[Daomu fanfiction] The Traveller – 2

超現實 – Surreal
_________________________________

ไอ้วันสองวันที่ว่านี่มันเมื่อไหร่กัน….

 

ผมนั่งอย่างเบื่อหน่ายกับสภาพการคุมขังที่เข้มงวดมากขึ้น เวรยามที่เคยมาเฝ้าบ้างไม่เฝ้าบ้างกลับมีมาทุกวัน วันหนึ่งผลัดเวรกันสองถึงสามรอบ แต่ละรอบอาจจะคนหนึ่งหรือสองคน จำนวนคนไม่มีผลอะไรกับเท่าไหร่นัก เพราะตราบใดที่มันยังนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้อง ผมก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ไม่มีความกล้าพอที่จะวางเดิมพันย่องออกไปตอนมันหลับ ในสภาพนี้ต่อให้แก้มัดที่มือและขาได้ ผมก็สู้มันไม่ได้ โชคดีที่หัวหน้าหัวเน่าครั้งก่อนที่เล่นงานผมเสียหนักยังใจดีฝากยากินยาทามาให้ลูกน้องคอยทำแผลให้ ช่างบริการดีไม่มีที่ติ หากจะถามว่าทำไมไม่สงสัยว่ายาไว้ใจได้หรือไม่ ผมมีเหตุผลดีๆ อยู่ข้อสองข้อนะ

หนึ่ง หน้าตายาก็พาราเซตามอลเหมือนที่ผมเคยกินเป๊ะ

สอง ที่หลอดยาทาก็ตัวเดียวกับที่นายอ้วนซื้อติดบ้านไว้ให้ ผมเห็นมันจนชินตา

ถ้าเกิดจะลงทุนสอดไส้มา ปั๊มอัดเม็ดยากันมาล่ะก็… ผมก็ควรจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ต้องอยู่ให้ลำบากสังคมผู้ก่อการร้าย

อีกอย่างที่ลำบากทั้งยังบั่นทอนกำลังใจผมอย่างมาก คือสายรัดพลาสติกที่มัดมือสองข้างรวบเข้าไว้ด้วยกัน อาจจะดูมีอิสระในการเคลื่อนไหวประมาณหนึ่ง แต่อย่างที่บอก สภาพร่างกายไม่เอื้อมต่อการโหมแรง อย่างดีก็ไว้ตักข้าวกินได้ ส่วนขาทั้งสองข้างถูกมัดไว้กับขาเก้าอี้ จำกัดการเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง ต่อให้ผมโชคดีที่ได้เคยดูและเคยเห็นกับตาตัวเองถึงวิธีการแก้มัดด้วยสายรัดชนิดนี้ แต่ไม่เคยลองฝึกสักครั้ง ในช่วงแรกผมลองทำตามเท่าความรู้ที่มีในหัว นอกจากจะไม่สำเร็จแล้วยังทำให้ล้มลงทั้งเก้าอี้ ต้องอยู่สงบเสงี่ยมวันหนึ่งเต็มๆให้พวกมันตายใจ เท่ากับว่าวันนี้คือวันที่ผมทำตัวเป็นเด็กดีเรียบร้อย แล้วก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่มันจะย้ายผมไปที่อื่นสักที

เหตุการณ์ที่ผมได้ลงมือทำไปก่อนหน้านี้ ผมอดคาดหวังกับมันไม่ได้ พอๆ กับความรู้สึกสิ้นหวังที่เริ่มก่อตัวขึ้น ผ่านไปสองวันกลับไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย ในโกดังนี้ยังคงเงียบสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

วันต่อมาสำรวจร่างกายตัวเองรู้สึกดีขึ้น อาการต่างๆ เริ่มฟื้นตัว หลังจากอาหารมื้อแรกผมก็ลองคลายสายรัดอีกครั้ง เริ่มจากที่ข้อมือก่อน คิดเองว่าหากมือสองข้างได้รับอิสระ ที่ขาคงไม่ใช่ปัญหา ผมใช้ปลายสายรัดที่เหลืออยู่สอดง้างเข้าช่อง ค่อยขยับข้อมือคลายทีละนิด ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ระยะเอาที่พอสอดมือออกมาได้ จากสายตาเป็นระยะแค่ไม่กี่เซ็นติเมตร แต่กลับใช้เวลานานมาก สมองเครียดเกร็งเขม็งจนเหงื่อไหลลงตามสันกราม เมื่อผ่านพ้นไปได้ ผมลอบถอนหายใจยาว เริ่มสงสัยตัวเองแล้วว่ากำลังคลายสายรัดพลาสติกหรือกู้ระเบิดอยู่ ขยับข้อมือทั้งสองข้างคลายเมื่อย มองรอยแดงรอบข้อมือ โดนสายรัดบาดเล็กน้อยพอเลือดซึม สะบัดมือไปมาแล้วเริ่มจัดการที่ข้อเท้าของตัวเอง

ที่เท้านั้นยากกว่ามาก ทั้งต้องก้มทั้งมืด ทำอะไรไม่ถนัดสักอย่าง เก้าอี้เอียงเกือบจะล้มอีกรอบ โชคดีที่ใช้มือยันเอาไว้ได้ทัน แต่นั่นก็ทำให้เกิดเสียงผิดปกติ ผมรีบยันตัวขึ้นนั่ง สอดมือเข้าสายรัด ทำเป็นขยับกระแทกเก้าอี้เรียกร้องความสนใจ หนึ่งในพวกนั้นเปิดประตูเข้ามาอย่างไม่สบอารมณ์นัก คำอ้างที่พอนึกออกคือผมอยากเข้าห้องน้ำ ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งในข้อดีที่ผมเจอ อย่างน้อยพวกมันก็ไม่ได้เตรียมถังหรืออะไรให้ผมจัดการตัวเองในห้องนี้ แต่เป็นการพาผมออกไปยังห้องเก็บเอกสารที่เดิมที่เดียวที่มีห้องน้ำอยู่ หากสภาพร่างกายพร้อมจังหวะนี้คงวิ่งหนีไปได้ หากไม่มีโซ่ล่ามคล้องกับสายรัดที่ขาข้างหนึ่ง

ทุกครั้งที่ได้เข้าห้องนั้น ผมอดมองพื้นโต๊ะว่างเปล่าไม่ได้ นึกถึงเอกสารที่เคยเปิด เคยใช้มันในการเอาตัวรอด และภาวนาขอให้มันได้ผล เมื่อกลับมาที่ห้องขัง ผมก็เริ่มลงมือคลายสายรัดอีกครั้ง แต่ก้มนานท่ายากก็หน้ามืด กว่าจะทำได้หนึ่งข้างเลือดแทบลงหัว ต้องพักนานพอดู

หลังมื้อที่สองของวัน ผมได้ยินเสียงฝนกระทบทั่วดังก้องโกดัง ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าฉกฉวย ผมไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงฝนสาดกระทบหลังคาและผนังโดยรอบ ขาทั้งสองข้างเป็นอิสระในที่สุด แต่ยังไม่กล้าผลีผลามนัก ยอมใช้เวลากับการเงี่ยหูฟังสถานการณ์ด้านนอก ได้ยินเสียงกรนจากหนึ่งคน มือค่อยแง้มประตูกว้างพอเท่าที่ผมจะเอียงตัวลอดไปได้ ยืนมองคนที่หลับลึกอยู่หน้าประตูพักใหญ่ กวาดตามองรอบๆ เมื่อไม่เห็นคนอื่นอีกผมก็เริ่มวิ่งทั้งที่ไม่รู้จะวิ่งไปไหน สถานที่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมสำรวจรอบๆ ถึงอย่างนั้นผมก็วิ่งและคิดหาที่ซ่อนตัวแถวประตูใหญ่ กะว่าจะรอวิ่งสวนคนที่อาจจะเปิดประตูเข้ามาในสักวัน ทว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ใกล้ประตูที่สุดยังห่างไปร่วมหลายสิบเมตร แต่ผมไม่ได้มาถึงจุดนี้เพื่อที่จะท้อถอย กับอีแค่โกดังธรรมดา ไม่ใช่ในสุสานที่มีกับดักที่ไหน ผมต้องทำได้ ผมต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้

 

ไม่นานเลย ผมได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์และเสียงวิ่งไปทั่ว คนหนึ่งคนกับสถานที่กว้างเช่นนี้น่าจะใช้เวลามากพอสมควร หากมันโง่พอก็คงจะวิ่งมาเปิดประตูนี้ น่าเสียดายที่ผ่านไปค่อนคืนก็ไม่เกิดการตัดสินใจเช่นนั้น ผมได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในลัง เบียดเสียดกับกระดาษฝอยที่ใช้กันกระแทก หายใจไม่สะดวกทั้งยังต้องบังคับตัวเองให้หายใจเป็นช่วงสั้นและเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างกายเครียดเกร็งไปหมดจนขาเป็นตะคริว เป็นแล้วหายแล้วเป็นอีกวนไปไม่จบสิ้น ถึงอย่างนั้นผมก็รู้ดีว่าหากจะต้องวิ่ง ร่างกายผมก็พร้อมเสมอ

ผมไม่รู้ว่ารุ่งอรุณได้มาถึงแล้วหรือไม่ แต่เสียงคนจำนวนมากปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากการงีบเอาแรง เสียงโหวกเหวก เสียงตะโกนด่าทอดังไปทั่ว ร่างกายผมตื่นตัว รอให้เสียงเหล่านั้นไกลออกไป ความสิ้นหวังเริ่มคืบคลานเข้ามาทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดตู้คอนเทนเนอร์ตู้ที่ผมหลบอยู่ เสียงพังล้มลังแต่ละครั้งทำให้อดนับถอยหลังไม่ได้ ในตู้นี้กล่องไม่ได้เยอะเลย และมันต้องถึงคราวของผมในไม่กี่อึดใจ แรงกระแทกมาทันทีทั้งที่ยังคิดในใจไม่จบด้วยซ้ำ ผมปิดปากตัวเองแน่น ต่อให้ลังคว่ำก็จะไม่ร้องออกมาสักแอะ สะกดจิตตัวเองว่าเป็นแค่ก้อนหินในลังนี้เท่านั้น และเสียงนั้นก็ผ่านไป ผ่านไปนานจนผมเกือบนิ่งนอนใจ…

“อยู่ในนั้นมันสบายกว่านั่งเก้าอี้เหรอ?” เสียงคุ้นเคยเปรยขึ้นจากเหนือหัวของผม “ลูกน้องฉันอาจจะโง่ แต่ฉันไม่ได้โง่นะ นายน่าจะรู้”

ผมกลั้นหายใจ

“ถ้าอย่างนั้นให้นายอยู่ในนี้ดีไหม? กี่วันดีล่ะ สักสองสามวัน? แบบไม่มีน้ำไม่มีอาหาร คิดว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่นายถึงจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ?”

ไม่มีวัน…

“นายอาจจะยอมตายในนี้อย่างน่าสมเพช ซึ่งนายคงทำ ใช่ไหม?” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “ช่างดื้อด้านเสียจริง ดูท่าว่าไม้แข็งคงใช้กับนายไม่ได้ผล”

ผมเงียบ ยังคงหายใจให้เบาที่สุด

“แต่ฉันไม่มีไม้อ่อนให้” เขาหัวเราะ “อยากโดนซ้อมอีกหรือไง หรือเป็นพวกชอบความเจ็บปวด?”

ขาของมันเคาะที่ลังไม้เป็นจังหวะ

“เอาแบบนี้ดีไหม ฉันจะนับหนึ่งถึงห้า ถ้าไม่ยอมออกมาฉันจะเผาลังใบนี้ หึๆ … นายอาจจะไม่ได้อยู่ในนี้ เป็นฉันที่พูดคนเดียวก็ได้ใช่ไหมล่ะ?”

ยังไม่ทันสิ้นประโยค ผมได้กลิ่นน้ำมัน ความเปียกชื้นที่ซึมเข้ามานั้นเป็นของจริง

“ฉันพูดจริงทำจริงเสมอ ว่ายังไงล่ะ?”

หลายครั้งในชีวิตที่ผมได้เจอทางตัน แต่ไม่มีครั้งไหนที่ผมจะสิ้นไร้ไม้ตอกเท่าครั้งนี้

“หนึ่ง.. สอง.. สาม.. ฉันเป็นคนนับเลขเร็วเสียด้วย รีบตัดสินใจเข้าล่ะ”

เสียงเคาะดังมาจากไหนก็ยากที่จะตอบ มันเป็นจังหวะเท่ากันราวเสียงของเข็มวินาที

“สี่..”

เสียงจุดไฟแช็กดังขึ้น

“อย่างนึงที่ฉันต้องยอมรับ คือความฉลาดของนาย รู้ไหมว่าฉันต้องเสียเวลาเท่าไหร่กับการห้ามไม่ให้เกิดการตรวจค้นขึ้นที่นี่ นายคงฉวยโอกาสตอนไหนส่งข่าวออกไปได้สินะ…. ฉลาดเป็นกรด”

มันหัวเราะอย่างรื่นเริงใจ ข้อมูลที่พูดมานั้นทำให้ความหวังของผมดุจมีแสงสว่างวาบเกิดขึ้น

“และห้า ลาก่อนอู๋-”

ตึง!

ผมเคาะลังไม้เสียงดัง ขออีกนิด ขอเวลาให้เพื่อนของผม โอกาสนั้นมันต้องมาถึงผมแน่ ผมยังตายไม่ได้

“เสียใจด้วยจริงๆ ฉันนับห้าไปแล้ว”

เสียงเย็นเยียบนั้นมาพร้อมความร้อนระอุทั่วทิศทาง ทั้งมือขาถีบทุกด้านหวังจะพังลังไม้ออกไปให้ได้ ไอ้หมอนี่มันต้องโดนผมตั๊นหน้าสักหมัดสองหมัดให้สาแก่ใจ

ถีบจนหมดเรี่ยวแรงก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความร้อนทำให้เหงื่อท่วมตัวไปหมด และวินาทีนั้น ฝาลังก็ถูกเปิด

“สวัสดีเสี่ยวอู๋..” มันยิ้ม “ตื่นเต้นดีไหม?”

ผมกะพริบตาสองสามครั้งก็จะกวาดตามองไปรอบๆ มันเผาก็จริง แต่มาจากลังไม้ฝั่งตรงข้าม ไฟไม่ลามมาถึงผมด้วยซ้ำ แต่ความร้อนอวลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของจริง ไอ้หมอนี่มันต้มผมได้จริงๆ!

ศีรษะของผมถูกกระชากขึ้นอย่างไม่ออมแรง รอยยิ้มเย้ยหยันนั่นไม่สบอารมณ์ผมนัก

“เสี่ยวอู๋ เฮ้อ… เสี่ยวอู๋” มันส่ายหน้าอย่างเพลียใจ “ทำไมไม่รู้จักจำนะ”

หลังจากนั้นผมก็โดนซ้อม ไม่สามารถนับได้ว่าอันไหนเท้าใครบ้างจนท้องสำรอกความว่างเปล่าออกมา

“พอก่อน เดี๋ยวมันตาย”

นั่นเองผมจึงได้พักหายใจทั่วท้องทั้งที่ระบมไปหมด

“เสี่ยวอู๋คงไม่อยากถูกมัดกับเก้าอี้” ในประโยคนั้นกลั้วด้วยเสียงหัวเราะ สั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เอามันไปแขวน”

 

ผ่านจากเหตุการณ์นั้นมาแล้วสองวัน ชีวิตความเป็นอยู่ของผมนั้นไม่มีคำว่าสบายตัวอีกต่อไป ผมไม่ได้ถูกขังในตู้คอนเทนเนอร์อีกแล้ว แย่กว่านั้นคือการถูกแขวนกับขื่อท่อเหล็กยาว เชื่อกรัดข้อมือแน่นหนา ทั้งแขนรับน้ำหนักตัวของผม ขาถูกมัดรวบไว้ด้วยกันลอยจากพื้นราวเมตรครึ่ง ความเจ็บระบมยังคงอยู่ ไม่มีการป้อนข้าวป้อนยาอีกแล้ว ผมได้รับเพียงน้ำเปล่า ในหนึ่งวันผมได้รับอนุญาตให้ขับถ่ายหนึ่งครั้ง ด้วยถังที่พื้น อนาถที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา

คราวนี้ ตราบใดที่ผมไม่ได้ใส่แว่นดำหรือไม่ได้สกุลฮัวหรือไม่ได้ชื่อจางฉี่หลิง ผมคงไม่มีวันแก้มัดนี้ไปได้

วันทั้งวันผมทำได้เพียงห้อยอยู่แบบนั้น ไม่หือไม่อือ ไม่แกว่งตัวซี้ซั้ว ถ้าให้พูดตรงๆ คือผมไม่เหลือแรงที่จะทำอะไรแล้ว ความเจ็บปวดตามเนื้อตัวแทบไม่รู้สึก ทั้งหมดอยู่ที่แขนทั้งสองข้างที่มันเหมือนจะหลุดออกจากไหล่ให้ได้

“สบายดีไหม?” เสียงนั้นทักขึ้นขณะที่ผมกำลังหลับตาคิดถึงอดีตให้พอลืมความบัดซบพวกนี้ไปได้บ้าง “รู้ว่านายตื่นอยู่”

ผมลืมตามองมัน มองใบหน้าที่ผมไม่เคยรู้จักเลยแม้สักนิด ลองทบทวนในอดีตที่ผ่านมา ใบหน้านี้ก็ไม่ใช่คนที่เคยเจอหรือกระทั่งเดินผ่าน ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิดไปตรงไหน แต่ก็ยังคงสวมบทเป็นคนใบ้อย่างเหนียวแน่น

“เสี่ยวอู๋” มันเรียก ซึ่งผมโคตรเกลียดวิธีการเรียกนี้ของมัน “ไม่รู้ว่านายโดนกระทืบเยอะไปไหม ฉันเริ่มรู้สึกหน้าไม่ค่อยคุ้นเลย”

เออ… อะไรก็ช่าง เสี่ยวอู๋ที่แกรู้จักเป็นใบ้หรือจะเป็นอะไร มันก็ไม่ทำให้เหตุการณ์นี้เปลี่ยนแปลงขึ้นมา

“นายรู้ไหมว่าวันนี้เมื่อตอนเช้ามืด มีคนบุกมาช่วยนายด้วย”

ผมเบิกตาโพลง พยายามเก็บอาการอย่างที่สุด

“แต่ฉันก็กระทืบมันซะเละ นายอยากดูหน้ามันไหม เผื่อนายจะรู้จัก”

ใจผมเต้นระรัว แต่สมองก็คัดค้านเสียงดังว่า หากขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนของผม ไม่มีวันเสียหรอกที่จะโดนคนเหล่านี้ซ้อมได้นอกจากจะเล่นละครยินยอมระดับรางวัลทองคำสาขาการแสดงยอดเยี่ยม

ไม่กี่อึดใจ ร่างหนึ่งก็โดนหามเข้ามา ถูกเหวี่ยงลงพื้นไม่ไกลจากผมนัก เท้าของมันใช้เคยชางอีกฝ่ายขึ้น

“ว่าไง รู้จักไหม?”

ผมตะลึงงัน…. หากลบเลือดที่กลบหน้าออกไป แล้วปรับแต่งความยับยู่บนใบหน้านั้น ก็ยังยืนยัน ……ว่ามันเป็นใครก็ไม่รู้

“อ้าว ไม่รู้แฮะ” มันอ่านสีหน้าผมอย่างสนุกสนาน “แปลว่าฆ่าได้?”

ครั้งนี้ผมเอียงคอ แบบไม่แน่ใจว่าควรจะออกความเห็นอย่างไรดี ถ้าจะฆ่า ก็ไม่ควร แต่ถ้าจะปล่อยแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นตรงไหน ผมไม่รู้จักคนตรงหน้านี่จริงๆ

เลือดกองหนึ่งทะลักออกจากปากพร้อมเสียงหัวเราะกลั้วเสียงไอโขลก “ไอ้พวกโง่”

หลังจากที่โดนซ้อมอีกชุดใหญ่ คนในกองเลือดที่สภาพเหมือนผ้าขี้ริ้วนั้นก็ได้สิทธิ์พูดต่อ

“พวกแกอยู่ไม่พ้นวันพรุ่งนี้หรอก จับตัวใครมาไม่สำนึก…” ร่างนั้นไอเป็นเลือดชุดใหญ่ “พวกแกต้องเน่าอยู่ในนี้”

“ฉันว่าคนที่เน่าอยู่ตอนนี้เป็นแกนะ” ท่อนนี้ผมอดเห็นด้วยไม่ได้จริงๆ “จะมาถล่มก็มา จะมาช่วยก็มา มีปัญญาก็มา!”

ผมมองคนที่ยืนหัวเราะอย่างไร้ความรู้สึก ได้แต่สังเวชใจว่ามันกรรมอะไรของผมนักหนาที่ต้องมาอยู่ในเรื่องราวของใครก็ไม่รู้เหล่านี้

 

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็สุดจะรู้ ลืมตามองคนในกองเลือดแล้วไม่แน่ใจว่ายังหายใจอยู่หรือไม่ เมื่อทั้งมองทั้งฟังแล้วไม่เห็นถึงคนที่อยู่รอบๆ จึงส่งเสียงเบา คล้ายเป่าลมออกจากปาก เป่าจนจะถอดใจ ร่างตรงหน้าก็ขยับเล็กน้อย ใบหน้านั้นเงยมองผม

“นายเป็นใคร” ผมถามเสียงเบา แทบจะมีแต่ลมที่ออกมา

“คนที่อยากจะช่วย” ร่างนั้นตอบแบบไม่มีเสียงให้ผมอ่านปาก

“นายมาจากไหน?” ผมถามอีก คราวนี้แค่ขยับปาก ไม่ส่งเสียงพูด

“นายเป็นใคร?”

เมื่อโดนถามสวนกลับมา ผมทำได้เพียงนิ่งไป คิดหาคำตอบที่สั้นที่สุดและกระชับที่สุด “คนที่ไม่เกี่ยวข้อง”

ร่างตรงหน้ากระตุกรัว มองไปสักพักจึงเห็นว่ามันขำอยู่…

“โคตรซวย”

เออ! ผมนี่แหละโคตรซวยของแท้ เบอร์ใหญ่อลังการณ์ ความซวยของผมไม่เคยสักครั้งที่มันจะมาเล่นๆ มาใหญ่จัดเต็มไม่ถามสุขภาพกันตลอดนั่นแหละ!

“เดี๋ยวก็ออกไปได้” ฝั่งนั้นบอกอีก ผมย่นคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ดูเป็นวลีที่ดี

“ฉันจะพานายออกไปด้วย” ผมบอกจากใจจริง อย่างน้อยในเวลานี้เขาก็ช่วยทำให้ผมไม่หดหู่เกินไปนัก

“เอาตัวเองให้รอดก่อนไหม?”

….มันน่าช่วยไหมล่ะนี่..

 

เสียงลั่นของประตูทำให้รู้สึกตัว ตามมาด้วยเสียงกระทบกันทุ้มหนักเหมือนเสียงคนสู้กัน ผมเบิกตากว้างทันที จับที่มาของเสียงคือจากประตูบานใหญ่ด้านหน้า เสียงเริ่มเข้ามาใกล้ขึ้น ไม่มีเสียงพูด เงียบเชียบ ผมแกว่งตัวแล้วเรียกคนในกองเลือดไปด้วย

“เฮ้ นายตายหรือยัง?”

คนในกองเลือดรู้สึกตัว พยายามขยับตัว

“เร็วเข้า นี่น่าจะมีคนมาช่วยแล้ว ไม่รู้ว่าคนจากใครของฝั่งนายรึเปล่า?”

“ไม่รู้” เขาตอบเสียงห้วน พยายามยืนขึ้นได้แม้จะโงนเงน “นายอยู่นิ่งๆ”

แม้ไม่รู้จะนิ่งได้ยังไงเพราะก่อนหน้านี้แกว่งตัวอยู่ มองคนตรงหน้าถอดรองเท้าอย่างทุลักทุเล มีใบมีดโกนห่อผ้าร่วงลงมาจากในรองเท้า… ไอ้หมอนี่ ใครมันสั่งสอนให้ซ่อนอาวุธไว้ตรงนั้นวะ แต่ก็ดูจะได้ผลแปลกๆ จนด่าไม่ออก

เมื่อบั่นเชือกที่เท้าของผมออกได้ เขาก็ไอเป็นเลือดออกมาอีก “นายให้เท้าสองข้างหนีบใบมีดไปตัดเชือกที่มือเองได้ไหม”

โห… นี่เขาคิดว่าผมมาจากคณะกายกรรมเหรอวะ ใครมันจะไปทำได้!

“โอเค เห็นหน้าแล้วก็รู้ว่าทำไม่ได้ งั้นจะตามคนมาช่วยนะ”

เขาเดินโงนเงนจากผมไปได้สองสามก้าวก็หยุด

“เชื่อใจฉันไหม?”

“แล้วมันจะทำไมเหรอ?” ผมตอบอย่างที่ใจคิด ถ้าเขาไม่กลับมาช่วยผม แล้วผมจะทำอะไรได้ ผมสิ้นหวังไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

“จะไปหาบันไดมาก่อน”

“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” ผมประชด

เขาหัวเราะ “ห่วงตัวเองเถอะ”

มิตรภาพแบบคิดเอาเองของผมวิ่งเอนไปมาจากไป เสียงต่อสู้ที่ได้ยินนั้นไม่ได้เบาลงเลย ใบมีดยังคงอยู่ที่เท้าของผม แค่นึกท่าดูก็เกินใจจะทำไหวแล้ว ยังไงก็ไม่ไหว ทั้งแขนก็เกร็งล้ามาหลายวัน จะเอาแรงที่ไหนเกร็งเท้าขึ้นไป ระยะที่ทำได้ใกล้เคียงที่สุดคือเอาใบมีดยกขึ้นมากรีดคอตัวเองเท่านั้น

แต่ถ้าไม่ลองดูสักตั้งก็คงไม่ใช่วิสัย เป้าหมายคือยกเท้าขึ้นเหวี่ยงใบมีดแล้วใช้มือรับไว้ให้ได้ การใช้มือปั่นนั้นคงง่ายกว่ากันเยอะ แม้ขั้นตอนจะไม่ง่ายเลยก็ตาม แถมมีโอกาสลองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

เสียงปืนดังขั้นทำให้ผมฮึด ลองเหวี่ยงขายกขึ้นสูงโดยใช้ขาเพียงข้างเดียว เอานิ้วโป้งและนิ้วชี้หนีบใบมีดนั้นยกขึ้น ระยะยังไม่ถึงอกด้วยซ้ำ ลองใช้แรงเหวี่ยงช่วยก็ไม่เอื้อ ไม่ถนัดเลยสักองศาลองทำแล้วพักทำแล้วพักอยู่เป็นนานจนเมื่อยไปหมด ยิ่งเสียงปืนดังใกล้เข้ามายิ่งทำให้ผมเริ่มลองรอบใหม่ไม่รู้จบสิ้น

 

“เทียนเจินเว้ย!!”

 

ไม่เคยมีครั้งไหนดีใจที่ได้ยินเสียงนายอ้วนเท่าครั้งนี้!

 

“อยู่นี่!” ผมตะโกนสุดเสียง “ตรงนี้!!”

คอจะพังหรือเสียงจะหายก็ช่าง ตอนนี้ผมไม่มีความคิดที่จะหยุดตะโกนเลยแม้แต่นิด ทั้งที่ขายังพยายามเหวี่ยงขึ้นส่งใบมีดเข้ามือตัวเอง

ไม่ทันไรร่างของนายอ้วนก็เข้าประสาทตา เขายิงสองสามนัดก่อนจะวาดขาเตะคนที่โถมตัวเข้าใส่ หันมาทางผม

“เทียนเจิน!”

“ทางนี้!” ผมตะโกนเรียก

นายอ้วนหันซ้ายมองขวาก่อนจะวิ่งเข้ามาหา มองผมด้วยสีหน้างุนงงปนหงุดหงิดใจ “นี่แกทำบ้าอะไรอยู่วะ? นี่มันใช่เวลามาฝึกโยคะไหม?”

“โยคะบ้านนายสิ!” ผมถลึงตาใส่ “เอาฉันลงไปที!”

ผมเหวี่ยงเท้าที่ใช้หนีบใบมีดส่งให้ นายอ้วนเอียงตัวหลบอย่างสวยงาม

“ทำบ้าอะไรวะ!”

“นั่นใบมีดโกน!” ผมตะโกนตอบ และได้รู้ว่าเสียงปืนนั้นยังคงดังอยู่จากที่ไกลออกไป “แก้มัดให้ฉัน”

“แก้ยังไงวะ เสี่ยอ้วนเหาะไม่ได้เว้ย!”

ก็ไม่ได้ขอให้เหาะขึ้นมาไหมเล่า!

“รอแป๊บนะ ไปหาอะไรที่ช่วยนายได้ก่อน แม่งเอ๊ย! โดนจับตัวมาแล้วยังเสือกอยู่ท่ายากอีก!”

“ก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้นี่หว่า” ผมอัดอั้นตันใจ “มีคนกำลังไปหาบันไดให้จากที่ไหนสักแห่ง คนที่หน้าเลือดโชกน่ะ”

นายอ้วนหวังหันมามองผมทันที “จะรู้ไหมว่าคนไหน ตอนนี้คนเลือดกลบหน้าแม่งมีเป็นกองทัพ”

ผมหัวเราะ ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าหัวเราะสักนิด “เออ ก็ไม่รู้ว่าจะหาจากไหนเหมือนกัน”

“ฉันรู้จักอะไรที่ดีกว่านั้น” นายอ้วนยิ้ม “เสี่ยวเกอ! วู้ว! ทางนี้ๆ!”

ผมหัวเราะลั่น เครื่องมือบนโลกใบนี้จะมีอะไรที่ใช้สอยได้สะดวกเท่าคนคนนี้อีกเป็นไม่มี

นายอ้วนวิ่งออกไป ยิงซ้ายทีขวาสองที เมื่อกระสุนหมดก็ใช้ด้ามปืนพาดใช้โยน สักพักก็เปลี่ยนเป็นหมัดมวย ท่วงท่าพลิ้วไม่สมร่างกายอวบท้วมนั่นเลยสักนิด เมื่อปากว่างจากการด่าฝั่งตรงข้ามก็เรียกจากคนใบ้จางไม่หยุด

“เสี่ยวเกอหลงรึเปล่า!” ผมตะโกนถามนายอ้วน

“ไอ้บ้า มันใช่เวลาที่จะมาหลงเหรอ! ตอนนี้เหนือใต้ออกตกก็ไม่รู้เว้ย จุดนัดพบคือที่นี่นายอยู่เท่านั้น!”

สิ้นคำ ขื่อที่ใช้แขวนผมก็กระแทกอย่างแรงจากการรับน้ำหนัก ผมมองนายอ้วนหัวเราะร่าก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปเห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่บนท่อนเหล็กผอมนี้

“นักกายกรรมตัวจริงมาแล้วเว้ย!” นายอ้วนตะโกนร่า “จะไปเคลียร์ทางให้ แล้วเจอกันตรงทางออกสักที่”

เมินโหยวผิงพยักหน้ารับ พริบตานั้นผมก็ร่วงลงพื้นหน้าเกือบทิ่ม ยังไม่ทันจะอ้าปากด่า แขนที่ผมคุ้นเคยก็รวบเข้าพยุง

“เดินไหวไหม?”

ผมพยักหน้ายิ้มๆ แล้วพยายามเดินวิ่งทั้งที่เท้าแทบไม่สัมผัสโดนพื้น มองคนข้างตัวที่ใช้แขนและขาเพียงข้างเดียวทั้งชกทั้งเตะคนที่เข้ามาขวาง ท่าทางทุลักทุเลจนอดยิ้มไม่ได้ ประจวบกับผมคนโชกเลือดที่เคยนอนกองข้างๆ ผมตรงหัวมุมทางเลี้ยว เมินโหยวผิงไม่พูดพร่ำทำเพลง วาดขาเตะออกไปก่อนผมจะร้องห้าม

“คนนี้เพื่อนฉัน!”

เท่านั้นเท้าก็ชะงักกลางอากาศแบบอีกไม่กี่เซนติเมมตรจะเข้าใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดนั้น

“ไปด้วยกัน!” ผมพูดห้วน

เมินโหยวผิงวิ่งต่ออย่างไม่สนใจ ผมหันมองคนที่ค่อยเดินโยกเยกตามมา
“เจอไหมบันได?”

เขาพูดยิ้มๆ “เจอก็แบกไม่ไหว”

 

พวกเรามาดึงจุดที่นายอ้วนต่อสู้พัวพันอยู่ ผมแตะไหล่เมินโหยวผิงให้รู้ว่าผมพอยืนเองได้ เขาพยักหน้ารับทั้งที่เราไม่ได้ส่งเสียงสักคำ เข้าไปร่วมวงกับนายอ้วนฝ่าคนออกไป ปล่อยผมยืนพิงอยู่กับเพื่อนใหม่คอยค้ำกันคนใดคนหนึ่งไม่ให้ล้มลง

ประตูทางออกอยู่ตรงหน้านี้แล้ว เสียงฝนกระหน่ำลงมาได้กลิ่นความชื้นในอากาศผสมกับกลิ่นเหล็กที่อาจจะมาจากเลือดหรือจากเหล่าบรรดาตู้คอนเทนเนอร์ในโกดังนี้ เสียงต่อสู้อย่างไร้อาวุธดังสลับกับเสียงฟ้าร้องยากจะแยกออก ผมมองเพื่อนทั้งสองคนออกหมัดออกเท้าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

“เสี่ยวอู๋”

เสียงเรียกมาพร้อมกับเพื่อนข้างตัวที่คว้าตัวผมหลบฝ่ามือนั้นได้อย่างเฉียดฉิว ไอ้หมอนี่ออกมาจากมุมไหนไม่ทันได้เห็น ฟ้าที่แลบปลาบด้านนอกสะท้อนเงาของรอยยิ้มนั้น

ชายในชุดสูทเข้าร่วมวงต่อสู้ ไม่ออกมือชกต่อยแต่กลับดึงลูกน้องตัวเองให้พ้นจากรัศมีมือเท้าของนายอ้วนและเมินโหยวผิง

“ฉันคิดว่าเราควรคุยกันหน่อย” ใบหน้านั้นยังติดยิ้ม “เสี่ยวอู๋ว่ายังไง?”<
นายอ้วนหันมามองผมแวบหนึ่งแล้วสะกิดเมินโหยวผิงให้ถอยกลับมาหนึ่งก้าว

“ไม่มีอะไรต้องคุย จะลุยก็เข้ามา!” นายอ้วนยกมุมปากไม่สะทกสะท้านแม้จะหอบอยู่บ้าง

“ฉันต้องการแค่ตัวเสี่ยวอู๋เท่านั้น”

“ใครวะเสี่ยวอู๋?” นายอ้วนมองหน้าเมินโหยวผิง แล้วจึงกันมามองหน้าผม แล้วกลับไปมองหน้าชายในชุดสูท มันผายมืออย่างสุภาพมาทางผมก่อนจะโค้งให้

“ฉันมีธุรกิจที่ต้องเจรจา และจำเป็นที่จะต้องให้เสี่ยวอู๋อยู่กับพวกฉันสักระยะ”

“สุภาพมาขนาดนี้คราวหลังไม่ต้องจับตัวแต่ไปจัดขบวนเข้าหน้าบ้านเลยก็ได้มั้ง” นายอ้วนว่าอย่างประชดประชันก่อนจะถุยน้ำลายลงพื้น “ที่นี่ไม่มีเสี่ยวอู๋ของแก แกเป็นใครพวกฉันไม่รู้จัก และนี่ไม่ใช่คนที่แกตามหา”

ชายในชุดสูทเลิกคิ้ว

“คิดว่านายคงจับผิดตัว ฉันไม่รู้อะไรด้วย” ผมพูดออกมาเป็นครั้งแรก คิ้วของมันดูเลิกสูงกว่าเดิม “ใช่ ฉันพูดได้ ไม่ได้เป็นใบ้ ไม่ได้เป็นเสี่ยวอู๋บ้าบออะไรนั่นด้วย!”

“เวร นายเป็นใบ้เหรอวะ คณะเราไม่ต้องการคนใบ้เพิ่มนะ” นายอ้วนหันมาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “มีคนเดียวก็อ่านสีหน้ากันฉิบหายแล้ว แต่ถ้านายเป็นใบ้ด้วยอีกคน ฉันว่านายลงแดงตายก่อนเพราะไม่ได้พูด”

“มันใช่เวลาเรอะ!” ผมสวนก่อนจะกันไปพูดกับชายในชุดสูทต่อ “ฉันไม่รู้ว่าเสี่ยวอู้ของพวกนายเป็นใคร ที่แน่ๆ ไม่ใช่ฉัน ฉันคือคนธรรมดาที่ชื่ออู๋เสีย เรื่องทั้งหมดมีเท่านี้”

“อู๋เสีย?” เขาทวนชื่อผมด้วยท่าทางไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไหร่นัก “นายไม่ใช่อู๋ต้าเกอ?”

ผมส่ายหน้า “เกิดมาไม่เคยมีใครเรียกอู๋ต้าเกอเลยสักที”

“นายไม่ใช่เยี่ยอู๋ซัน?”

เท่านั้นผมก็กลอกตาหนึ่งรอบแล้วอยากตบหน้าผากตัวเองสักฉาด ไม่สิ ทางที่ดีไปตบมันน่าจะคุ้มกว่า “เอานะ อย่างนั้นก็มีคำว่าอู๋ นี่ไม่รู้เขียนเหมือนกันรึเปล่า?”

ได้ยินเสียงฝนดังขึ้นชั่วอึดใจในบรรยากาศ

“ได้ยินเสียงอะไรแตกว่ะ ไม่รู้หน้าใคร” นายอ้วนว่าพลางยักคิ้ว

ชายในชุดสูทเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างถอนหายใจยาว “อย่างน้อยไอ้เรื่องที่จับมาก็ไม่ถือว่าเสียเปล่านักหรอก ยังไงก็เถอะ ถึงจะผิดตัว แต่ตอนนี้ก็ปล่อยพวกแกไปไม่ได้อยู่ดี”

“ไปซื้อกาวให้เอาไหม เผื่อจะยังมีหน้าไว้เจอผู้คนบ้าง คราวหน้ารูปก็เอามาเทียบหน่อยเถอะ ริจะเป็นคนเลก็ต้องรู้จักฉลาดรอบคอบนะ” นายอ้วนพูดเสียงหยันเหยียด “ใครปล่อยใครออกไปไม่ได้ ทางฝั่งแกมีเจ็ด ฝั่งฉันมีสาม กับหนึ่งกองทัพในร่างเดียว!”

“อย่านับผมเลยได้ไหม?” คนข้างตัวผมพูดขึ้นมา ก่อนจะหันหน้ามาถาม “เขาตลกแบบนี้เสมอเหรอ?”

ผมส่ายหน้าอย่างจนใจ “ผมอู๋เสีย ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ฉินอี้เหิง ยินดีที่ได้พบ”

“จบงานนี้เข้าภัตตาคารอย่างเดียว ฝอเตี้ยวเฉียง*ถ้วยนึงนะ!” เสียงนายอ้วนดังแทรกการแนะนำตัวของผม “เทียนเจินจ่าย!”

“จะอะไรก็เถอะ!” ผมปัดรำคาญ

ทันทีที่สิ้นเสียงฟ้าร้องดังขึ้น เสียงเตะต่อยก็ดังขึ้นแทบจะทันที พวกเราขยับไปข้างหน้าตามการนำของนายอ้วนและเมินโหยวผิง ระหว่างทางที่เจอท่อนไม้ ฉินอี้เหิงก็คว้ามาโยนให้คนที่ไม่ปริปากออกมาสักคำ นายอ้วนเห็นดังนั้นจึงปล่อยให้เมินโหยวผิงรับหน้า ตัวเองวิ่งเข้าไปถีบประตูอยู่สองสามครั้งจนมันเปิดออก ให้ผมและฉินอี้เหิงวิ่งออกจากประตูไป

 

ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ ผมวิ่งไปอย่างไม่รู้ทิศทาง ไม่แยแสถึงขาทั้งสองข้างที่เริ่มล้า ก้าวให้ยาวที่สุดถี่ที่สุด มองรอบๆ ฝ่าวิสัยทัศที่แทบไม่เห็นสิ่งใด นอกจากทะเลและต้นหญ้าที่สูงเกือบท่วมหัว ผมดิ่งไปทางนั้นโดยทันที อย่างน้อบมันก็เป็นที่ซ่อนให้เราได้ จนเจอคนกระบะคันหนึ่งจอดสนิทอยู่ในความมืด เมื่อพวกผมเข้าใกล้เสียงติดเครื่องยนต์จึงดังขึ้น ไฟหน้าเปิดสว่าง พวกเราระแวดระวังย่อตัวหลบโดยไม่ได้นัดหมาย จนกระจกข้างคนขับเลื่อนลงเห็นหวังเหมิงนั่งหน้าซีดอยู่ในนั้นกวักมือเรียกอย่างร้อนรน ผมดันให้คนข้างตัวเองเข้าไปก่อน โดดนั่งข้างคนขับปิดประตูและรถก็ออกตัวกระชากเสียหัวแทบโขกกระจก

“ประตูทางที่ฉันวิ่งออกมา” ผมว่าพร้อมเปิดกระจกตะโกนออกไป “มาเร็ว!”

นายอ้วนกับเมินโหยวผิงยังอีรุงตุงนังอยู่ตรงประตู เห็นชายในชุดสูทออกหลายกระบวนท่า นายอ้วนหลบหอบเต็มกลืน เมื่อได้ยินเสียงผมก็หันหลังวิ่งสุดฝีเท้า เจ้าของเสื้อฮู้ดสีกรมท่าเปียกชุ่มยันพวกที่เหลือเพื่อซื้อเวลาให้นายอ้วนวิ่งสักพัก ก่อนจะคว้าบานประตูปิดใส่ฝั่งตรงข้ามแล้วออกวิ่งตามมา ทั้งคู่กระโดดขึ้นกระบะหลังแล้วหวังเมิงก็เหยียบคันเร่งเต็มเท้าไม่มีผ่อนแรง

รถกระบะทะยานออกไปที่ไหนผมก็สุดรู้ ได้แต่พิงตัวกับเบาะและหมดสติไป

to be continued…

*佛跳墙 (fótiàoqiáng) หรือ พระกระโดดกำแพง เป็นอาหารจีนในแบบกวางตุ้งและฝูเจี้ยนราคาแพงชนิดหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่รวมวัตถุดิบในราคาที่มีการซื้อขายแพงมากไว้มากที่สุด
วัตถุดิบหลักในการปรุงพระกระโดดกำแพงนั้น ได้แก่ หูฉลาม, ปลิงทะเล, เห็ดหอม, หอยเป๋าฮื้อ, กระเพาะปลา ในขณะที่น้ำซุปจะประกอบด้วย โสม, เก๋ากี่ และถังเช่า ซึ่งเป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง ที่ในฤดูหนาวจะเป็นหนอน เมื่อหนอนจะมุดลงดินและตาย กลายเป็นพืชงอกขึ้นมาในฤดูร้อน ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่อยู่ในตัวหนอน หรืออาจจะมีแตกต่างไปจากนี้ได้เช่นกัน
ปรุงโดย นำวัตถุดิบทั้งหมดมาตุ๋น โดยเฉพาะหูฉลามจะใช้เวลาเคี่ยวนานหลายชั่วโมง ขณะที่น้ำซุปก็ใช้เวลาต้มหลายชั่วโมง พร้อมเครื่องปรุงรส เสิร์ฟใส่ถ้วยและจำหน่ายกันในภัตตาคารจีนชั้นสูง

________________________________
Talk:
สวัสดีค่ะ ยังมีใครอยู่ด้อมนี้ไหม 55555555555555555555555555555555

Advertisements

2 thoughts on “[Daomu fanfiction] The Traveller – 2

  1. ตามาอ่านค่ะ … ใช่เวลาเล่นโยคะเรอะ เราขำพรวด โอย ชอบคำพูดนายอ้วนทุกคำในเรื่องค่ะ อ่านแล้วอารมณ์ดี
    หนึ่งกองทัพในร่างเดียว ,,. นี่ก็อธิบายเสี่ยวเกอได้อย่างเท่ห์สุดๆ <3

    • ก๊ากกกกก ถ้าชอบก็ดีใจค่ะ ฮืออออออออออออออออออออ #เป็นเมนนายเมินที่จะทำทุกทางให้นายอ้วนหล่อที่สุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s