศพเดินได้ในโลง เหวี่ยงปืนเข้ามือแล้วเริ่มต้นสาดกระสุน ไม่นานหัวของบ๊ะจ่างสีโลหิตก็ร่วงลงพื้นพร้อมเสียงเก็บดาบเข้าฝัก

ก็ดี…ประหยัดกระสุน…

 

จบจากการลงกรวยไปหาผู้ว่าจ้าง คนใบ้จางยังคงทำตัวเงียบสมชื่อ ทำให้เขารับหน้าเป็นธุระจัดการเงินเข้าบัญชีให้อีกฝ่าย เมื่อแบ่งผลประโยชน์กันเรียบร้อยเจ้าของใบหน้าเด็กหนุ่มก็เลี่ยงมาอีกทางอย่างไม่ใส่ใจ ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเงินก้อนนั้นจะเข้าบัญชีตนเองหรือไม่

“ไปหาอะไรกินกันหน่อยไหม?” เฮยเสียจื่อเปิดปากพูด เขาชินแล้วกับการพูดคนเดียว และชินแล้วกับการที่อีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ เขายกแขนเข้าคล้องกอดคอคนข้างตัวพาลากเดินไปขึ้นรถตู้ของผู้ว่าจ้างที่ยังคงอยู่ในขอบเขตบริการให้กันได้อย่างไม่มีข้อแลกเปลี่ยน “กินอะไรกันดี ฉันหิวมาก ไหนๆ ก็ได้เงินมาแล้ว เราไปร้านหรูกันเลย ฉลองจบงานก็ต้องมีเหล้า!”

เสี่ยวเกอตามชื่อว่าขานยังคงเงียบ คนที่ถือคติว่า ‘เงียบแปลว่าตกลง’ บอกจุดหมายปลายทางให้คนขับรถ ตัวเองนั่งสบายใจเฉิบฮัมเพลงไปตลอดทาง

 

อาหารและสุรามากมายถูกยกขึ้นโต๊ะ เฮยเสียจื่อโบกมือตอบรับคำทักทายให้บริกรสาวสวยที่ขยันมายืนรอเรียกบริการทั้งๆ ที่ไม่ได้ขอ ตะเกียบคีบเนื้อหมูเปื่อยเข้าปากตามด้วยเหล้าดีกรีแรง มองจางฉี่หลิงที่ดูหน้านิ่งแต่คอแข็งยิ่งกว่าทองแดง เขาจิบเหล้าไม่วางตั้งแต่มาถึงร้านโดยไม่มีอะไรตกถึงท้องจนกระทั่งตอนนี้ เฮยเสียจื่อผู้เห็นภาพนี้มาหลายต่อหลายครั้งก็อดเตือนไม่ได้ให้เขาหาอะไรใส่ปากบ้างนอกจากน้ำเมา

สองหนุ่มนั่งเดียวดายที่โต๊ะอาหารเป็นที่หมายตาของสาวๆ ทั้งร้านอาหาร เทียวเดินโฉบไม่ขาดสาย เฮยเสียจื่อเห็นแล้วนึกมึนหัวขึ้นมาเช่นกัน จึงเร่งให้เพื่อนร่วมโต๊ะรีบกินรีบไปก่อนที่จะโดนกินเข้าจนได้ จางฉี่หลิงยังคงสีหน้าเฉยชาแต่ยอมจับตะเกียบบ้างแล้ว

เฮยเสียจื่อไม่เคยรังเกียจสาวๆ เพียงแต่ตอนนี้สิ่งที่ดึงความสนใจของเขาไปได้คือเพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้เท่านั้น

มองสุราขวดแล้วขวดเล่าที่เปิดขึ้นโต๊ะ ยังไม่มีใครเมาช่างสิ้นเปลืองดีแท้..

เจ้าของแว่นดำนึกขำในใจ.. ใช่ว่าไม่เคยเมากันเสียเมื่อไหร่ ถึงจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เขาก็เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในล้านที่มีโอกาสได้เห็นเจ้าของรอยสักกิเลนเมามาย…

 

จางฉี่หลิงเหลือบตามองเขาราวกับอ่านใจได้ เฮยเสียจื่อยิ้มพราวใบหน้า …เขาชอบให้อีกฝ่ายมองแบบนี้

อันที่จริงจะมองแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น เขาชอบมันทั้งหมด

 

ทั้งกินละเลียดแกล้มเหล้า กว่าของบนโต๊ะจะหมดลงร้านก็จวนเจียนจะปิด

เขาชอบในความเงียบของจางฉี่หลิงตรงนี้…

หากรู้ว่าไม่ต้องไปไหนต่อ เขาจะลากให้อีกฝ่ายอยู่ยาวด้วยกันแค่ไหนก็ได้ ไปที่ไหนต่อก็ได้ หากต้องนอนค้างอย่างวันนี้ก็เช่นกัน…

ชั้นบนของร้านอาหารเป็นห้องพักรายวันที่ไม่หรูไม่แย่ สภาพพออยู่ได้ หากแต่พอรู้ว่าเหลือห้องพักเพียงห้องเดียวแล้ว ใบหน้าใต้เลนส์แว่นดำเหลือบมองเพื่อนร่วมทางอย่างขอความเห็น เมื่ออีกฝ่ายยังนิ่งไม่หือไม่อือ เขาก็ตกลงเช่าห้องนั้นอย่างไม่ต้องคิด

ห้องพักเตียงเดี่ยวพื้นที่ไม่กว้างนัก แค่พวกเขาเข้าไปยืนกันสองคนก็แทบเดินสวนกันไม่ได้ เตียงขนาดพอนอนสองคนได้อยู่ถ้าใครสักคนในที่นี้เป็นสาวร่างเล็ก ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่มีใครใช่ เฮยเสียจื่อขยับตัวเองเข้าไปนอนชิดริมด้านในอย่างรู้งาน เช้าตื่นมาคนใบ้จางมักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ถึงยังไงเสียก็ได้เจอกันที่งานถัดไปอยู่ดี

จางฉี่หลิงมองคนบนเตียงที่หาจุดเลือกนอนได้อย่างเหมาะสมก่อนจะได้ไปยังห้องอาบน้ำ

เฮยเสียจื่อชอบช่วงเวลานี้…

 

เตียงนอนยวบลง…

จางฉี่หลิงมองคนอาบน้ำทีหลังแต่ต้องนอนด้านในขยับข้ามตัวเขาไป แม้ผมจะเปียกลู่ แว่นก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าประหนึ่งเป็นอวัยวะของร่างกาย เฮยเสียจื่อขยับนอนไม่สบายตัว ความแคบของเตียงทำให้เลือกท่านอนได้ไม่มากนัก แขนจึงสอดเข้าท้ายทอยต่างหมอนให้อีกฝ่ายหนุน นอนตะแคงข้างหันหน้าหาเพื่อนร่วมเตียงที่นอนไม่รู้ร้อนรู้หนาว

โต๊ะตัวเล็กข้างเตียงมีไว้พาดเสื้อ ร่างกายของสองคนบนเตียงจึงมีแต่ท่อนบนที่เปลือยเปล่า

เฮยเสียจื่อนึกถึงช่วงเวลาที่รอยสักกิเลนพาดไหล่ขาว ผิวติดซีดของจางฉี่หลิงกลายเป็นสีแดงจางด้วยฤทธิ์เหล้า ไม่มีอาการเมามายอื่น สติยังอยู่ครบถ้วนเต็มร้อย กลายเป็นหมอนข้างมีชีวิตที่เปลือยเปล่าอุณหภูมิอุ่นในอ้อมแขน

 

ความสัมพันธ์เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มต้น กินเวลาล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังคงเช่นเดิม

อาจจะเพราะฝีมือที่ทัดเทียม อาจจะเพราะ ‘บางอย่าง’ ที่คล้ายคลึงกัน เกิดเป็นความเข้ากันโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด นิสัยของทั้งคู่ต่างไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน พวกเขารู้ดีในหน้าที่ของตัวเองและอีกคน น่าเสียดายที่ตัวเขาและจางฉี่หลิงไม่สามารถผูกขาดกันเป็นคู่หู ต่างคนต่างเอาแต่ใจ เอาความคิดของตนเป็นใหญ่ คนหนึ่งแสดงออกชัดเจน อีกคนใช้ความเงียบเป็นเกราะไม่อาจเข้าถึง

เฮยเสียจื่อจำไม่ได้แล้วว่ารู้จักคนใบ้จางได้อย่างไร…

เขาเป็นคนหูตากว้างไกล อยากได้ของล้ำค่าหายากแค่ไหนขอเพียงเอ่ยปากพร้อมเงินก้อนหรือข้อเสนอน่าพึงพอใจ ในเวลาไม่นานก็จะได้ของมาไว้ในมือ ช่วงเวลาหนึ่งในการประกอบอาชีพนั้น ได้ภารกิจหาดาบเล่มหนึ่ง หาคนคนหนึ่ง และกลายเป็นได้รู้จัก ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ครั้งแรกก็ต้องประหลาดใจ ทั้งฝีมือและใจในการทำงานเข้ากันได้อย่างหน้าทึ่ง เฮยเสียจื่อผู้ล่องลอยถึงกับมีความคิดอยากมีคู่หูสักครั้ง สุดท้ายก็เป็นอันพับโครงการไปเมื่อได้เข้าใกล้คนใบ้จางมาขึ้น พบว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีใครสามารถบังคับได้…

ด้วยความที่ต่างคนต่างทำอะไรตามใจ มีความคิดเป็มของตัวเอง การมีงานวนมาแวะเวียนพบกันจึงเป็นเรื่องยากเข้าไปทุกที เขาทั้งคู่ต่างตามหาบางสิ่ง น่าแปลกที่สำหรับเฮยเสียจื่อแล้ว เรื่องของคนใบ้จางมักจะเข้าหูจนรู้ความเป็นไปแทบทุกทาง รวบรวมข้อมูลแล้วก็พอเดาได้ว่าจางฉี่หลิงกำลังตามหาสิ่งใด หากใช้เส้นสายที่มีดูเสียหน่อย การจะสร้างสถานการณ์เอาตัวไปมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ใช่เรื่องยากเย็นสักนิด


มิตรภาพระหว่างเรา ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มต้นขึ้นหรือไม่

รู้สึกตัวอีกครั้ง ก็กลายเป็นเพื่อนกันไม่ได้แล้ว…

นิ้วขยับกรอบแว่นสีดำให้เข้าที่ รถตู้เงียบสนิทกลืนกับความมืดในยามค่ำคืนจอดนิ่งสนิทอยู่ไม่ไกลจากหน้าบ้านหลังเก่า ในบ้านมีกลิ่นอายชอบกลที่คุ้นจมูกราวกับอยู่ในสุสาน มีกลิ่นใหม่ของบางสิ่งเจือจางอยู่ดูขัดกัน ทั้งยังมีรอยเท้าใหม่บางจุดอีกด้วย คนใบ้จางแยกไปคนละทางกับเฮยเสียจื่อ เขาประหลาดใจเล็กน้อยด้วยอันที่จริงหน้าที่ของพวกเขาควรไปด้วยกันจนกว่าจะถึงจุดหมาย ร่างเพรียวแยกตัวไปอย่างไม่บอกกล่าว ไม่ทั้งหันกลับมาบอกหรือส่งสัญญาณใดๆ เมินเฉยต่อคำพูดของเขาที่แย้งไม่ให้ไปยุ่งกับคนที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายหรือมีประโยชน์ใดต่อเบาะแส ถึงตรงนี้ ชายแว่นดำถอนหายใจ ได้แต่ทำตามหน้าที่ของตัวเองต่อไป กระโจนเสียงเบาเข้าไปในโลงใต้ดิน มือข้างหนึ่งเลื่อนฝาโลง อีกข้างควานหาวัตถุที่เป็นเป้าหมาย งานดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วเกิดคิดถึงเพื่อนร่วมงานขึ้นมา เขาค่อยย่อเปิดปีนขึ้นออกทางเดิม พลิกตัวขึ้นเห็นจางฉี่หลิงย่อตัวหลบอยู่ข้างโลงกับบุคคลหนึ่งเงยหน้ามาสบตากันพอดิบพอดี

“ได้แล้ว”

สิ้นคำจากนายบอดแว่น จางฉี่หลิงพูดบอกให้คนข้างตัวขยับเดินออกไปจากสถานที่ลึกลับแห่งนี้ เดินสืบเท้าพยายามไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ ย่องขึ้นบันไดไปยังจุดนัดหมาย พลันได้ยินเสียงไม้ลั่น บางสิ่งขยับอย่างรวดเร็ว เวลาเหลือน้อยเต็มที พวกเขาจึงตัดสินใจวิ่งออกนอกบ้าน กระทั่งออกจากย่านเมืองเก่า รถตู้ไอวีโก้คันเดิมจอดเบื้องหน้า รับพวกเขาขึ้นรถได้ทันทีอย่างรู้งาน

งานที่ปรึกษาครั้งนี้เขาและจางฉี่หลิงรับงานร่วมกัน การมาหาเบาะแสคราวนี้กลับได้บุคคลหนึ่งติดมาด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ อาหนิงผู้เป็นหญิงสาวหนึ่งเดียวในรถชวนคุยถามถึงที่มากับคนที่มาใหม่ ทั้งถกเถียงไล่ถามคำถามมากมาย ตรงนี้เฮยเสียจื่อไม่ได้ใส่ใจนัก แต่อดฟังผ่านหูเป็นข้อมูลไม่ได้

 

‘นายน้อย’ ที่อู๋ซันเสิ่งเคยพูดถึงตกกระไดพลอยโจนตามพวกเขามาด้วยอย่างดื้อดึง

การปรากฏตัวของเขาสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างหนึ่งชัดเจน

ที่กระโจมพัก พวกเขาทั้งคุยลำดับข้อมูลวางแผนไปต่อกับคณะเดินทาง จางฉี่หลิงดูเงียบกว่าทุกทีและมีท่าทางหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เฮยเสียจื่อเห็นอาการนั้นก็เดาสาเหตุได้ไม่ยาก เอ่ยถามอาหนิง ริเริ่มให้ทุกคนสังเกตบุคคลที่ถูกลืมอยู่เสียนาน

“แล้วเขาล่ะ เอาไง?”

เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบอย่างไม่รับผิดชอบนัก ชี้ไปที่คนใบ้จาง พูดแล้วออกจากกระโจมไป “เขาเป็นคนพากลับมา ให้เขาดูแลเอง”

บุคคลสวมแว่นดำหัวเราะแห้ง แม้ตาจะไม่ยิ้มด้วย “ฉันบอกแล้วว่านายจะหาเหาใส่หัว เมื่อกี้อย่าให้ขึ้นรถก็สิ้นเรื่อง ทีนี้จะเอายังไงล่ะ?”

มองดูคนสองคนตรงหน้าถกเถียงกัน ชายหน้าตาใสซื่อโมโหแทบตัวสั่น จางฉี่หลิงพูดเถียงกับคนอื่นเป็นเรื่องที่เห็นได้ยาก ปกติกับตัวเขาเอง จางฉี่หลิงยังไม่พูดเถียงเกินสามประโยคด้วยซ้ำ

การโต้เถียงจบลงตรงที่คนใบ้จางเดินออกไปนอกกระโจมอย่างอารมณ์ไม่ดี เฮยเสียจื่อถอนหายใจตบหลัง ‘นายน้อย’ ทั้งสงสารทั้งขำในเวลาเดียวกัน “ที่นี่มีรถบัส สามชั่วโมงก็ถึงเมืองแล้ว โชคดีนะ”

เขาทิ้งให้อู๋เสียได้เรียบเรียงความคิดของตัวเองอยู่ในกระโจมแห่งนั้นเพียงคนเดียว

 

จางฉี่หลิงเงียบอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเงียบมากกว่าเดิมได้อีก

เฮยเสียจื่อมองอย่างสนอกสนใจ คาดเดาได้ง่ายว่าคงมาจากนายน้อยอู๋เสียที่ดึงดันเข้าร่วมกลุ่มในที่สุด ถึงจะเดินทางด้วยรถคนละคัน ตกหล่มแต่ละครั้งคนใบ้จางส่อแววพะว้าพะวงอย่างเก็บอาการไม่อยู่

 

บางส่วนในอกของเขาบีบแน่น

 

การถกเถียงนั้นไม่ใช่เพราะนายน้อยอู๋เสียยื่นมือมายุ่งไม่เข้าเรื่อง… แต่เป็นเพราะจะทำให้เป็นกังวลจนทำงานไม่สะดวกมากกว่า…

 

ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ ความคิดหลายอย่างตกตะกอน บางสิ่งที่เขาไม่เคยใส่ใจ ไม่ทันได้คิดว่าเวลาล่วงเลยมนุษย์ย่อมเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับเขา เช่นเดียวกับจางฉี่หลิง การติดต่อเริ่มห่างหาย ต่างคนต่างทำหน้าที่ตามเป้าหมายของตน ทั้งที่มันใกล้เคียงกัน แต่กลับเดินเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ

อู๋ซันเสิ่งมอบหมายงานให้อีกชิ้น ทำให้เส้นขนานคู่นั้นระยะห่างแคบลง…

แม้จะรู้แก่ใจดีว่า… มันอาจจะไม่ทันแล้ว.. ตั้งแต่เหตุการณ์ที่โกลมุดวันนั้น…

 

เหตุการณ์ที่ไม่สู้ดียิ่งทำให้เห็นชัดถึงความสำคัญ ร่างเพรียวนั้นแทบไม่ละสายตาจากอู๋เสีย นายน้อยที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ผู้ไม่สมควรอยู่รอดในวงการนี้มาได้ ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น เจ้าของรอยสักกิเลนวิ่งกันหน้ารอปะทะแทบไม่เสียเวลาคิด

ช่วยไม่ได้… เขาคิดพลางก้าวเข้าไปคุ้มกันนายน้อยอีกทาง

เฮยเสียจื่อไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่าเขาจะเข้าไปช่วยเพื่ออะไร คิดได้แต่เหตุผลที่ว่า เพราะเป็นหลานของอู๋ซันเสิ่ง เขาจึงต้องปกป้องเฉกเช่นผู้จ้างวาน

ทั้งที่ในใจรู้ดีอยู่แล้ว แท้จริงเพียงแค่อยากได้ยืนอยู่เคียงข้างร่างเพรียวอีกครั้ง…

ต่อให้เป็นแค่ปลายหางตา… เขาก็ยังอยากจะอยู่ตรงนั้น…

 

คนใบ้จางหลังจากออกมาจากรูอุกกาบาตได้ เขาไม่ชินหูกับบุคคลแสนปกติตามปากต่อปากที่เล่าสู่กันมา โดยเฉพาะจากแหล่งข่าวที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ เซี่ยอวี่ฮัวได้เจอกับจางฉี่หลิง ยอมเล่าที่มาที่ไปของการจ้างวานครั้งนี้ให้เขาฟัง พยายามไม่ถามต่อความแม้บางครั้งจะอดเอ่ยปากไม่ได้ การบุกหอพักสกุลจางอย่างไรก็ไม่มีที่ให้แทรก ได้แต่คอยสนับสนุนอยู่วงนอก… เป็นหน้าที่ของคนนอก…

จะเรียกว่าจางฉี่หลิงคนนี้เป็นคนธรรมดาก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เขามีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งยังมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นจนน่าประหลาดใจ ครั้งหนึ่งคุณชายเซี่ยเปรยขึ้นโดยสายตาไม่ละจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือสีชมพู ราวกับวิเคราะห์ทะลุเข้าไปในจิตใจของเขาได้

“ที่ตรงนั้นคงไม่ใช่ของนาย”

เฮยเสียจื่อได้แต่ยิ้มดังเดิมแม้ในใจจะปวดแปลบ “ฉันทำตามการจ้างวานก็เท่านั้น จะที่ไหนที่นายพูด ฉันไม่เข้าใจ”

คุณชายปากร้ายส่งเสียงเฮอะในลำคอขณะรับของแลกเปลี่ยนกับเงินมหาศาล เขาเพิ่งสังเกตว่ารอยยิ้มนั้นเก็บอารมณ์ได้ไม่ดีพอเท่าเขาด้วยซ้ำ

“อ้อ… คุณชายก็ฝืนยืนอยู่ที่ที่ไม่ใช่ของตัวเองเหมือนกันสินะ..” เขาแลกคนละหมัดคำพูดพอสะใจ

เซี่ยอวี่ฮัวไม่ชอบขี้หน้าเขาตั้งแต่นั้น


ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่จึงทำให้คนเราสามารถลืมเลือนเรื่องราวเรื่องหนึ่งได้…

โดยเฉพาะเรื่องของคนสักคนที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตช่วงหนึ่ง…

‘ช่วงระยะเวลาสิบปี’

อู๋เสียเรียกมันว่าแบบนั้น

สำหรับเขา ระยะเวลานั้นจะว่าสั้นก็สั้นจะว่ายาวก็ยาว ชีวิตดำเนินไปทั้งวุ่นวายเสี่ยงตายมากมาย สมองบรรจุเรื่องราวเป็นหมื่นเป็นล้าน เรื่องราวของจางฉี่หลิงก็ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งเห็นอู๋เสียที่นอกจากไม่พยายามจะปล่อยวางแล้วยังขวนขวายวิถีทางมากมายไม่หยุด เพื่อที่จะให้ช่วงเวลาสิบปีนี้เกิดประโยชน์ที่สุด

…แล้วเขาจะลืมลงได้อย่างไร

 

จางฉี่หลิงที่ไม่เปลี่ยนจากเดิมเลยสักนิดสั่นคลอนหัวใจอย่างรุนแรง เขาไม่อาจจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายพบเจอสิ่งใดหลังประตูบานนั้น แต่การได้พบโดยไม่ได้คาดการณ์เอาไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าความรู้สึกอยากครอบครองนั้นยังรุนแรงไม่เปลี่ยนไป

มุกหนึ่งที่ยังใช้ได้เสมอคือลากเข้าร้านข้าว จางฉี่หลิงผู้เงียบงันกินอะไรก็ได้ อยู่อย่างไรก็ได้ ยอมเดินตามแรงจูง เกิดความคิดที่ว่า ทุกอย่างคงเหมือนวันวาน กินดื่มสำราญไม่รู้จบสิ้น

“ไม่เจอกันนาน” เฮยเสียจื่อทัก “หลังประตูเป็นยังไงบ้าง?”

จางฉี่หลิงไม่ตอบ จอกเหล้ายกขึ้นจิบ มือเริ่มจับตะเกียบ เฮียเสียจื่อมองการกระทำนั้น รู้ได้ในทันทีว่าเทศกาลย่อมมีวันเลิกรา และเวลานั้นเหลือน้อยเต็มทีแล้ว…

“เป็นไงบ้าง?” คนพูดน้อยปริปากถาม

ริมฝีปากยกยิ้มเหมือนทุกครั้ง “ก็ดี…. แต่บางครั้งก็แย่เพราะไม่มีนาย งานที่ควรสบายๆ บางทีก็ลำบาก ช่วงนี้เลยฉายเดี่ยวมากกว่าไปร่วมทีมกับคนอื่น”

จางฉี่หลิงพยักหน้ารับ “ขอโทษที”

เฮยเสียจื่อส่ายหน้า “ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนที่นายเลือกจะมาบอกลาอยู่แล้ว”

สุรามากมายขึ้นโต๊ะมากกว่าปริมาณอาหาร ทั้งคู่ยกดื่มแทบไม่วางแก้ว ไม่มีคำพูดคุย ขัดกับบรรยากาศเอะอะภายในร้าน เสมือนเป็นพื้นที่แยกจากทุกอย่างบนโลก

“นายคงรีบกลับ” นายแว่นดำตั้งข้อสังเกต คนร่วมโต๊ะพยักหน้ารับ เท่านั้นรสชาติสุราพานจืดเจื่อนในลำคอ

“ฉันล้างมือแล้ว”

มือยกจอกเหล้าของเฮยเสียจื่อชะงักงัน หัวเราะออกมา นัยน์ตาภายใต้กรอบเลนส์หม่นลง


ทางที่คิดว่าเป็นเส้นคู่ขนาน กลายเป็นเส้นเดี่ยวแยกออกจากกัน … ไกลออกไปทุกที…

 

“ก็เดาไม่ยาก” เฮยเสียจื่อพูดขำกลบเกลื่อน “รีบกินรีบดื่ม คิดว่าฉันดูไม่ออกหรือไง..”

จางฉี่หลิงเปิดปากเล่าด้วยประโยคสั้นๆ กระชับเน้นใจความ คณะอู๋เสียตกลงล้างมือในอ่างทองคำ ล้มเลิกการคีบลามะแล้วตลอดกาล ปลูกผักทำสวนใช้ชีวิตที่เงียบสงบ

เขาทั้งอยากฟังและไม่อยากฟัง

เสียงของจางฉี่หลิงเรียบเรื่อย ในขณะที่สมองของเขาพยายามขุดคิดเรื่องอื่นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องได้ยินชีวิตที่สงบสุขที่ไม่มีวันมีเขาอยู่ในนั้น

“ยินดีที่เคยร่วมงานกัน” เฮยเสียจื่อปิดท้าย มือยกจอกเหล้าขึ้น

เสียงถ้วยกระเบื้องกระทบกันแผ่วเบาปิดท้ายงานเทศกาล

 

อากาศนอกร้านอาหารเย็นเยียบ มีเพียงชายสองคนที่ไม่สะทกสะท้านกับอากาศ บุหรี่มวนใหม่เคาะออกจากซองวางระหว่างริมฝีปากหยัก

“เอาด้วยไหม?”

อดีตคนใบ้จางรับไป รอต่อไฟมวนต่อมวนจ่อริมฝีปาก

“ฉันคงจะช้าเกินไป หรือไม่มีโอกาสแต่แรกแล้ว”

จางฉี่หลิงเหมือนจะเข้าใจประโยคนั้นโดยไม่ต้องขยายความเพิ่ม ปลายนิ้วยาวคีบมวนบุหรี่พลางปล่อยลมหายใจออกพร้อมควัน เงยหน้ามองเสาสายไฟระโยงระยาง

“คงเป็นเหมือนเส้นคู่ขนาน…”

เฮยเสียจื่อหัวเราะ คำเปรียบเปรยที่ตรงใจเขาช่างชัดเจน

 

ไม่มีทางบรรจบ

ไม่มีทางเกิดจุดตัด

เหมือนพวกเรา ที่ไม่มีวันได้ยืนเคียงข้างแผ่นหลังชนกันได้อีก

 

เฮยเสียจื่อปล่อยควันบุหรี่อวลอ้อยอิ่งในอากาศ มองดวงดาวในคืนเดือนมืด ดวงดาวที่อยู่ไกลหลายล้านปีแสง ผ่านเลนส์ดำมืดสมดั่งฉายา

สุดท้ายเขายอมเป็นคนตัดบทเสียเอง ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเดิม เดินจากไปตั้งใจว่าจะไม่หันกลับ เดินไปบังสายทางทอดยาวที่เขาเป็นคนเลือกมันตั้งแต่ต้น

 

“ได้เวลาต้องไปแล้ว”


有点泛黄的我们的合照
         心痛的是我 无法回到那时候

Our photo becomes to an old yellow
         My heart hurt because I can’t turn back time

 

Advertisements

4 thoughts on “[Daomu fanfiction] Parallel line

  1. อ่านแล้วเจ็บนิดๆ ภายใต้รอยยิ้ม
    นานๆ จะได้เจอฟิคที่ถ่ายทอดอารมณ์นายแว่นแบบดราม่าอย่างนี้ซะที
    มีเสี่ยวฮัวโผล่มา 1 ประโยคให้สงสารด้วยนิดๆ 555

    • ที่จริงอยากเฮยฮัว แต่โมเม้นน้อยละเกิล…
      แต่เอาจริงๆ เราว่าสายเฮยหลิงถูกจริตเรามากกว่าค่ะ 55555 /แต่แต่งออกมาไม่สมหวังไปอีกกกกก

  2. ต่ออีกๆ ค่ะ ชอบแนวนี้ ผิงเสีย-ฮัว ผิงเสีย-เฮย ผิงเสีย-ฮัวเฮย ชอบแนวการเขียนของคุณ ตื่นเต้นดีมากค่ะ อ่านจนเช้าเลย วางไม่ลง อยากติดตามตอนต่อไปเรื่อยๆ

    • ขอบคุณค่ะ
      เจอกันในเรื่องหน้านะคะ ถ้ายังไม่ย้ายแฟนดอมไปไหนนนนน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s