[Daomu fanfiction] Game Over -1-

The Iron Triangle
_______________________________

ถนนสายเล็กแทบจะกลายเป็นถนนคนเดิน ผู้คนพลุกพล่านทำให้รถส่วนบุคคลส่วนใหญ่เลี่ยงการจราจรในถนนสายนี้ ทำให้ร้านรวงตั้งขายของกินริมทางเกยมาถึงระยะถนน สองข้างเป็นอินเตอร์เน็ตคาเฟ่แทบจะทั้งแถบ บรรยากาศดูเหมือนจะเงียบก็ไม่ใช่ เอะอะก็ไม่เชิง ฝั่งของกินเสียงคุยก็ดังหน่อย ฝั่งร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่มีแต่เสียงจากจอทีวี ไร้ผู้คนมายืนจอแจด้านนอก มีแต่คนผลุบหายเข้าไปในร้านเป็นระยะเท่านั้น ดูเหมือนว่าเกมส์ออนไลน์กำลังฮิตมากจริงอย่างที่นายอ้วนว่า

หากถามว่าวันนี้พวกเรามาทำอะไร คงตอบได้ว่า ´ทีแรก´ ตั้งใจจะมาซื้อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ไปยืนฟังคนขายพล่ามคุณสมบัติที่ผมฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างอยู่เกือบชั่วโมง รู้แบบนี้ควรให้เพื่อนผมสมัยเรียนคณะเดียวกันมาช่วยซื้อให้น่าจะง่ายกว่า แล้วยิ่งพอบอกว่าจะซื้อไปใช้เล่นเกมส์ พนักงานขายก็เชียร์รุ่นที่สูงขึ้นไปอีก แพงเข้าไปกันใหญ่ ทั้งยังการเล่นเกมส์สมัยนี้ใช้วิธีเข้าสู่ระบบด้วยการเสียบการ์ด ไม่ใช่วิธีการพิมพ์เอาอย่างเมื่อก่อนแล้ว ทำให้ต้องซื้อเครื่องมือเพิ่ม … และผมคิดว่านี่มันออกจะมากไปหน่อยสำหรับการซื้อคอมพิวเตอร์สามเครื่องรวดในทีเดียวเพื่อการเล่นเกมส์ที่ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรสักนิด

ผมเดินนำออกจากร้านโดยไม่สนใจสายตาก่นด่าของพนักงานขายที่พูดพล่ามให้ผมฟังเป็นนานสองนาน พอออกมาได้กลิ่นของกินสองข้างทางก็แวะสุ่มเอาสักร้าน ตรงข้ามร้านข้าวเป็นอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ที่มีทีวีจอใหญ่เบิ้มอยู่ด้านหน้า ดูเหมือว่ากำลังจะมีแข่งเกมส์อะไรบางอย่าง เสียงจากเครื่องเสียงดังขึ้นกว่าปกติ เรียกฝูงชนทั้งจากในร้านและที่นั่งกินข้าวกันอยู่มาออกันหน้าร้าน เงยหน้ามองจอทีวีขนาดยักษ์ที่กำลังถ่ายทอดสดกันอย่างตั้งอกตั้งใจ นายอ้วนได้ยินคนในร้านพูดกันยิ่งสนใจ หยิบของกินใส่ปากแล้ววิ่งไปร่วมวงด้วยเฉย ทิ้งให้ผมอยู่กับกับข้าวแทบล้นโต๊ะและเมินโหยวผิงที่นั่งเคี้ยวเงียบๆ

“ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ” ผมเปรย มองนายอ้วนที่แทรกตัวเข้าไปในวงเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ดูการถ่ายทอดสดที่ชัดที่สุด “นี่แข่งเล่นเกมส์กันเหรอ?” ผมพยายามชะเง้อมองไม่เห็นชื่อเกมส์ ได้ยินเสียงพากษ์ดังมาแว่วๆ อย่างจับใจความไม่ได้

“เหมือนว่าจะเป็นแข่งระหว่างผู้เล่นของสองทีมนะ” เสียงเมินโหยวผิงตอบคำถามเรียบเรื่อยพลางคีบเนื้อใส่ปาก ผมถึงกับต้องเลิกคิ้วหันไปมองอย่างตกตะลึง…

การตอบคำถามนี้ ทำให้ผมรวดร้าวในใจ…

ขนาดนายเมินโหยวผิงผู้เมินโลกยังรู้จัก แต่ผมกลับไม่รู้เนี่ยนะ! ผมต้องปรับปรุงตัวและทัศนคติเป็นการเร่งด่วนแล้ว!!

“น… นายรู้ได้ไง?”

“มันมีอยู่ที่จอ” ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังจอฝั่งตรงข้าม…. ให้ตายเถอะ สายตานายมันจะเรียกว่าสายตาดีมากหรือสายตายาวกันแน่

แต่พอได้ยินเหตุผลแล้วก็ยอมรับได้หน่อยๆ โล่งใจเป็นอย่างมาก “นายชอบเล่นของแบบนี้ด้วยเหรอ?”

เมินโหยวผิงส่ายหน้า “แต่ถ้าไม่เล่น ก็ไม่มีอะไรทำ”

คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวของผมเงียบเสียงไป มองสายตาว่างเปล่าของคนตรงหน้าแล้วพลันสะท้อนใจ.. ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะสมัครเล่นเกมส์ อะไรก็จะซื้อ จะเปลืองหรือจะอะไรก็ช่าง!

จ่ายเงินเสร็จผมรุดออกจากร้าน เข้าไปดึงตัวนายอ้วนออกมาจากฝูงชน ก่อนที่อีกฝ่ายจะอ้าปากด่าก็โดนผมดันตัวผ่านประตูเข้าไปในอินเตอร์เน็ตคาเฟ่เรียบร้อยแล้ว

นายอ้วนหุบปากสนิทไม่ด่าผมสักครึ่งคำ

ในอินเตอร์เน็ตคาเฟ่กว้างและเป็นสัดส่วนกว่าที่เห็นด้านนอก ทุกเครื่องมีผนังกั้น มีหูฟังและไมค์แยกแต่ละเครื่อง แบ่งเป็นสองฝั่งและมีถึงสองชั้นด้วยกัน ผมยื่นบัตรประชาชนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ พนักงานแจ้งว่าต้องยื่นบัตรประชาชนเท่าจำนวนเครื่องที่จะเช่า ผมกับนายอ้วนหันไปมองหน้าเมินโหยวผิง ….ใช่แล้ว มันจะอะไรเสียอีกล่ะถ้าไม่ใช่การออกมาตัวเปล่าแม้แต่กระเป๋าเงินยังไม่พกมา ไม่ต้องถามหาถึงบัตรหรอก

นายอ้วนใช้ฝีปากต่อรองอยู่พักหนึ่งกว่าพนักงานจะยอมให้ หล่อนผายมือชี้ตำแหน่งเครื่องให้เห็น ผมกำลังจะเดินนำไปแต่ชะงักด้วยเสียงนายอ้วนที่ถามหาไอดีการ์ดสำหรับเกมส์ ตรงนี้ผมฟังไม่เข้าใจนักจึงปล่อยให้นายอ้วนเจรจาอยู่ฝ่ายเดียว จนกระทั่งเราได้การ์ดสีแดงระบุว่าเซิร์ฟเวอร์สิบมาในมือคนละใบ

“อันนี้คือการ์ดขาย” นายอ้วนเริ่มอธิบายให้ผมฟังระหว่างเดิน พูดต่ออย่างไม่ยอมให้ผมแทรกว่าถ้าไม่ขายแล้วจะซื้อมาได้อย่างไร “หมายถึงมันเป็นไอดีที่มีคนเล่นทิ้งไว้อยู่แล้ว มีเลเวลประมาณนึง เสี่ยอ้วนว่ามันโอเคกว่าถ้าพวกนายไม่ต้องไล่เก็บเลเวลกันใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะมันจะน่าเบื่อมาก แต่เลเวลก็ไม่ได้สูงอะไรนะ แค่เพิ่งเลือกอาชีพตัวละครเท่านั้น” ผมพยักหน้าเข้าใจ “ซึ่งสามใบนี้มีอาชีพเลือกไว้อยู่แล้ว”

พวกเรานั่งลงที่คอมพิวเตอร์คนละเครื่อง “แล้วฉันจะเปลี่ยนอาชีพได้ไงถ้าฉันไม่ชอบ”

นายอ้วนหัวเราะหึ “ก็ไม่ต้องเปลี่ยนไง ของนายเป็นนักบวช”

“ทำไมฉันไม่ได้อาชีพเท่ห์ๆอย่างนักดาบล่ะ?” ผมคาใจ

“เฮ้ย! อาชีพเท่ห์ๆ อย่างนักดาบมันเหมาะกับนายที่ไหนวะเทียนเจิน? แค่ชื่อก็เทียนเจินแล้ว ถ้าไม่เป็นนักบวชงานนี้จะเป็นนักบวชงานไหน”

“แล้วไอ้นักบวชนี่มันทำอไรได้บ้างล่ะ?”

“โห! ไอ้ที่ไม่อยากเป็นฉอดๆ ตะกี้นี่คือยังไม่รู้ความสามารถของนักบวชด้วยซ้ำเรอะ…” นายอ้วนทำท่าอยากโบกผมสักรอบ แต่ติดที่กั้น “ก็ไม่ไง เหมือนชีวิตนายทุกวันนี้แหละ คือคอยสนับสนุน คอยเติมเลือด รักษาแผล อะไรแบบนั้น”

“แล้วนายเล่นเป็นอะไร”

“นักรบ”

“ทำไมนายได้ตัวเท่ห์วะ?!” ผมยืนขึ้นทันที

“สายแทงค์ (Tank) เว้ย” นายอ้วนทำมือให้ผมนั่งลง เมื่อเสียงเริ่มจะดังเรียกความสนใจจากชาวบ้าน “คือเป็นตัวเข้าปะทะน่ะ เป็นด่านหน้า เข้าใจไหม หน้าที่นี้นายไม่ไหวหรอก”

“เปล่า ฉันคิดว่ามันเหมาะกับเสี่ยวเกอมากกว่านายเฉยๆ”

นายอ้วนกลอกตาหนึ่งรอบแบบเอือมระอา “ไม่เว้ย เสี่ยวเกอน้อยของฉันเป็นนักเวทย์”

“นักเวทย์ทำอะไร?”

“ร่ายเวทย์ไง”

ผมกลอกตาหนึ่งรอบบ้าง “เออ ขอบใจนะ รู้รายละเอียดเพิ่มขึ้นเยอะเชียว”

“นี่เป็นอาชีพสามเหลี่ยมเหล็กนะ ไร้เทียมทาน” นายอ้วนแจกแจง “คนหนึ่งปะทะ คนนึ่งโจมตีระยะไกล อีกคนคอยสนับสนุน ไม่ชนะงานนี้จะชนะงานไหน”

“ชนะใคร? เราต้องแข่งกับใครด้วยเหรอ?” ผมโยนคำถามอีก

นายอ้วนถอนหายใจยาว “ก็ชนะมอนที่ฆ่าไง”

“มอน?”

“มอนสเตอร์! พวกตัวประหลาดที่เจอเวลาเดินทางงี้” ท่าทางนายอ้วนอยากจับผมเขย่า ท่าทางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันน่าดู แต่อะไรที่ไม่รู้ ผมก็ต้องถามสิถึงจะถูก “แปลว่าฉันจะคุยภาษาเกมส์กับนายไม่ได้เลยใช่ไหม?”

“ก็ได้นะ อย่างแม็ปอะไรนี่ก็พอรู้ว่าคืออะไร” ผมยักไหล่ “ลองยกตัวอย่างคำที่จะได้เจอนี่ก็ได้ จะได้ถามทีเดียวเลย”

“โอเค” นายอ้วนไถลเก้าอี้มานั่งข้างผม “สกิล?”

“ความเชี่ยวชาญ”

“ดาเมจ?”

“ความเสียหาย”

“สตัน?”

“ทำให้ชะงัก”

“ดันเจี้ยน”

“ด่าน”

“ปาร์ตี้”

“งานฉลอง”

“MT?”

“Masking Tape”

“OT?”

“Over Tim -โอ๊ย!! นายจะตีฉันทำไม!” ผมโวย มองค้อนม้วนกระดาษเอสี่ที่มือนายอ้วน

“ไม่ฟาดให้เลือดออกก็ดีแค่ไหนแล้ว! แม่งตอบมาแต่ละอย่าง เสี่ยอ้วนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี” มือเงื้อง่าอยู่อย่างตัดสินใจไม่ได้ ผมเลยไถลเก้าอี้ถอยหลังให้ไกลจากวงปะทะเป็นปลอดภัย

“คนที่นายควรถามคือเสี่ยวเกอของนายมากกว่ามั้ง” ผมโยนหน้าตาเฉย “คูลดาวน์คืออะไรจะตอบได้รึเปล่า?”

เมินโหยวผิงพยักหน้า พลางหมุนเก้าอี้หันมาด้วย ปล่อยให้ผมตะลึงเงียบๆ

“เทียนเจิน เกอน้อยของเราคือคนที่เล่นกับฉันมาก่อนหน้านายนะ เผื่อจะลืม ไอ้เรื่องง่ายๆ พรรค์นี้ไม่คณามือหรอก แถมมีสกิลจำทางจำอะไรในแม็ปในดันได้หมดด้วยนะ ไม่อยากจะคุย”

กอดอกคิดตามแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว “ไอ้เรื่องแบบนี้ใครก็ทำได้รึเปล่า? เวลาลงกรวยเดินจริงๆยังจำได้เลย แล้วนี่กะอีแค่ในเกมส์…”

“เออน่า… เทียนเจินบ่นมากแก่เร็วนะ นี่ก็ตีนกามาเป็นฝูงแล้วนะเนี่ย เล่นๆ อ่ะ เอาไอดีการ์ดไปคนละใบ” นายอ้วนแจกการ์ดไอดีเหมือนแจกไพ่ ผมฉวยโอกาสเอาไอดีการ์ดตีหน้าไปเสียหนึ่งที… ตีนกาเรอะ… ผมมีน้อยกว่านายอ้วนเป็นพันเท่า “ระหว่างเล่นมีอะไรไม่เข้าใจก็ถามมาแล้วกัน”

“ก่อนหน้านั้นถามก่อนเถอะว่าเล่นเป็นไหม….”

“ก่อนหน้านั้นถามก่อนเถอะว่าเตรียมเงินมาเสียค่าปรับค่าเม้าส์กับคีย์บอร์ดพังรึยัง?” นายอ้วนพูดสวน

“เสี่ยวเกอรู้จักพัฒนาหรอกน่า รอบนี้ไม่ทำพังแล้ว” ผมพูดเองเออเองอยู่คนเดียว หันไปพะเยิดหน้ากับเจ้าตัวอีกด้วย

ปรากฏว่าผมเป็นคนเดียวที่มีปัญหามากที่สุด

การเล่นเกมส์มันไม่ใช่แค่เรื่องของศัพท์ต่างๆในเกมส์หรือเทคนิคการเล่นเท่านั้นนะ… ผมยังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นหรอก แค่มือขวาจับเม้าส์มือซ้ายกดปุ่มผมก็มีปัญหาแล้ว นิ้วไหนอยู่ปุ่มอะไรผมยังจำไม่ได้เลย ไม่ต้องลามไปถึงว่าปุ่มไหนใช้ท่าอะไรกดต่อเนื่องเป็นท่าอะไรแบบนั้นหรอกนะ เจ้าพวกร่วมตี้ของผมก็เข้าดันเจี้ยนไปไม่ถามสุขภาพผมสักคำ สุดท้ายก็ไปไหนไม่ได้ไกลเพราะผมเดินไม่ถูก สงสารตัวละครที่ตัวเองบังคับอยู่เหมือนกัน มันหมุนไปมาทำท่าประหลาดน่าอนาถใจอย่างยิ่ง

“เทียนเจิน นายเลิกทำท่าประหลาดๆ แล้วเดินมาตรงนี้ซะที! เสี่ยอ้วนจะไปลากมอนมาแล้วนะ!”

นายอ้วนหวังวิ่งหายลับไปในทางเข้าป่า เยื้องๆ กันนั้นมีเพื่อนร่วมปาร์ตี้ที่ผมจำชื่อไม่ได้อีกสองคนวิ่งตามนายอ้วนไป ได้ยินเสียงุบงิบเข้าหูผมว่าผมมือพิการ… อะไรวะ ผมเปล่ามือพิการนะ ผมแค่แยกประสาทไม่ได้ จำปุ่มไม่ได้เท่านั้น!

“ไปกัน” เสียงทุ้มในหูฟังใกล้ซะจนผมเอนตัวหนีในความเป็นจริง (ใช่ ตัวที่ผมเล่นยืนนิ่งเหมือนเดิม เพราะผมขยับไม่ได้ดั่งใจ) เมินโหยวผิงยืนหน้าผมยิ้มนิดๆ อยู่ข้างๆ ตัวที่ผมเล่น ซึ่งโคตรไม่ชินตา ไอ้ทรงผมก็ใช่ หน้าตาก็คล้าย ติดที่รอยยิ้มหน้าตาเป็นมิตรนี่แหละ มองทีไรอดคิดทาบภาพความจริงขนาบไปด้วยไม่ได้จริงๆ

“ไปก่อนเลย” ผมยอม “เดี๋ยวเดินตามไป”

“ให้จับมือไปไหม?” ใบหน้ากราฟฟิกนั้นหันมามองอย่างเป็นมิตร มองแล้วจะขำก็ขำไม่ออก

“ระบบมันมีให้จูงมือด้วยเหรอ?” ผมร้อง ขนาดเดิน ต่อสู้ปุ่มก็เยอะแล้ว แล้วถ้ามีท่าจับมือนี่มันต้องกดตรงไหน? “เอ่อ… มันต้องกดอะ-”

“แบบนี้”

นิ้วที่เรียวยาวกว่าผมทาบทับนิ้วมือกดคลิ๊กเม้าส์ อีกข้างจับทับมือผมกดปุ่มบังคับตัวละครให้เดินไปข้างหน้า ขยับมองฉากซ้ายขวา จังหวะเสียงในอกของผมดังสะท้อนที่หูฟังสองข้าง ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิด ร่างเพรียวค้อมตัวซ้อนด้านหลังจับมือผมขยับตัวละครไปมา ใบหน้าขาวนั้นห่างจากผมไม่กี่เซ็นติเมตร

“ลองทำไหม?” เสียงที่เมินโหยวผิงพูดแทบผ่านหูฟังเข้ามาไม่ได้ แต่ในระยะเท่านี้ผมอ่านปากเอาไม่มีพลาดแน่นอน

ใบหน้าพยักลงอย่างว่าง่าย ลองบังคับตัวละครเดินวิ่งกระโดด สำหรับผม มันก็ยากอยู่ดี แต่ผลที่ได้คือนิ้วเริ่มจำปุ่มได้ มืออีกข้างก็พอรู้แล้วว่าจะขยับเม้าส์ยังไง โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ มือขาวนั้นยังทาบประกบหลังมือผมไม่ปล่อย ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร แต่เหงื่อที่ฝ่ามือเริ่มชื่นแล้ว ถ้าไม่ปล่อยอีกหน่อยอาจจะเกิดไนแองการ่าที่เม้าส์นี่แหละ

ระยะห่างอันน้อยนิดนี้ทำให้ผมหายใจไม่สะดวกเอาเสียเลย “ได้แล้ว… นายไป-”

“เสี่ยวเกอ นายยืนทำบ้าอะไรตรงนั้น!” เสียงนายอ้วนแหวกทุกซีนทะลุเข้าหูของผม “มอนมาแล้วว้อยยยย”

แทนที่เสี่ยวเกอของนายอ้วนหวังจะกลับที่นั่งของตน เขากลับเลือกที่จะเบียดผมเข้าอีกนิด คาดว่าถ้าไม่ติดที่พักแขนเขาคงจะมานั่งเบียดกับผมแล้ว

ตัวละครนักบวชอันจืดชืดของผมกดสกิลฮีลหมู่ให้สามคนด้านหน้าและกดกระโดดถอยหลัง วิ่งขึ้นไปบนเนินเตี้ยที่วิสัยทัศน์ดีที่สุด โดยการใช้นิ้วกดคีย์บอร์ดและเม้าส์ผ่านนิ้วผมอีกที

“ตรงนี้ปลอดภัยที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด” เมินโหยวผิงว่า พลางเหลือบตามามองผม “ถ้าจะให้มาสอนอีกก็เรียกนะ”

เขาเดินกลับที่นั่งเมื่อเห็นผมพยักหน้ารัวอย่างไม่คิดชีวิตแล้ว

“ร่ายเวทย์ก่อนเราจะตายกันหมด!” เสียงสมาชิกในตี้ตะโกนขึ้น ตัวละครของเมินโหยวผิงนิ่งนานผิดปกติ

“เขาไปไหน ทำไมเขานิ่งแบบนั้น” อีกเสียงร้องถามขึ้นมา “เขาหลุดเหรอ?”

ตัวละครนายอ้วนใช้ท่าฟันถล่ม มอนกระเด็นเป็นครึ่งวงกลมสวยงาม ก่อนจะวาดขวานในมือเป็นวงเพื่อเข้าสู่ท่าต่อไปพลางพูดเสียงเกรี้ยว “ไอ้ชิบหาย! เขาถล่มมอนกันให้หน้าสั่นยังมีหน้ามาโรยน้ำตาลปี๊บกันแถวนี้อีกเหรอ! รู้จักมั่งไหมไอ้สิ่งที่เรียกว่ากาลเทศะน่ะห๊า!”

ผมด่าสวนไป “น้ำตาลปี๊บอะไร!”

“ถ้ามือว่างจะเดินไปดีดคนละที” นายอ้วนมัวแต่พูด โดนก๊อบลินฟันติดสถานะเลือดออก “ชิบหายละ!”

กว่าจะจบการต่อสู้ได้ก็ทุลักทุเล คงมีผมคนเดียวที่ไม่โดนดาเมจเลยแม้แต่เสี้ยว รอทุกคนแบ่งของดร็อปกันอย่างไม่มีปากเสียง เอาจริงๆผมก็ยังไม่รู้ว่าใส่อะไรแล้วจะมีผลยังไง ได้แต่ฟังนายอ้วนเถียงคนร่วมตี้อย่างไม่ใส่ใจนัก จนกระทั่งเสียงบ่นจากคนไม่รู้จักดังขึ้น

“ฉันว่าพวกนายอ่อนไปหน่อยนะ ฝึกความเร็วมือหน่อยไหม?”

“เสี่ยอ้วนเล่นเอาสนุก ไม่ได้จะชิงแชมป์โลก ได้เท่านี้ก็บุญแล้ว” นายอ้วนหวังไม่ถือสาเด็ก เอ่ยตามจริงด้วยน้ำเสียงเริงร่า

“แต่การจัดรูปแบบก็พัง คนนึงก็เอาแต่ฟาดมอนไม่สนเพื่อน อีกคนก็เอาแต่ปกป้องนักบวช ฉันว่ามันไม่ใช่นะ”

หลังจากนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รูปแบบการเล่นถกกันไม่หยุด ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ใจความส่วนใหญ่คือเมินโหยวผิงเล่นแบบไม่สนใจพวกพ้องเสียยิ่งกว่านายอ้วน ทั้งที่การควบคุมดีอะไรก็ดี ถึงตรงนี้นายอ้วนหวังเริ่มส่งเสียงไม่พอใจออกมา ส่วนตัวผม ไม่รู้จะเถียงอะไรด้วยไหว

“ก็แล้วจะทำไม?”

เมินโหยวผิงพูดเสียงนิ่ง นายอ้วนเผลอส่งเสียง ‘โอ๊ะโอววว’ ลากยาว

“แม่ง นึกว่าตัวเองเป็นมือหนึ่งหรือไงวะ?” ยังไม่ทันสิ้นคำ หน้าจอก็แสดงชื่อผู้เล่นออกจากปาร์ตี้ ตามมาด้วยอีกคน

“วุ้ย! ไอ้พวกเด็กสมัยนี้!” นายอ้วนถอดหูฟัง หันมาบ่นกับผม

“ฮ่า นายต่างหากที่แก่เกินไปแล้ว”

“ไปเถอะเทียนเจิน เล่นมาจะสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว” ได้ยินข้อมูลจากนายอ้วนผมตาโตทันที หันกลับไปมองนอกหน้าต่างมืดสนิท เมินโหยวผิงเองก็ถอดหูฟังลุกจากโต๊ะมายืนเยื้องหลังของผมแล้ว “เออ ไม่โกหกหรอก ตัวจับเวลาก็อยู่ที่โต๊ะนี่”

“เวลาเล่นเกมส์นี่มันผลาญเวลาชีวิตจริงเป็นบ้า” ผมบ่น “คือมันก็ดีเวลาไม่มีอะไรทำ มันก็พูดยากนะ”

“ง่ายมากเทียนเจินชอบหรือไม่ชอบล่ะ?”

ยังไม่ทันจะได้คิดอะไร เสียงจากคนด้านหลังก็พูดขึ้น

“ชอบ”

“เสี่ยวเกอน้อยของเสี่ยอ้วนชอบ คิดว่าเทียนเจินก็คงจะยอมด้วยแหงๆ” พุงกลมนั้นกระเพื่อมด้วยแรงหัวเราะ “ไปฝึกซะนะ นิ้วจะได้ไม่แข็ง มารอบหน้าจะได้คล่องๆ หรือจะลองเล่นเดี่ยวกันก่อนก็ได้นะ”

“ไม่เอา” เมินโหยวผิงพูดขัดเสียงนิ่ง

เขามองนายอ้วนก่อนจะเคลื่อนนัยน์ตาสีดำสนิทนั่นสบตาผม

“อะไรเหรอ?” ผมถามด้วยเห็นว่าเป็นการมองที่นิ่งและใช้เวลานานกว่าปกติ

“ไม่อยากให้เล่นเป็น”

ตุ้บ!

นายอ้วนตบโต๊ะไม่แรงนัก พลุงตัวลุกขึ้นยืน ไล่เก็บเอาไอดีการ์ดเกมส์ของพวกเราออกจากเครื่อง

“ไปจ่ายค่าเน็ตก่อนนะ… พอดีรู้สึกเลี่ยนในคอ” เขากระแอม “ส่วนเรื่องเกมส์… ขอให้เสี่ยวเกอสบายใจ เทียนเจินมันเล่นไม่เป็นง่ายๆ หรอก ไว้คราวหน้าก็มานั่งเล่นเครื่องเดียวกันสิ นายจะได้สอนง่ายๆ”

ผมเห็นเมินโหยวผิงตาวาวและพยักหน้าสองครั้งติดกันเป็นครั้งแรก

“แม่ง …เซ็ง…” นายอ้วนเปรยเสียงไม่เบานัก “หากรวยลงได้จะผลักทั้งคู่ตกผาแม่ง…”

END(จริงๆ)
_________________________________________

Talk:
*ห้ามตีหัว* ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีตอนต่อ 555555+
แต่คราวนี้จบแค่นี้ของจริงแล้วค่ะ ชะตามิอาจฝืน พอดีไม่ได้แต่งเรื่องอื่นกัน เอาพอแก้นิ้วเครียดเนอะ(….)
อยากให้มีฉากสวีตๆบ้าง แต่ยากจังเลย… เดินทางมาสายตลกแล้ว ฮือๆ

พูดถึงโปรเจ็ค(??)หน้า(???)
เรายังคงจะเต้ามู่ต่อไป /น้ำตามา
เพราะดองมานานเกินไปแล้ว … คราวนี้เป็น The Traveller ค่ะ! *ทำเสียงตื่นเต้ล*
แหม ไหนๆเราก็ได้ไปฮานอย แถมนายอ้วน(??)ก็ไปเซี่ยงไฮ้ ทั้งได้ตะลุบฮ่องกงมาเก๊ากัน สิ่งที่ทั้งสอง(??)ได้ทวีตลอยแฮชแทคเอาไว้ เรารวบมาร้อยเรื่องราวเป็นที่เรียบร้อยค่ะ
จากใจตอนนี้คือหากเวลาพิมพ์เนี่ยยากที่สุดแล้ว

ว่าแต่จะมีใครอ่านเต้ามู่อยู่ไหม 555555

นอกเรื่องสักนิด
เรามีพลอตกับที่พิมพ์ไว้บ้างแล้วของฉวนจื๋อ เป็นคู่พี่เยี่ยเส้า (ขอโทษเส้าเส้าเรารักนาย) ซึ่งยังไม่จบ(…)และยังไม่ชอบ /ความเรื่องมากนี้
ไว้ตอนทยอยลงเดอะทราเวลเลอร์แล้วถึงจุดตันเราค่อยเอามาลงคั่น #อีนี่

ขอจบการอัพแต่เพียงเท่านี้ เจอกันใหม่ในเรื่องใหม่นะคะ
ขอบคุณที่ยังติดตามค่ะ รักกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

Advertisements

3 thoughts on “[Daomu fanfiction] Game Over -1-

  1. ชี้โพรงให้กิเลนซะแล้วเสี่ย 555

    ก่อนจะผลักลงเหวมีแววว่าเสี่ยอาจกระเด็นก่อนยังไงไม่รู้ เหอๆ

  2. เข้ามาเจอตอนต่ออย่างไม่คาดฝัน 55555

    ไม่ต้องห่วงหรอกเสี่ยวเกอ ดูจากสกิลของอู๋เสียแล้ว นายต้องคอยประคองไปตลอดแหงเลย

    ว่าแต่…ไม่มีตอนต่อแล้วจริงๆ นะ ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s