[Daomu fanfiction] 连接 -12- *完*

就當作祕密 就深藏在心 – It’s secret hidden deep inside

_________________________________

สัมผัสได้ถึงความกดดันอย่างมีที่มาแต่ไม่รู้ที่ไป ผมกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงสีขาวของโรงพยาบาล กลิ่นยาฆ่าเชื้ออวลไปทั่ว ห้องผู้ป่วยพิเศษของผมมีเตียงข้างๆ เป็นอวี๋อินนี่พูดจ้อไม่หยุด ต่อล้อต่อเถียงกับนายอ้วนจนเวียนหัว อีกฟากหนึ่งของเตียงคือแหล่งกำเนิดความกดดันบางอย่างนั้น

เมินโหยวผิงนั่งบนเก้าอี้ มองมายังผมอย่างเงียบงัน

คิดถึงสาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะผมนอนอยู่ตรงนี้อีกครั้งแล้ว ความถี่มันออกจะมากเกินกว่าปกติ สภาพก็ยับเยินไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว หลังมือมีเข็มถ่ายน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ขนาดหมอยังบ่นกรอกหูทันทีที่ผมฟื้นว่าทำอะไรผลีผลามไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลัง ซึ่งนั่นก็จริง… ไอ้ ‘คิดหน้าสามคิดหลังสี่’ ผมลืมมันไปสิ้นด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงหลังมานี้ไม่มีเหตุผลหรือตรรกะใดรองรับได้สักอย่าง

เรื่องดีก็คือ ผมสามารถกลับบ้านได้ในวันพรุ่งนี้ พร้อมอุปกรณ์ผ้าคล้องแขนกันแผลที่ไหล่เปิด

เรื่องซวยเรื่องแรกก็คือ ตามตัวผมมีบาดแผลโดนฟันลึกตื้นเต็มตัว ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถโดนน้ำได้ แปลว่าคงต้องเช็ดตัวไปจนกว่าจะมีอะไรดีขึ้น และคนที่เช็ดคงไม่ใช่ผมที่แขนง่อยไปหนึ่งข้าง

เรื่องซวยเรื่องที่สองก็คือ วันนี้พ่อของอวี๋อินจะมารับกลับบ้าน ฟันธงได้เลยว่าต้องโดนกำปั้นลงหัว ไม่รู้ว่าผมจะโดนหางเลขด้วยไหม แค่คิดก็เจ็บกลางหัวขึ้นมาเลาๆ

สรุปว่าเรื่องกลุ้มกินพื้นที่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของเรื่องราวทั้งหมด

 

พูดถึงเรื่องราวแล้ว ก่อนหน้าที่ผมจะนั่งฟังเสียงผ่านหูเอื่อยเฉื่อยนี้ อวี๋อินเล่าให้ฟังเกี่ยวกับคดีของเฉินเฉิงเฉิง เรื่องเริ่มจากวันที่ฮุ่ยจื่อไปเยี่ยมเยียนห้องพักใหม่พร้อมกับหลวนฮว่าน ด้วยการมองโลกอย่างสดใสของเฉิงเฉิงทำให้หลวนฮว่านพลั้งมือฆ่า โดยทุกกระบวนการมีฮุ่ยจื่อยืนมองนิ่งไม่ส่งเสียงค้านใด ทั้งยังให้ความช่วยเหลือเรื่องการเตรียมเชือกจัดฉากให้แนบเนียน

หลวนฮว่านเองหลังจากแยกย้ายกันไปก็ตกงาน หางานใหม่ไม่ได้ เงินที่มีก็ร่อยหรอ อาศัยวิธีการขโมยของเลี้ยงปากท้องไปวันๆ เดิมทีคิดเพียงว่าจะขู่กรรโชกเฉินเฉิงเฉิงแต่กลับพลั้งมือ แถมเจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุหนึ่งในนั้นเป็นพ่อของอวี๋อิน อารามร้อนตัววางแผนกับฮุ่ยจื่อในลำดับขั้นต่อไป สืบจนรู้ว่าพักหลังมานี้เฉินเฉิงเฉิงติดต่อกับอวี๋อินก็ยิ่งร้อนใจ คิดจัดการตอนไปเที่ยวแต่ดันมีผมเข้ามาในเรื่อง แท้จริงแล้วพิธีไสยศาสตร์นั้นต้องการให้วิญญาณของอวี๋อินหลุดออกจากร่าง แต่เส้นผมที่ฮุ่ยจื่อเก็บไปดันมีของผมรวมอยู่ด้วย คิดง่ายๆ ว่าตายคนเดียวหรือสองคนในป่าถือเป็นเรื่องปกติ แต่ผมกลับไม่ตาย ซ้ำยังรอดมาทั้งคู่ วิญญาณที่หลุดออกจากร่างก็ดันเข้าสลับกันเสียอีก คราวนี้จึงถึงทีบังคับว่าต้องตายทั้งคู่เพราะไม่รู้ว่าผมรู้เรื่องลึกตื้นแค่ไหน ทั้งที่ในความจริงผมและอวี๋อินต่างไม่รู้อะไรทั้งนั้น เจตนาแต่งเรื่องป้ายสี โยนความผิดให้ผม สุดท้ายจบลงอย่างสวยงามตอนที่ผมฆ่าตัวตายตามเพื่อนๆ ไป

ฟังถึงตรงนี้ก็คิดได้ว่า หากหลวนฮว่านผันตัวไปแต่งนิยายส่งสำนักพิมพ์ก็น่าจะพอมีเงินใช้อยู่บ้างหรอก…

 

ผมถูกสอบปากคำครั้งสุดท้ายก่อนถึงมื้อเย็น เมื่อกลับมาถึงห้องผู้ป่วย พบอวี๋อินใส่ชุดเตรียมกลับบ้านพร้อมไม้ค้ำ

“จะว่าเร็วก็เร็ว จะว่านานก็นานเนอะ” อวี๋อินชวนคุย “อยู่กับนายได้เจอเรื่องอะไรเยอะแยะในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ไม่รู้จะเรียกว่าสนุกดีไหม…”

“ฉันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายพูด ฉันอยู่ของฉันดีๆ มีนายมาเลยพาซวยไปกันหมด” ผมปาทิชชู่ใส่ “ว่าแต่เฉินเฉิงเฉิงเป็นยังไงบ้างหลังจากนั้น..”

“ตอนตำรวจสอบปากคำ เฉิงเฉิงก็อยู่ด้วยตลอด…” อวี๋อินนั่งบนฟูกเตียง “พอหลวนฮว่านสารภาพจนหมดก็ดูเหมือนเฉิงเฉิงจะสบายใจขึ้นนะ ไม่เป็นเมือกดำน่าเกลียดแล้วด้วย”

“…ดีแล้ว” ผมยิ้มยินดีแม้เสียดายที่ไม่ได้เห็นเฉิงเฉิงตอนยิ้มแย้มอีก

“นายคิดไหมว่าลืมอะไรกันไปอย่าง?” อวี๋อินเปิดประเด็น

ผมนิ่งคิด… จะมีอะไรที่ลืมอีก? ปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่างหมดแล้ว คนร้ายก็อยู่ในหมู่พวกเรานี่เอง ที่มาที่ไปก็ทุกอย่างก็ครบถ้วน แล้วจะเหลืออะไรอีก “ฉันนึกไม่ออกแล้ว ฉันว่าเราปิดครบทุกประเด็นแล้วนะ”

อวี๋อินยิ้มแป้น กางแขนออกทั้งสองข้าง “เราลืมกอดกันอย่างดีใจที่ได้กลับร่างไง!”

ผมหัวเราะขัน “ไอ้บ้า กอดนายเดี๋ยวได้สลับตัวกันอีก ทีนี้ล่ะบรรลัยยาวไปเลยนะ”

จะว่าไปมันก็จริง…

อวี๋อินกอดผมพร้อมตบหลังไหล่หนักแน่น ช่วงเวลาที่ผมลืมไป… ลืมว่าควรจะยินดีที่ผ่านเหตุการณ์สับปะรังเคเหล่านี้มาได้ เรากอดกันนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นแล้วพร้อมใจกันหัวเราะออกมา

“ชีวิตนายนี่แม่งไม่ง่ายเลย” อวี๋อินพูดอู้อี้

“นายก็พอกันนั่นแหละ” ผมว่า นึกขำในคำพูดของเขา นี่ขนาดยังไม่ได้เจอตัวผมในเวอร์ชั่นที่ต้องลงคลำทองก็บอกว่าไม่ง่าย รับรองว่าถ้าได้เจอจะต้องอ้าปากค้างแน่ๆ “แล้วต่อไปนี้ไม่ต้องมาเจอกันอีกนะ เบื่อหน้า!”

“เบื่อหน้าตัวเองดีกว่าไหม มองไปขนลุกไป” อวี๋อินหัวเราะลั่น “ขอบคุณมาก”

“ฉันก็เหมือนกัน…”

ยังไม่ทันได้ซาบซึ้งอะไร ผมกับอวี๋อินก็โดนจับแยกอย่างกับแม่เหล็กขั้วเดียวกัน ด้านหลังอวี๋อินคือเส้าตี๋อวี้ที่ยืนหน้างอดึงคอเสื้อพี่ชายตัวเอง ดันตัวอวี๋อินไปแอบไว้ข้างหลัง แล้วข้างหลังผมที่ดึงคอเสื้อหิ้วอยู่ก็คงไม่ใช่นายอ้วนแน่ เพราะนายอ้วนของผมไม่เงียบขนาดนี้หรอก…

“เอ่อ… สวัสดีอาอวี้” ผมยกมือทักทาย “แล้ว…เสี่ยวเกอ ปล่อยฉันได้แล้ว…”

เมินโหยวผิงปล่อยมือจากคอเสื้อผมโดยดี แต่ก็ยังจับชายเสื้อผมเอาไว้แน่น

“…” นี่คือกลัวว่าผมจะพุ่งไปใส่ทางนั้นหรือไง… มองสบตากับเส้าตี๋อวี้ ทางนั้นก็ส่งสายตาหวงพี่มาแต่ไกล ผมได้แต่ยิ้มอ่อนให้ “แล้วพ่อนายล่ะอวี๋อิน?”

“ก็คงคุยกับหมออยู่มั้ง น่าจะเป็นพ่อใหญ่” ข้อนี้ผมเห็นด้วย เพราะถ้าเป็นพ่อรอง ป่านนี้มีหมัดลอยมาลงหัวไม่ใครก็ใครแล้ว “ร่ำลาตรงนี้เลยแล้วกัน นายต้องอยู่อีกคืนนี่นะ”

ผมพยักหน้า “มีอะไรก็ติดต่อมาแล้วกัน หวังว่าคงจะไม่ต้องเจอหน้ากันบ่อยนักนะ”

อวี๋อินหัวเราะเป็นการรับคำผม เส้าตี๋อวี้หอบหิ้วสัมภาระทั้งหมดของอวี๋อินให้ พร้อมยื่นไม้ค้ำเรียบร้อย ผมปีนขึ้นเตียงไปนั่ง ยาเริ่มคลายฤทธิ์แล้ว แผลหลายจุดเริ่มปวดขึ้นมา

“ส่งตรงนี้นะ”

แขกผู้มาเยือนพยักหน้า โบกมือล่ำลาผมออกจากห้องไป

 

ห้องตกอยู่ในความเงียบ

ผมนั่งมองมือตัวเองอย่างไม่มีอะไรทำ เมื่อถามถึงนายอ้วน เมินโหยวผิงก็ยื่นกระดาษยับๆ ให้ผมแผ่นหนึ่ง

 

‘เทียนเจิน ฉันไปกรวยที่นายส่งมาให้ ถ้าต้องรอนายออกมาก่อนคงจะไม่ทันการณ์ ไอ้พวกลูกจ้างจะวิ่งไปลงกันเองหมดเสียก่อน ไม่ต้องห่วง ฉันทิ้งเสี่ยวเกอน้อยไว้เป็นผู้ช่วยนาย ใช้งานได้ตามชอบ ไม่ต้องขอบคุณนะ เสี่ยอ้วนรู้ว่านายต้องซาบซึ้ง’

อ่านถึงตรงนี้ผมลังเลว่าจะขยำกระดาษปาอัดผนังดีหรือไม่

 

‘ฉันบอกเสี่ยวเกอน้อยไว้แล้วว่าให้ดูแลนายให้ดี ระหว่างที่ฉันไม่อยู่ห้ามขัดใจนายเด็ดขาดจนกว่าเสี่ยอ้วนจะกลับไปพร้อมของปล่อยขาย อย่าลืมสำนึกบุญคุณด้วยนะ’

ให้ตายเถอะ! สรุปได้ใจความสั้นๆ คำเดียวว่าผมโดนนายอ้วนทิ้ง!

กระดาษในมือขยำเป็นก่อนก่อนจะเขวี้ยงไปอีกมุมของห้อง เมินโหยวผิงยังคงนั่งเงียบอยู่ข้างๆ คิดในแง่ดีก็คงจะดีมั้งที่ยังเหลือเพื่อนไว้ในผมสักคน แต่นายอ้วนแม่งไม่เข้าใจในความอีหลักอีเหลื่อเมื่อต้องอยู่กับเมินโหยวผิง …นายอ้วนแม่งไม่เคยเข้าใจ! หรือเข้าใจแต่ไม่สนก็ไม่รู้!

เมินโหยวผิงเดินไปหยิบก้อนกระดาษมุมห้องคลี่ออกเป็นแผ่นแล้วส่งมาให้ผมราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ ปลายนิ้วยาวชี้ด้านหลังของกระดาษที่ผมไม่ทันเห็น

 

‘เนื่องจากว่าเสี่ยอ้วนรู้ดีมาก เพราะฉะนั้นส่วนแบ่งงวดนี้ต้องเป็นเจ็ดสิบสามสิบ ค่าที่ไม่อยู่เป็นก้างแถมต้องไปลำบากอีก ข้อเสนอนี้ไม่เลวใช่ไหม ไม่ต้องชมนะ เสี่ยอ้วนรู้อยู่แล้วว่าตัวเองฉลาด’

ผมบี้ขยำมันเป็นก้อนเล็กกว่าเดิม แล้วปาไปสุดแรง เจ็บแผลก็ยอม

ขนาดมาเป็นตัวหนังสือยังคิดเสียงของนายอ้วนออก มันกวนอารมณ์ผมเป็นอย่างมาก

ไม่เป็นก้างบ้าอะไร ปกติยังกับคอยเป็นก้างให้อย่างนั้นแหละ!

 

ผมถดตัวลงนอน ดึงผ้าห่มมาชิดคอ บอกให้เมินโหยวผิงปิดไฟแล้วพยายามข่มตาหลับให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ อย่างน้อยจะได้มีอย่างอื่นให้มันได้ดูได้มองดึงความสนใจไปได้บ้าง

เมินโหยวผิงที่ผ่านมาอาการไม่ปกติ ผมไม่วางใจและยอมรับลึกๆ ว่าน่ากลัว บอกไม่ถูกว่าน่ากลัวตรงไหนเพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน หัวใจผมเต้นรัวอย่าบ้างคลั่งเพราะความฟุ้งซ่านของตัวเอง นับเลขในใจกล่อมให้หลับ นับถึงพันไปสามรอบแล้วก็ยังมีสติอยู่ครบถ้วน ถึงอย่างนั้นก็ช่างมัน หลับตาแบบนี้เดี๋ยวก็คงจะหลับไปเอง

กำลังกล่อมตัวเองอยู่ต้องสะดุ้ง มือของผมถูกรวบจับไว้ นิ้วสอดประสานอย่างหลวมๆ ห้ามตัวเองไม่ให้มือกระดุกก็ว่ายากแล้ว หรี่ตาขึ้นมองเห็นศีรษะทุยนั้นก้มลงหนุนฟูก ไม่ยอมปล่อยมือ ผมหรี่ตามองแกล้งทำเป็นหลับอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงแผ่วเบาจากคนตรงหน้า ผมไม่ค่อยเข้าใจนัก เขากลัวผมหนีไปใช่ไหม? สภาพแบบนี้ผมจะไปไหนได้ และผม…ไม่คิดจะไปที่ไหนทั้งนั้นอยู่แล้ว…

สมองคิดวนอยู่แบบนั้นจนหลับไป

 

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ผมใช้ชีวิตอยู่กับเมินโหยวผิงมาแล้วสามวัน เป็นสามวันที่ไม่มีหวังเหมิง ไม่มีนายอ้วน ไม่มีลูกค้า และไม่มีใครมาเยี่ยม ผมส่งข่าวหาเสี่ยวฮัวเล่าบทสรุปของเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เหตุการณ์ปลีกย่อยข้ามไม่เล่าเพราะไม่เห็นสำคัญ เสี่ยวฮัวฟังเพลินราวกับเป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้จบด้วยวลีที่ว่า …และแล้วทุกคนก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข..

เรื่องมีความสุขหรือไม่ทั้งตัวผมเองก็ยากจะอธิบาย ผมอยู่กับความวุ่นวายในหัวสมองและความสงบเงียบจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ ช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือผ่านไปอย่างเรียบง่าย เมินโหยวผิงไม่หือไม่อือ ไม่คัดค้าน ไม่แสดงความเห็น และไม่ทำอะไรนอกเหนือจากปกติที่เขาเคยทำ นึกถึงที่นายอ้วนเขียนจดหมายทิ้งท้ายไว้ให้ที่บอกให้เขาตามใจ ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ….นี่สรุปว่าหมอนี่เชื่อฟังนายอ้วนมากกว่าผมอย่างนั้นสินะ…

ผมนั่งมองเมินโหยวผิงที่รับข้าวมื้อกลางวันและเย็นจากลูกจ้าง ยกจานชามวางบนโต๊ะ แกะห่อกระดาษเทกับข้าวใส่จานชามอย่างเรียบร้อย ท่าทีเป็นแม่บ้านแม่เรือน ข้างตัวยังมีผ้าขี้ริ้วไว้เผื่อเช็ดโต๊ะ ทุกอย่างคำนวณมาแล้วอย่างดีเช่นทุกวันที่ทำมา ผมที่ไม่ค่อยเห็นด้านนี้ของเขา มือเรียวสองข้างที่ผมมักเห็นใช้นิ้วมือทรงพลังคีบก้อนอิฐ หักคอสิ่งเคยมีชีวิต จับดาบ มีด อาวุธ กระทั่งการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ขณะเดียวกัน มือนี้ก็เคยช่วยชีวิตผมมานักต่อนัก ดึงผมขึ้นมาจากความมืด บีบไหล่ช่วยเรียกสติ และช่วยประคองผมไปจนถึงปลายทาง ผมนั่งมองพวกมันเพลินจนมือสองข้างนั้นหยุดขยับ ผมจึงได้รู้สึกตัว เหลือบตาขึ้น เราสบตากันพอดี เขายื่นตะเกียบให้ อาจจะตีความไปว่าผมหิว ผมไม่ขัด รับตะเกียบมาพุ้ยข้าวเข้าปาก มองอีกฝ่ายนั่งลงเยื้องไปเริ่มต้นกินบ้าง ดวงตาสบกันอีกครั้งผมถึงเสมองชามข้าวตัวเอง กินไม่พูดไม่จาต่อไป

หลังจากไปช่วยยืนมองเมินโหยวผิงล้างจานเสร็จผมรับหน้าที่เช็ดโต๊ะ สักพักก็ล้าตัว เหงื่อออกแม้เล็กน้อยก็ทำให้ผมคันแผลยิบไปทั้งตัว พยายามเการอบๆ แผลแทนที่จะเกาที่แผลโดยตรง พวกแผลเล็กน้อยที่เกินกว่าจะแปะผ้าก็อซ ยิ่งเป็นสะเก็ดแผลเล็กๆ ก็ยิ่งคันมืออยากแกะเกา มือเรียวกำรอบมือห้ามไม่ให้แกะต่อ ผมทำหน้ายู่ ยอมให้เมินโหยวผิงพาไปทายาแต่โดยดี

อยู่กับเมินโหยวผิงอาจจะมีข้อดีคือผมไม่ต้องพูดอะไร คำพูดแทบจะไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น ผมกับเขาไม่ต้องสื่อสารกันด้วยคำพูด แค่ผมเดินไปห้องน้ำพร้อมผ้าเช็ดตัวเขาก็รู้หน้าที่ ข้อเสียก็คือผมไม่ได้พูดอะไร เมื่อไม่ได้พูดทุกอย่างมันจึงยังคงวนอยู่ในหัว ซ้ำไปซ้ำมา ไม่จบสิ้น นั่นแปลว่าผมฟุ้งซ่านค่อนข้างมาก ครั้นจะให้โทรหาเซี่ยอวี่ฮัวบ่อยก็เกรงใจ พูดกับเมินโหยวผิงวันแรกๆ ก็พูดไปจนไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก ดินฟ้าอากาศก็เป็นหัวข้อที่ไม่พูดเสียยังจะดีกว่า เพราะเป็นอย่างนั้นเวลาในแต่ละวันจึงเดินเอื่อยช้า กว่าจะข้ามไปแต่ละวันได้ช่างยาวนานเหลือเกิน…. แต่ผมก็ไม่ได้เบื่อมัน

แผลที่ไหล่ของผมดีขึ้นมาก อีกไม่กี่วันก็สามารถไปตัดไหมออกได้ เมินโหยวผิงทำแผลให้อย่างมือเบาสมเป็นยอดฝีมือ ยกเว้นขณะนี้ผมจามตอนที่เมินโหยวผิงกำลังแกะผ้าก็อซอันเก่าออก ตาข่ายของมันเกี่ยวไหมทำเอาผมน้ำตาซึม ร้องไม่ออกสักแอะ

“อึก!!” มืออีกข้างยกขึ้นกุมแผลอย่างอัตโนมัติ เมินโหยวผิงกันมือของผมไว้

“อยู่นิ่งๆ” เขาเอ่ย “ถ้าจะจามหรือขยับตัวก็บอกก่อน”

ผมพยักหน้า บทจะจามก็จามใครจะไปบอกทันล่ะ… ผมใช้หลังมือถูจมูกตัวเอง เมินโหยวผิงล้างแผลใหม่อย่างรวดเร็ว ไม่สามารถเอียงหน้าไปมองได้ ใกล้เกินกว่าจะมองเห็น

เพราะผมทำจมูกฟุดฟิด เมินโหยวผิงจึงโน้มหน้าผากมาสัมผัสกัน ใบหน้าครุ่นคิด จับข้อมือผมลูบไปมา “ระวังเป็นหวัด”

ผมเลื่อนตาขึ้นลงแทนการพยักหน้า ไม่รู้ทันได้สังเกตไหม ระยะนี้อันตรายเกินกว่าจะขยับตัว

“ไม่มีไข้ แต่หน้าทำไมแดง?”

ไม่รู้! ทำไมต้องถามอะไรยากๆ ด้วย?!

“ฉันจะไปเอายามาให้”

ผมพยักหน้าอีก ดี…ดีมาก จังหวะนี้อะไรก็กิน กินแล้วก็นอนไปเลย พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้นายอ้วนก็กลับมาแล้ว อีกไม่กี่วันเท่านั้น น่าเสียดายที่ที่นายอ้วนไปไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ผมจึงโทรไปโวยวายอะไรด้วยไม่ได้

ปลายนิ้วแตะหว่างคิ้ว เขาทำหน้ามุ่น มือถือซองยามาให้ผม นั่งลงบนโซฟาข้างๆ ที่เดิม “คิดอะไรอยู่?”

คิดว่าทำไมอยู่ๆ มาชวนคุยมากมายขนาดนี้… “เปล่า..”

“ขมวดคิ้ว”

ใช่ แต่ตอนนี้ไม่ได้ขมวดแล้วไง

“ช่วงนี้นายดูเงียบไป” ผมยิ้มสะใจ(ในใจ) เป็นอย่างไรล่ะ เจอคนอื่นเงียบใส่บ้าง นายจะได้เข้าใจความรู้สึกถึงการพูดคนเดียว “คิดอะไรอยู่?”

เมินโหยวผิงเอียงหน้าเข้ามาใกล้อีก จี้ถามเอาคำตอบ ผมไม่มีที่จะถอยแล้ว “ไม่ได้คิด”

“นายไม่เคยโกหก.. ทำไมลอง?”

ผมไม่กล้าแม้แต่จะหลบตา โดยจับได้ก็ต้องมองตาสู้ แต่มันใช่เวลาที่จะต้องมาคุยเรื่องนี้เหรอ… “ปวดหัว กินยาน่าจะหาย เอายามาเถอะ”

เขาส่งยาให้แต่โดยดี กินยาตามที่จัดมาให้ สีหน้าเขาดูดีขึ้นราวกับจะยิ้ม ผมมองใบหน้านั้น ลุ้นว่าจะยิ้มออกมาไหม ริมฝีปากนั้นจะเหยียดตรงแล้วยกยิ้มรึเปล่า เมินโหยวผิงก้มหน้าเข้ามาใกล้ ผิงศีรษะขยับไปมา ผมมองไปรอบห้องอย่างไม่รู้จะมองอะไรดี สองแขนโอบตัวผมไว้ ไม่เบียดเข้ามาใกล้มากนักอาจเพราะผมยังมีแขนข้างหนึ่งคล้องผ้าอยู่ เราขยับเอนไปมาอยู่อย่างนั้นจนผมเริ่มจะเวียนหัวจริงๆ แล้ว

ผมมองหน้าเมินโหยวผิงอย่างพิศวง อยากรู้ว่าเขาต้องการอะไร เขาจะสื่ออะไร เขาจะทำอะไร ได้แต่โอนเอนไปตามที่เขาอยากให้ทำ กลัวที่จะถาม… พอๆ กับกลัวว่าช่วงเวลาเหล่านี้จะหยุดลง…

เดี๋ยวผละออก เดี๋ยวเข้ามาใกล้ ผมนั่งนิ่งเงียบพิงอยู่กับไหล่นั้น สัปหงกไม่ทันรู้ตัว เมินโหยวผิงสะกิดประคองผมขึ้นแม้ว่าสามารถนอนมันตรงนี้ได้เลย ผมขี้เกียจแม้แต่จะขยับตัว แต่เมินโหยวผิงไม่ยอม เขาบอกว่าถ้าผมไม่เดิน เขาจะอุ้มไปเหมือนทุกที จึงจำต้องลุกขึ้นยืนหน้าม่อย ไม่เข้าใจว่านี่เป็นบ้านของผม ทำไมถึงนอนตรงไหนตามใจไม่ได้… ไหนบอกจะตามใจไง..

ใบหน้าขาวขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแตะกันเรียกสติได้ยิ่งกว่าคาเฟอีน ผมตื่นทันที มองริมฝีปากนั้นเผยอขึ้นราวกับจะกัด แล้วก็ชะงัก..

“อ…เอ่อ เสี่ยวเกอ..” ผมถอยหลังหนึ่งครั้ง ระยะคงประมาณหนึ่งคืบ

“กำลังอดทน..” เขาพูด ผมไม่กล้าถามต่อ “ฉันจะอดทน”

เมินโหยวผิงเงยหน้าขึ้น สูดหายใจเข้าลึก ผมชักสงสัยแล้วว่าเขาเป็นอะไร “อดทนกับอะไร?”

“กับนาย” เขาตอบเสียงนิ่ง มองผมผ่านปลายหางตา

“ฉัน?” ผมชี้ตัวเองอย่างุงนงง “ฉันทำไม?”

“เพราะกลัวว่านายจะไป…”

“ฉันสิต้องกลัวว่านายจะไป” ผมยิ้มให้ “ฉันจะไปไหนได้”

“ก่อนหน้านี้นายก็ไป…”

ผมเดาว่าคงเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดทั้งมวลนี้ แต่มันก็ไม่ใช่ความตั้งใจของตัวผมเอง ยกเว้นเรื่องที่อยากไปเที่ยวกับเพื่อน “ฉันต้องขอโทษไหม?”

เมินโหยวผิงส่ายหน้า สีหน้าของเขาที่ผมไม่ค่อยได้เห็น เหมือนกับตอนนั้น… ตอนที่มือบีบกดที่ลำคอของผม “นายไม่ผิดหรอก”

“แล้วนายคิดอะไร?” ผมยิงคำถามอีก ถามเหมือนที่เขาเคยถามผม “บางทีนายก็ทำท่าทางแปลกๆ คุยกันหน่อยดีไหม?”

“คิดว่าทำยังไงให้นายเป็นของฉัน”

“อะไรนะ?” ผมถามย้อน ประโยคเมื่อครู่ผมอาจจะฟังผิดไป

“ฉันจำกลิ่นเลือดของนายได้ จำบรรยากาศ เสียงฝีเท้า…” เขาพูดเรียบเรื่อย แต่สีหน้าดูคิดเยอะกว่าน้ำเสียงอยู่มาก “แล้วก็คิดหาวิธี ที่ทำให้นายไม่ไปไหน”

“ฉันไม่ได้ไปไหนจริงๆ” ผมอธิบายตามตรง “ส่วนใหญ่ตอนนี้ ฉันขยับเพราะเรื่องของนายทั้งนั้นแหละ นายเองก็รำคาญจะแย่อยู่แล้ว ฉันพูดได้เลย” เมินโหยวผิงขยับเข้ามาใกล้ทุกครั้งที่ผมพูด ขาจึงต้องถอยไป ไม่กล้าอยู่ในระยะใกล้เกินไป “และฉันก็คืออู๋เสีย เป็นนายน้อย เป็นเทียนเจิน แต่ฉันเป็นของใครไม่ได้ เพราะฉันไม่ใช่สิ่งของ นายเข้าใจไหม?”

เมินโหยวผิงพยักหน้า มือกำรอบลำคอ ผมกลืนน้ำลายเหนียวคอ อย่าบอกว่าการที่รอดจากเรื่องทั้งหมดมาได้เพื่อให้ผมมาตายตรงนี้ ผมรับไม่ได้

มือนั้นคลายลง เปลี่ยนเป็นกอดไว้หลวมๆ ใบหน้าซบลงกับไหล่ข้างที่ยังอยู่ดีของผม เมื่อพิจารณาแล้ว นี่อาจจะเป็นทฤษฎีเดียวกับอาการเด็กหวงของรึเปล่านะ?

ไอร้อนจากปากจ่อที่ลำคอของผม คมเขี้ยวกดลงบนผิวเนื้อ ผมสะดุ้งตัวเกาะแขนเมินโหยวผิงเอาไว้แน่น

“เจ็บ” ผมครวญน้ำตาซึม การกัดนั้นไม่มีการออมแรงแต่อย่างใด

“ขอโทษ” เขาพูด น้ำเสียงไม่มีแววรู้สึกผิด “ฉันจะทำให้เร็ว”

“อะไรน- โอ๊ย!”

ผมถอยจนติดกำแพง ตัวนั้นยังคงเบียดเข้ามาราวกับจะให้ผมแทรกตัวไปกับกำแพงให้ได้ มือข้างหนึ่งจับท้ายทอยแหงนขึ้น บิดใบหน้าเล็กน้อยเปิดพื้นที่ อาการบาดเจ็บที่ไหล่ของผมเทียบไม่ได้เลยกับที่คอ ไม่รู้ว่าเนื้อขาดไปแล้วหรือยัง แท้ที่จริงเมินโหยวผิงจะคือผีดิบหรือไม่ คงได้พิสูจน์กันหลังจากที่ผมกลายเป็นศพอยู่ตรงนี้

ปลายลิ้นอุ่นจัดเลียรอยแผล ไม่ช่วยทุเลาความเจ็บปวด ผมกัดฟันจนกรามชา

“ใกล้เส้นเลือดมากไป แผลไม่ลึก” เขามีหน้ามาอธิบาย “ฉันจะทำแผลให้นะ”

ผมกลับมานั่งบนโซฟาอีกครั้ง เอียงคอให้เขาจัดการกับแผล อยากหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก เมินโหยวผิงที่ไม่รู้จะจัดการจับผมอย่างไร เขาเลือกวิธีที่จะแสดงความเป็นเจ้าของ เหมือนกันที่เด็กเขียนขื่อบนกล่องดินสอ คนเรามีวิธีทำสัญลักษณ์แสดงความเป็นเจ้าของแตกต่างกันไป แต่ไม่คิดว่าจะมีคนใช้วิธีนี้… เขากัดผม…

“อ…อย่านะ..” ผมร้องเมื่อเห็นปลายนิ้วลูบฐานคอด้านหลัง “เจ็บนะ ไม่เอาแล้ว”

“อืม” เขารับคำ

我终于明白 那些孤单的夜里
寂寞的表情 是因为你还没靠近
I finally understand those lonely nights
Lonely because you haven’t closed to me

 

ตอนนี้คงเป็นเวลาเที่ยงจวนจะบ่ายแล้ว ต่อให้ถึงเย็นจนมืดผมก็ยังยืนยันที่จะไม่ลุกจากเตียง ไม่ออกจากห้อง ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ขดตัวอยู่ในผ้าห่มซ่อนความลายพร้อยของร่างกายตัวเองไว้อย่างมิดชิด นอกจากรอยแผลจำนวนมากที่เกิดจากการโดนฟันแทงแล้ว รอบคอของผมยังมีรอยกัดจำนวนมาก ตอนที่ดูผ่านกระจกในห้องน้ำผมแทบจะลมจับ มีทั้งเป็นแผลเลือดออก เป็นรอยฟัน เป็นจ้ำช้ำเขียว เป็นรอยแดงเต็มคอและลาดไหล่ สภาพของผมคงเป็นตุ๊กแกลายพร้อยพรางตัวอยู่ริมผนังที่ไหนสักแห่ง

เมินโหยวผิงที่รับคำนั้นไม่หยุดการกระทำแม้แต่น้อย ขนาดหนีขึ้นมาบนห้องยังจับผมล็อคตัวเอาไว้ กดกัดเลียตามใจชอบเสมือนแมวแรกเกิดที่คันฟันที่กำลังงอก ผมดิ้นเต็มที่ก็เจ็บแผล นอนนิ่งก็เกิดแผลใหม่ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้ผมแผ่วเบาจนผมหลับไป จนตอนนี้ก็ไม่อยากเข้าใจว่าทำไมต้องทำให้ปริมาณที่มากขนาดนี้

บุคคลร่วมบ้านคงอนุญาตให้ผมหลบได้อยู่ถึงแค่มื้อเย็น อาหารทุกมื้อเขาเพียงนำมาวางและเก็บกลับไปราวกับสำนึกผิด เมื่อถึงเวลามื้อเย็น เขาขึ้นมาหาผมอีกครั้ง

“ฉันเจ็บ” ผมพูด

“อยากทำอีก” เขาพูดอย่างไม่สนใจคำพูดของผมก่อนหน้าสักนิด

“พอแล้ว” ผมถอนหายใจ ยกมือขึ้นห้ามเมื่อเห็นเมินโหยวผิงขยับมานั่งบนฟูกเตียง “ฉันมีแผลทั้งตัวแล้ว นายยังมาทำให้ฉันเจ็บตัวเพิ่มอีก ฉันทนเจ็บไม่ไหวตายไปจะว่ายังไง”

“ฉันไม่ปล่อยให้นายตาย”

“ก็อย่าทำให้เจ็บขนาดนี้สิ…. ฉันเจ็บจริงๆ นะ” ผมว่า จับตามรอยแผลรอบคอเน้นย้ำสิ่งที่ตัวเองพูด

“ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง” เขาพูด ดวงตาดูสับสน ปลายลิ้นที่เลียริมฝีปากนั้นทำให้ผมอดมองไม่ได้

“เอาเป็นแบบนี้แทนได้ไหม?”

เมินโหยวผิงมองนิ้วก้อยของผมที่ยื่นไปตรงหน้า

“มันเรียกว่าการทำสัญญา” ผมอธิบาย “ยื่นนิ้วเกี้ยวของนายออกมา เกี่ยวกันไว้แบบนี้…”

นิ้วก้อยของเราเกี่ยวค้างกันไว้ ผมมองสบตาเขา พูดขึ้นอย่างหนักแน่น คำพูดที่ผมมั่นใจ การกระทำของผมทุกอย่างที่ล้วนชี้นำมา มั่นใจว่าเขาจะเชื่อใจสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอน

“ทำสัญญา” เขาทวนคำพูด ตายังจับจ้องอยู่ที่มือของเราทั้งคู่

“ใช่ เกี่ยวกันไว้แบบนี้ ทุกครั้งที่นายยื่นนิ้วก้อยออกมา ฉันก็จะเกี่ยวนายไว้” ผมยิ้ม ภายในสั่นระรัวราวกับมีบางอย่างกำลังจะระเบิดออก “ฉันไม่มีวันผิดสัญญา”

เมินโหยวผิงมองนิ้วของเราสองคนที่ยังคงเกี่ยวไขว้กัน

“ตรงนี้” มืออีกข้างแตะลงที่กลางหน้าอกของเขาเอง ไม่พูดอะไรต่อไป ได้แต่มองหน้าของผมและเข้าใจมันได้เอง

ผมเข้าใจสิ่งนั้นได้โดยพลันจนน่าประหลาดใจ

 

เรื่องมันง่ายแค่นี้เอง…

ผมยิ้มกับตัวเอง ตัดสินใจที่จะไม่อธิบายเรื่องนี้ให้ใครฟังทั้งสิ้น

 

เรื่องที่นิ้วของเราเกี่ยวกัน

เรื่องที่หัวใจเต้นแทบทะลุออกมา

เรื่องที่นิ้วก้อยคือความหมายของมิตรภาพที่ผมไม่เคยใช้มันกับใคร

เรื่องคำสัญญาระหว่างเรา

是你唤醒了我 自己都不懂的深情
It’s you who wake me up to find the deep feeling that I can’t understand

…是你
It’s you

. 完 .


“…เอ่อ”

 

เสียงนายอ้วนดังขึ้นไม่ทำให้สะดุ้งสะเทือนอะไร ผมเอนตัวยกมือทักเขาอย่างง่ายๆ

“เป็นไงบ้าง?” ผมถามโดยไม่ขยับไปจากที่เดิม

“พวกนายแม่งเลิกให้เสี่ยอ้วนปรากฏตัวด้วยเสียงอ้ำอึ้งสักทีได้ไหมวะเทียนเจิน” นายอ้วนวางถุงพะรุงพะรังไว้หน้าประตู เดินเข้ามานั่งปลายเตียง “ไม่เป็นไง ก็คลำอะไรได้มานิดหน่อยเลยมีของฝาก ฉันเอาไว้ข้างล่าง ว่าแต่นายเถอะเป็นยังบ้าง- ไอ้เย็บแม่ม! ที่คอนายไปโดนอะไรมา?! หมาบ้าไล่กัดยังไงก็ไม่ควรให้ถึงคอนะเว้ย!”

“หมาบ้าบ้านนายสิ!” ผมด่า แต่คิดไปคิดมาก็ใช่นะคำนี้ “เออ… บ้านนายจริงๆ”

“บ้านเสี่ยอ้วนไม่เคยเลี้ยงหมาบ้- เดี๋ยวก่อนนะ นี่อย่าบอกนะว่า…”

“เออ พอใจยังล่ะ” ผมกลอกตา

“โอ๊ย เสี่ยอ้วนแม่งไม่อยากรู้ห่าอะไรบนโลกนี้เลย!” เขาครวญ ส่วนผมนั่งหัวเราะ “ไอ้ชิบหาย นี่แม่งตื่นแต่แรกแล้วใช่ไหม แม่งจงใจไม่กระดิก แม่ง… เทียนเจิน… แม่ง!!”

ผมยิ้มแห้งๆ ให้ ไม่รู้จะปลอบใจตัวเองหรือนายอ้วนดี

“แล้วไหงขึ้นมาอยู่กันบนนี้หมด… เดี๋ยวก่อนนะ! อย่าบอกนะว่า!!”

“ไอ้นายอ้วน! หยุดเลยนะ!” ผมรีบขัดลำ “ไอ้ที่คิดอยู่น่ะหยุดไปเลย ไม่ใช่เว้ย! แค่นี้ฉันยังเสียหายไม่พอหรือไง ระบมไปทั้งตัวแล้วเนี่ย!”

“ระบม…. โอย เสี่ยอ้วนจะเป็นลม นี่ต้องต้มน้ำใบบัวบกมั้ย?”

“ไม่ได้โดนซ้อม! อันที่จริงก็ไม่ได้โดนทำอะไรทั้งนั้นแหละ!” ผมตะโกนแข่ง งานนี้ใครเสียงดังกว่าชนะ “แล้วฉันก็หิวมากด้วย…” ระหว่างที่พูดมีเสียงท้องร้องประกอบจังหวะ

นายอ้วนทำตาโตใส่ “นี่อย่าบอกนะว่าตั้งแต่เช้ายันเย็น…”

“ยังไม่เลิกอีก!” ผมขัดกลางลำอีกครั้ง “แค่ไม่ได้กินข้าวเย็น นายไม่อยู่กินอะไรไม่อร่อย”

“อีกคนอิ่มอร่อยสบายดีเลยสิท่า…” นายอ้วนหัวเราะ สะใจที่ได้แซว กระโดดหลบเท้าผมได้อย่างคล่องแคล่ว “เออ เดี๋ยวเสี่ยอ้วนจัดหนักให้ นี่ได้ปลาตัวโตกลับมาด้วย” พูดแล้วผมก็น้ำลายสอ ท้องร้องโครกครากไม่เกรงใจ “ถ้าอยากกินก็ลงมาช่วยกันเร็วๆ อย่ามัวเอ้อระเหยอยู่ล่ะ แขนใช้การได้ข้างเดียวก็มีช่วยหยิบจับถ้วยชาม ส่วนคนที่สบายดีก็ต้องการแรงงาน เร็วเข้า!”

“ครับแม่” ผมพูดพลางเอนหัวหลบฝ่ามือนายอ้วน ก่อนเขาจะเดินออกไปพร้อมของที่กองหน้าห้องโดยไม่ปิดประตู

 

เสียงนายอ้วนลงบันไดไกลออกไป ผมขยับตัวด้วยความเมื่อย คนที่เอนตัวซบหัวลงกับไหล่ของผมยังอยู่นิ่ง.. ใช่แล้วเขาไม่หลับ หรือต่อให้หลับก็น่าจะตื่นตั้งแต่นายอ้วนเดินเข้ามาตั้งแต่หน้าปากซอย แต่เมินโหยวผิงยังทำเฉย ขนาดคุยกันโหวกเหวกก็ยังคงไม่ขยับไปไหน

ผมเอนตัวขยับ “ฉันหิวจริงๆ นะ อยากกินข้าวฝีมือนายอ้วนแล้ว”

พอกระเพาะส่งเสียงอีกครั้ง เมินโหยวผิงจึงยอมลุกและหัวมาช่วยดึงผมขึ้นไป

 

นิ้วก้อยของพวกเรา ยังเชื่อมเกี่ยวกันอยู่ทั้งอย่างนั้น…

connect001.png(รูปโดย : MINATAN)

________________________________

Talk(อย่างสำนึกผิด) :
เราลืมอัพนิยายต่อเลยค่ะ (ฮา) เหมือนรวมเล่มจบแล้วจบชีวิต… อะไรมันถาโถมเข้ามาจนลืมไปหมด ลืมกระทั่งความตั้งใจ (ฮา)
แน่นอนว่าทอล์คตรงนี้ไม่เหมือนกับในรวมเล่มนะคะ อันนั้นมันยาวไป (ฮา) ยังไงก็ตาม เราตั้งใจว่าจะอัพลงรวมเรื่องสั้นจากในเล่ม Paper Plane ต่อค่ะ (อยู่ใน Categories >> Daomu >> One short) ยกเว้น เรื่องราวหลังจากนั้น ที่เราตั้งใจว่าจะไม่ลงที่ไหนเลยนอกจากในรวมเล่ม Paper Plane เพราะมันพิเศษกับเรามากจริงๆ สำหรับเราคงเป็นเรื่องการท่องอวกาศไปดาวด้วงที่ไหนสักแห่ง (ฮา)
และตอนนี้ Paper Plane เหลืออยู่ 4 เล่มสุดท้ายแล้วนะคะ #ยังจะขายของ

การเดินทางยาวนาน ปีละเรื่องของเรา (กร๊าก) ไม่รู้จะมีปีหน้าไหม (สงสัยจะมี)

เรายังไม่เคยอัพรีพอร์ทงาน DMBJOnly Event #2 เลย…
ไม่ค่อยได้คุยและสุงสิงกับใครเท่าไหร่ด้วยชุดที่รุงรังขนาดตัวเองยังรำคาญ (ฮา) แต่ว่านะคะ… ขออนุญาตรวบตรงนี้เลย

ขอขอบคุณทุกความเห็นในทุดช่องทาง ไม่ว่าจะทางอีเมล ทวิตเตอร์หรือทางบลอคนี้ก็ตาม เรามีความสุขมากเลยค่ะ และมีแรงบรรดาลใจที่จะแต่งฟิคสุสานนี้ต่อไป #ยังไม่เลิก ไม่ว่าจะยาวหรือสั้น คอมเมนท์ของทุกคนก็สำคัญกับเรามากจริงๆ (ถึงเราจะไม่ค่อยได้อัพก็เถอะ 55555)

เรามีโครงการหน้า.. หน้ารึเปล่านะ
ครือว่า เราโคตรอยากเขียนเสียผิง (ค่ะ… เสียผิง) และโคตรอยากเขียน เฮยผิง (ที่ระทมไปแล้วตอนเดียวจบ) ที่จริงก็มีพลอตอยู่เยอะแยะมาก อยากจะสร้างโลกคู่ขนาน ทุกคนเป็นคนธรรมดาบ้างได้ไหม (เล่มแรกก็เข็ดกับการสร้างสุสานเอง เล่มที่สองก็ดันสร้างเขาวงกตสร้างปมคดี หนูเหนื่อยจังค่ะ O<< #ความมาโซนี้) กระทั่งนิยายออริของตัวเองก็งอกมาอีกแล้วหนึ่ง…………………………….. ตามยถากรรมตามเคย (กร๊าก)

ขอบคุณที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้นะคะ เจอกันเรื่องหน้าค่ะ ;)

Advertisements

One thought on “[Daomu fanfiction] 连接 -12- *完*

  1. เสี่ยวเกอออออออ….อออออ…..
    ไอ้ที่บอกว่าอดทนมาตั้งแต่ตอนก่อนหน้านี้ คืออดทนที่จะไม่ประทับตราในร่างที่ไม่ใช่ของนายน้อยใช่มั้ย
    ตายๆๆๆๆ (คนอ่านนี่แหละค่ะที่ตาย) ประทับอย่างเมามันขนาดนั้น กลืนไปทั้งร่างเลยดีมั้ย
    เพิ่งจะเข้าใจคำพูดของเสี่ยวเกอที่เคยบอกกับนายน้อยว่า ให้เข้ามารวมอยู่ด้วยกันเลย อย่างถ่องแท้ก็ตอนนี้นี่แหละ
    งื๊อออออออออ~~~~~~~

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s