[Daomu fanfiction] The Traveller – 1

Pairing : 瓶邪
Warning : ประหนึ่ง AU อีกครั้ง แต่มีความแฟนตาซีค่อนข้างมาก (อะไรนะ? เรื่องก่อนก็แฟนตาซีเหรอ… เราว่าอันนี้แฟนตาซีกว่านะเชื่อเรา!)

超人不能流眼淚 – Superman can’t cry
_________________________________

มืด..

นี่อาจจะเป็นความฝัน…

ลองกะพริบตาดู ได้ความรู้สึกเปลือกตาขยับอย่างลำบาก หันซ้ายขวาก็ยังคงมืด ต้นคอปวดร้าวจากการนั่งหลับคอพับ หากลองเงยหน้ามองลอดช่องว่างข้างจมูกยังพอมองเห็นแสง มือสองข้างถูกมัดติดอยู่กับบางอย่าง… ลองขยับมือจับสัมผัสเย็นๆ น่าจะเป็นเก้าอี้ สถานการณ์แบบนี้เหมือนในละครที่เคยดู… หรือผมจะโดนลักพาตัว?!

ลักพาตัว?

เป็นวลีที่แค่คิดก็ขำแล้ว ผมเนี่ยนะจะโดนลักพาตัว? ลูกเศรษฐีหรือมีมรดกพันล้าน กระทั่งคนดังหรือคนสำคัญของประเทศก็ยังไม่ใกล้เคียงแม้แต่เสี้ยว แต่หากลองคิดอีกมุม หรือผมจะโดนเกลียดจนโดนลักพาตัวมาฆ่า? หากเป็นแบบนั้นทำไมต้องรอเวลาด้วย สู้ตบให้ตื่น ด่าให้สาแก่ใจ แล้วฆ่าทิ้งให้จบเรื่องน่าจะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า หากนี่ก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุอะไรพวกนั้น อันดับแรกคือ ต้องเป็นอิสระให้ได้ก่อน

ผมนั่งนิ่งเรียกสติ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือความปวดหัว ปวดทั้งท้ายทอย น่าจะหลับไปทั้งที่นั่งไม่สบายตัว หลังปวดยอกค่อยขยับนั่งตรงได้ เก้าอี้เย็นเฉียบที่บั้นท้ายทำให้รู้ว่าขาตัวเองที่เป็นอิสระอยู่นั้นเหน็บกินทั้งสองข้าง แขนขาหนึ่งชาจากการนอนกดทับเป็นเวลานาน ผมคงอยู่ท่านี้นานแล้ว และคงมีการย้ายที่กักขังถึงได้เจ็บปวดบางจุด หูตั้งใจฟังเสียงโดยรอบ มันเงียบมาก.. จนได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเอง

อันดับแรก คือป็นอิสระให้ได้…

ผมขยับข้อมือที่ถูกมัด สัมผัสของมันทำให้โล่งใจมากขึ้นว่ามันไม่ใช่สายรัดพลาสติก ไม่อย่างนั้นผมต้องเคลื่อนตัวไปทั้งเก้าอี้ และมันคงไม่สนุกแน่นอน เชือกที่ข้อมือมัดไม่แน่นมากทำให้พอยิ้มออกมาได้ ค่อยขยับกระตุกให้เชือกวงกว้างขึ้นสักหน่อย คิดถึงสารพัดวิธีและสารพัดคนรอบตัวผมที่สอนมา บางคนก็แรงเยอะเกินจะทำตาม บางคนก็เหนือมนุษย์ยากที่จะฝึก กว่าจะหลุดออกมาได้ก็ไม่ใช่ง่าย แม้จะรู้วิธี แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ได้โดนมัดบ่อยจนช่ำชอง ข้างขวาข้อมือน่าจะหลุด ความปวดปลาบทุกครั้งที่ขยับบ่งบอกอาการได้ดี แต่ก็คุ้มกับการที่หลุดออกมาได้

ผ้าที่ปิดตาถูกเผยอขึ้นมาให้พอมองเห็น ลุกยืนขยับสะบัดแขนขาไปมาให้พร้อมใช้งาน ก่อนจะย่องเสียงเบาไปยังประตูตรงหน้า แสงลอดวงกบประตูเป็นแสงสว่างจุดเดียวในห้องนี้ มือซ้ายสั่นอย่างห้ามไม่ได้ ฝ่ามือสัมผัสกลอนประตู ค่อยบิดไม่ให้เกิดเสียง หัวใจเต้นรัวจนน่าหนวกหู ความคิดที่ว่าจะมีคนเฝ้าอยู่ด้านหน้านั้นสั่นคลอนอย่างที่สุด หากมีมากกว่าหนึ่งคนจะทำยังไง มีแค่คนเดียวจะสู้ไหวไหมยังตอบได้ไม่เต็มปาก ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกลั้นหายใจจนบิดกลอนสุด ไหล่ค่อยดันขยับแง้มออก จังหวะนั้นเองจึงได้รู้ว่าที่ที่ผมโดนขังอยู่นั้นเป็นคอนเทนเนอร์กล่องหนึ่งเท่านั้น

ด้านนอกเป็นโกดังขนาดใหญ่ ไฟบนเพดานสูงเปิดเพียงบางจุดทำให้เกิดเพียงแสงสลัวสีเหลือง มองทั่วบริเวณได้ไม่ขัดเจน ผมย่องอย่างระมัดระวัง แฝงตัวในเงาดำของคอนเทนเนอร์ที่วางกองรายล้อม ในหัวไล่สถานที่เร็วจี๋ ที่นี่คือที่ไหนกันแน่? ที่สุดท้ายที่ผมอยู่คือที่ไหน? อีกอย่างที่สำคัญมากคือ… เบอร์โทรศัพท์ของนายอ้วนเบอร์อะไร…

กลิ่นน้ำมันเครื่องบวกกันน้ำมันชุบโลหะอวลจางในบรรยากาศ ผมเงยหน้ามองหน้าต่างช่องเล็กที่อยู่สูงเกินไปหลายช่วงตัวอย่างหมดหวัง ลมเย็นที่โชยเข้ามาไม่ทำให้เหงื่อแห้งลง หลังแนบกับลอนตู้คอนเทนเนอร์ก่อนจะทรุดยองนั่ง พักหายใจ เรียกสติ กล่อมตัวเองไม่ให้ลนลานเกินกว่าเหตุ ก่อนจะเดินหน้าต่อ เบี่ยงซ้ายขวาไปสักพักก็เริ่มคิดว่าควรจำผังของพื้นที่นี้เอาไว้ หากมีความจำเป็นต้องกลับที่เดิมจะได้ไม่เดินหลง ในสมองจึงวาดเป็นผังเส้นง่ายๆ นึกขอบคุณตัวเองเป็นครั้งแรกที่เรียนสถาปัตยกรรมมา ครั้งนี้ไม่เสียทีโดยแท้

เดินมาเกินครึ่งทางผมจึงหยุดพัก เพิ่มความกล้าให้ตัวเองด้วยการเปิดประตูสำรวจด้วยแทนที่จะเดินมองอย่างเดียวในทีแรก คอนเทนเนอร์แต่ละตู้ประตูต่างไปคนละแบบ นี่อาจจะเป็นท่าเรือสักแห่ง เพียงแต่กลิ่นน้ำมันที่อวลอยู่ทำให้ไม่ได้กลิ่นน้ำหรือทะเลจากภายนอก หรือบางทีอาจจะเป็นโกดังที่อยู่ค่อนข้างไกลจากท่า และเป็นโกดังเก็บของแทนที่จะเป็นโกดังพักของอย่างที่คิดในคราวแรก บางตู้เปิดได้บางตู้มีกุญแจล็อค บางตู้เปิดมามีของเต็ม ความซนของผมมีกระทั่งว่า เดินเข้าไปค้นในลังไม้หรือในกล่อง เผื่อเจออะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่คิดเลยว่าอาจจะสร้างความเสียหายให้ชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่อะไรมันจะไปสำคัญกว่าชีวิตผมตอนนี้กันล่ะ!

ที่น่าเศร้ากว่าคือ… ผมยังไม่เจออะไรที่จะใช้ประโยชน์ได้เลย ไม่ว่าจะสาแหรกอะไหล่ช่วงล่างรถบรรทุกที่หนักเกินกว่าจะใช้เป็นอาวุธ ผมคงแขนล้าก่อนได้ยกฟาดคนอื่น หรือว่าจะเป็นแก้วกาแฟพลาสติกเป็นโกดัง แก้วกระดาษร้อนพร้อมฝาปิด ซึ่งล้วนแล้วแต่ปาใส่ก็ไม่เจ็บ ทำแตกมาแทงก็ได้อย่างมากคือเกิดอาการจั๊กจี้…

หากการที่ได้เจอห้องน้ำนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยคาดหวัง ตู้ด้านในสุดถูกดัดแปลงสภาพคล้ายสำนักงานขนาดย่อม มีโต๊ะ เก้าอี้ และโทรศัพท์ เหนือจากนั้นคือห้องน้ำ ผมตรงเข้ามาล้างหน้าล้างตา มองตัวเองในกระจก รอยช้ำตรงเบ้าตานี้เกิดขึ้นได้อย่างไรผมก็ไม่มีความทรงจำอยู่ มองเนื้อตัวที่ดำเป็นคราบ ใจจะล้างออกก็ไม่กล้า หากมีความจำเป็นต้องทำให้เลอะใหม่ รับรองว่าไม่สามารถสกปรกได้เท่านี้ภายในเวลาอะไรรวดเร็วแน่นอน ผมจึงทำได้เพียงเอาน้ำลูบหน้าตาให้พอสดชื่น ดื่มน้ำไปอีกเล็กน้อย ก่อนจะออกมายืนมองปัญหาของผม

โทรศัพท์ดันใช้การได้เสียด้วย…

ว่าแต่เบอร์นายอ้วน…

ไม่ใช่แต่เฉพาะเบอร์นายอ้วนหรอก จะเบอร์ใครผมก็นึกไม่ออกทั้งสิ้น กระทั่งเบอร์ตัวเองยังไม่รู้เลย หมายเลขเหมือนติดอยู่ที่ไหนสักแห่งของปลายนิ้ว จ่ออยู่ที่ปุ่มตัวเลข แต่ไม่รู้จะกดอะไรจนสัญญาณตัดไป

แต่การที่จะมาจมจ่อมกับความพังของตัวเองก็ดูจะไม่ใช่ที่ ผมพยายามคิดหลายหมายเลชที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พบว่าไม่มีติดหัวเลยสักชุด ผมจึงไม่สนใจมันอีก เดินออกไปด้านนอก ถัดไปอีกไม่กี่ก้าวก็พบประตูม้วนแผงยาวแบ่งท่อนต่อเต็มด้านของกำแพง ริมสุดเป็นประตูบานเล็ก ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างเบาเสียงแม้ว่าใจจะตื่นเต้น

แน่นอนว่ามันล็อค…

ผมไม่คิดหรอกว่าจะเป็นคนดวงดีอะไรขนาดนั้น ค่อยลองเอาหูแนบ ฟังเสียงที่เกิดขึ้นนอกบานประตู ได้ยินเสียงรถวิ่งผ่านอยู่ไกลๆ กับเสียงลมปะทะกับบานประตู หากเงี่ยหูฟังจะได้ยินเสียงเหมือนโซ่กระทบรั้วเหล็ก ฟังอยู่พักใหญ่ก็ตัดใจ เสียงที่ผมได้ยินไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรนัก และเลือกเดินกลับทิศเดิมโดยเสี่ยงเส้นทางเดิมเพื่อทำผังเพิ่มในหัว

การเดินย่องอย่างเงียบเชียบทำให้ผมเกร็ง ประสาทที่ถูกบังคับให้ตื่นตัวตอนเวลาเริ่มส่งผลให้ร่างกายล้า ผมยังคงมองหน้าตาที่อยู่สูงขึ้นไปบนนั้น จินตนาการว่า หาผมขยับตู้คอนเทนเนอร์มาซ้อนกันสามชั้นแล้วปีนขึ้นไป กระโดดอีกหน่อยก็คงจะเอื้อมถึงขอบหน้าต่าง สอดร่างกายลอดออกไปพบกับอิสรภาพ… ไม่ก็ตกลงไปขาหักอยู่อีกฟาก… หน้าต่างเช่นนี้หากไม่มีบันไดด้านใน ด้านนอกก็คงไม่ต้องหวัง นี่ไม่ใช่ทางหนีไฟอย่างแน่นอน เมื่อมองไปโดยรอบจะเห็นหน้าต่างแบบเดียวกันในความสูงเท่ากันทิ้งช่วงเป็นระยะ ซึ่งไม่เข้าใจว่ามีไว้เพื่ออะไร

หากว่าผมสามารถวิ่งกระโดดไต่ขึ้นตามกำแพงขึ้นไปได้ก็คงจะดี…

แน่นอนว่าผมไม่มีฝีมือด้านนั้นจึงได้แต่แหงนคอมองอย่างเซ็งๆ ห้ามสมองให้เลิกคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ผมเหลือเวลาไม่มากแล้ว อันที่จริงมันนานเกินไปแล้วด้วยซ้ำกับการเดินวนไปรอบๆ โดยที่ยังไม่มีเสียงอื่นใดที่ผิดปกติดังขึ้นมาเลย เมื่อเรียบเรียงความคิดได้เสร็จจึงก้าวยาวกว่าเดิมสอดส่ายสายตาแทบตาลาย เจอตู้คอนเทนเนอร์เดิมที่ใช้ขังตัวเองไว้ใจยิ่งเต้นแรง มือดึงประตูเข้าหาตัว บานพับส่งเสียงฝืดออกมาไม่เบานัก ผมชะงัก ค่อยปรับน้ำหนักมือเปิดมันออกกว้างก่อนจะมองเข้าไปยังกล่องอันมืดสนิท

การต่อสู้ในจิตใจของผมตอนนี้คือการต้องเลือก…

ระหว่างหาที่ซ่อนตัวที่อื่นที่สบายกว่านี้ หลบอยู่จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หรือ กลับเข้าที่เดิม ทำเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและรอ…

สมองอันน้อยนิดของผมยังนึกไปไม่ถึงว่าเมื่อไหร่สถานการณ์จะดีขึ้นและผมจะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ ขาของผมก้าวเข้าไปในกล่องนั้น ปิดประตูอย่างดี คลำทางกลับไปนั่งที่เดิม ผ้าปิดตาผูกแน่นตึงตำแหน่งสูงกว่าปกติเล็กน้อยให้พอแหงนหน้ามองเห็น ค่อยผูกเชือกข้อมือตัวเองมัดกับพนักแขนให้พอกระตุกออกง่ายหากมีเหตุจำเป็น อีกข้างพันไว้หลวมอย่างทุลักทุเล ขยับนั่งที่ท่าที่สบายหน่อยแล้วเฝ้ารอเหตุการณ์…

ผมลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อได้กลิ่นอาหาร เกือบเผลอขยับตัวด้วยความเคยชิน ผมนิ่งอยู่แบบนั้นเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ จมูกยังพยายามแยกว่ากลิ่นอะไรเป็นกลิ่นอะไร พบว่ากระเพาะอาหารบิดมวนด้วยความหิว ยื่นหน้าสูดกลิ่นอาหาร รับรู้ได้ว่ามันอยู่ตรงหน้าผมนี่เอง ตัดสินใจกระแอมดู ทุกอย่างเงียบสนิท ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีกระทั่งเสียงลมหายใจ

คลายเชือกมือข้างหนึ่งเปิดผ้าปิดตาขึ้นมอง อาหารบนจานกระดาษในความมืดที่มองไม่เห็นว่าคืออะไร ใช้มือคลำทั่วสัมผัสสากระคายจากกล่องกระดาษที่ซ้อนกันสองชั้นใช้แทนโต๊ะอย่างง่าย และไม่มีช้อนส้อม ….การไม่แก้มัดให้ผมเลยสักข้างก็ดูเป็นเหตุผลที่ดี และผมยอมเล่นตามกติกานั้นด้วยการผูกเชือกให้ตัวเองเหมือนเดิม ปิดผ้าที่ตาและก้มหน้ากัดเล็ม ชิมของที่อยู่ในจานในความมืด นอกจากความเย็นชืดก็ไม่ได้รสชาติอื่นอีก

ผมพิงเก้าอี้ รออยู่พักใหญ่แม้ท้องจะเริ่มประท้วง ระหว่างนั้นสำรวจอาการของตัวเอง ลิ้นไม่ชา ริมฝีปากปกติ ไม่แสบคอ ไม่ปวดท้อง มือขยับได้ตามปกติยันปลายเท้า ผมจึงค้อมตัวลงอ้าปากกินคำใหญ่กว่าเดิม เคี้ยวพิจารณารสชาติ น่าจะเป็นหมี่ผัดที่ไม่รู้ว่าอาศัยอยู่บนจานนี้นานแค่ไหนแล้ว จากนั้นก็รอ สำรวจความผิดปกติของร่างกาย เมื่อรอบนี้ผ่านไปได้ด้วยดีผมจึงเริ่มกิน สักพักก็เริ่มอยากน้ำ จึงเริ่มรู้ว่า ที่ผมสำรวจเมื่อครู่นี้ ไม่มีสิ่งที่บรรจุน้ำอยู่เลยสักชิ้น ผมรวบรวมน้ำลายกลืนลงคอแล้วหยุดกิน เอาแค่พอสร้างพละกำลังให้ตัวเอง แต่ถ้าอยากน้ำมากกว่านี้เห็นทีจะไม่ไหว

คอพับตกอย่างคนที่ผลอยหลับไปอย่างเสแสร้งทำให้ผมได้ยินเสียงเปิดประตูด้านหน้า ผู้ที่เข้ามาไม่พูดอะไร เดินลากรองเท้าอย่างไม่เต็มใจ แค่นหัวเราะตรงหน้าผม แล้ววางสิ่งหนึ่งแทนที่จานกระดาษ ทันใดนั้นศีรษะของผมก็ถูกตบไม่เบานัก พร้อมกันของเหลวที่สาดลงกลางกระหม่อม

“ใจเย็นเหลือเกินนะ” เสียงคนข้างหน้าเปรยขึ้น ผมนั่งนิ่งอย่างไม่รู้จะตอบอะไรไปถึงจะดี เสียงทุ้มต่ำเหมือนอมอะไรในปากก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ

“มันพูดตอบมึงไม่ได้ไหม?”

“อ้อ ผมลืม…”

ไอ้คนหน้าห้องนั่นตำแหน่งสูงกว่าไอ้คนตรงหน้าผม นั่นคือความจริงข้อแรก…

และผมเป็นใบ้… นั่นคือข้อมูลของตัวผมที่ผมเพิ่งรู้สดๆ

“นี่น้ำ” คนข้างหน้าผมพูดอีก “ไม่บริการดีถึงขนาดมีหลอดให้หรอกนะ ลองก้มมาให้ลิ้นเลียเหมือนหมาดูเป็นไง?” จบคำก็หัวเราะ

เสียงฝีเท้าไกลออกไป ตามด้วยเสียงปิดประตูโครมใหญ่

ผมถอนหายใจยาว… ตอนกินก็เหมือนไปแล้ว ก็แล้วมันจะทำไม ถ้าทำให้รอดไปได้โดยสวัสดิภาพ จะอะไรก็ทำทั้งนั้นแหละ ทุเรศกว่านี้ยังเคยมาแล้ว กับอีแค่กินน้ำกินข้าวไม่ใช่มือ ไม่เห็นหน้าเดือดร้อนตรงไหน ไอ้พวกนี้มันได้ประวัติผมมายังไง เรื่องเป็นใบนี่มันอะไรกันวะ? ถึงจะดีที่ผมไม่ต้องพูดมาก แต่คิดอีกทีก็สับสน… หรือคนที่พวกนี้ต้องการตัวไม่ใช่ผมแต่เป็น ‘คนใบ้จาง’ กันแน่…

ตลกละ…

ลักพาตัวคนใบ้จางใช้คนพวกนี้เห็นทีจะไม่รอดตั้งแต่หน้าประตูบ้าน ผมนี่คิดอะไรเพ้อเจ้อจริงๆ…

ใช้ฟันกัดขอบแก้วแล้วยกขึ้นเงยหน้ากินน้ำก็ไม่ได้ยากมากมายอะไร ผมยังคงค่อยๆ จิบพลางสำรวจร่างกายตัวเองไปด้วยเหมือนเดิม กันไว้ดีกว่าไม่มีโอกาสแก้ เสียเวลามากหน่อย ทนหิวน้ำนานหน่อยก็ช่างปะไร

เผลอหลับไปจนปวดคอจึงฝืนลืมตาขึ้นมาอีกรอบ เงี่ยหูฟังไม่ได้ยินเสียงอะไร ลองกระแอมไอเสียงดังก็ไม่มีเสียงสิ่งใดเคลื่อนไหว รออยู่พักใหญ่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจึงลุกขึ้นทั้งเก้าอี้ เดินท่าเดียวกับปูทีละก้าวสองก้าวยันถึงประตู วางเก้าอี้นั่งแล้วเอาหูแนบ ไม่ได้ยินอะไรสักอย่าง ผมทิ้งเวลาอยู่แบบนั้น รอจนไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองตื่นหรือหลับอยู่กันแน่จึงตัดสินใจคลายเชือกที่ข้อมือทั้งสองข้างแล้วค่อยบิดประตูให้แสงพอลอดเข้ามาด้านใน จึงยกเก้าอี้ไปวางที่เดิม แล้วย่องออกไปด้านนอก

ยามค่ำคื่นมองยากกว่ากลางวันมาก ไฟที่เปิดไว้เหลือเพียงดวงสองดวง หากเทียบกับขนาดของโกดังยังถือว่าน้อยไปมาก เดินสำรวจเป็นวงกลมรอบๆ ที่พัก(??)ตัวเองไม่เจอสิ่งมีชีวิต จึงขยายวง จนถึงสำนักงานเล็กๆ นั่นอีกรอบ ผมจึงได้เข้าห้องน้ำ ล้างมือล้างหน้าที่ความซกมกเริ่มเพิ่มพูน รอบปากของผมกรังด้วยความมันจากอาหารที่กิน เห็นแล้วรับไม่ได้เป็นอย่างมากแต่ล้างแค่ได้พอเป็นพิธี จากนั้นจึงเดินยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยประหนึ่งเดินดูไซต์งานก็ไม่ปาน

บางทีผมก็คิดนะ… ว่าความเอื่อยเฉื่อยนี่มันอะไรกันวะ…

หากผมเป็นแก๊งค์ผู้ก่อการร้าย ผมจะใจเย็นขนาดนี้ได้อย่างไร ช่องโหว่อันมากมายมหาศาลนี้มันทำให้ผมหยุดคิดไม่ได้

ข้อแรก จับตัวใครสักคนมาขังไว้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่ควรมองข้ามหรือประมาทในศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่ง ด้วยสถานการณ์ต่างๆ คุณไม่รู้หรอกว่าคนจะทำอะไรได้บางในสิ่งที่เราคาดไม่ถึง แต่ให้การจับมาขังแล้วแค่ปิดตามัดมือแถมไม่ล็อคประตูห้องจากข้างนอก คนเฝ้าหน้าห้องก็ไม่มี กระทั่งคนเฝ้าสถานที่ยังไม่มีสักคน! ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าหากจงใจทำแบบนี้แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา หรือว่าเราเล่นซ่อนหากันอยู่?

ข้อสอง การให้น้ำให้อาหารกับบุคคลในความควบคุม ไหนๆ ก็จับมาอย่างไม่ประสงค์ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องให้อาหารปริมาณอิ่มหนึ่งมื้อด้วย ไหนจะมีน้ำไว้กินตามคล่องคออีก หากโดนน้ำรดหัวแล้วไม่มีให้ดื่มก็ยังพอมีเหตุผลรองรับ ถือเป็นข้อหนึ่งในการทรมาน คนที่เราจับมาแปลว่าเราต้องไม่อยากให้มันหนี แล้วจะทำให้มันมีกำลังวังชาไปทำไม ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ หรือว่าจะเป็นห่วงเพราะการกินไม่ตรงเวลาทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร?

ข้อสาม ผมยังไม่ได้ยินเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนอะไรใดๆ เลยสักข้อ หากจับมาเพื่อฆ่าก็ควรจะฆ่าได้ก่อนสิ้นเปลืองอาหารหนึ่งมื้อ หากจับมาเพื่อเรียกค่าไถ่ ต้องเกิดการถ่ายรูป อัดเสียง อะไรสักอย่างที่ทำให้เรียกร้องค่าไถ่มาได้สิ หรือจะเป็นการรับจ้างจับมาก็ตาม ยังไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์รายงานคนใหญ่คนโตเพื่อเรียกร้องค่าจ้าง ต่อให้ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมไม่ได้สติ แต่การทิ้งห่างการติดต่อมันนานเกินไปแล้ว

หรือนี่อาจจะเป็นการกลั่นแกล้งของใครสักคน?

หากลองมองในมุมนี้ ผมก็ตันอยู่ดี คิดไม่ออกว่าใครจะกลั่นแกล้งได้น่ารักเท่านี้ แต่ละคนรอบตัวที่ผมรู้จัก การกลั่นแกล้งนั้นสาหัสเรียกได้ว่าน้ำตาเป็นเลือดไม่ก็ต้องเลือดออกตามไรฟัน เป็นร้อนใน หายใจไม่ทั่วท้องด้วยความเครียดไปแล้ว การละเล่นขำขันที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพนี้ไม่ใช่แนวทางของคนที่ผมรู้จักเอาเสียเลย ขนาดถูกตบหัวเรียกสติ ยังเบาเสียจนตั้งรับไม่ทัน ไอ้เจ็บมันก็เจ็บ แต่มันเจ็บน้อยกว่าที่คาดเอาไว้ ขนาดพวกผมซ้อมมือกันยังมีสมองสั่นติดมึนงง เดินเป๋ไปเป็นวัน อันนี้ออกแนวตบด้วยความรักอย่างกับเป็นลูกเป็นหลาน

ผมยืนอยู่หน้าห้องขังตัวเองแล้วคิดทบทวนว่าตัวเองจะทนเรื่องเอื่อยเฉื่อยนี่ไปได้นานแค่ไหนกัน เมื่อกรองข้อมูลสองข้อที่รู้ว่า เดาได้เพียงแต่ว่านี่คงเป็นการจับผิดตัว ผมคงไปหน้าคล้ายๆ เหยื่อที่เป็นใบ้คนนั้น และจะต้องเป็นบุคคลที่ไม่ค่อยมีใครกล้าแตะต้องด้วย

ล่วงเข้าวันที่สาม ข้อมูลที่ผมมีไม่ได้เยอะกว่าเดิมนัก สภาพของผมยังเป็นเหมือนวันแรก ต่างกันตรงที่มีข้อมูลอีกข้อที่ได้เพิ่มมา นั่นคืออาหารมาแค่หนึ่งมื้อ น้ำหนึ่งแก้ว ในระบบวันเว้นวัน เพราะฉะนั้นในช่วงวันที่สองผมแอบดอดไปซดน้ำในโกดังอื่นหมดไปหลายขวด โชคดีที่สามารถเดินเข้าห้องน้ำได้อย่างอิสระ

ย้อนความไปวันที่สอง หลังจากที่นั่งเบื่อเกินจะทน ออกมาเดินเล่นไม่มีอะไรทำ หวาดระแวงจนเสียสติ ผมจึงคิดได้ว่าควรลงมือสำหรับทุกคอนเทนเนอร์ที่อยู่ในนี้อย่างจริงจังเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยไม่สนใจด้วยว่าคนร้ายจะกลับมาตอนไหน ผมจะถูกเจอเมื่อไหร่ มันควรจะพอเสียทีกับความไม่สมเหตุสมผลนี้ ผมจึงรื้อทุกตู้ที่ไม่ได้ล็อค รื้อมันทุกอย่างเท่าที่สองมือจะเปิดไหว ในใจผมหวังให้เจออุปกรณ์หรือเครื่องมือสักชิ้นที่ใช้การได้ ผมไม่ใช่คนมักมาก ขอแค่ไขควงหรือตะเกียบสักข้างก็พอใจแล้ว แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้นั่นแหละว่าพระเจ้าไม่เข้าข้างผมสักเท่าไหร่ มีแต่ตัวผมที่เข้าข้างตัวเองได้ จึงเพิ่มการหาข้อมูลที่สำนักงานเล็กๆ นั่น รื้อลิ้นชักหาเอกสาร ว่างเปล่าทุกลิ้นชัก ใจคอจะไม่มีอะไรสักอย่างให้ผมอ่านกระทั่งฆ่าเวลาเลยสักแผ่น ที่อยู่ในตู้ก็มีเอกสารส่งของ มีรายการของ แต่ไม่มีเบอร์โทร ไม่มีชื่อบริษัท ไม่มีอะไรสักอย่าง ว่างเปล่าจนผมแทบถอดใจ จนกลับไปห้องขังแล้วนอนเหยียดยาวอยู่พักใหญ่ก่อนจะหวั่นใจกลับมานั่งมัดตัวเองหลับตามเดิม

กลับมาที่ปัจจุบัน อาการที่ข้อมือของผมเริ่มเห็นชัดขึ้น จากเมื่อวานที่บวม วันนี้เรียกว่าบวมเป่ง แค่เอาเชือกพาดก็ปวดจนกัดฟัน ไม่รู้ว่ากี่โมงแล้วตอนที่ประตูเปิดพร้อมกลิ่นอาหาร วันนี้ผมโดนทำร้ายเยอะหน่อย มีการตบหน้ากระชากผม แน่นอนว่ายังไม่หลุดปริปากอะไรออกไปสักคำ สถานการณ์ตอนนี้พูดหรือไม่พูดไม่ค่าเท่ากัน จึงไม่รู้จะรีบเผยตัวไปทำไม หากรู้ว่าจับมาผิดตัวผมอาจจะถูกฆ่าผิดปากเลยก็ได้ ผมทู่ซี้กินอาหารกินน้ำ ครั้งนี้ประหลาดตรงที่มีคนยืนมองอยู่ทุกขั้นตอน ผมเองก็ไม่กล้ากินหมด แสดงท่าทีเหมือนคนอ่อนระโหยไม่มีแรง กินเสร็จก็นอน ว่าง่ายยิ่งกว่าทารก บังคับตัวเองนอน เพื่อจะได้ตื่นขึ้นมากลางดึกที่ไม่มีใครเฝ้าอยู่แล้ว

ผมเดินไปเข้าห้องน้ำที่สำนักงานเหมือนเดิม เริ่มกลัวกับอาการชาชินของตัวเอง ความระมัดระวังที่ลดน้อยลงจากการประมาทเลินเล่อไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เรื่องที่ดีก็เกิดขึ้นบนโต๊ะในสำนักงานนี่เอง มีเอกสารปึกหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่ ผมมองสองมือของตัวเองที่เป็นปื้นดำแล้วไม่กล้าจับ นี่อาจจะเป็นการทิ้งหลักฐานอย่างชัดเจนที่สุดว่าเอกสารนี้มีคนเปิดอ่าน จึงตัดใจยอมเข้าไปล้างมือเสียสะอาดเอี่ยม เช็ดมือให้แห้งและเปิดอ่านดู

ข้ามข้อความน้ำท่วมทุ่งแม้จะเป็นเรื่องขนของเข้ามาอย่างผิดกฏหมาย รายการสินค้า สัญญาข้อตกลง ผมไล่สายตาอย่างคาดหวัง ผมกำลังหาตัวเลขที่ใช้การได้สักชุดสองชุด แต่หากจะให้กรีดหาอย่างลวกๆ ก็ทำใจไม่ลง กลัวพลาดข้อมูลดีๆ จากสิ่งนี้หากว่ามันมี

นอกจากเรื่องรายงานขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแล้ว ยังพบสัญญาข้อแลกเปลี่ยนระหว่างแวะแต่ละประเทศอีกด้วย สำหรับผมเหมือนค้นพบนิยายสักเล่มที่น่าสนใจ การขนส่งอะไรที่ต้องไปหลายประเทศขนาดนี้กัน อ่านละเอียดแล้วก็ไม่พบว่ามันคืออะไร รายการแลกเปลี่ยนนั้นแจกแจงชัดเจน มีเพียงคอนเทนเนอร์หมายเลข 418 เท่านั้นที่ไม่ระบุว่าด้านในบรรจุอะไร และมันคงอยู่เหมือนเดิมไม่ถูกเคลื่อนย้ายเลยกระทั่งถูกวางอยู่ที่นี่ ไม่มีการระบุเวลารับ ชื่อผู้รับ หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลที่จำเป็นล้วนแต่ไม่มีระบุทั้งสิ้น แต่โชคยังเข้าข้างผมตรงที่เนื้อหามีระบุถึงผู้ขนส่ง แต่ละเส้นทางใช้ผู้รับส่งสินค้าบริษัทอะไร ผมอ่านแล้วไม่คุ้นตานัก คิดว่าอาจจะเป็นชื่อบริษัทแฝงมากกว่า มันตื้นเกินไปหากจะใช้ชื่อขนส่งตรงๆ กับการกระทำผิดกฏหมายแบบนี้

ตรงนั้นเองที่ผมได้หมายเลขโทรศัพท์มาสองชุด หนึ่งเป็นเบอร์สำนักงาน อีกหนึ่งเป็นเบอร์โทรศัพท์มือถือ

ล่วงเข้าวันที่สี่แล้ว ผมระงับความตื่นเต้นไว้แทบไม่ไหว แต่ผมจำต้องแน่ใจก่อนว่าจะไม่มีใครเข้ามาระหว่างวันจริงๆ ก่อนจะย่องออกไปไร้เสียง แถมไม่เสียเวลาปิดประตูห้องขังอีกด้วย แต่ละย่างก้าวยาวขึ้นจนเกือบจะวิ่ง ใจภาวนาขอให้โทรศัพท์เครื่องนั้นยังคงใช้ได้ ผมท่องวนหมายเลขสองชุดนั้นทั้งคืนแทบจะเอาไปฝันถึง ครั้งนี้มันจะต้องไม่เสียเปล่า

ตาผมเหลือบไปเห็นตัวเลขสามตัวที่พ่นไว้บนลอนคอนเทนเนอร์ หมายเลข 418 นั้นทำให้ผมชะลอฝีเท้า ทั้งที่เดินเลยมาพอสมควรแล้ว แต่ผมก็เป็นคนแบบนี้ หากสงสัยอะไรแล้วไม่ได้คำตอบ พาลจะคาใจไปจนวันตาย สองขาพากลับมายังประตูตู้นั้น มันถูกคล้องด้วยโซ่เส้นใหญ่และแม่กุญแจอันโต บนพื้นที่ของแม่กุญแจนั้นมีลายสลักเล็กๆ น่าสนใจ ปกติที่เคยเจอจะเป็นชื่อบริษัทผู้ผลิตหรือจำหน่าย แต่นี่กลับเป็นลายสลักรูปกิเลน ก้อนเมฆและกระต่าย ดูไม่เข้ากัน แต่ด้วยความที่แสงน้อยมากแทบมองไม่เห็น ไม่แน่ใจว่าตัวเองมองผิดไปไหม หากเป็นสามสิ่งนี้ผมยังหาความเชื่อมโยงกันไม่เจอ ผมใช้นิ้วลูบสัมผัสช่วยยืนยันความแน่ใจของตัวเอง หากแต่มันเล็กจนแทบไม่รู้สึก และผมต้องตัดใจจากมัน… โทรศัพท์ในสำนักงานนั่นต่างหากที่รอผมอยู่

ในสำนักงานไม่มีเอกสารชุดนั้นอยู่แล้ว และโทรศัพท์ยังใช้ได้ ผมทดลองโทรมั่วดูครั้งหนึ่งโดยการใช้ชุดตัวเลขที่จำได้ สลับตำแหน่งกันบางตัว ใจผมเต้นระรัว ทั้งลุ้นทั้งรอความผิดหวังไปพร้อมกัน หากหมายเลขนั้นไม่มี ผมก็ลองสลับตำแหน่งต่อไป มันต้องมีสักหมายเลขที่ใช้ได้ หากถึงทางตันจริงๆ ผมคงต้องโทรเข้าหมายเลขที่ได้มาอย่างไม่มีทางเลือก เส้นทางที่ผมไปได้มีจำกัด หากเกิดการรู้ทันขึ้นมาระหว่างคนร้ายกับบริษัทเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์นี้ จะเป็นผมเองที่เดือดร้อนถึงที่สุด

หลังจากโทรมั่วๆ ติดที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง ผมทำทีจะสั่งอาหารพลางถามข้อมูลไปด้วย แต่ข้อมูลในมือผมมีอยู่ไม่ถึงหยิบมือ และคนที่ร้านอาหารไม่มีเวลามากพอที่คุยกับผม สายจึงถูกตัดไป ผมมั่วได้อีกสองสามที่ล้วนแล้วแต่ไม่มีใครสนใจ แน่นอนว่าถ้าเป็นผมก็ไม่สนใจเรื่องไร้สาระของชาวบ้านหรอก มุกสุดท้ายคือการโทรไปและขอเบอร์ตำรวจท้องที่

รู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่าตำรวจช่วยอะไรไม่ค่อยได้ แถมที่ผ่านมายังมีหน้าที่แค่จับกุมคนลงกรวยอย่างพวกผม แต่ตอนนี้มีฟางเส้นเล็กแค่ไหนผมก็ต้องคว้า เมื่อได้เบอร์ตำรวจมาผมจึงได้แจ้งความเป็นครั้งแรกในชีวิต หากบอกว่าถูกจับตัวมา มีหวังผมได้เน่าตายอยู่ที่นี่ ผมจึงแจ้งจับอู๋เสียเสียเลย ข้อหาลักขโมย ชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย ทำทีว่าผมคือผลเมืองดีที่มาจากต่างแดน ผ่านมายังโกดังที่ไม่รู้ว่ามันคือย่านไหน เจอคนเข้าไปขโมยของในโกดัง เมื่อถูกจับได้จึงถูกทำร้ายร่างกาย คว้ากระเป๋าเงินอีกฝ่ายมาได้ จึงรู้ว่าคนร้ายคืออู๋เสีย อยู่บ้านหนตำบลใดผมก็แจ้งไปหมด หมายเลขคอนเทนเนอร์ตรงหน้าพ่นบอกเจ้าหน้าที่ไปไม่รู้กี่ชุดให้ตามจนรู้ว่าอยู่ที่โกดังไหน และปิดท้ายด้วยอู๋เสียมีอาวุธ ทำร้ายเพื่อนผมนอนโรงพยาบาลบาดเจ็บสาหัส ยืนยันจะเอาเรื่องถึงที่สุด แจ้งชื่อเพื่อนที่นอนโรงพยาบาลอยู่ท้าให้ไปตรวจสอบอย่างเต็มปากเต็มคำเป็นชื่อนายอ้วนหวังไม่ใช่ใคร…

จากใจ… ผมไม่คิดว่าตัวเองจะแต่งเรื่องได้เก่งและไหลลื่นเท่านี้มาก่อน

เจ้าหน้าที่จากที่แรกที่เนือยๆ กลับตื่นตัวขึ้นมาทันที ฟังผมเล่าเสร็จเมื่อถึงตอนขอข้อมูลติดต่อกลับ ผมหนักใจมาก ผมไม่มีอะไรให้ติดต่อกลับนอกจากนอกว่าผมพักอยู่แถวโกดังตรงนั้น ให้ถามหาอาจารย์จางทุกคนต่างรู้จัก

ผมที่รับบทอาจารย์จางวางสายอันดุเดือดลง เช็ดโทรศัพท์สำนักงานด้วยเสื้อตัวเองพลางสูดหายใจเข้าลึก ไม่แน่ใจว่าข่าวภาคเช้าค่ำที่เคยดูมันซับซ้อนเท่านี้ไหมแต่ผมก็ทำมันลงไปแล้ว ได้แต่ขอให้มันสำเร็จ การที่ผมหายตัวไป เป็นไปไม่ได้ที่พวกนายอ้วนจะไม่กลับไปหาที่บ้านของผม ข้อมูลเหล่านี้ต้องถึงหูใครสักคนที่รู้จักผม… ผมได้แต่หวัง…

ปิดตามัดมือตัวเองเสร็จเรียบร้อยจึงได้มีโอกาสตรึกตรอง การโทรหาตำรวจนั้นเป็นการยืนยันได้ดีกว่าชุดหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นตานั่น ว่าตอนนี้ ผมไม่ได้อยู่ในที่ที่เข้าใจว่าตัวเองอยู่ด้วยซ้ำ…

วันที่ห้า

ผมโดนปลุกด้วยการล้มทั้งเก้าอี้ ศีรษะกระแทกพื้นจังๆ ทำเอาผมติดมึนอยู่หลายวินาที เท้าที่ซัดเข้าที่กลางลำตัวทำให้ผมร้องไม่ออก สมองของผมแทบประมวลผลไม่ทันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ขณะเดียวกันเสียงลูกกระจ๊อกที่มักเอาอาหารมาให้ดังขึ้นไม่ไกลนัก เสียงร้องโอดโอยพร้อมคำพร่ำขอโทษนั่นทำให้เดาได้ไม่ยากว่ากำลังโดนซ้อมอยู่เช่นเดียวกัน

“โง่ๆ อย่างมึง เลี้ยงไปก็เสียข้าวสุก! กูเลี้ยงหมายังจะดีซะกว่า!” คำตวาดนั้นดังสะท้อนไปมาในคอนเทนเนอร์คุมขังแห่งนี้ “กับอีแค่คนเดียว มึงยังจัดการไม่ได้ มึงตายแทนมันเลยดีไหม? หรือว่าเป็นมึงที่เลี้ยงไม่เชื่อง?”

ทั้งที่ผมโดนเตะโดนเหยียบอยู่ ได้ยินประโยคท้ายนั่นแล้วยังใจหายวาบ

“มันต่างหากที่เล่นละครเก่ง ไม่ใช่ผม! ผมตรวจดูดีแล้ว โอ๊ย!! ผมขอโทษครับนาย ผมมันเลินเล่อ”

“ใช่ เพราะถ้ามึงตรวจดูดีแล้ว ตัวประกันกูคงไม่อยู่ดีมีสุขอย่างนี้หรอก ใช่ไหม?”

จบประโยคนี้ ซีกหน้าของผมโดนความผมของพื้นรองเท้าหนังคู่ใหม่กระทืบลงมา กลิ่นเลือดอวดในปาก การทำร้ายร่างกายผมหยุดอยู่ตรงนั้น ทั้งที่เท้ายังคาอยู่ที่ใบหน้า

“ว่าไง ผ่านมาสี่ห้าวันเนื้อตัวมอมแมมแต่ไม่เคยเรียกหาห้องน้ำเลยนี่”

สมองของผมขาวโพลน… ผมลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิท ปวดก็ย่องไปเข้าห้องน้ำเองไม่เห็นต้องพึ่งใคร นี่แหละที่เรียกว่าเลินเล่อ!

เจ้าของรองเท้าหนังขยี้ปลายเท้าอยู่บนแก้มของผม ในโพรงปากเจ็บจนตอบไม่ได้ว่าต้นกำเนิดอยู่จุดไหน เมื่อขยี้จนพอใจในระดับหนึ่ง ก่อนกระทืบโดยแรงเข้าที่ข้อมือขวาของผม

“ตรวจดูดีแล้ว… ทำไมข้อมือถึงบวมได้… ซ้นตอนไหนกันหืม?” รู้สึกได้ถึงลมหายใจเจือกลิ่นบุหรี่โน้มเข้ามาใกล้ “หรือจะเป็นตอนนี้คลายเชือกมัดกันล่ะ?”

ปลายเท้าบี้บดลงบนข้อมือทำเอาผมร้องไม่ออกของจริง ได้แต่อ้าปากร้องไม่มีเสียงออกมา ผ้าปิดตายังชุ่มด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาเกินจะห้ามไหว

สิ่งที่ผมไม่เคยคิดถึงเลย คือการที่มีบุคคลมันสมองอยู่ในคณะคนร้ายด้วย…

“โอ๊ะโอ… คงไม่เจ็บจนเผลอกัดลิ้นตัวเองหรอกนะ ไม่งั้นชาตินี้คงพูดไม่ได้ของจริงแล้ว” ผมฟังถ้อยคำนั้นพร้อมกัดฟันแน่น “สบายใจได้ ไม่ได้คิดจะฆ่าหรอกนะ แค่ช่วยเป็นเครื่องต่อรองให้ในช่วงนี้เท่านั้น อย่างที่เห็น ลูกน้องของฉันก็พยายามช่วยให้แกอยู่ดีกินดี…”

มือทั้งสองข้างถูกแก้มัดออก ยิ่งเป็นหลักฐานอย่างดีว่าเชือกสองข้างนี้ไม่สามารถมัดของสองสิ่งเข้ากันได้ด้วยซ้ำ ผมถูกหิ้วปีกคอตก หมดแรงแม้กระทั่งจะยืน

“หรือว่าที่จริงแล้วลูกน้องของฉันถูกซื้อให้ดูแลแกอย่างดี?” คางถูกเชยขึ้น เสียงทุ้มที่กดลงมาใกล้ แม้ว่าจะลืมตามองผ่านผ้ายังรู้สึกได้ถึงเงาดำที่พาดทับลงมา “เพราะยังไงก่อนหน้าที่ได้รับอาชีพตัวประกัน ก็มีอาชีพเอาใจ…ถึงใจ…อยู่แล้วนี่?”

ถ้าไม่เจ็บจนเกินจะพูด ผมคงจะอ้วกใส่ตัวมันดูเสียที สันหลังผมหนาวยะเยือกขึ้นมาพร้อมขนทุกพร้อมใจกันลุกชันตั้งแต่ปลายเท้ายันศีรษะเมื่อถูกกระซิบเสียงพร่าต่ำข้างหู

“สภาพถูกปิดตาแบบนี้ก็ไม่เลวว่าไหม?”

ไม่เลวบ้านมารดามันสิ!

ผมโกรธจนแทบจะสั่นไปทั้งตัว ลังเลอยู่ว่าพูดด่าหรือไม่พูดจะดีกว่ากันในสถานการณ์แบบนี้ ที่แน่ๆ คือผมคงไม่เจ็บจนเผลอกันลิ้นตัวเองหรอก แต่ถ้าเป็นลิ้นมันล่ะก็จะเอาให้ขาด!

มือใหญ่บีบเข้าที่คอของผม ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้สักอย่าง กระทั่งจะดิ้นยังไม่มีแรง ได้แต่เกร็งคอกัดฟันฮึดสู้เท่านั้น ตาเริ่มพร่ามัวจวบจนหูอื้อจึงถูกเหวี่ยงลงกับพื้น ไม่มีใครหิ้วปีกอีกต่อไป

“ถ้าอยากอยู่ในสภาพดีก็ว่าง่ายอย่างที่ผ่านมามันก็ดี แต่อย่าวีไอพีให้มันมาก… คนที่นี่ไม่ได้มาเพื่อเอาอกเอาใจหรอกนะ…” คราวนี้เป็นปลายรองเท้าที่เชยคางผม “ทนหน่อย อีกวันสองวันก็จะได้ย้ายที่แล้ว”

เท้าที่เหวี่ยงอัดเข้าลำตัวครั้งสุดท้ายนี้ทำเอาผมอ้วกลมออกมาและนิ่งไป ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอเดินออกไป

เมื่อประตูตรงหน้าถูกปิด ผมก็ไม่สามารถจับใจความได้ว่าคนด้านนอกนัดแนะคุยอะไรกัน แกล้งสลบไปพักใหญ่กว่าจะมีคนด้านนอกเข้ามาหิ้วผมนั่งกับเก้าอี้ตัวเดิมที่ตอนนี้ขากะเผลกไปข้าง โดนมัดทั้งแขนขาสองข้าง แม้จะประหลาดใจที่ข้อมือขวาของผมได้รับการทายาและรัดผ้าพันแก้ปวดก่อนมัดเข้ากับพนักเก้าอี้ อีกทั้งยาสองเม็ดที่โดนจับกรอกใส่ปาก

สถานการณ์รอบตัวผมกลับมาเงียบสงบอีกครั้งจึงรู้สึกแรงกดดันและความเครียดถาโถมเข้าใส่สมองตัวเอง…

เรื่องมันชักจะไม่เอื่อยเฉื่อยอย่างที่ผมคิดเสียแล้ว…

To be continue…

_____________________________________

Talk:
เอ่อ… อันนี้เรื่องใหม่ค่ะ /ชี้
คือ ชีวิตนี้แต่งเป็นแต่คอเมดี้ ก็อยากย้ำว่าเป็นคอเมดี้ค่ะ….. และชื่อเรื่องก็ตามนี้เด๊ะๆเลยนะคะ เราไม่ถนัดสายดราม่า ขอให้เข้าใจตรงกันว่าเป็นฟิคเบาสมอง
….ที่ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะจบ 555555555555555555555
ถึงแม้ช่วงนี้จะเอาแต่จมกับฉวนจื๋อก็ตาม แต่ความต้องสาปในสายเลือดนี้โดนเสี่ยวเกอสาปไว้ค่ะ

อันที่จริงตอนแต่งเราก็คิดนะ ว่าคนที่เขียนแต่งคำบรรยายอย่างเดียวโดยไม่มีประโยคพูดคุยกันเลยนี่ทำได้ยังไง… อยากทำได้บ้าง…
บางจังหวะก็ไม่รู้ว่าชีวิตนี้ต้องบรรยายถึงอะไร คุยกันอย่างเดียวได้ไหม ฉากต่อสู้ได้ไหม แต่งฟิคฉวนจื๋อได้ไหม #ประเดี๋ยวก่อน

ยังไงก็ตาม ฝากเรื่องใหม่ไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ
ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีใครออกมาเลย(??)แต่ก็ฝากฝัง(?)ด้วยค่ะ

รัก

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s