[Daomu fanfiction] 连接 -11-

我的世界的中心 – The center of my world
_________________________________

จะเรียกว่าเป็นกรรมที่ทำตัวเองล้วนๆ อาจจะเป็นวลีจำกัดความที่ดีแล้วในสภาพตอนนี้

อวี๋อินตัวติดกับผมมากกว่าเดิม คอยกันท่าเมินโหยวผิงทุกทาง แม้ว่าปกติเมินโหยวผิงไม่มีท่าทีแสดงออกอะไรเลยก็ตาม ผมเข้าใจในความระแวงของอวี๋อินพอๆ กับการข่มใจอดทนรับความน่ารำคาญนี้ไว้ ผมผิดเองที่ไม่ระวัง และผมคงจะรู้สึกแย่กว่านี้หากมันมีอะไรเกิดต่อจากตอนนั้นจริง ถ้าไม่มีเสียงของอวี๋อินแทรกขึ้นมา เรื่องราวจะดำเนินไปทางไหนก็ยากจะคาดเดา ยากจะจินตนาการถึง

ผมที่นั่งหากรวยสวยๆ มาเซ่นไหว้กลับโดนนายอ้วนเอาข้อมูลม้วนหนาโบกศีรษะเป็นการให้รางวัลด้วยความรักแทบหน้าหงาย ลากทุกคนออกมาซื้อของหาอะไรอย่างอื่นทำสงบสติอารมณ์บ้าง

“ยัง… ยังมาจิ๊จ๊ะอะไรกันตรงนี้อีก” นายอ้วนลากผมออกมาจากวง รอดพ้นจากการโดนอวี๋อินปีนป่าย “เจ้าพวกวัยรุ่นพวกนี้ สงบจิตข่มอามรณ์ซะบ้างนะไอ้พวกเลือดร้อน…. ไอ้ชิบหาย อยู่กันมาเป็นปีๆ สงบเสงี่ยมเรียบร้อย มาธาตุไฟแตกอะไรกันตอนนี้”

“โอ๊ย เฮียครับเฮีย เฮียก็รู้ว่าผมไม่ได้อยากเดินกับคุณพี่เสี่ยวเกออ่ะ”

“อาอิน อย่ามาพูดซี้ซั้ว นี่เสี่ยวเกอน้อยของฉัน ใครเห็นเป็นต้องวิ่งเข้าใส่ เป็นบุญของแกขนาดไหนแล้วที่ได้เดินเคียงข้าง” นายอ้วนตบป้าบที่หน้าผากอีกฝ่ายอย่าเท่าเทียม “ไปเดินตรงนั้นดีแล้ว ฉันชินตามากกว่า หมดข้อสงสัยแล้วนะ?”

ผมอ้าปากมองนายอ้วนที่กอดคอผมลากไปอีกทาง เมินอวี๋อินอย่างสมบูรณ์แบบ

“เทียนเจิน นายเลิกอ้าปากค้างเถอะ” นายอ้วนทำหน้าเบ้แล้วพูดเรื่องอื่นเปลี่ยนหัวข้อหน้าตาเฉย “เอาเป็นว่ารายการซื้อของเหมือนเดิม แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมตรงที่นายต้องพาเพื่อนเจ้าปัญหาของนายไปที่อื่น”

“อ้าว ทำไมล่ะ?”

นายอ้วนจิ้มหน้าผากผมแรงๆ “หน้าตานายตอนนี้มันมหาอำนาจมากเลยหรือไง นายเป็นใครไม่มีใครรู้ แล้วร่างของนายฉันก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาจุกจิกมากเรื่อง หากเจอคนของพี่สามมาทักเดี๋ยวจะได้ปูเรื่องเล่ากันยาวล่ะทีนี้ แค่ถ้าของตามรายการนี้เสี่ยอ้วนกับน้องเสี่ยวเกอสองคนก็พอ ถ้าไม่พอก็ไปจ้างต่อเอา ไม่ยากร้อก”

“เวร แล้วฉันจะพาอวี๋อินไปไหนล่ะ?” ผมร้อง มองรอบตัวมีแต่ร้านขายของเก่า บางร้านเคยเข้าไปติดต่อซื้อเครื่องมือและสิ่งจำเป็นเบื้องหลังแล้วทั้งนั้น ทำเอาผมตัน ไม่รู้จะพาอวี๋อินไปเดินเล่นตรงไหนที่มันดูเจริญหูเจริญตาดี

“นั่นมันเป็นเรื่องที่นายต้องคิด” นายอ้วนตบบ่าผมปุๆ “เอาล่ะ เดี๋ยวอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงเราค่อยมาเจอกันตรงร้านขายหนังสือเก่าที่นายเคยไปยืนโดนผีหลอกก็แล้วกัน” …ให้ตายเถอะ นายไม่มีคำเจาะจงร้านที่ดีกว่านี้แล้วเรอะ..

ผมจำใจพยักหน้าก่อนทำตามหน้าที่ ลากอวี๋อินเดินแยกตัวไปอีกทางโดยไม่ถามความสมัครใจ

 

เรื่องที่เล่าให้เพื่อนยากของผมฟังเป็นเรื่องเกี่ยวกับของเก่าทั้งหลาย ถ้วยชามหม้อไหกระถางธูปแจกันใบชา อะไรที่เป็นของเก่าเข้าตาที่ขายหน้าร้านราคาพอซื้อได้ ผมและอาสามจะซื้อเข้าร้านเพื่อเอาไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้นเพื่อเก็งกำไร มาถึงตรงนี้อวี๋อินทำท่าทีสนใจ ติดกับโดยง่าย อาจจะเพราะมิตรสหายของผมส่วนใหญ่ไม่เคยมีใครรู้ว่าตอนนี้ผมทำอาชีพอะไร ฉีกทางแหวกแนวกับคณะที่จบมาขนาดไหน อวี๋อินจึงมีคำถามมากมายใคร่รู้ ตัวผมเองข้อมูลเรื่องของเก่าก็ถือว่าไม่ได้น้อยหน้าใคร สายตาพอมีความเฉียบแหลมอยู่บ้าง เดินตามร้านบางครั้งก็ชี้ให้อวี๋อินดู บอกถึงวิธีการสังเกต ของมีทั้งจริงปลอมปะปน บ้างเป็นของจริงที่เจ้าของร้านมองไม่เห็นค่า บ้างก็เป็นของที่สร้างขึ้นมาทำให้เก่าเพื่อหลอกขาย อวี๋อินดูถูกอกถูกใจ ไม่นานเมื่อมองย้อนกลับไปก็ไม่เจอนายอ้วนและร่างของเมินโหยวผิงแล้วถือว่าประสบผลสำเร็จ

ถัดไปจากที่พวกเราเดินอยู่เป็นละแวกเพิงขายของ มีทั้งของกิน ของป่า และของใช้ บางอย่างหน้าตาประหลาดดึงความสนใจของอวี๋อินได้เป็นอย่างดี แค่เจอร้านขายเนื้อแห้งอวี๋อินก็ตื่นเต้น สมกับเป็นคนที่อยู่ในเขตเมืองเจริญแล้ว สักพักเงินก็เริ่มบินออกจากกระเป๋า สายร้อยหินเก่าจำพวกเครื่องรางหลอกอวี๋อินได้ เขาซื้อกลับไปเป็นของฝากให้น้องชายสุดที่รักและบรรดาพ่อของเขา ลามไปยันเพื่อนร่วมงานของพ่อที่กรมตำรวจที่มักจะช่วยเหลือเขาอยู่บ่อยๆ ซื้อจนแทบไม่เหลือเงินในกระเป๋าจนหันมาเอ่ยปากขอกู้ยืมผม หารู้ไม่ว่าการออกมาเดินละแวกนี้ผมแทบจะออกมาตัวเปล่า มีเงินแค่พอซื้ออะไรกินเล่นเท่านั้น ยิ่งรู้ว่ากลุ่มที่แยกออกไปต้องใช้เงินมากกว่าก็จะเทไปทางนั้นเกือบหมด มีติดตัวอยู่ไม่กี่เหรียญ อวี๋อินทำหน้าเพลียใส่ขณะที่ผมยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้

“แล้วอย่างที่อยู่หน้าร้านนายขายได้บ้างไหม? ฉันอยู่มาพักใหญ่ไม่เคยเห็นมีลูกค้า ลูกจ้างของนายก็เอาแต่นั่งเล่นเกมซะส่วนมาก ถามจริงว่ามันไปรอดเหรอ?” อวี๋อินตั้งข้อสงสัย

“รอดไม่รอดก็อยู่มาได้ตั้งนานนะ” ผมตอบยิ้มๆ “เอาเป็นว่า ร้านอย่างพวกเรา ขายได้ปีละชิ้นสองชิ้นก็สบายแล้ว”

“มิน่า…. นายถึงได้ดูรวยชะมัด เวลาเดินทางไปไหนก็รวดเร็วได้ดั่งใจไปเสียทุกอย่าง” ผมยิ้มค้างกับข้อสังเกตนั้น “แล้วเคยหลอกขายของปลอมไหม?”

ผมผ่อนลมหายใจ “จะว่าของปลอมก็ไม่เชิงนะ ในร้านอาสามเป็นของจริงซะมาก จะว่าหลอกก็น่าจะแค่โกหกเรื่องอายุปีของของชิ้นนั้นเพื่อโก่งราคามากกว่า” ผมตอบตามตรง “นายก็รู้ เรื่องค้าขายจะให้ซื่อตรงบางทีมันก็ไม่ได้”

“แล้วมีของแบบที่เรียกว่าเป็นสมบัติของชาติมาซื้อขายกันไหม?”

“อวี๋อิน… เราไปเดินตรงแถบของกินกันบ้างไหม ฉันเริ่มหิวแล้ว” ผมเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน… สมบ่งสมบัติของชาติอะไรนั่น ใครจะไปอยากพูดถึงกันเล่า

 

เข้าเวลาช่วงบ่ายแดดแรงแม้อากาศจะไม่ร้อนมาก ผู้คนเริ่มเดินกันหนาตาโดยเฉพาะในย่านที่มีแต่ของกินของสด กระทั่งของสดทั่วไปก็ยังเรียกความตื่นเต้นกับอวี๋อินได้ เราซื้อซาลาเปาคนละสองลูกเดินกินไปเรื่อยๆ มองเวลาแล้วอีกไม่นานก็ถึงเวลารวมพล ในหัวผมนึกแต่สถานที่ที่ควรจะพาอวี๋อินไปเดิน ที่ยังไม่ได้พูดถึงก็คงเป็นร้านขึ้นชื่อเรื่องของกินกระมัง

อวี๋อินเป็นมนุษย์ที่ชอบกินขนมจำพวกของหวาน แน่นอนว่าผมคุยโม้เรื่องฝีมือการทำอาหารของนายอ้วนทั้งคาวหวานล้วนแล้วแต่อร่อยสะเด็ดทั้งสิ้น ยิ่งถ้าได้วัตถุดิบสดๆ ได้ของดีมา รับรองมาเอาเข้าปากแล้วต้องแสงพุ่ง ชนิดที่ว่าอาหารที่เคยกินมาเทียบไม่ติด แม้ว่าตอนแกร่วอยู่ในบ้านนายอ้วนจะเป็นคนทำอาหารให้กิน แต่ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ทำง่ายกินง่าย เรื่องวุ่นวายค้ำคอค้ำใจจนไม่อยากแสดงฝีมือ คนกินก็พะวักพะวงใจกินไม่รู้รส อวี๋อินฟังผมพูดด้วยตาเป็นประกาย ชักชวนให้ซื้อของไปให้นายอ้วนบรรเลงร่ายอาหารรสเลิศให้กินบ้าง อยากรู้ว่าฝีมือสู้พ่อใหญ่ได้หรือไม่ ความเห็นของผมก็ว่ามันยากจะเทียบได้ ทำอาหารคนละแนวกันจะไปเทียบกันได้ยังไง

เดินสักพักก็เจอร้านขายมันทอดเชื่อมชื่อดังในละแวกนี้ อวี๋อินฉวยเงินของผมวิ่งไปตะโกนสั่งหน้าตายเฉย ผมยืนรออยู่นอกเขตร้านอดขำออกมาไม่ได้ในความร่าเริงของอดีตเพื่อนซี้ อวี๋อินยังดูเหมือนเดิมไม่ต่างจากช่วงสมัยเรียนแม้แต่น้อย ราวกับมีแค่ผมคนเดียวที่แก่ตัวลง มองอวี๋อินที่กำลังเดินกลับมา ในมือมีมันเชื่อมทอดถุงใหญ่สองถุง ไม่รู้ซื้อมาให้ตัวเองกินคนเดียวหรือเผื่อผมที่เป็นเจ้าของเงินด้วยไหม

“นายซื้อมากินแทนมื้อเย็นหรือไง” เสียงเคี้ยวกรุบไม่หยุดพร้อมสีหน้ายิ้มแย้มถูกส่งมายังผม “เพลาๆ หน่อย เดี๋ยวกินมื้อเย็นไม่ลงแล้วจะเสียใ- อุ๊บ!”

มัวคุยกับอวี๋อินไม่ทันได้มองทาง ผมปะทะเข้ากับร่างคนที่เดินสวนมาอีกทาง

ตัวผมที่ทรุดล้มลงเกี่ยวพามันเชื่อมในมือของอวี๋อินร่วงตกพื้น ความเจ็บจี๊ดเกิดขึ้นบริเวณสีข้าง ผมมึนงง… เราไม่ได้ชนกันแรงจนทำให้เกิดความเจ็บปวดนี้ขึ้นมาได้

“อู๋เสีย! นายเป็นอะไรไหม? ให้ตายสิ! มันเชื่อมทอดของฉั-” อวี๋อินชะงัก “!!!”

 

พื้นที่ผมนั่งอยู่มีของเหลวสีแดงหยดแปะ มือที่กุมสีข้างเปียกชื้น…

….เลือดของผมนี่เอง

 

ผมเงยหน้ามองคนที่เดินชนเมื่อครู่ เขายังคงยืนอยู่ตรงหน้าไม่หนีไปไหน

“หลวนฮว่าน!!” มือผลักอวี๋อินที่ยังคงวุ่นวายอยู่กับบาดแผลของผมให้พ้นทาง มีดพกในมือตวัดไร้ความลังเล

เราไม่มีเวลากระทั่งจะพูดคุยทักทายกัยตามประสาเพื่อนอีกแล้ว แม้จะไม่รู้ถึงสาเหตุที่โดนทำร้าย แต่เรื่องนั้นคงต้องช่างมันไปก่อน แขนอวี๋อินชุมด้วยเลือด… ผมผลักเขาไปไม่พ้น

“หนีไปก่อน!” ผมตะโกน ไม่สนใจท่าทางพะวักพะวนนั้น “เร็ว!!!!”

ทันทีที่อวี๋อินกลับตัววิ่ง หลวนฮว่านนั่งลงปักมีดลงบนต้นขาผมจนมิด เจ็บจนสมองไม่ทันได้คิดว่าต้องร้องคำใดออกมา “แทนคำสวัสดีนะอู๋เสีย ถึงพวกนายจะไม่ตาย แต่ก็ถือว่าฮุ่ยจื่อทำได้ไม่เลว…”

แทนที่มือมีดจะจดจ่ออยู่กับผม เขากลับวิ่งตามอวี๋อินไปไม่สนใจผมอีก คงจะถือว่าผมไปไหนไม่ได้ไกล แผนที่จะหลอกเบนความสนใจให้อยู่กับผมรอพวกนายอ้วนมาเหลวไม่เป็นท่า ชาวบ้านริมทางต่างแหวกไปคนละทิศ ผมกัดฟันลุกยืน พาร่างกายและขาลากตัวเองไปในตรอกไร้ผู้คนเพื่อสำรวจบาดแผล

เหงื่อไหลปนกับเลือดแทบแยกไม่ออก เสื้อเชิ้ตตัวนอกถอดออกมาห้ามเลือดที่ต้นขา โชคดีแค่ไหนที่ไม่โดนเส้นเลือดใหญ่ ไม่อย่างนั้นผมคงตายอยู่ข้างถนน ผ้าเช็ดหน้าที่พกมาส่งๆ ได้ใช้ประโยชน์กดที่สีข้าง แผลตรงนี้ยังถือว่าเล็กน้อยถ้าเทียบกับที่ขา เดาว่าตอนแรกคงยังไม่ใจเด็ดพอ แต่ลองได้ทำสักครั้งแล้ว ครั้งต่อไปก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

พักหายใจจนพอแล้ว เวลาไม่คอยท่า หวาดกลัวแทนอวี๋อินไปต่างๆ นานา ในความทรงจำของผมอวี๋อินวิ่งเร็วมากแต่เหนื่อยง่ายมาก ไม่แน่ใจว่ากับหลวนฮว่านใครจะเร็วกว่ากัน ตอนเดินป่าความอึดก็พูดยาก เราพักพร้อมกันเป็นหมู่คณะ สองคนนี้แทบไม่เคยออกตัวขอพักก่อนเลยทั้งคู่ อวี๋อินจะหาพวกนายอ้วนเจอไหมก็ไม่อาจคาดหวัง อันดับแรกผมต้องย้ายที่ก่อน มันคงจะโง่มากถ้าเหยื่อรออยู่ที่จุดเกิดเหตุเดิมที่มีเลือดกองและแต้มจุดให้ตามเจอง่ายๆ ผมเช็ดมือชุ่มเลือดกับเสื้อตัวเอง เดินเบี่ยงเลาะลึกเข้าไปในตรอก คำนวณเส้นทางไปยังจุดนัดพบ อะดรีนาลีนหลั่งลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ จากที่ผมยืนอยู่ ห้าร้อยเมตรก็ถึงร้านหนังสือผีหลอกนั่นแล้ว

อดหัวเราะในใจไม่ได้ นี่มันตลกร้ายชัดๆ…

ยังไม่ถึงเดือนผมก็ได้พบชะตากรรมรูปแบบเดียวกับตอนที่หลงป่าในแบบที่เรียกได้ว่าเป๊ะ ทั้งที่อยู่บ้านเมืองเกิดกลับแวะร้านขายยาไม่ได้นี่มันช่างตลกอะไรอย่างนี้

สายตาแทบเบลอ ร่างกายร้อนๆ หนาวๆ หูได้ยินเสียงเฉินเฉิงเฉิงแว่วบอกทาง พร่ำบอกผมว่าไม่ต้องกลัว…

ผมยิ้มเฝื่อน บอกไม่ถูกว่ากลัวทนพิษบาดแผลไม่ไหวหรือกลัวผี กลับสงสัยขึ้นมาอีกว่าเรื่องนี้มันยังไงกันแน่…

หลวนฮว่านบอกว่าฮุ่ยจื่อทำได้ไม่เลว แปลว่าฮุ่ยจื่อเป็นคนใช้ไสยศาสตร์ถูกต้องแล้ว การที่ทำพิธีผูกโยงกับเฉิงเฉิงก็ฮุ่ยจื่ออีก และก็ยังคงเป็นฮุ่ยจื่อที่ฆ่าเฉินเฉิงเฉิง แล้วหลวนฮว่านอยู่ขั้นตอนไหนของเรื่องนี้กัน ไหนจะเฉินเฉิงเฉิงที่ยังป้วนเปี้ยนอยู่นี่อีกล่ะ?

อาจจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด… แต่ผู้สมรู้ร่วมคิดตามปกติแล้วเมื่อหัวเรือใหญ่โดนจับได้ ผู้สมรู้ร่วมคิดก็จะมีหน้าทีทำตัวเนียนหายไปกับกลีบเมฆ ไม่ใช่มาวิ่งไล่ฟันแทงเหยื่อที่ไม่ยอมตายให้พ้นๆ ไปเสียที หากผมเป็นหลวนฮว่าน ผมจะอยู่ในตำแหน่งอะไร

คงเป็นโต้โผที่มาคอยเก็บงานแทนพวกลูกกระจ๊อกที่ไม่ได้เรื่อง… ดูเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ แต่หลวนฮว่านมีความแค้นอะไรกับพวกผมหรือกระทั่งเฉิงเฉิงผู้โชคร้าย เรื่องนี้บางทีผมอาจจะต้องรอถามจากเจ้าตัวเอง

ร่างดำเมือกยืนโบกมือให้ผม ณ ปลายทางของตรอกลัด เสียงกังวานใสร้องเรียก หัวของผมอื้ออึงด้วยเสียงหอบหายใจถี่กระชั้น เส้นทางดูยาวยืดออกไปเป็นกิโลเมตร ผมล้มลง มองรองเท้าแตะมอซอเคลื่อนเข้ามาใกล้ ฝีเท้าก้าวยาววิ่งทะลุเข้ามาหาผม วงแขนช้อนผมขึ้นพิงตรวจดูบาดแผล ตาพร่าเบลอของผมพยายามมองหาอวี๋อิน นับได้แค่นายอ้วนและเมินโหยวผิงเท่านั้น

“อาอิน…”

“อาม่าแม่งเอ๊ย! เทียนเจิน! นายอย่าเพิ่งพูด” นายอ้วนว่า มือม้วนผ้าขนหนูเป็นก้อนกดลงที่สีข้าง “ฉันยังไม่เจอเพื่อนนาย เกิดอะไรขึ้นกันวะ… นี่ถ้าน้องเสี่ยวเกอไม่ได้กลิ่นเลือดนาย ป่านนี้นายเป็นผีเฝ้าซอกตลาดร้างไปแล้ว!”

“อาอิน..” ผมย้ำ “หาอาอิน..”

“ไอ้เย็บแม่ม!” นายอ้วนตบไหล่เมินโหยวผิง เป็นสัญญาณรับคำขอของผมแล้ว “ฉันจะไปตามตัวเจ้าเด็กนั่น-”

เสียงวี้เหมือนโทรทัศน์ขาดสัญญาณดังก้องในหัว เห็นนายอ้วนขยับปากแต่ไม่ได้ยินว่าอะไร มองเมินโหยวผิงที่พูดอะไรสองสามคำ กรอบสีดำมืดกลืนกินวิสัยทัศน์จนสิ้น รับรู้ถึงแรงกระแทกจนจุกอกยากจะบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

 

แรงกระแทกทำให้ผมสะดุ้งตื่น ความเจ็บปวดอยู่ทุกจุดของร่างกาย มองไปรอบตัวพบว่าอยู่ในซอยสักที่ เหมือนว่าผมจะถูกทิ้งพักไว้ที่นี่เนื่องจากเพลียจนหลับไป น่าจะตื่นขึ้นมาเพราะสัปหงกหัวชนเสา ที่แขนมีบาดแผลเฉี่ยวแฉลบหลายแห่ง รู้สึกใจไม่ดีขึ้นมา การรออยู่เฉยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องถนัดของผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วด้วย

ผมลัดเลาะออกมาได้ไม่ไกลจากจุดเดิมที่อยู่ก็ดันเจอเข้ากับหลวนฮว่าน ฝ่ายนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง ตวัดมีดใส่จะแทงผมท่าเดียว ผมเบี่ยงตัวหลบมองการเคลื่อนไหวของหลวนฮว่านอย่างคลางแคลงใจ

เท่าที่ผมรู้ หลวนฮว่านเป็นหนึ่งในแก๊งค์สมัยมหาวิทยาลัย ได้ข่าวว่าฝีมือดีมาก ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจเรื่องราววุ่นวายเหล่านั้น มาตอนนี้ได้มองดูกับตาพบว่าก็ค่อนข้างช้า ที่แทงผมได้สองแผลนั้นมาจากความไม่ระวังตัวของผมล้วนๆ ฝีมือการต่อสู้ธรรมดา แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นผมก็ไม่มีฝีมืออะไรไปทัดทานได้ ถ้าจะเอาเรื่องหลบหลีกอย่างเดียว ผมว่าพอไหว

หลวนฮว่านชะงักไปบ้างหลังจากที่โดนผมหาอะไรปาสวนไปสองสามรอบ ท่าทีเขาครุ่นคิดมากขึ้น การโจมตีครั้งถัดไปของเขาพยายามดักทางผมให้จนแต้ม ด้วยความเร็วระดับนี้ผมก็ยังรับมือได้ เทียบกับเมินโหยวผิงที่ลงมือรวดเร็วมองไม่ทัน หรือกระทั่งความเร็วของนายอ้วนเอง หลวนฮว่านยังห่างชั้นอีกไกลนัก ถ้าผมมีฝีมือหรือความรู้ป้องกันตัวเองเสียหน่อยคงจะสบายกว่านี้

ผมฉวยจังหวะช่องว่างที่เกิดขึ้นปัดมีดกระเด็นไปอีกทาง จากระยะตกพื้นค่อนข้างห่างน่าพอใจ แค่ไม่มีอาวุธในมือ ผมก็พร้อมจะต่อฝีปากด้วยแล้ว

“ใจเย็นก่อนหลวนฮว่าน ฉันไปทำอะไรให้นายหรือไง!” ผมพูดปราม ไม่แข็งข้อ ไม่อ่อนจนเกินไป

“ฉันไม่อยากคุย” ผมเลิกคิ้วกับคำตอบที่ฟังดูเข้าท่านั้นพลางหลบขาที่วาดเข้าตรงตำแหน่งก้านคอได้อย่างพอดิบพอดี

“ถ้าไม่คุยปัญหามันก็ไม่จบนะ บอกตามตรงฉันไม่ปล่อยให้นายรอดไปแน่”

หลวนฮว่านหัวเราะ “ใครจะไม่ปล่อยให้ใครรอดนะ?”

หมัดที่ชกตรงมาผมเอนหลบ แต่ขาที่เตะเข้าลำตัวมาด้วยผมหลบไม่ทัน ทำได้เพียงยกแขนกั้นปะทะแรงกระเด็นไปอีกทาง เจ็บทั้งแขน เจ็บทั้งหน้าที่โดนแขนตัวเองกระแทก

“การกระทำที่ไม่มีเหตุผล ฉันรับไม่ได้ว่ะ” ผมถุยน้ำลาย ยั่วให้หลวนฮว่านโมโห “นายก็รู้ดีอยู่ว่าฉันสู้นายไม่ได้ นายจะเอาอะไรก็พูดกันอย่างคนมีการศึกษาหน่อยได้ไหม?”

“ก็ถ้าหลบได้ตลอดน่ะนะ” เขากระตุกมุมปากยิ้ม ไม่ยอมเสียทีให้

การเคลื่อนไหวของหลวนฮว่านเริ่มเป็นขั้นตอนมากขึ้น ไม่กี่ครั้งผมก็เดาได้ว่าต่อไปจะเป็นอะไรมาทางไหน พอคาดเดาได้ก็หลบได้ และในเมื่อหลบได้ก็ต้องหนีได้!

หลวนฮว่านสบถลั่นตอนที่ผมผลักขาเขาออกแล้วกลับตัววิ่งสุดฝีเท้า สมองวาดผังสถานที่เร็วจี๋ ตรอกซอกซอยเหล่านี้คือบ้านของผม ถึงจะไม่ค่อยได้ออกมาเดินทอดหุ่ยแต่แปลนผังเมืองถูกผังอยู่ในหัวตั้งแต่เด็ก ทะลุผ่านหลายต่อหลายที่หลวนฮว่านไม่ยอมลงให้สักครั้ง ผมเริ่มหอบเหนื่อย วิ่งสุดฝีเท้าแล้วอีกฝ่ายยังไล่กระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ เป็นความบรรลัยของร่างกายที่ไม่ฝึกฝนมาให้ดี

 

แต่เดี๋ยวก่อน…



 

ผมวิ่งสุดฝีเท้า วกก้มหลบใต้กองไม้ก่อสร้าง นั่งสะกดลมหายใจให้นิ่ง หลวนฮว่านวิ่งเลยไปก่อนจะวกกลับมา ไอ้หมอนี่ก็เซนส์ดีเหมือนกัน ในช่วงที่ยังหาตัวผมไม่เจอ ผมยังพอมีเวลา

จะติดต่อคนที่เหลือยังไงดี จะวิ่งไปแจ้งตำรวจดีไหม จะเรียกพวกมือคลำทองให้มาช่วย เอาเงินโปรยก็น่าจะได้กลุ่มนึงง่าย หรือจะโทรหาฟ้องอารองให้มันรู้แล้วรู้รอด …สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ใหัวของผมเลยสักนิด…

ความคาใจมันอยู่ที่ว่า…



 

ทำไมผมวิ่งได้ล่ะ?

 

สีข้างและต้นขาคือจุดที่ผมถูกหลวนฮว่านแทง พาซากร่างตัวเองไปยังจุดนัดพบ จากนั้นผมได้เจอเมินโหยวผิง นายอ้วนรับปากจะออกตามหาอวี๋อินให้ และผมตื่นมาอีกครั้ง วิ่งหนีคนร้ายจนถึงตอนนี้ ขั้นตอนการเจ็บแผลที่ขาและอาการวิงเวียนเสียเลือดมากมันหายไปไหน ทั้งยังมีไปโยกหลบตีนเย้วๆ อยู่เป็นนานสองนาน…

ผมยกมือตัวเองขึ้นมามองแล้วใช้มันกุมขมับ..

นี่สินะที่เรียกว่าซวยซ้ำซวยซ้อนไม่จบไม่สิ้น หรือจะเรียกว่าโชคดีก็ยังจำแนกประเภทได้ไม่เต็มปาก

 

ข่าวดีคือผมได้กลับร่างเดิมแล้วอย่างงงๆ

ข่าวร้ายก็คือผมต้องมาผจญกับหลวนฮว่านต่อไป

ข่าวข้างเคียงก็คือ อวี๋อินน่าจะปลอดภัยแล้วอยู่กับเมินโหยวผิง..

 

นี่มันเรื่องบ้าบอเหวห่าอะไร!!!

 

เวลามีไม่มากพอให้ประนามหยามเหยียดชะตากรรมรันทด ก่อนที่อีกฝ่ายจะเจอตัว ผมจำต้องย้ายที่ซ่อนก่อน และเพราะมีสมาธิไม่มากพอเท่าช่วงก่อนหน้า การขยับตัวครั้งแรกของผมหลวนฮว่านก็จับการเคลื่อนไหวได้ทันควัน มือคว้าท่อนไม้ได้ก็เขวี้ยงใส่หลวนฮว่านเพื่อถ่วงเวลา ฟาดใส่ได้ก็ทำ ตอนนี้ความหวังเดียวของผมคือนายอ้วน

“หลวนฮว่าน! ฉันโคตรเหนื่อยแล้ว นายจะพักคุยกันดีๆ บ้างไม่ได้หรือไง!” ผมโยนท่อนไม้ทิ้งทันทีที่เห็นอีกฝ่ายหลบได้ “เห็นแก่ที่เป็นเพื่อนกันบ้างได้ไหม!?”

“ฉันเป็นเพื่อนกับพวกนายตอนไหน ฉันอยู่เพราะอีไท่อยู่เท่านั้นแหละ” นับเป็นเรื่องดีที่ไม่ได้รู้สึกสนิทสนมอะไรเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นได้ยินประโยคนี้เข้าไปอาจจะเก้อเอาได้

“แล้วฉันไปเกี่ยวข้องอะไรด้วย” หลวนฮว่านได้มีดกลับมาอยู่ในมือแล้ว ผมโดนเพิ่มอีกสองแผลบริเวณสีข้าง พูดไปวิ่งหลบไปเหนื่อยกว่าเดิมสามเท่าตัว  

“ถ้าบรรดาพ่อของแกรู้ ชีวิตฉันก็จบสิ้นกันพอดี”

“ฉันอู๋เสียต่างหาก!” ผมเถียง “อวี๋อินโดนนายแทงขาเดี้ยงไปแล้ว”

ขายาวตวัดเตะกลับหลัง เสยคางผมอย่างเฉียดฉิว ร่างกายเสียการทรงตัวล้มไปกับพื้น หลวนฮว่านยกขากระทืบลงซ้ำ “ฉันไม่โง่นะอวี๋อิน! ฉันรู้เท่าที่ฮุ่ยจื่อรู้นั่นแหละ อย่าคิดว่าจะมาหลอกกันได้”

แต่คราวนี้ฉันเป็นอู๋เสียจริงๆ… อยากเถียงใจจะขาด…

“ฉันจะฆ่าแก ทำลายหลักฐานให้หมด ให้หายไปอย่างเงียบๆ โดยที่อู๋เสียเป็นคนฆ่า”

ผมไม่เหลือแรงจะตอบ แค่กลิ้งหลบก็เต็มกลืน

“ทั้งอีเฉิงเฉิง ทั้งแก อู๋เสียจะรู้สึกผิดและฆ่าตัวตายตาม ฉันก็จะพ้นการเป็นผู้ต้องสงสัย อาจจะไม่มีใครคิดถึงฉันเลยด้วยซ้ำ! ฮ่าๆ!”

“หนวกหู! จะสู้หรือจะพล่ามเอาสักอย่าง!”

ก้อนอิฐลอยมาพร้อมเสียงนายอ้วน หลวนฮว่านเตะแตกเป็นผงอย่างสวยงาม

“ไอ้น้องชาย ลุกเองแล้ววิ่งไปหลบสักที่ก่อน”

ผมวิ่งสุดฝีเท้าไปหลบหลังนายอ้วน “ไม่ อย่าไปสู้มันเสียเวลา นายอ้วนขอยืมมือถือหน่อย!”

นายอ้วนล้วงกระเป๋าส่งให้ผมทั้งที่หน้าตายังงุนงง แต่ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว

“ชิบหาย!” ผมสบถ มีมือถือแล้วจะมีประโยชน์อะไร ผมจำเบอร์โทรศัพท์ของอีไท่ได้ที่ไหนกัน! “นายอ้วน ห้ามถึงตายนะ!”

“แกหมายถึงฉันหรือมัน?” นายอ้วนตะโกนถามขณะชกหลวนฮว่านจนเป๋ไปรอบหนึ่ง

“ทั้งคู่นั่นแหละ!” ผมว่า “เสี่ยวเกอกับอวี๋อินอยู่ไหน?”

รูปร่างอ้วนท้วนไม่ทำให้ความเร็วในการเคลื่อนไหวน้อยลง แขนกันการโจมตีของหลวนฮว่านได้อย่างสบายๆ และหมัดชกซ้ำเข้าที่เดิม คราวนี้หลวนฮว่านโดนเข้าเต็มๆ โหนกแก้มแตกช้ำ ยิ่งโดนสวนยิ่งโมโหขณะที่นายอ้วนไม่รู้สึกรู้สา ตะโกนพูดโต้ตอบกับผม

“ไม่รู้เว้ย! ตกลงแกเป็นเทียนเจินแล้วเหรอ?” นายอ้วนโยกตัวหลบมีด ใช้ผ่ามือกระแทกเข้าที่ข้อมือเกิดเสียงทุ้มดัง มีดพกหมุนกระเด็นมาปักพื้นตรงหน้าผม

ผมหาเศษผ้าแถวนั้นมาจับด้ามมีด ดึงขึ้นพับเก็บเรียบร้อยใส่กระเป๋ากางเกง “อีกนิดเดียวจะทิ่มหน้าฉันแล้วไหม!”

“ก็ถ้าไม่เข้ามาช่วยรุมก็ไปยืนให้พ้นๆ!” นายอ้วนตะโกนลั่น

มืออูมตบกระแทกคางอีกฝ่ายจนตัวหงาย จับคว้าแขนที่กำลังอ้าเพราะแรงปะทะแล้วแล้วจับทุ่มทันที ร่างที่ถูกเหวี่ยงโค้งเป็นครึ่งวงกลมนาบกับพื้นสวยงาม

ร่างหลวนฮว่านนอนแน่นิ่งบนพื้น ผมเดินผ่านนายอ้วนที่กำลังปัดขากางเกงเลอะฝุ่นและหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ

ตอนต่อสู้กันผมไม่ทันได้สำรวจสภาพหลวนฮว่านนัก พอได้มามองดูระยะใกล้ถึงกับต้องคิดว่านายอ้วนทำเกินไปไหม ผมกลืนน้ำลาย ตระหนักดีว่านายอ้วนได้ออมมืออย่างเต็มที่แล้ว การต่อสู้ของนายอ้วนทุกครั้งคือการเอาชีวิตรอด หรือเอาชีวิตคนอื่น การชกต่อยเช่นนี้คงจะไร้สาระสำหรับเขา หากนายอ้วนไม่เห็นแก่หน้าผมจริงๆ การต่อสู้คงจบลงเร็วกว่านี้มาก… จบลงที่อีกฝ่ายเสียชีวิต

หลวนฮว่านสภาพสะบักสะบอมที่ร่างกายยังไม่เท่ารอยช้ำบนใบหน้า ปากแตกยับเยิน โหนกแก้มแตกช้ำ จมูกหักผิดท่า  ถึงจะนับรอยแผลแล้วยังน้อยกว่าบนร่างกายผม แต่จำนวนอาการเลือดออกในกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นผมคงแพ้อย่างแน่นอน

“นี่หมดสติไปแล้วรึเปล่านะ” นิ้วแตะจุดชีพจรที่ข้อมือยังมีชีวิต แต่ไร้การตอบสนอง

“เฮอะ! เด็กเวรก็คือเด็กเวรอยู่วันยันค่ำ!”

“แล้วแบบนี้จะถามอะไรกันรู้เรื่อง” ผมถอนหายใจ

“นายจะมาโทษเสี่ยอ้วนไม่ได้นะ นี่ออมแรงเต็มที่แล้ว มากกว่านี้คงต้องนั่งดีดมะกอกกันแทนต่อย”

การขยับตัวอย่างกะทันหันของร่างตรงหน้าทำให้คิดการป้องกันตัวได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนัก แขนทั้งสองข้างยกขึ้นไขว้กันส่วนหัวและใบหน้า ตัวงอเล็กน้อยเพื่อลดแรงที่อาจจะเกิดขึ้นบริเวณหน้าอกไม่ได้ช่วยอะไร มีดเล่มเล็กเสียบคาหัวไหล่ปักมิดด้าม ผมล้มลงพลิกตะแคงให้ไหล่อีกข้างกดลงพื้น ความเจ็บปวดแล่นริ้วเป็นสาย ก่อนจะเป็นเลือดที่ทะลักออกเมื่อแผลฉีกขาด มีดพกด้ามจิ๋วถูกกระชากออก และเป็นนายอ้วนที่เข้ามาเตะข้อมือซ้ำ มีดกระเด็นตกไปอีกทาง

“อึก!!!” มือกดแผลตามสัญชาตญาณ เลือดอุ่นไหลออกตามร่องนิ้ว ตามองหลวนฮว่านที่นอนหัวเราะด้วยความสะใจ

“ไอ้โง่เอ๊ย! คิดว่าฉันพกมาแค่เล่มเดียวหรือไง”

นายอ้วนพยุงผมลุกขึ้นถอยรักษาระยะห่าง “ไอ้เวรนี่มันยังไม่หมดฤทธิ์”

“หยุดก่อน… ช่างมัน เขาลุกขึ้นไม่ไหวแล้ว” ผมปราม ปวดบาดแผลจนแทบชา

“นายก็ไม่ไหวเหมือนกัน ใครแม่งสั่งสอนให้เข้าไปใกล้ขนาดนั้น!”

“หลวนฮว่าน… ความเกลียดชังของนายมันมากมายขนาดนี้เลยเหรอ?” ผมพูด ไม่สนใจนายอ้วนที่ฉีกแขนเสื้อกดห้ามเลือด “ต่อให้ฉันเป็นอู๋เสียจริงๆ นายก็ยังจะฆ่าอยู่ดีสินะ”

“ใครจะตายก่อนตายหลังไม่สำคัญ แต่พวกแกต้องตายให้หมด ชีวิตของฉันถึงจะเดินต่อไปได้อย่างสวยงาม”

เขากำลังคายความจริง ผมนิ่งไม่จี้ถามอะไรต่อ

“อีนั่นมันวาดฝันสวยเกินไป ฉันเลยให้มันไปฝันต่อในนรก” เขาหัวเราะแม้จะกระอักออกมาเป็นเลือด “พลั้งมือฆ่าไปแล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ… มีแต่ต้องไปต่อเท่านั้น ดีที่ฮุ่ยจื่อมันวิปริต ขอเก็บก้อนเนื้อไปทำพิธีผูกติดวิญญาณ ฉันก็นึกว่ามันจะฉลาด ที่ไหนได้ มันก็แค่ไอ้หน้าโง่คนนึงที่อวดวิชา แทนที่จะช่วยฉันทำให้แกตาย กลับเป็นการสลับวิญญาณปัญญาอ่อน!”

แต่เรื่องปัญญาอ่อนนั้นก็ทำให้เกือบเอาชีวิตไม่รอดเช่นเดียวกัน…

“สาปซ้ำสาปซากจนของเข้าตัวแล้วยังไม่รู้สึก โง่จนถึงที่สุด…”

ร่างสีดำสนิทยืนนิ่งอยู่บนอกหลวนฮว่าน มือสองข้างกระหน่ำทุบตีร่ำไห้ ก่อนจะโอบกอดหลวนฮว่านไว้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกอะไรด้วยทั้งนั้น

ผมสะท้อนใจ ความบิดเบี้ยวของมนุษย์ยากเกินกว่าจะเข้าใจ ได้แต่มองเขาหัวเราะสะใจ

 

เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ ผมและเสี่ยอ้วนขยับตัวเตรียมรับมือ หันไปเห็นเป็นอีไท่วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาโบกมือทักทายอย่างมีชีวิตชีวา

“ขอโทษที่มาช้าตลอดเลย ฉันหาพวกนายไม่เจอ” อีไท่เกาท้ายทอย ไม่มีท่าทีสำนึกผิดอย่างที่พูด “แต่ติดต่อรถพยาบาลไว้แล้ว สักพักก็คงมาถึง” เขาเดินไป ยืนมองด้วยสายตาหลุบต่ำไม่ก้มหน้าแม้แต่นิด “นี่คือคนร้ายอีกคนสินะ…”

“อ..อีไท่ช่วยฉันด้วย” หลวนฮว่านจับรั้งข้อเท้า น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเรียกความน่าสงสาร “ฉันทำพลาดไปแล้ว อีไท่… อย่าให้ฉันโดนจับเลยนะ.. ฉันติดตามนาย นับถือนายเป็นหัวหน้า ขอร้องล่ะ..”

“นายเป็นใครกันล่ะ?” เขาพูดน้ำเสียงเรียบเฉย ฝ่าเท้าเหยียบลงบนหลังมือคนตรงหน้าก่อนจะออกแรงบดขยี้ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังไปทั่วบริเวณ อีไท่ไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้สักนิด “ฉันไม่มีลูกน้อง ฉันไม่เคยเป็นหัวหน้าใคร…”

จบคำ ปลายเท้าวาดเตะเข้าข้างแก้ม ผมเห็นฟันซี่หนึ่งหลุดกระเด็นออกมาจากปากหลวนฮว่าน

“เฮ้อ… กางเกงเลอะ รองเท้าก็เลอะ… ไม่น่าใส่คู่ใหม่มาเลยจริงๆ” อีไท่ถอนหายใจ ขยับเท้าป้ายเช็ดเลือดที่ติดอยู่กับฝุ่นดินที่พื้น

“จบซะทีแล้วยัง?” นายอ้วนพยุงผม “นายคงเรียกหมาต๋ามาแล้วใช่ไหม พวกฉันจะได้ไป”

อีไท่หันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ครับ ผมจะเฝ้าไว้ให้เอง ถ้าเจอรถพยาบาลก็โบกเรียกได้เลย ที่ขับมาแถวนี้คงเป็นคันที่ผมโทรเรียกมานั่นแหละ”

สมองของผมหนักเกินกว่าจะคิดอะไรได้อีก เดินแทบไม่ไหว สุดท้ายนายอ้วนจึงให้ผมขี่คอเพื่อประหยัดเวลา หัวคลอนโงนเงนตามจังหวะการเดิน ได้ยินเสียงไซเรนจากที่ไกลๆ ความเหนื่อล้าถาโถม ผมไม่อยากขยับตัวอีกแล้ว เลือกหลับบนแผ่นหลังนั้น ไม่สนใจนายอ้วนที่ส่งเสียงบ่นระงมก่นด่า

 

ผมขอพักสักนิดแล้วกัน…

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] 连接 -11-

  1. ในที่สุดก็ได้กลับเข้าร่าง…แบบกะทันหัน
    เพิ่งหมดแรงยังไม่ทันจะได้พักก็ต้องมาบู๊แทนอวี๋อิน
    ชะตากรรมของนายน้อยแท้ๆ เลย 5555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s