[Daomu fanfiction] 连接 -10-

宿命 – Destiny
_________________________________

ผมมักจะเห็นอะไรแถวหางตาอยู่บ่อยๆ เช่น มีคนยืนอยู่นอกหน้าต่างหรือเป็นมือกวักเรียก พอเดินไปดูก็ไม่เจอใคร บางทีได้ยินเสียงเด็กวิ่งเล่น แต่ในบริเวณนั้นไม่มีเด็กอยู่เลยสักคน ช่วงแรกผมไม่ติดใจสงสัย กระทั่งมันเริ่มพัฒนาจากแค่มองเห็นเป็นสัมผัสได้ ซึ่งก่อความน่ารำคาญอย่างมาก หลายครั้งที่นั่งอยู่ขอบหน้าต่างก็ถูกดึงปลายเสื้อจากทางด้านหลังโดยไม่มีสาเหตุ ดีที่ไม่ถึงขั้นหงายล้ม ระดับยังคงที่อยู่ที่ความรำคาญ นายอ้วนออกความเห็นว่าผมคงได้เปิดมิติโลกใหม่เข้าให้แล้ว …..ไร้สาระทั้งหมดทั้งมวล หากเจ้าพวกนี้มันเอาปืนยิงได้ คงไม่ต้องทนหน่ายใจนัก และนี่คงเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถออกจากบริเวณบ้านได้ ตอนกลางวันบางทียังแยกแยะไม่ค่อยออก ตอนกลางคืนก็อาจจะไม่รอดหากอยู่ข้างนอก อย่างที่บอกว่าผมโชคดีที่ร้านอาสามไม่ค่อยมีคน เพราะฉะนั้นหากเห็นคนมาป้วนเปี้ยนก็ฟันธงได้เลยว่าเป็นเพื่อนเกลอแน่นอน

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดความเปลี่ยนแปลงคงเป็นอวี๋อินที่ทำตัวติดกับผมชอบกล ติดในระดับที่เรียกได้ว่าต้องมีไส้สักขดที่พันกันอยู่ ดำรงตำแหน่งเคียงข้างทุกพื้นที่นั่ง เดินๆ ตามกันมาสักพักก็เข้ามาโหนกอดคอทั้งที่ตัวอวี๋อินในร่างกายผมค่อนข้างหนัก ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเกิดอาการโหยหาน้องชายในระดับความนัวเนียที่เท่าเทียมกัน ผมเป็นเสมือนที่ระบายอารมณ์ของอวี๋อิน ยังดีที่มีเมินโหยวผิงคอยจับแยกบ้าง

พูดถึงรายนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนที่อาการเหมือนโดนผีเข้าสิงจากนั้นก็อยู่ในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลในระบบที่แสดงตัวตนกว่าเดิม เป็นกรรมการจับแยก เป็นยันต์ไล่เพื่อนเกลอในบางที เป็นป้ายห้ามผมลืมตัวเดินออกนอกบ้าน คิดไปคิดมาก็ชักคล้ายโซ่ล่ามชอบกล

“อู๋เสีย บ้านนายไม่มีอะไรทำเหรอ ฉันเบื่อจะตายอยู่แล้ววววว”

ผมกลอกตารอบ เบนตัวรับน้ำหนักที่โถมใส่หลัง “พูดเป็นครั้งที่ล้านแล้ว นายหาหนังสืออะไรมาอ่านไป นั่น…คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็ใช้ได้ เล่นเกมไปก่อน”

“ไมน์สวีปเปอร์เนี่ยนะ?” อวี๋อินเบ้หน้าบิดปากใส่ แขนขาก่ายผมทั้งเก้าอี้อย่างกับหมีโคอาลาปีนต้นยูคาลิปตัส “น่าเบื่อจะตาย ใครมันจะไปทนเล่นอยู่ได้”

หากเปลี่ยนจากอวี๋อินเป็นหวังเหมิง ขั้นตอนการรอคอยนี้คงกลายเป็นเรื่องชิลไปแล้ว ไม่ต้องมาวุ่ยวายงอแง แถมยังมีความสามารถเล่นไมน์สวีปเปอร์ได้ทั้งวันทั้งคืน

“อาอิน นายไปนั่งเล่นวาดรูปอะไรของนายก็ได้ ช่วยทำความสะอาดร้านก็ได้ อะไรก็ได้น่ะอาอิน” ผมยีหัวตัวเองยุ่งเหยิง หาวิธีไล่อวี๋อินอกไปจากตัว

“แล้วนายทำอะไร? นี่แผนที่อะไรเหรอ?” เขายื่นหน้ามองข้ามไหล่ผมอย่างใคร่รู้

“อะไรก็เรื่องของฉัน” ถ้าบอกว่าอันนี้คือแผนที่ลงกรวยตามสถานที่ต่างๆ เดี๋ยวก็ต้องได้นั่งอธิบายสาธยายสามพันบรรทัดไม่จบไม่สิ้น มือหยิบแผนที่และรายละเอียดที่กางระเกะระกะกินพื้นที่โต๊ะเข้ารวบเก็บไว้ในแฟ้ม ดีที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาเข้ารหัส ยังไงอวี๋อินก็อ่านไม่เข้าใจ

“อู๋เสีย นายเป็นเทียนเจินไม่ใช่เหรอ เป็นเทียนเจินก็ต้องตามใจฉันหน่อยสิ ฉันเบื่อจนจะตายได้เลยนะ!”

ก่อนที่อวี๋อินจะปีนขึ้นหัวของผมเข้าจริงๆ เมินโหยวผิงเดินดุ่มเข้ามาดึงคอเสื้อคนเจ้าปัญหาออก มือยัดผ้าขี้ริ้วเปียกหมาดๆ ใส่มือ จากมุมมองผมตอนนี้ จะว่าตลกก็ไม่เต็มเสียง ที่เห็นคือร่างของผมเองที่ถูกหิ้วคออย่างกับแมว โดนพาไปทำความสะอาดวงกบประตูหน้าต่างทั่วบ้าน และสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือการยกนิ้วโป้งส่งสัญญาณให้คะแนนเต็มสิบกับนายอ้วนและเมินโหยวผิง สำหรับยกนี้ เรียกได้ว่ารู้งานใช้ได้

วาระนี้ คนรับเคราะห์กรรมมากที่สุดคงจะเป็นนายอ้วน ที่นอกจากจะต้องรับผิดชอบข้าวปลาอาหารสามมื้อแล้วยังต้องรับบทแม่ของบรรดาเด็กอนุบาลสามคน (ใช่… รวมผมด้วย) พยายามหาอะไรให้ทำเพื่อให้พวกเราไม่เบื่อเฉาตายไปเสียก่อน พอลองมองจากมุมมองคนนอกแล้ว พวกผมนี่น่ารำคาญเป็นบ้า แต่ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่ให้นายอ้วนลงสนามแบบทดสอบความอดทน และนายอ้วนยังตั้งใจศึกษาเรื่องภูติผีวิญญาณมากกว่าพวกผมที่นั่งกินนอนเล่นเสียอีก ผมอดขอบคุณเขาในใจอย่างยกย่องวันละหลายรอบไม่ได้

ช่วงบ่ายอีไท่โทรมาถามไถ่อาการ ผมได้ทีถามเรื่องเฉินเฉิงเฉิงกับเขา และเชื่อใจเขามากพอที่จะเล่าเรื่องที่ได้ยินมาให้ฟัง อีไท่ฟังอย่างรู้อยู่แล้ว เขาหัวเราะหึในลำคอแล้วพูดอย่างง่ายๆ ว่าน่าจะได้เจอเรื่องสนุก การตายของเฉินเฉิงเฉิงนั่นอีไท่เองก็แทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ เมื่อเป็นประเด็นขึ้นมาก็สนใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังเห็นด้วยว่าเรื่องนี้อาจจะมีเอี่ยวกับพวกผมเข้าจริงๆ ถ้าหากผมได้เห็นการปรากฏตัวหลังความตายของเฉิงเฉิงไปแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง

และเรื่องที่อีไท่ว่านั้นมาเจอผมด้วยตัวเองถึงหน้าประตูบ้าน…

 

หลังจากวางสายไปไม่นาน ฮุ่ยจื่อปรากฏตัวอยู่หน้าร้าน อวี๋อินออกไปยืนคุยด้วยในฐานะของอู๋เสียที่เป็นเจ้าบ้าน ไม่มีคำชวนเข้ามาในบ้าน ทั้งยังไม่เดินออกไป ผมแอบยืนดูสถานการณ์อยู่ไกลๆ ด้วยความคิดที่ว่าไม่อยากให้ฮุ่ยจื่อผิดสังเกตเรื่องที่มีอวี๋อินอยู่ในบ้านของผม

“ฮุ่ยจื่อ! นายมาถึงนี่ได้ไง?” อวี๋อินทักทายท่าทีสบายๆ “นายมาเที่ยวแถวนี้เลยแวะมาเหรอ?”

“ก็ไม่เชิง” คนมาใหม่ตอบ จากจุดที่ผมยืนมองไม่เห็นใบหน้าของฮุ่ยจื่อ “นายล่ะ เป็นยังไงบ้าง?”

“ตอนออกมาได้ก็นอนซมไปหลายวันอยู่ ตอนนี้หายดีแล้วล่ะ นอนเต็มอิ่มสะสมมา ร่างกายเต็มร้อย” ผมฟังอวี๋อินแล้วนึกขำ ถ้าเป็นผมจริงคงไม่พูดมากเท่านี้

“อวี๋อินล่ะ? ก่อนหน้านี้ฉันไปหาอวี๋อินที่บ้าน พวกพ่อบอกว่าอวี๋อินมาเที่ยวที่บ้านนายยาวเลย ฉันเบื่อๆ ก็เลยอยากมาร่วมสุมหัวด้วย”

ในเมื่อฮุ่ยจื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ผมจึงต้องปรากฏตัวอย่างไม่เต็มใจนัก พอเดินออกไปถึงได้เข้าใจว่าทำไมอวี๋อินไม่พูดชวนเข้าบ้าน ทั้งตัวเองยังยืนในเขตบ้านอย่างเหนียวแน่น ใบหน้าของผมที่หันมาสบตาส่งสัญญาณบางอย่าง แว่บแรกผมยังไม่ทันได้สังเกต แต่เมื่อเดินเข้าใกล้ คำตอบของทุกอย่างก็อยู่ตรงหน้า

ใบหน้าฮุ่ยจื่อยิ้มแย้มแต่ดวงตากลับไร้แวว มันดำมืดอย่างยากจะอธิบาย เหมือนก้นบ่อน้ำที่มืดสนิทมากกว่าจะเป็นดวงตาของคน เบ้าตาโหลลึก มัดกล้ามที่เคยมีกลับผอมซูบ เมื่อมองดูดีๆ ฐานคอของเขามีเชือกฟั่นหนึ่งผูกรอบ ปลายของมันโยงเข้ากับคอผู้หญิงคนหนึ่ง ร่างทั้งร่างเป็นสีดำ เธอใส่รองเท้ามอซอสำหรับเดินในบ้านสีชมพูเปื้อนคราบเหนียวกระดำกระด่าง ปลายเท้าล่องลอยไม่แตะพื้น ใบหน้าและไหล่งุ้มเข้าดูทรมาน เมื่อผมเดินไปยืนขนาบข้างอวี๋อิน เธอเหมือนจะรู้ตัว เงยหน้าขึ้นมาพยายามยิ้มแย้มให้ ใบหน้านั้นยากที่จะระบุตัว เป็นเพียงเงาเหนียวๆ ทั่วทั้งหมด ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นยากลำบากทำให้มุมปากฉีกร่นแทบถึงใบหู จากลักษณะโดยรอบน่าจะเป็นเฉินเฉิงเฉิง

ผมยิ้มให้ฮุ่ยจื่อได้ฝืนเคืองเต็มที กลิ่นเหม็นของน้ำมันรวมกับเนื้อที่เน่าเฟะโชยอวลไปทั่วราวกับเป็นบ๊ะจ่างเหนียวตัวดำเมื่อมในสุสาน

“พวกนายติดธุระอะไรกันรึเปล่า? ขอฉันเข้าไปนั่งพัก ไม่ก็ออกไปหาอะไรกินกันไหม?”

พวกเรายังไม่กล้าตอบฮุ่ยจื่อสักคำ… ผมแน่ใจว่าไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใครในบรรดาเพื่อนเลยนอกจากอีไท่ กับพ่อใหญ่พ่อรองที่พอจะรู้เรื่องอยู่บ้างก็ไม่มีทางที่จะบอกใครสุ่มสี่สุ่มห้า และบ้านของผมต่อให้รู้ที่อยู่ก็ใช่ว่าจะหาเจอได้โดยง่าย อีกทั้งคำขอที่ได้ยินนั้นช่างแปลกประหลาดเกินจะวางใจลง

“ขอโทษที พอดีวันนี้ญาติฉันมา คงไม่สะดวก” อวี๋อินที่สวมรอยผมพูดอย่างแนบเนียน พลางพเยิดหน้าไปยังนายอ้วนและเมินโหยวผิงที่อยู่ไม่ไกล

“เฮ้ ฉันรอได้ ไม่เป็นไร” ฮุ่ยจื่อเปิดโอกาส มือสองข้างล้วงกระเป๋า “จริงสิ เห็นว่าพวกนายเพิ่งรับเคราะห์ไป พอดีที่บ้านฉันไปวัดก็เลยเอาเครื่องรางมาให้”

ฮุ่ยจื่อแบมือออก ผมเห็นเป็นก้อนเนื้อเน่ากับคราบดำในอุ้งมือนั้น ไม่ใช่กระดาษยันต์แดงตามที่มันควรจะเป็น

“เครื่องรางเป่าปัดรังควานน่ะ”

เห็นทีจะไม่ใช่ตามที่ปากพูดเสียแล้ว ผมกับอวี๋อินมองหน้ากันอย่างลำบากใจ

“ฮุ่ยจื่อ… นายไปทำอะไรมา..” อวี๋อินพยายามเก็บกลั้นความพะอืดพะอม ส่วนผมที่ผ่านบ๊ะจ่างมาบ้างยังพอทนได้ แต่ก็ค่อนข้างเป็นภาพติดตาเหมือนเจอบ๊ะจ่างเหนียวกลางวันแสกๆ “คือหน้าตานายดูไม่สดชื่นเท่าไหร่เลย”

“มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะแยะไปหมด…” ฮุ่ยจื่อเล่า มีรอยยิ้มเจื่อนประดับบนใบหน้า “ตั้งแต่กลับไปฉันก็อาการไม่ค่อยดี งานที่ได้รับมอบหมายก็ทำผิดพลาดไปหมด แล้วเพื่อนของฉันทั้งสองคนยังไม่ยอมเชิญเข้าบ้านอีก… เอาเครื่องรางมาให้ก็ไม่รับ”

ถึงตรงนี้ผมกับอวี๋อินถอยคนละครึ่งก้าวโดยไม่ได้นัดหมาย

“ฮุ่ยจื่อ.. นายมีปัญหาอะไรก็บอกพวกเราได้” ผมพูด มองไปยังอดีตร่างของเฉิงเฉิงที่เริ่มร้องครวญอย่างทรมานแล้วท้องไส้บิดมวน “นายดูซูบไปมากเลยนะ”

“ฉันทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง ทำดีก็ไม่เคยได้ดี… เลยว่าจะหันมาทำอะไรเลวๆ ดูบ้าง”

“นายกับฉันก็เพื่อนกัน มาถึงขนาดนี้แล้วฉันจะพูดตรงๆ” ผมเปิดเรื่อง ใช้วิธียิงตรงน่าจะเหมาะที่สุด “อะไรเลวๆ ที่นายอยากจะลองทำ นายได้ทำมันลงไปแล้วใช่ไหม นายถึงได้สภาพอ่อนระโหยโรยแรงขนาดนี้ ผิดกับช่วงที่ได้ไปเที่ยวกันอย่างกับคนละคน”

ฮุ่ยจื่อหัวเราะหึ “ก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ฉันยังมีวินัยในตัวเองไม่พอ แค่ไล่ตามเฉิงเฉิง ไล่ตามพวกนายก็เหนื่อยแล้ว”

“ไล่ตามเฉิงเฉิงทำไม? นายทำอะไรเฉินเฉิงเฉิงกันแน่”

ไหล่คู่นั้นกระเพื่อมไหว ร่างเริ่มโงนเงนไม่มั่นคง “จริงสินะ เรื่องที่อวี๋อินมีตาไม่เที่ยง.. เพราะแบบนั้นฉันถึงหลอกพวกนายไม่ได้”

“ฮุ่ยจื่อ มีอะไรคุยกันก่อน นายไปทำบ้าอะไรวู่วามขนาดนี้!” อวี๋อินรั้งผมให้ถอยเข้ามาให้ตัวบ้านอีกให้พ้นระยะเอื้อมถึงของแขกไม่ได้รับเชิญเมื่อเห็นปลายเท้าของฮุ่ยจื่อสุดที่ขอบประตู

“เพราะฉันรักเฉินเฉิงเฉิง…” ใบหน้ารื้นน้ำตานั้นกำลังหัวเราะไปด้วย “เพราะทนทุกข์ต่อสู้มานานเหลือเกิน เพราะไม่เคยล้มลงยอมแพ้ต่อชะตากรรม ฉันทนดูไม่ไหว…”

ถึงตรงนี้นายอ้วนเริ่มขยับมายืนไม่ไกลจากพวกผมเพื่อเตรียมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

“เป็นการช่วยเหลือแบบหนึ่งของฉัน… เฉิงเฉิงผู้น่าสงสาร เหนื่อยทนทุกข์ทรมานมามาก พร่ำหลอกตัวเองว่ามีความสุข”

“เฉิงเฉิงไม่ได้หลอกตัวเอง!” อวี๋อินค้าน “เธอมีความสุขดีอยู่แล้วก่อนที่นายจะฆ่าเธอ! ความทุกข์อุปสรรค์บ้าบอในชีวิต มันเป็นเรื่องที่พวกเราต้องสู้ผ่านมันไป มันเป็นขั้นตอนของชีวิตที่นายไม่มีสิทธิ์ขโมยไปจากเธอ เฉิงเฉิงขอนายให้ทำเธอหายไปจากโลกนี้หรือไง อย่าว่าแต่อยากตายเลย เธอไม่แม้แต่จะคิดท้อสักครั้งด้วยซ้ำ! แล้วนายมีสิทธิ์อะไรมาคิดแทนเธอ!”

“หุบปาก!! ไอ้พวกกินดีอยู่ดีอย่างพวกนายจะไปรู้เรื่องอะไร! ฉันต่างหากที่รู้! รู้ดีว่าเธอทรมานแค่ไหน!” ฮุ่ยจื่อกำมือแน่น เครื่องรางถูกบีบแหลกเป็นก้อนเนื้อหยดลงบนพื้น “แล้วยิ่งเธอได้มาเจอพวกนาย เธอยิ่งมีความหวัง และยิ่งไม่สนใจฉัน!”

“นั่นมันนายทำตัวเองไม่ใช่เหรอ?” ผมยืดกอดอก ออกความเห็นตามตรง “หากไม่ทำตัวเองให้มีค่า แล้วใครมันจะมาเห็น”

“อู๋เสีย นายมันก็แค่ไอ้คนปากดีที่นั่งกระดิกตีนก็มีเงินใช้ อย่ามาพูดเหมือนรู้ดีไปหน่อยเลย!”

ไอ้เด็กเมื่อวานซืนฮุ่ยจื่อ! นายกล้าดียังไงมากล่าวหาว่าผมแค่กระดิกตีนก็มีเงินใช้ การกระติกตีนของผมลงเม็ดเงินเป็นแสน ต้องกระดิกตีนข้ามประเทศ ข้ามทะเลทราย ข้ามป่าเขาลุยหิมะ กระดิกทีเป็นพันเป็นหมื่นลี้ กระดิกจนข้อเท้าจะขาดกว่าจะได้ของมาอย่างหนึ่ง หรือบางทีอาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลยด้วยซ้ำไป

ผมได้แต่เม้มริมฝีปาก รู้ดีว่าเงียบไว้น่าจะดีที่สุด แต่เดี๋ยวก่อนนะ….. ผมชะงักไปชั่วครู่

ฮุ่ยจื่อเรียกผมว่าอู๋เสีย!

“แล้วนายทำเรื่องบ้าๆ นี่ขึ้นมาทำไม” นายอ้วนเดินเข้ามาร่วมวงในที่สุด “ทำทั้งทีไม่ทำให้ตาย แต่ทำให้ปวดกบาลกันร่วมเดือน นอกจากไม่รอบคอบแล้วยังประมาทอีก ตั้งใจหน่อยไอ้หนู เสี่ยอ้วนเลยต้องอยู่โยงเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ไอ้ธุระที่อยากจะไปก็ไปไม่ลง เสียรายได้ไปหลายวันเอ็งจะรับผิดชอบไหวไหม?”

“เฮียของขึ้นได้แต่อย่าเข้าไปใกล้มาก ในเขตบ้านเขาเข้ามาไม่ได้” อวี๋อินร้องเตือน

เสียงหัวเราะประหลาดดังขึ้น “ฉันพลาดไงล่ะ ฉันมันโง่ ทั้งที่เป็นมือใหม่ก็ยังไม่ดูให้ดี เรื่องมันถึงได้ไม่เป็นอย่างใจเหมือนตอนอาเฉิง” สีหน้ากลับพลันเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย “แต่ไม่เป็นไร ตราบใดที่ทำให้เฉิงเฉิงอยู่กับฉันได้ พวกนายจะหายใจต่อไปอีกหน่อยฉันก็ยอมได้…”

ร่างดำเปียกเหนียวนั้นร่ำไห้ เป็นเสียงร้องสะอึกสะอื้นที่ผมได้ยินมาตลอดในช่วงหลังมานี้

“เฉิงเฉิงจะมีความสุขเมื่ออยู่กับฉัน…”

คงจะเกินเยียวยาแล้ว… แต่ในอีกแง่ก็เป็นเรื่องที่ดี เราเจอต้นตอของปัญหา แปลว่าทางแก้ก็อยู่ตรงหน้านี่แล้ว บทจะมาก็มาเร็วเสียจนไม่มีอะไรจะตั้งรับ คิดแผนในใจมากมายไม่มีทางออก สุดท้ายก็ช่างมัน… ก็ผมมีเมินโหยวผิงกับนายอ้วนตรงนี้ แล้วยังจะต้องกลัวอะไรอีกล่ะ…

“ขอแค่อะไรของพวกนายก็ได้สักอย่าง… ได้โปรดเถอะ” ฮุ่ยจื่อน้ำตานองหน้า “ฉันจะได้ทำให้พวกนายตายไปเสียที เฉิงเฉิงจะได้มีความสุขที่ได้ไปวาดฝันกับพวกนายบนท้องฟ้า”

ร่างตรงหน้าแสดงอาการคลื่นเหียน โก่งตัวขยายกรามราวกับจะสำรอกแต่กลับไม่มีอะไรออกมา ลำตัวแข็งเกร็งเอียงบิดผิดจากท่ายืนปกติไปไกลโข มองแล้วขนลุกทั่วตัว

“ไอ้ชิบหาย.. ตั้งแต่เกิดมาเสี่ยอ้วยเพิ่งเคยเห็นคนโดนของและคนเล่นของอยู่ในคนคนเดียวกันเป็นครั้งแรก!” เสียงนายอ้วนที่พูดกระซิบกระซาบทำลายบรรยากาศตึงเครียดลงกว่าครึ่ง

“จะถ่ายรูปเก็บไว้เลยมั้ยล่ะ!” ผมประชด

“เวร เทียนเจิน เสี่ยอ้วนวิ่งไปหยิบกล้องกลับมาอาจจะไม่ทัน แล้วจะปล่อยให้นายยืนคุยถ่วงเวลาตรงนี้ยันมืดค่ำมันก็ไม่ใช่ไหม?”

“ก็ช่วยกันคิดหาวิธีรับมือไหมเล่า! ฉันไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันนะ เกิดมาไม่เคยเจอยิ่งกว่านายอีก!” ผมสารภาพ

“ฆ่ามันเลยไหม” นายอ้วนเสนอ ดวงตาเป็นประกายทันที “ฉันพูดจริงนะ สั่งมาคำเดียวกับอีกสองแสนเหรียญ ฉันวิ่งไปเอาอาวุธพร้อมลงมือเลย แต่ถ้าให้หารกับเสี่ยวเกอ ฉันจัดการศพให้ได้ สองแสนเท่าเดิมเพราะคิดว่าเสี่ยวเกอน่าจะบริการให้นายฟรี”

“มันใช่เวลาไหมถามจริง?” ผมโอดครวญเสียงเบา “ฮุ่ยจื่อก็เพื่อนฉันนะ จะไปทำอะไรแบบนั้นได้ไง”

“บ้านเมืองมีกฎหมายนะเฮีย เฮียมาอุกอาจแบบนี้ผมช่วยเฮียไม่ได้นะ”

เมื่อโดนรุมมากเข้านายอ้วนก็ยักไหล่ มือผลักพวกผมให้กลับไปสนใจฮุ่ยจื่อที่เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ ร่างกายบิดงอเอนไปด้านหลังอย่างที่มนุษย์ไม่น่าจะทำได้ ราวกับเป็นบ้าไปแล้ว

เมินโหยวผิงปรากฏตัวพร้อมกับดาบคู่ใจไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาผ่านพวกผมไปรวดเร็วและเงียบเชียบ ยืนตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่ด้านหลังฮุ่ยจื่อ มือกำรอบด้ามดาบรอโอกาส

“นายฆ่าฉันไม่ตายหรอก ฉันมีอายุที่เหลือของเฉิงเฉิงที่อยู่กับฉัน เฉิงเฉิงจะตายจริงๆ ถ้านายฆ่าฉัน แต่ยังไงนายก็ไม่มีวันฆ่าฉันได้!!”

ฮุ่ยจื่อตะโกนลั่นจับใจความไม่ได้ ผมอ้าปากอย่างไม่รู้จะด่าคนตรงหน้าด้วยเรื่องไหนก่อนดี

“ช่างสิ..” เมินโหยวผิงเสียงเรียบ “จะผู้หญิงคนนั้นหรือจะนาย ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”

 

“ตอนนี้แหละ!”

 

ใบดาบคมวาดผ่านลมส่งเสียงหวีดหวิว มันรวดเร็วจนมองไม่ทัน ไม่ได้สังเกตแม้แต่ท่วงท่าอันสวยงามนั้น ฮุ่ยจื่อคว่ำลงกับพื้นราวกับตุ๊กตาชักใยเชือกขาดพร้อมกับเสียงใบดาบกลับเข้าฝัก

 

“จังหวะดีชะมัด…” อีไท่ผิวปากวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่ทุกข์ร้อน และไม่มีท่าทีตื่นตกใจในสถานการณ์เลยสักนิด “ขอบคุณมากนะพี่ชาย.. เอ๊ะ หรือจะน้อง?”

“อีไท่!” อวี๋อินร้อง “ไอ้บ้า นายมาจากไหน!”

อีไท่ยิ้มแย้ม “จากไหนก็ช่างเถอะ มาช่วยกันยกฮุ่ยจื่อมาวางดีๆ ตรงนี้หน่อยฉันจะหาของ”

“เขาตายรึยัง?” ผมร้อนใจ ออกจากบริเวณบ้านไปตรวจสภาพเมื่ออีไท่พยายามลากร่างฮุ่ยจื่อที่แน่นิ่งอยู่บนพื้น เห็นหัวเพื่อนยังติดอยู่กับคอที่ยังเชื่อมกับไหล่ เลือดไม่มีที่พื้นสักหยดก็พอวางใจได้ส่วนหนึ่ง

“เปล่า จะตายได้ไงก็ไม่ได้ฆ่านี่” อีไท่ทำหน้างงใส่ผม

และเป็นผมที่หน้างงใส่เขา “ฉันจะแน่ใจได้ไงเล่า! เห็นเสี่ยวเกอฟัน…”

“ก็ไม่ได้ฟันคอหรืออวัยวะอะไรทั้งนั้นแหละ เนอะ” ท่อนหลังอีไท่ฉันไปยิ้มใส่ตาเมินโหยวผิงที่ช่วยเคลื่อนย้ายร่างไร้สติเงียบๆ

“ฉันตัดเชือก…” เมินโหยวผิงอธิบายสั้นๆ

“เสี่ยวเกอเห็นเหรอ?” อวี๋อินร้องถามอย่างสนใจ “ฉันคิดว่ามีแต่ฉันกับอู๋เสียซะอีกที่เห็น”

“น่าจะเป็นเพราะรอยเชือกที่คอ อันนั้นฉันก็เห็น มันเหมือนรั้งคอเพื่อนนายตลอดเวลา อย่างกับมันผูกกับอะไรไว้…” นายอ้วนช่วยอธิบายอีกทาง “ขนาดเสี่ยอ้วนยังเห็น เสี่ยวเกอตาดีกว่าเป็นสิบเท่าจะไม่เห็นได้ไง”

“เชือกนั่นผูกล่ามเฉินเฉิงเฉิงน่ะ” ผมช่วยไขข้อข้องใจ “สภาพแย่มาก อยากไปไหนก็ไปไม่ได้…”

“น่าสงสารเฉิงเฉิง…” อีไท่ว่า มือล้วงตามกระเป๋ากางเกงของฮุ่ยจื่อ “ที่จริงแผนก็ดีอยู่หรอก เสียที่รีบไปหน่อย ทำอะไรไม่รอบคอบ… อ๊ะ นี่ไง”

สิ่งที่อีไท่ยื่นให้เป็นขวดแก้วทรงผอม ด้านในมีน้ำเมือกสีดำเหลวอยู่เกือบครึ่งขวดโชยกลิ่นเหม็นออกมา ที่เหลือเป็นเส้นผมรุงรังและก้อนเนื้อเน่าสีน้ำตาลแดงคล้ำ

“อย่าบอกนะว่า…”

“น่าจะใช่นะ เนื้อนี่ของเฉิงเฉิง ส่วนผมพวกนี้น่าจะของพวกนาย” อีไท่เดา ยื่นขวดในมือส่องสะท้อนกับแสงแดด “ของพวกนี้ทำตอนเย็นหรือกลางคืนจะดีกว่ารึเปล่านะฮุ่ยจื่อ?”

อวี๋อินพยักหน้าแต่ไม่อธิบายอะไรต่อ “ว่าแต่นายมานี่ได้ไง?”

อีไท่ยักไหล่ ลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกงท่าทีสบายๆ เอี้ยวตัวมองดาบที่หลังเอวของเมินโหยวผิงอย่างสนอกสนใจ “ก็แค่คิดว่าอาจจะมีเรื่องก็เลยมาถึงตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่เที่ยวไปเรื่อยเลยเพิ่งถึงนี่แหละ”

“แล้วซากเพื่อนนายนี่เอาไง?” นายอ้วนมองร่างบนพื้นอย่างสมเพช “จะเอามาไว้หน้าบ้านแบบนี้ไม่ได้นะ”

“ส่งหาหมอก็ได้ครับ ไม่ใครก็ใครก็คงมารับกลับเอง” อีไท่ตอบอย่างไร้ความรับผิดชอบ “ส่วนอันนี้ผมให้พี่ชายคนนี้ไปจัดการแล้วกัน ท่าทางเอาเข้าบ้านจะไม่ดี รบกวนทำลายทิ้งนะฮะ”

เมินโหยวผิงรับขวดเหม็นจากอีไท่ห่อด้วยเศษผ้าที่ไม่รู้เอามาจากไหน ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินแยกออกไปโดยไม่มีแม้แต่คำบอกกล่าวสักคำ

“ใจเย็นน่าอู๋เสีย เดี๋ยวเขาก็กลับมา” ใบหน้ายิ้มแย้มของอีไท่เริ่มรังควานประสาทของผมแล้ว “อันที่จริงตอนไปเดินป่าก็ไปด้วยเพราะคิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรนี่แหละ ดูลางไม่ดี ไม่คิดว่านอกจากเรื่องหลงป่าแล้วจะมีอะไรตามมาอีกเพียบ…”

“ขอบใจก็แล้วกัน” อวี๋อินตอบรับ

“เดี๋ยวก่อนสิ คนที่เริ่มโครงการเข้าป่าเดินเขานี่ไม่ใช่นายเหรอ?” ผมย้อนคิดแล้วรู้สึกไม่ถูกต้อง

“ที่จริงคนที่อยากไปที่สุดคือฮุ่ยจื่อน่ะ มาขอให้ฉันช่วยออกหน้าให้หน่อย ก็ไม่ทันคิดว่าจะออกมารูปแบบนี้” เจ้าของเสียงร่ายเรื่อยอธิบาย “ก็คิดเสียว่าดีแล้วที่ไม่มีใครต้องตายอีกล่ะนะ”

“สิ่งที่น่ากลัวกว่าภูติผีคือใจคนจริงๆ” นายอ้วนวิจารณ์ “แล้วยังไงต่อล่ะ ไม่เห็นเจ้าพวกนี้จะกลับร่างเดิมเลย”

อีไท่ยักไหล่ “ไม่รู้สิ ผมเองก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องนี้”

ผมว่านายอ้วนเจอคู่ต่อกรที่สูสีแล้ว…

 

เมื่อเรื่องกำลังเป็นไปในทางที่ดี ผมกับอวี๋อินและนายอ้วนก็มีเวลาว่างหลังมื้อเย็นพอที่จะทำอะไรไร้สาระเพื่อเป็นการทดลองและค้นหาวิธีกลับสู่ร่างเดิม

นายอ้วนเล่าว่าวันนี้เป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ ฟ้าปิดแผ่นดินเปิด สามโลกได้ร่วมทำบุญ พวกวิญญาณและภูติผีสี่เหล่าจะออกมาโดยไม่มีผู้คุม ช่วงเวลาที่วิญญาณมีฤทธิ์จะออกเพ่นพ่านช่วงสี่ทุ่มถึงตีสอง พวกนี้จะสามารถหาตัวตายตัวแทนได้ กรณีนี้เองที่เคยเกิดเหตุประหลาดขึ้นกับผมและอวี๋อินในช่วงแรก ตอนนี้คำสาปน่าจะหายไปแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ควรลองอะไรที่อยากลองให้จบก่อนเข้าช่วงสี่ทุ่ม

พวกผมทั้งเอาหน้าผากชนกันให้ส่งแรงยันกันไปมา เอาหัวโขกกันบ้าง จับมือกันเป็นชั่วโมงขณะที่นั่งสมาธิบ้าง ต่อยกันคนละที รวมถึงเล่นหมากรุก เล่นไพ่ เอกเขนกกันบนโซฟาดูโทรทัศน์ เล่นใบ้คำ ให้นายอ้วนจับจุดสลบ ทุกอย่างล้วนไม่ได้ผล ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

 

เกือบเที่ยงคืนกว่าเมินโหยวผิงจะก้าวเข้ามาในบ้าน ผมรอจนสัปหงกหลับคาโต๊ะไปสามสี่รอบ นายอ้วนและอวี๋อินนอนกางแขนขา ปล่อยร่างตัวเองนอนบนพื้นหน้าโซฟาไปพักใหญ่แล้ว

ผมหาววอดใหญ่เมื่อเห็นเมินโหยวผิงมองเอกสารในมือผม มันคือข้อมูลกรวยใหม่ ถึงจะไม่อวบแต่ก็พอที่จะตอบแทนนายอ้วนได้สักทริปที่จะได้ออกไปยืดเส้นยืดสายบ้าง ผมส่งให้เมินโหยวผิงอ่าน เขาไม่พูดว่าอะไร กวาดตาหนึ่งรอบแล้ววางมันลงบนโต๊ะที่เดิมก่อนจะวางดาบประจำตัวพิงกำแพงส่งเดชแถวนั้น

“นายเอามันไปทำลายที่ไหนน่ะ?”

“ที่ที่สมควร”

ผมยิ้มค้างกับคำตอบนั้น เห็นช่วงนี้เริ่มมีประโยคพูดมากขึ้นก็แอบคาดหวังว่าจะชวนคุยได้ยาวกว่านี้

“ทีนี้ก็เหลือแต่ทำยังไงให้กลับที่เดิมล่ะนะ…” ผมเปิดหัวข้อเมื่อเห็นว่าเขานั่งลงข้างๆ “นายคิดว่าไง?”

“เดี๋ยวก็กลับคืนที่เอง” เขาจิบชาคำใหญ่ “ได้เจอคนเฒ่าคนแก่แถวนั้น เขาก็บอกมาแบบนี้”

ผมพยักหน้าอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อ “จะว่าไป… โลกนี้มันก็ประหลาดดีนะ อยู่ๆ เรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ก็เป็นเรื่องใกล้ตัว”

ในทีนี้ผมหมายถึงเรื่องการสิงร่างสลับร่างนะ อย่างที่รู้กันดีว่าผีผมก็เจอมากหลายรูปแบบ เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นผีที่ต่อกรได้ ยิงแล้วตาย เหยียบแล้วแหลก จึงไม่มีความกลัวกังวลเท่าที่ควร(ตราบใดที่มีอาวุธในมือหรือมีเมินโหยวผิงข้างตัว)

“คุยกับนายอ้วนไว้ว่าพรุ่งนี้จะออกไปซื้อของกัน ยังไม่ได้บอกเรื่องคว่ำกรวยนี่หรอก กะว่าจะทำให้ประหลาดใจน่ะ นายมีอะไรต้องซื้อเพิ่มไหม?” เขาส่ายหน้าเป็นคำตอบโดยไม่ต้องคิด “นั่นสินะ…งั้น… ฉันไปนอนดีกว่า”

มือนั่นพลันคว้าผมไว้ ลุกขึ้นเต็มความสูงในระยะประชิด ลูบหน้าลูบคอราวกับพยายามจะหารอยต่อของหน้ากากหนังมนุษย์รอบศีรษะของผม

“เดี๋ยวก็เข้าที่เข้าทาง… นายบอกเองไม่ใช่เหรอ?” ผมพูดติดตลก ไม่ได้ยกมือห้ามท่าทางนั้น

ไม่เพียงแต่เมินโหยวผิงไม่ตลกด้วยแล้ว เขายังโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนผมอดที่จะเอนศีรษะถอยไปเล็กน้อยไม่ได้

“อาจจะเพราะแบบนี้ ทำให้ฉันหยุดแทบไม่ได้…” เมินโหยวผิงพูดแทบไม่ขยับริมฝีปาก “…แต่ฉันจะอดทน..”

“อ… อดทนอะไร?” ผมเอนหน้าถอยหนี กระซิบเสียงเบาด้วยกลัวว่ามีสิ่งอื่นขยับเขยื้อนอีก ปลายจมูกของเราแทบจะติดกัน เสียงลมหายใจยังฟังดูน่าหนวกหู

“ชะตากรรม”


“เอ่อ…”

 

ผมสะดุ้งถอยหลังไปชนขอบเก้าอี้ เสียหลักล้ม หากไม่มีมือของเมินโหยวผิงมารองหัว ศีรษะของผมก็คงฟาดเข้าขอบโต๊ะสลบยาวไปอีกวันเป็นแน่แท้ ผมลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงแล้วมองเจ้าของเสียงที่เป็นสาเหตุทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว

“ขอโทษ” อวี๋อินหัวเราะแหะ “คือฉันกำลังจะถามว่า…เอ่อ… เราจะขึ้นไปนอนกันดีไหม นอนกับพื้นตรงนี้หนาวแล้วก็เมื่อยตัวด้วย แต่ฉันไม่รู้จะแทรกตรงไหนดี รอจนอยากเข้าห้องน้ำแล้ว ม…ไม่ไหวแล้ว ไปก่อนนะ” ท้ายประโยคอวี๋อินพูดไปเดินถอยหลังไป ย่อตัวบิดหนีบน่าเกลียด ผมคร้านจะรั้งตัวไว้จึงยอมปล่อยให้หนีไปต่อหน้า

“เสี่ยอ้วนพยายามห้ามแล้วจริงๆ” นายอ้วนช่วยเสริม “พวกนายระวังหน่อยก็ดี สงสารอาอินแกบ้างนะ”

“สงสาร?” ผมเอียงคอสงสัย

“เทียนเจินแม่งเกิดมาซื่อบื้อจนเสี่ยอ้วนกลุ้มเลยว่ะ” เขาถอนหายใจยาว “นายลองนึกภาพร่างตัวเองกำลังอยู่ในระยะที่ประชิดมากๆๆๆๆๆๆ กับใครที่ไหนก็ไม่รู้ดูนะ… อาอินก็คงรู้สึกแบบนั้นแหละ ขี้เกียจอธิบายแล้ว” นายอ้วนสีหน้าเคร่งขรึม “และเสี่ยวเกอน้อย… ไอ้ความใจเย็นของนายมันไปอยู่ที่ไหนแล้ว แหกตามองบ้างว่านี่ร่างคนอื่น จะทำอะไรคิดให้เยอะๆ หน่อย อย่าปล่อยให้เสี่ยอ้วนไมเกรนขึ้นอยู่คนเดียว”

พอบ่นต่อว่าให้ผมสะอึกหน้าม้านละอายใจเถียงไม่ออกสำเร็จแล้ว ร่างท่วมก็หันเดินขึ้นชั้นบนไป ไม่วายระหว่างทางยังบ่นเสียงดังให้ได้ฟังแล้วหน้าชากันอีกระลอก

 

“ชะตากรรมเรอะ…เหอะ! ก็กรรมของกูเนี่ยแหละ!”

 

Advertisements

8 thoughts on “[Daomu fanfiction] 连接 -10-

  1. หลงเข้ามาค่ะ แล้วก็เผลอตามอ่านยาวเลย
    สนุกมาก ได้เห็นนายน้อยในร่างอื่นที่เสี่ยวเกอจะแตะก็ลำบากใจ
    สถานการณ์ในเรื่องก็สนุกตื่นเต้นค่ะ
    รออยู่นะว่าจะกลับคืนร่างยังไง

    • แหะ อัพแล้วนะคะ ขอโทษค่ะ พอรวมเล่มเสร็จก็ลืม #เอิ่ม ประกอบกับงานถาโถม ลืมไปยาวๆ…

      ขอบคุณมากค่ะ ดีใจด้วยเขินด้วย 55555
      ขอแนะนำเรื่อง คู่ป่วนสื- /โดนตีหัว

      • 55 ไม่เป็นไรค่ะ เราเข้ามาช้าเองด้วยแหละ
        ช่วงที่เปิดให้พรีเราก็ยังหาฟิคอ่านอยู่นะคะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงเพิ่งมาเจอบล็อกนี้เมื่อวาน
        คู่ป่วนฯ เหรอ น่าสนใจแฮะ ไปลองเสิร์ชหาดูหน้าปก ยิ่งน่าสนเข้าไปใหญ่ 555

      • ขอให้อ่านค่ะ สนุกมากจริงๆ
        ตอนนี้อาจจะหาซื้อยากสักหน่อยเพราะมันเก่ามากแล้ว…
        แต่กรุณาหาอ่านแล้วมาเม้ากับเราเถอะค่ะ #แบบนี้ก็ได้เหรอ และช่วยมานั่งรอภาคสองแปลไทยกับเราหน่อย #ยังอีก

        บลอคนี้หาค่อนข้างยากอยู่แล้วค่ะ เพราะว่าเงียบมาก 5555555
        ยินดีที่ได้พบกันนะคะ :D

      • หะ….หาาา ยังมีภาคต่ออีกเหรอออออ
        เราพยายามหลีกเลี่ยงนิยายมหากาพย์ภาคต่อที่ยังแต่งไม่จบมาตลอด เพราะถ้าอ่านค้างแล้วมันทุรนทุรายยยย
        แต่ก็หนีไม่เคยพ้นซักที 5555
        อย่างเต้ามู่ไง หลงเข้ามาอ่าน ทุกวันนี้ทำตัวเหมือนอู๋เสียขณะที่วิ่งหาประวัติของเสี่ยวเกอขณะที่รอคอย 10 ปี เราก็หาสปอยล์นั่นนี่มาอ่านแก้คิดถึงตลอด 555

      • ที่จริงจบแค่ภาคแรกก็ได้ แต่ว่าภาคสองมันดีงามมากเลยค่ะ ฮืออออออ ยังไม่มีแปลไทย เสียใจจจจจ

  2. เมื่อกี้เมนต์ไป รู้สึกเหมือนไม่ติด ถ้าเมนต์ซ้ำก็ขออภัยด้วยนะคะ
    ชอบเรื่องนี้จัง หลงเข้ามาอ่านแล้วเพลินเลย หยุดไม่ได้
    อยากรู้จังว่าจะกลับคืนร่างยังไง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s