[Daomu fanfiction] The Traveller – 11

我的心还在悸动跳动 这裡没有你
– My heart is still throbbing even you’re not here
_________________________________

ชายตรงหน้าขมวดคิ้วมองผมอย่างไม่เข้าใจ ทั้งผมและเขาต่างมองกันเรียกได้ว่าหัวจรดเท้าเท้าจรดหัว เสี่ยวเกอตรงหน้าผมแต่งตัวย้อนยุคเสมือนคอสเพลย์อยู่ แต่งเป็นขุนนางข้าราชสำนักหมิง มีลายปู่จึหรือลายปักสัตว์มงคลอยู่บริเวณหน้าอก บ่งบอกว่าเป็นขุนนางฝั่งบุ๋นระดับหนึ่ง รูปนกกระเรียนสีขาวฟ้าเลื่อมด้วยสีทองท่ามกลางหมู่เมฆสีสันฉูดฉาดหรูหรา ผ้าพื้นสีน้ำเงินเข้มมีเสื่อมสีเงินปักเป็นลายที่ผมยังไม่ได้ใส่ใจมองนัก

“เจ้าเป็นใคร ชาวต่างถิ่นหรือ ทำไมแต่งตัวชอบกล?”

ผมอ้าปากค้าง พูดมาได้ แล้วนายแต่งตัวไม่ประหลาดตรงไหน หรือจะไปแสดงงิ้วโดยที่ยังไม่ได้แต่งหน้า? หากแต่ไม่ใช่เวลาต่อปากต่อคำ มองเลยไปด้านหลังเห็นฉินอี้เหิงแง้มประตูหลังบ้าน นายอ้วนรอดูจังหวะจากการพูดคุยของผม

“เอ่อ.. เรื่องมันพูดยาก เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันกับเพื่อนกำลังหลงทาง อยากจะถามทาง.. แล้วอาจจะขอพักด้วยสักคืนได้ไหม? นอนหลังบ้านก็ได้ หน้าบ้านก็ได้” ผมพูดช้าอึกอักทำท่าทีเดือดร้อน เมินโหยวผิงตรงหน้ายังมองผมหัวจรดเท้าอย่างออกนอกหน้า ผมไม่สนใจลอบมองเห็นนายอ้วนแว่บออกประตูหลังได้แล้วจึงหันมารีบปิดการขาย “มีฉันกับเพื่อนอีกสองคนที่กำลังมา ฉันวิ่งมาก่อน”

 

เมินโหยวผิงตรงหน้ารวบผมขึ้นเรียบร้อย เกล้าเป็นมวยกลางศีรษะ มือของเขาถือตุ้งติ้งที่ดูเหมือนเพิ่งถอดออกจากข้างเอว

“เอ่อ…” ผมอึกอักไม่รู้จะพูดอะไรต่อ พลันนายอ้วนกับฉินอี้เหิงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา แสดงเป็นหอบและเหน็ดเหนื่อย

นายอ้วนเห็นหน้าเจ้าของบ้านแล้วอ้าปากจะอุทาน ฉินอี้เหิงปิดปากเขาไว้ได้ทัน มีเพียงเสียงอู้อี้ลอดออกมา “เป็นไงยังบ้าง เขาให้เราเข้าไปพักไหม นายอ้วนดูท่าจะอาเจียนลม ไม่ไหวแล้ว”

ผมอ้าปากค้างอีกครั้ง ไอ้หมอนี่มันไปเรียนการแสดงมาจากไหน ทั้งยังโกหกเป็นไฟไหลลื่นสมกับทำอาชีพนักซื้อขายบ้าน

เจ้าของบ้านมองพวกเราอย่างพิจารณา จับแขนเสื้อและเป้สะพายหลังของผมอย่างสนใจ “ก็ได้ แต่ขอจัดการในบ้านก่อน ท่าทางเหมือนมีโจรลอบเข้ามา”

พวกผมยืนกลืนน้ำลายอยู่นอกบ้านไม่กล้าเข้าหากยังไม่ได้รับเชิญ เห็นเมินโหยวผิงหยิบกระบี่จากบนโต๊ะไว้ข้างตัวพลันก้มมองดูใต้เตียง สัมผัสไวสมเป็นนายเรือใบ้จาง!

“ขอน้ำดื่มหน่อยได้ไหม เราไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว” นายอ้วนทำเสียงแห้งแบบไม่เนียนเท่าไรนัก แต่ทำให้เจ้าบ้านที่กำลังเอื้อมมือเข้าไปสำรวจได้เตียงชะงักและกลับมาสนใจพวกเรา

ผมเหงื่อซึม… หากนายอ้วนออกมาไม่ทันสงสัยได้ลิ้มรสกระบี่นั่นเสียแล้ว

เข้าบ้านเดินทะลุไปยังด้านหลัง ผมจึงได้เห็นลายสิงโตหันหน้าตรงปักเป็นลวดลายสีทองเงินตัดกับสีพื้นสวยงาม “คนคนนี้ต้องพิเศษแน่ ด้านหน้าเป็นตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นระดับหนึ่ง แต่ด้านหลังดันเป็นรูปมังกรของขุนนางฝ่ายบู๊”

“จะลายอะไรก็ช่างแม่มเถอะ นายไม่ตกใจกับเสี่ยวเกอหน่อยเหรอ?” นายอ้วนพูดซุบซิบเสียงเบา

“เสี่ยวเกอความจำเสื่อมอีกรอบรึเปล่า?” ฉินอี้เหิงให้ความเห็น

“ความจำเสื่อมแล้วต้องคอสเพลย์เป็นกงซุนเหรอ กงซุนไม่จับดาบ” นายอ้วนเถียง

“ไม่รู้สิ ไม่น่าใช่เสี่ยวเกอ เขาไม่ขยันพอจะแต่งองค์ทรงเครื่องหรอก” ผมสรุป นายอ้วนเสริมขึ้นมาว่าทุกวันนี้เมินโหยวผิงไม่แก้ผ้าเดินก็ดีแค่ไหนแล้ว

พอเจ้าบ้านกลับเข้ามาเราก็ยืนกันเงียบอย่างกับนักเรียนกลัวคุณครูดุ ทำเป็นหมดเรี่ยวแรงจะลุกจะดินไปตามเรื่องตามราว เขายิ้มพร้อมกวักมือหลังวางกาน้ำชาบนโต๊ะ “เข้ามาก่อนสิ”

เรานั่งมองหน้ากันเป็นวงอย่างน่าขัน เจ้าบ้านมองผม ผมลอบมองฉินอี้เหิงที่นั่งเบียดคนละครึ่งกับผม ฉินอี้เหิงมองนายอ้วน และนายอ้วนมองเจ้าของบ้าน

ตอนนี้เจ้าบ้านเปลี่ยนชุดเรียบร้อย เป็นเสื้อคอกลมสีน้ำเงินเข้ม แหวกข้าง วงแขนกว้าง ไม่มีลวดลายฉูดฉาดแบบในทีแรก ด้านในเป็นเสื้อสีขาวดูเข้ากับหน้าตาอย่างมาก ผมยังคงถูกรวบตึงเกล้าไว้เรียบร้อย พันด้วยผ้าแถบสีเดียวกับเสื้อ

“พวกเจ้าเป็นคนต่างถิ่นหรือ? เสื้อผ้าไม่เคยเห็น” เขาทัก

ผมยิ้มให้ แนะนำตัวด้วยยิ้มการค้าโดยจงใจใช้คำดูสนิทสนมหน่อย “ฉันชื่ออู๋เสีย นี่เพื่อนฉันนายอ้วนหวัง นี่ฉินอี้เหิง”

“ข้า จางฉี่หลิง” เจ้าบ้านแนะนำตัว ส่วนผมกับนายอ้วนแทบสำลักน้ำชา “ค่อยๆ ดื่มเถอะ น้ำท่าหาเติมได้ พวกเจ้าหลงทางมาจากไหน มาที่นี่ได้อย่างไร?”

“เราก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฉินอี้เหิงที่ไม่รู้จึงไม่ได้สะทกสะท้านกับชื่อเป็นฝ่ายตอบแทน “ที่นี่คือที่ไหน?”

“เชิงเขาฉางไป๋ซาน” ผมฟังคำตอบแล้วก็พลันโล่งใจ ผมจำถูกจริงๆ ด้วย “อากาศดี แต่ตอนหนาวก็จะหนาวมาก”

“ทำไมมาอยู่ที่นี่ พวกเราเดินมาไกล ไม่เห็นหมู่บ้านเลย มีแค่บ้านหลังนี้หลังเดียว” ฉินอี้เหิงถามยิ้มๆ “ขอโทษที บ้านดูไม่ใช่สำหรับอยู่อาศัย นี่เป็นที่พักระหว่างทางเหรอ?”

จางฉี่หลิงยิ้มแย้มจิบชา ท่าทางอารมณ์ดี ผมเห็นแบบนี้แล้วเผลอขยี้ตาหลายครั้ง “ใช่ ที่นี่เหมือนบ้านตากอากาศ ข้าไม่มีบ้าน โดยมากอาศัยอยู่บนเรือไม่ก็ในวัง”

“อ้อ… มิน่า เห็นทีแรกใส่ชุดขุนนาง” ฉินอี้เหิงตอบความสืบไป “ว่าแต่ที่นี่กษัตริย์ที่ปกครองแผ่นดินเป็นใคร?”

“พวกเจ้าพูดภาษาจีน ชื่อก็จีน แต่ไม่รู้แผ่นดินนี้ใครปกครอง ช่างน่าขัน” เขาว่า “ตอนนี้คือศักราชหย่งเล่อ”

ผมกับนายอ้วนเกือบทำแก้วกล่นจากมือ

“หย่งเล่อ!” นายอ้วนทวนคำ

“ห้าร้อยปีก่อนเรอะ!” ผมอุทาน

จางฉี่หลิงทำหน้างง “พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“พระราชวังต้องห้าม!” ผมโพล่งขึ้นมาอย่างอดใจไม่ไหว หัวหมุนจนมึนกับปีศักราชที่ระบุได้ และต้องการระบุปีให้ชัดเจนกว่าเดิม “วังต้องห้าม สร้างเสร็จหรือยัง?”

“กำลังบูรณะ… ทำไมพวกเจ้าสนใจเรื่องนี้นัก?”

เมื่อเห็นมือทั้งสองข้างของจางฉี่หลิงไม่ผ่อนคลายเหมือนเดิม ฉินอี้เหิงรีบแก้เกม “พวกเราพอมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ละเอียดนัก อู๋เสียเคยศึกษาด้านนี้อยู่ เขาเลยตื่นเต้นน่ะ”

จางฉี่หลิงดูไม่วางใจพวกเราเขา เขาเงียบลง สายตาคมปลาบ ผมเกรงว่าเราจะได้ตายตรงนี้ ส่งสัญญาณด้วยสายตาให้นายอ้วนแก้ไขสถานการณ์นี้ด่วน

“นายคือจางฉี่หลิงจริงเรอะ?” ผมกรอกตามองบน ที่หาเรื่องมากกว่าเดิมหรือทำให้มันดีขึ้น

“ใช่ ข้าเป็นขุนนางบนเรือลำหนึ่งในกองเรือเป่าฉวน”

ฉินอี้เหิงทำหน้างง ผมจึงเล่าให้ฟังว่าศักราชของหย่งเล่อนั้นมาจากเข้าชายจูตี้ ภายหลังเฉลิมพระนามเป็นหมิงเฉิงจู่ สร้างศักราชหย่งเล่อขึ้นมา คล้ายปีคริสตศักราชที่พวกเราใช้กัน หลักๆ ของศักราชหย่งเล่อคือมีการสร้างพระราชวังต้องห้าม เพิ่มความเข้มงวดด้านการปกครอง ทั้งยังส่งเสริมด้านวิชาการอย่างมาก โดยมีการเกณฑ์เหล่าบัญฑิตทำสารานุกรมของทุกสาขาวิชาขึ้นมาสองหมื่นกว่าบรรพเรียกกันว่า ‘หย่งเล่อต้าเตี่ยน’ ทั้งยังมีการออกเดินทางสำรวจรอบโลก แลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมกับต่าวชาติรวมเจ็ดรอบในเวลาเกือบสามสิบปี ด้วยกองเรือเป่าฉวน ภายใต้การนำของขันทีคนสนิทที่ชื่อว่า เจิ้งเหอ เป็นนายกองเรือ

ผมเล่าเพลินไม่ได้สนใจเท้านายอ้วนที่สะกิดขาผมหลายรอบจนผมรำคาญ

“อะไร?”

“เทียนเจิน… จะเล่ายันสุสานฉางหลิงเลยไหม แล้วไอ้หมอนี่จะได้ตัดหัวเราให้กุดแล้วโยนเข้าป่า”

ฟังคำนายอ้วนเหมือนถูกตบหน้า ความฉิบหายระดับสิบ ดันเล่าเรื่องเพลินไปหน่อย ฉินอี้เหิงก็ไม่สะกิด หากไม่รำคาญนายอ้วนเสียก่อนผมคงเล่าไปยันว่าหมิงเฉิงจู่ตายยังไง ฝังสมบัติอะไรไว้ที่สุสานฉางหลิงบ้าง ผมลูบหน้าแล้วหันไปมองจางฉี่หลิงที่มองผมอย่างตั้งใจเช่นกัน เมื่อได้สบตากันเขาทำตาโต ผุดลุกยืนกะทันหัน ทำเอานายอ้วนลุกตาม ถอยไปสองสามเก้าตั้งท่าเตรียมพร้อม ขนาดผมเองยังเหงื่อออกเต็มฝ่ามือ

ไม่รู้หรอกว่าจางฉี่หลิงคนนี้เป็นอย่างไร แต่แค่ชื่อก็ดูจะฆ่าคนได้ด้วยสองนิ้วทะลวงคอหอยแล้ว

“ข้ารู้แล้ว!” เขาพูดเสียงดัง “พวกเจ้ามาจากโลกหลังจากนี้ใช่ไหม?!”

 

 

คงเป็นเพราะได้เป็นลูกมือเจิ้งเหอ ทั้งได้เดินทางไปเห็นโลกภายนอก เห็นผู้คนในต่างแดน ต่างภาษาวัฒนธรรม จางฉี่หลิงฉลาดคมเหมือนเคย เมื่อเขาเปิดประเด็นนี้มา เราอึกอักกันเล็กน้อยก่อนจะยอมรับโดยดี อย่างไรก็ไม่รู้จะแถไปทางไหน เสื้อผ้าทรงผมก็เห็นอยู่ตำตา พวกเราผลัดกันตอบคำถามของจางฉี่หลิงจนคอแห้ง ชาในกาถูกเติมแล้วเติมอีก คุยกันจนฟ้ามืดเมื่อไหร่ไม่ทันรู้ตัว ส่วนใหญ่ผมกับนายอ้วนจะให้ฉินอี้เหิงเป็นคนตอบ กลัวตัวเองจะเผลอพูดเรื่องอะไรที่ไม่ควรพูด เห็นเจ้าตัวตื่นเต้นจะเปิดสมุดขึ้นบันทึกผมจึงห้ามเอาไว้ หากเรื่องนี้ถูกบันทึกเมื่อไหร่ประวัติศาสตร์ต้องเปลี่ยนแน่ ผมขอให้เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ คิดเสียว่านี่เป็นฝันเรื่องหนึ่งที่ยาวมากก็ได้ จางฉี่หลิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตกลง

พวกเราได้ชุดจากจางฉี่หลิงกันคนละชุด ได้ผลัดกันออกไปเอาน้ำลูบตัวลูบหน้า ได้เปลี่ยนชุดใหม่รู้สึกไม่ชิน ใส่ยาก ออกมาเหมือนใส่ชุดนอนอยู่ ฉินอี้เหิงเสื้อเต่อแน่น ต่างจากผมที่ค่อนข้างพอดีตัว และนายอ้วนคับจนแทบผูกเชือกไม่ได้ ใส่รัดติ้วแปลกๆ ครึ่งล่างนายอ้วนยังคงใส่กางเกงตัวเดิมไว้ ไม่สามารถใส่ตัวใหม่ได้ ทั้งหมดมีจางฉี่หลิงคอยช่วยใส่ ถึงพวกผมจะเคยเห็นในหนังจีนมาบ้างแต่ชีวิตนี้ไม่เคยใส่จริงสักครั้ง งกเงิ่นกันอยู่นาน เจ้าบ้านจึงเข้าช่วย ผมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปเที่ยวเมืองโบราณที่มีชุดเช่าให้ใส่ถ่ายรูปอย่างไรอย่างนั้น

เสียงท้องร้องของผมดังมากจนน่าอาย ขนาดนายอ้วนยังอดยิ้มไม่ได้ “คุณชายจาง นี่ก็มืดค่ำแล้ว เสี่ยอ้วนเสนอตัวเป็นพ่อครัวให้เอาไหม ที่นี่มีอะไรกินบ้าง?”

จางฉี่หลิงเพิ่งนึกขึ้นได้ เขารื้อกระเป๋าใบโตเสียเละเทะ ก่อนจะชูขนมปังแข็งก้อนใหญ่ “พวกเจ้าเคยกินสิ่งนี้ไหม? ข้าได้มาพักหนึ่งแล้ว คำนวณจากเวลาคิดว่ายังไม่น่าจะเสีย ข้าจะให้พวกเจ้าลองกินด้วยกัน” เขาใช้มือแบ่งขนมปังเป็นสี่ส่วน ยื่นให้พวกเราคนละชิ้น “มันเรียกว่าขนมปัง มาจากกรีก พวกเจ้ารู้จักใช่ไหม?”

ผมพยักหน้าว่าง่าย มองขนมปังในมือแล้วกินทันที ถึงแม้ว่าอยากได้เนื้อมากกว่าก็ตาม จุดนี้เรื่องมากเท่ากับท้องหิว กัดสามสี่คำก็หมดแผ่น เจ้าของบ้านคุ้ยกระเป๋าอีกพักหนึ่งก่อนจะชูห่อกระดาษก้อนใหญ่ขึ้นมาให้ดู

“มีสิ่งนี้อีก มันคือเนื้อแกะ”

นายอ้วนรับมาเปิดห่อดู เนื้อสีแดงถูกหมักด้วยเครื่องเทศและเกลือ “คุณชายจาง เนื้อแกะนี่คงไม่กินดิบๆ ใช่ไหม?”

จางฉี่หลิงพยักหน้า “เราไปก่อกองไฟกันเถอะ”

 

 

พวกเราย้ายออกมาด้านหลังบ้าน หาฟืนมาก่อไฟกองไม่ใหญ่นัก หาขอนไม้มานั่งล้อมคนละจุด อย่างน้อยก็นั่งสบายว่านั่งครึ่งตูดกับฉินอี้เหิง พวกเรานั่งรอนายอ้วนที่เดินเข้าป่าไปหาดินหาใบไม้ทำพิธีกรรมทำอาหาร นายอ้วนแนะคุณชายจางว่าเนื้อแกะย่างอร่อยน้อยกว่าอบ ถ้าที่นี่ไม่มีเครื่องมือ นายอ้วนจะหาทางเอง จากนั้นก็เดินเข้าป่าไปพักใหญ่

จางฉี่หลิงคนนี้ออกจะสดใสและช่างพูดช่างถาม เขาอายุราวยี่สิบต้นๆ ท่าทางไฟแรง หากแต่หน้าตานั้นเหมือนจางฉี่หลิงที่เป็นคนใบ้จางอย่างไม่ผิดเพี้ยนสักนิด เวลาเห็นตอนยิ้มหรือหัวเราะทำให้ผมรู้สึกจั้กจี้แปลกๆ คุยกันเรื่องขนมปังพักใหญ่นายอ้วนก็กลับมาร่วมวง เขานำดินห่อเนื้อเป็นชั้นหนา กลบด้วยใบไม้แห้งกองใหญ่ จุดไฟพอระอุคล้ายวิธีทำมันเผา ออกตัวว่าไม่แน่ใจว่าใช้ได้ไหม คิดเองว่าน่าจะออกมากินได้ เนื้อแกะนี้มีมันอยู่คนข้างมาก น่าจะอร่อยกว่าการย่างให้สุก

เราคุยกันระหว่างรอเนื้อสุก เจ้าบ้านเข้าไปเอาขนมปังมาอีกก้อนแบ่งให้รองท้อง

“ที่จริงพวกเรามีกันสี่คน” ผมเปิดประเด็น “อาจจะฟังเหลือเชื่อไปสักหน่อย พวกเรามาที่ฉางไป๋ซานเพื่อตามหาของชิ้นหนึ่ง หลงเข้าไปในสุสานและอยู่ๆ ก็หลงมาที่นี่”

ผมเล่าข้ามบ้างแปลงเรื่องบ้างตามความเหมาะสม จางฉี่หลิงมีท่าทีสนใจ ไม่ทักท้วงว่าพวกเราเป็นบ้าหรือเสียสติ ผมจึงเล่าการเดินทางของพวกเราให้ฟังคร่าวๆ “ที่จริงในคณะเดินทางมีกันหกคน ไม่รู้ว่ากระจายไปที่ไหนบ้าง เรามาที่นี่ด้วยกันแค่สามคน เดินลงเขาอยู่หลายวัน ไม่รู้ว่านายพอมีข้อมูลบ้างไหม?”

จางฉี่หลิงส่ายหน้า “ไม่รู้เลย ข้าเพิ่งเดินทางกลับมาจากการสำรวจนอกประเทศ แวะกลับเข้าในวัง ตามกำหนดแล้วยังเหลืออีกเดือนกว่าจะเดินทางต่อ ระหว่างนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อพักผ่อน ตามทางไม่เห็นเจอใครที่แต่งตัวเหมือนพวกเจ้า”

“ตอนนี้สงครามเป็นยังไงบ้าง?” ผมถาม “ตอนเราเดินอยู่ในป่าเจอคนกลุ่มหนึ่งท่าทีไม่เป็นมิตร หรือว่าแถวนี้จะมีพวกลิงยักษ์?”

“นั่นอาจจะเป็นชนกลุ่มน้อยจากทางเหนือ” จางฉี่หลิงตอบอย่างระมัดระวัง “ตอนนี้อยู่ในช่วงสงบ ข้าไม่คิดว่าแถวนี้จะมีข้าศึกมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่… แต่ก็ไม่แน่เสียทีเดียว ที่สงบอยู่น่าจะเพราะฝั่งนั้นคงกำลังเตรียมการรอบถัดไป ข้าไม่ค่อยได้ตามข่าวลึกเสียเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เตรียมการออกเรือกับสรุปบันทึกส่งนายกองเรือมากกว่า ข้าเป็นหนึ่งในคนสนิทของนายกองเจิ้งเหอ มีผลงานค่อนข้างมาก บางทีก็ได้ของพระราชทานแบ่งมาให้เหมือนรอบนี้ อย่างพวกสิ่งของหรือของกิน หากเก็บได้ข้าก็นำมาเก็บไว้ที่นี่”

“ทำไมถึงเป็นที่นี่ล่ะ? พักในวังห้องหับกว้างขวาง หรือสร้างบ้านก็คงมีกำลังพอจะสร้างใกล้วังได้มั้ง?” นายอ้วนถามบ้าง

“ไม่รู้เหมือนกัน” คุณชายจางตอบยิ้มๆ “ข้าเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ไม่มีความทรงจำ รู้อีกทีคือมีคนพาเข้าวังเป็นคนรับใช้ในครัว พอมีคนเห็นข้าสามารถอ่านออกเขียนได้ก็ได้รับโอกาส พอโตขึ้นอีกหน่อยเข้าสอบจอหงวน ได้ทำงานเอกสารในวัง ได้เข้าการทดสอบทั้งบุ๋นและบู๊พอมีฝีมือติดตัวอยู่บ้าง”

“ดูจากชุดเมื่อกลางวัน คงไม่ใช่ ‘พอมีฝีมือ’ แล้ว.. นี่ถ่อมตัวอยู่ใช่ไหม” นายอ้วนจี้ถาม “แถมลายหน้าหลังไม่เหมือนกัน เครื่องแบบนี้ไม่เคยเห็น”

จางฉี่หลิงดูท่าจะถูกใจนายอ้วน “เพราะข้าได้ทั้งบุ๋นและบู๊ โดยปกติแล้วจะได้ชุดฝั่งบุ๋น แต่มีครั้งหนึ่งออกเรือไปต่างแดนได้เจออะไรมากมาย เข้าป่าไปเจอสัตว์ใหญ่และฆ่ามันได้ หลังจากนั้นกลับวังมาเจอไส้ศึกข้าเป็นคนจัดการได้ เรียกได้ว่าบังเอิญล้วนๆ นายกองเจิ้งเหอจึงสั่งตัดชุดใหม่ให้ชุดหนึ่ง แต่ข้าชอบชุดเรียบๆ แบบนี้มากกว่า”

“อ้อ… ก็สมเป็นเสี่ยวเกอ” นายอ้วนสรุป ไม่สนใจจางฉี่หลิงที่ทำหน้างง “แบบนี้เหมือนจั่นเจากับกงซุน”

“จั่นเจากับกงซุน?” จางฉี่หลิงทวนคำ “เรื่องเปาเจิ่ง?”

“ไร้สาระน่า” ผมเบรคทุกคนก่อนจะออกทะเลไปไกล พาดึงกลับเข้าเรื่อง “สรุปว่าทำไมถึงเลือกมาอยู่ที่นี่?”

“เพราะอากาศดีน่าอยู่ ไม่ค่อยมีคน” เขาตอบสั้น “ครั้งแรกที่มากับกองทหารตรวจตราพื้นที่ เจอที่นี่ก็ชอบเลย พวกเจ้าไม่เห็นหรือ? ได้ชมยอดเขามากมายรายล้อม มีทะเลสาบสวรรค์ตรงยอดเขา ข้ามาที่นี่ เก็บของที่ได้รับที่บ้านแล้วออกเดินทางขึ้นไปบนยอดเขา ไม่รู้ทำไมรู้สึกผูกพัน นับตั้งแต่ครั้งแรกที่มา ข้าตัดสินใจได้เลยว่าจะอยู่ที่นี่ เรื่องราววัยเด็กของข้าอาจจะอยู่แถวนี้ก็ได้ ข้าอาจจะเกิดมาในโพรงของภูเขา อาจจะไม่ใช่มนุษย์ก็ได้”

ผมหัวเราะฮ่า ฮ่า สองทีอย่างแข็งกระด้างกับมุกที่เขาเล่น “ไม่ใช่มนุษย์แล้วจะเกิดแก่เจ็บตายได้ยังไง คุณชายจางคิดมากแล้วมั้ง”

“อีกนิดข้าก็สามสิบแล้ว หลายคนบอกว่าข้าหน้าตาไม่เปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่เจอเลย อย่างมากก็สูงขึ้นแก่ขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น พวกเจ้าไม่คิดว่าแปลกหรือ?”

ผมหัวเราะอีก นี่ก็เรื่องปกติสกุลจางไม่ใช่เหรอ “คุณชายคิดมากแบบนี้ไม่นานก็แก่เร็ว”

“เพื่อนของพวกเจ้าที่หายไป หน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร ข้าอาจจะส่งข่าวให้ในวังช่วยตามหา พอมีเส้นสายกับพวกทหารอยู่บ้างนะ”

อันดับแรก… ส่องกระจกหน่อยไหมล่ะ เหมือนเป๊ะ… “เฮ้ย! อย่าให้เรื่องมันใหญ่ขนาดนั้นเลย แค่คุณชายคนเดียวก็เกรงใจแล้ว”

กลิ่นเนื้อหอมทำให้ผมท้องร้องขึ้นมาอีกรอบ นายอ้วนคุ้ยออกมาจากกองใบไม้แกะดินออกดูด้านหนึ่ง ใช้มีดพกแทงเข้าในเนื้อดูวามสุก เมื่อเห็นว่าพอใช้ได้แล้วจึงแกะดินออกทั้งหมด นำเนื้อแกะหอมวางบนกระดาษห่อแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ตรงกลางก้อนเนื้อแทบไม่สุกเลย สีแดงฉ่ำดูน่ากิน นายอ้วนหั่นส่วนที่ใช้ได้เสร็จแล้วจึงห่อดินผสมน้ำเป็นก้อนหนาอีกรอบแล้วสุมเข้ากองใบไม้ใหม่ แบ่งส่วนที่กินได้ให้ทุกคน เจ้าของบ้านได้มากหน่อยตามมารยาท

เนื้อแกะนั้นได้กินมาก็เยอะ ชิ้นแรกราวกับละลายในปากได้ ร่างกายโหยหาโปรตีนจากเนื้อมานาน เวลาเคี้ยวยังรู้สึกได้ว่าฟันผมคิดถึงเนื้อสัตว์ขนาดไหน เรากินกันเร็วมากอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เมื่อหมดแล้วก็กลับมาคุยกันต่อรอรอบใหม่ จิบชาไปพลางคุยไปพลาง ผมเห็นว่ามาถึงขนาดนี้แล้ว จางฉี่หลิงตรงหน้าไม่รู้ทำไมผมถึงไว้ใจเขานัก ผมหยิบจานฮวงจุ้ยออกมาให้เขาดู

“คุณชายพอรู้ไหมว่าสิ่งนี้คืออะไร ฉันอ่านไม่ออก” จางฉี่หลิงรับเข็มทิศฮวงจุ้ยไปพิจารณาเงียบๆ “ตอนที่พวกเราหลงมาที่นี่ ในห้องนั้นฉันเป็นคนถือสิ่งนี้ไว้ สองคนนี้อยู่ใกล้ๆ ก่อนหน้านี้มันมีกลไกคล้ายมีเฟืองด้านใน แต่เราเดินทางกันไม่เรียบง่าย รู้ตัวอีกทีมันก็เป็นแบบนี้แล้ว”

จางฉี่หลิงพลิกหน้าพลิกหลังสีหน้าเรียบเฉย “ที่ที่พวกเจ้าไปเจอมัน คือที่ไหน?”

“ในฉางไป๋ซาน” ผมตอบสั้น

“‘ใน’ รึ? ในเขาลูกนี้น่ะหรือ?”

ผมถอยหายใจ “ใช่ เราหาทางที่เป็นโพรงเข้าไปได้ ด้านในเป็นสุสานหนึ่ง เราไม่รู้ว่าคือที่ไหน เจอห้องหนึ่งมีกลไกประตู เข้าไปได้ก็เจอของสิ่งนี้”

นัยน์ตาของจางฉี่หลิงเป็นประกาย “อย่างนั้นหาทางไปอีกรอบ อาจจะเจออะไรก็ได้”

ฉินอี้เหิงขัดขึ้น “แต่ทางมันไม่เหมือนเดิม ตอนที่เราไปภูเขาหิมะถมสูง สูงกว่าตอนนี้ คิดว่าเป็นช่วงเวลาเปลือกโลกขยับ ไปตอนนี้จะเจออะไร?”

จางฉี่หลิงยิ้มมุมปาก ท่าทางสนุกสนาน “หากเจ้าไม่หาทางเข้าไป เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่ามีสิ่งใดอยู่” เขาสรุป “เวลาข้ามีน้อย ข้าจะพาพวกเจ้าขึ้นไป สุสานอะไรนั่นข้าอยากลองดูสักครั้ง ส่วนของสิ่งนี้ ข้าคิดว่าซ่อมมันได้ จะเป็นอะไรไหมหากจะขอลองดูสักหน่อย”

“เชิญเลย” ผมตอบ ยังไงมันก็พังมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

“ข้าเหมือนเคยเห็นอักษรพวกนี้ มีบันทึกไว้ อ่านออกแค่เพียงบางตัว” จางฉี่หลิงบอกเสริมว่าในกองสมุดมหาศาลนั้นไม่รู้ว่าเล่มไหน แต่น่าจะมีสักเล่ม

“ดี! งั้นพรุ่งนี้พวกนายหาข้อมูลกันไป เสี่ยอ้วนกับอี้เหิงจะเตรียมของขึ้นเขา” นายอ้วนกลับมาคึกอีกรอบ “อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเหมือนเดิมไหม”

เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทางคึกคักผมก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย “ตกลงตามนั้น!”

เราคุยเรื่อยเปื่อยและกินเนื้อแกะไปอีกนิดหน่อย ที่เหลือนายอ้วนเตรียมทำเป็นเสบียงไว้กินระหว่างทาง ผมเห็นดีด้วยจึงช่วยนายอ้วนจัดเตรียมของกิน จวบจนพระจันทร์ลอยขึ้นสูงจึงเรียบร้อย

 

 

บ้านเนื้อที่แคบ เราย้ายโต๊ะไปอีกด้าน เก็บเก้าอี้คว่ำลงบนโต๊ะเพื่อประหยัดพื้นที่ ตรงกลางนอนได้สามสี่คน เราปูพื้นด้วยเสื้อกันหนาวที่มี หนุนเป้ต่างหมอนนอนเหมือนเคย หากแต่ใจผมกระสับกระส่ายนอนไม่ลง พลิกตัวไปมาฟังเสียงกรนนายอ้วนพักใหญ่จึงลุกออกไปนั่งด้านหน้าบ้าน พยายามไม่ให้เกิดเสียงปลุกคนอื่นตื่น ปิดประตูเสียงเบาได้ก็เดินหลบทางเดิน นั่งบนพื้นง่ายๆ จุดบุหรี่ขึ้นสูบ พิงกำแพงเงยมองท้องฟ้าโปร่งที่มีแต่ดาวละลานตา

“นั่งด้วย”

ฉินอี้เหิงเอ่ยขอบุหรี่ ผมเอาให้เขามวนหนึ่งอย่างไม่หวงของ เขาจุดสูบเข้าปอดลึก ปล่อยวันสีเทาอวลในอากาศเบื้องหน้าเรา

เรานั่งกันอยู่เงียบๆ ต่างคนต่างเงยมองท้องฟ้า บุหรี่เกือบจะหมดมวนแล้ว ผมชวนฉินอี้เหิงคุยลดความฟุ้งซ่านของความคิด

“เพื่อนนายนิสัยเป็นยังไง เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

ฉินอี้เหิงเหม่อบอกไปไกล สูบบุหรี่อีกหลายครั้งก่อนจะพูด “เขาเป็นคนสูบบุหรี่จัด.. คิดมากสูบ ไม่มีอะไรทำก็สูบ สูบแบบมวนต่อมวน แรกๆ ฉันไม่สูบหนัก แต่อยู่ๆ กันไปก็มวนต่อมวนเหมือนกัน บางครั้งมันช่วยสงบจิตใจได้”

“ก็พอเข้าใจ บางทีฉันสูบแล้วคิดอย่างอื่นไป เกือบเผาหนังสือพิมพ์ก็มี” ผมเล่าบ้างไม่ให้บทสนทนาห้วนเกินไปนัก

“แรกเริ่มฉันไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เรียกว่าอยู่ลอยๆ ช่วงไหนไม่มีเงินก็รับไล่ผีบ้างไปตามเรื่อง แค่พอมีกินมีใช้ วันหนึ่งมีคนรู้จักบอกเรื่องอาชีพนักซื้อขายบ้านก็สนใจ แต่ฉันพูดไม่เก่ง จับพลัดจับผลูได้มาทำงานร่วมกับเจียงซั่ว เขาเป็นคนไม่เรื่องมากทั้งยังมีน้ำใจ ทำงานด้วยกันไปไม่กี่ครั้งก็เป็นคู่หูกัน ในความไม่เรื่องมากนั้นคือไม่ถามมาก ทำท่าไม่อยากเล่าก็ไม่ถามต่อ บางทีก็ติดจะซื่อ บอกให้ทำอะไรก็ทำ เขาไม่มีความรู้เรื่องไสยศาสตร์เลยสักนิดเดียว เมื่อไม่รู้เลยไม่เถียง บางทีก็ไม่ถามหาที่มา ไว้ใจฉันมากเกินเหตุ ช่วงแรกเลยโดนฉันแกล้งให้ทำอะไรแปลกๆ ออกบ่อย เห็นกลัวมากคิดว่าจะเลิกแต่ก็ทำจนสุดทางทุกครั้ง จะเรียกว่าดื้อหรืออยากเอาชนะก็ไม่รู้

“ความเชื่อใจบางทีมากเกินไป มีครั้งหนึ่งเขาเคยโดนคำสาปฝีเพียงเพราะว่า ฉันบอกให้เขาไปหาหมอคนนี้ เขาก็ไป เชื่อใจหมอว่าเป็นคนรู้จักกับฉันถึงขั้นยอมให้เอาเข็มจิ้มที่หลังคอ… สุดท้ายมารู้ว่าหมอคนที่เจอไม่ใช่เพื่อนฉัน แถมโดนของมาอีก ตามแก้กันจ้าละหวั่น นายคิดดูว่าน่าปวดหัวขนาดไหน”

ผมหัวเราะไม่เต็มเสียง คิดถึงตัวเองยังไงชอบกล

“หลายครั้งที่ต้องเฝ้าบ้านผีตอนกลางคืน เที่ยงคืนถึงจะเริ่มงานได้ ฉันก็บอกไปว่าต้องระวังอะไรบ้าง เจออะไรให้วิ่ง ไอ้หมอนี่ก็วิ่งนะ แต่พอเห็นฉันไม่วิ่งออกไป มันเสือกกลับเข้ามาเพราะกลัวว่าฉันจะเป็นอะไร.. ห่วงตัวเองก่อนไม่ดีกว่าเรอะ คนประหลาดอะไรอย่างนี้… ตัวเองไม่มีวิชาอะไรเลย ต่อสู้ก็ไม่เป็น หลายครั้งก็เข้ามาช่วย ไม่รู้เข้ามาช่วยหรือทำให้ยุ่งยากกว่าเดิม

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ตัวเองโดนเอาชีวิตไปแขวนไว้ยังมาห่วงมากลัวฉันหายไปไหน ตามหาแทบต้องตายแล้ว ถ้าไปช่วยไม่ทันจะทำยังไง ทำไมมันไม่คิดบ้าง… นี่ถึงกับหายตัวไป อยู่ที่ไหนก็ตามไม่เจอ ช่วงแรกสูบวันนึงเกือบสามซอง จะเป็นบ้าเพราะไอ้บ้าเจียงซั่วเนี่ยแหละ” ฉินอี้เหิงสูบจนหมดมวน “ทำงานมาด้วยกันไม่เท่าไหร่เองนะ คนเรามันถึงกับตายแทนกันได้เหรอ? มาช่วยโดยไม่คิดถึงชีวิตตัวเองก็ทำได้เหรอ?”

ผมบี้ก้นบุหรี่ลงกับพื้น “ก็อาจจะได้นะ”

ฉินอี้เหิงหันมามองหน้าผม “ว่าแล้วว่านายต้องตอบอย่างนี้ บางทีไม่รู้ทำไม ฉันคิดว่านายกับเจียงซั่วมีบางอย่างที่คล้ายกัน”

ผมหัวเราะรับคำนั้นเสียงเบา

“แลกกัน เล่าเรื่องเพื่อนนายให้ฟังหน่อยสิ” ผมกำลังจุดมวนใหม่ถึงกับหัวเราะ คนอยากรู้ดึงบุหรี่ผมไปอีกมวน “ฉันอุตส่าห์ไม่ระบุนะว่าใคร”

“นายอ้วนเรอะ?” ผมยิ้ม “เจอกันตอนลงกรวย ไม่สนิทหรอก ตาลุงนี้พูดมากชะมัด แต่เรื่องเอาตัวรอดนี่ต้องยกนิ้วให้เลย เอะอะเสียงดัง ระบบความคิดไม่ซับซ้อน คุยง่ายด่าง่าย ตลก” ผมสูบเฮือกใหญ่ก่อนจะปล่อยให้ควันลอยพ่นออกมาจากจมูกของตัวเอง “อาจจะเพราะช่วยชีวิตกันไปมามั้ง ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ก็สนิทกัน ฉันชอบตรงที่เขาไม่ซับซ้อน คิดอะไรพูดอย่างนั้น แต่อย่าให้หลอกใครเลย บทจะทำก็เนียนมากถึงขั้นชั่วร้าย ไม่เป็นศัตรูกันก็ถือว่าดีแล้ว

“หากจะว่ากันเป็นหน่วยปี ปีหนึ่งได้เจอแค่ช่วงเดียว อาจจะเพราะมันคือการผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน วิ่งหนีอะไรมาด้วยกัน เกือบเอาชีวิตไม่รอดมาด้วยกัน มันเลยเกิดเส้นความสัมพันธ์ที่พิเศษ… เคยเป็นไหม มีคนคนหนึ่งที่ไม่ได้สนิทกันแต่เด็กเข้ามาอยู่ในบ้าน เดินหยิบจับทุกอย่างโดยที่เราไม่ตะขิดตะขวงใจเลย นายอ้วนเป็นคนแบบนั้นแหละ ไม่มีอะไรทำก็มาที่บ้าน มาอยู่กินนอนเรื่อยเปื่อย มาตอนป่วยก็มาดูแล อีกนิดจะเป็นพ่อคนที่สองแล้ว อยู่กับเขาสบายใจดีนะ แต่อย่าให้เผลอ เวลามีเรื่องจวนตัวต้องวิ่งหนีนายลองสังเกตดูได้ เห็นรูปร่างแบบนั้นพลิ้วอย่าบอกใคร”

ฉินอี้เหิงหัวเราะเบาๆ “ก็พอจะดูออกอยู่หรอก เดินไววิ่งเร็ว บางทีฉันยังคิดเลยว่าที่ท้องนั้นอาจจะเป็นนวมหรือที่ถ่วงน้ำหนักรึเปล่า ครั้งแรกที่เจอตอนเขาไปช่วยนาย เขาดูสนุกมาก”

“อะไรก็ทำเป็นเล่นไปซะหมด” ผมว่า “แต่เป็นการเล่นที่หวังผลได้นะ”

“แล้วอีกคนหนึ่งล่ะ?” ฉินอี้เหิงถามต่อ

“ไหนนายบอกแลก หนึ่งคนแลกหนึ่งคนไง” ผมหรี่ตามองเขา

“งั้นฉันถาม”

“ไม่อยากรู้จักกันชั่วชีวิตนะ” ผมดักทาง ฉินอี้เหิงหัวเราะ

“ไม่ถามลึกหรอก อย่างน้อยแค่อยากรู้ว่าทำไมไปเจอกันได้ ดูแล้วอายุนายกับเขาก็ห่างกันเยอะอยู่”

ผมเงียบไปพักหนึ่ง สูบบุหรี่เข้าปอดสี่ห้าครั้ง “ใช่ ห่างกันเยอะอยู่” แต่ห่างนี่น่าจะย้อนศรกับห่างในความหมายของฉินอี้เหิง “เจอโดยบังเอิญ อาของฉันอยากคีบของใหญ่ เขาเป็นมือฉมังขึ้นชื่อในสายนี้ ค่าตัวแพงลิบลิ่ว เป็นคนเงียบ… เงียบมากเกินไป คนอื่นเลยเรียกเขาว่า ‘คนใบ้จาง’ ตามนามสกุลจริง คำว่าเสี่ยวเกอพวกเราก็เรียกตามอาเนี่ยแหละ ตอนนั้นไม่รู้ชื่อ กว่าจะได้รู้ชื่อมันกินเวลานานเกิดไป เสี่ยวเกอมันติดปากไปแล้ว ก็เลยตามเลย

“เสี่ยวเกอเป็นคนเงียบมากอย่างที่นายเห็น ฝีมือดีมาก เรื่องสู้นี่ไม่แพ้ใครแน่นอน ขอท้าเลย สู้ได้ทั้งผีทั้งคน เป็นคนแน่วแน่ในความคิดของตัวเองจนเรียกได้ว่าหัวดื้อ เอาแต่ใจ อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ตามหาตัวยาก เมื่อก่อนนานๆ ทีเจอกันที ความถี่น่าจะพอๆ กับนายอ้วนนี่แหละ ถ้าเทียบแล้วก็เจอเสี่ยวเกอก่อนนายอ้วนแป๊บเดียวเท่านั้นเอง.. สองวันมั้ง..”

“..อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง.. ตามหาตัวยาก?” ฉินอี้เหิงทวนคำ “ก็เห็นอยู่กับนายตลอดนี่?”

“เข้าใจผิดแล้ว” ผมยกมือห้าม “มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาอาศัยอยู่กับนายอ้วน ไม่รู้นายอ้วนรับมือได้ยังไง แล้วมันอยู่กันสามคนจนชิน แล้วก็สนิทกันเสียอย่างนั้น เสี่ยวเกอที่จริงไม่ใช่คนมีน้ำใจ ไม่รู้จักอย่าหวังว่าจะช่วย ทุกอย่างทำตามจุดประสงค์ ตามเป้าหมายเท่านั้น ไม่เมตตา ไม่สนคนร้องขอชีวิต… เฮ้ย พูดแล้วดูร้าย แต่ที่จริงมันมีที่มานะ นั่นเป็นเพราะเขาไม่สนใจ ไม่สนใจแบบโคตรไม่สนใจ นายพอนึกภาพออกไหม สมมติว่ามีหลุมอยู่ข้างหน้า แต่นายไม่ทันเห็น เสี่ยวเกอจะเห็นแต่เขาจะไม่เตือนนายหรอก เพราะเขาไม่สนใจ ไม่ใช่ว่าใจร้ายนะ”

“ดูเป็นคนน่ากลัว แต่ตลก” ฉินอี้เหิงให้ความเห็น

“ใช่ ที่จริงเป็นคนตลกมาก เขาเป็นคนเก่งอย่างน่ากลัว แต่เรื่องใช้ชีวิตบนโลกเนี่ย… น่าเพลียละเหี่ยใจ” เมื่อเล่าแล้วผมเหมือนจะหยุดไม่ได้ ถึงแม้เลือกที่จะไม่เล่าก็ไม่เป็นปัญหา แต่ใจของผมอยากจะพูดถึงเมินโหยวผิงขึ้นมา เรียกว่านินทาก็คงได้ “เนื่องจากเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรเท่าไหร่ เขาเลยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าจะชุดเดิมไหม อาหารจะกินอะไร หลงทางไหมไม่สนใจ ความสามารถพิเศษคือสามารถนั่งเฉยๆ ได้เป็นวันๆ”

“แล้วช่วงที่ความจำเสื่อมล่ะ?” คนนั่งข้างๆ ถามอีก “ดูเหมือนพวกนายจะชิน”

“ที่จริงพักหลังมานี้ก็ไม่ชินหรอก มันไม่ได้เกิดนานแล้ว แต่เมื่อก่อนเป็นก็เลยพอรับได้ ว่าอ้อ เมื่อวานเพิ่งเจอกัน วันนี้ไอ้หมอนี่มันมองเหมือนคนไม่รู้จัก ไม่ใช่เพราะนายไม่เด่นหรอกนะบางที เพราะว่าลืม ลืมไปว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ลืมทุกอย่างเลย”

“แล้วกลับมาจำได้ยังไง เคยพาไปหาหมอไหม?”

ผมส่ายหน้า พูดปด “ไม่รู้หรอกว่าจำได้ยังไง หมอเคยไปหาก็ไม่รู้ผล เจ้าตัวไม่สนใจ ฉันกับนายอ้วนก็รับได้ ถึงแรกๆ มันจะยากก็ไม่เป็นไร ถ้าได้อยู่ด้วยกันแล้ว สร้างมันขึ้นมาใหม่ก็ได้นี่? แต่ความกวนตีนมันก็มีนะ ไอ้บทจะจำได้ บางทีได้ท่อนที่จำได้มันทำให้เราต้องแยกกัน ฉันเองก็เกือบแลกด้วยชีวิตเหมือนกัน….”

เราเงียบกันอยู่พักหนึ่ง มองพระจันทร์ที่คล้อยต่ำลงทุกที คงได้เวลาที่จะนอนจริงๆ แล้ว ผมดีใจที่เขาเลิกถาม หากมากกว่านี้คงจะคุยกันต่อไม่ได้แล้ว

“นายกับเจียงซั่วเอง ก็คงมีเส้นสัมพันธ์หนึ่งที่พิเศษ” ผมพูดสรุป “คนเราหากชะตาไม่ต้องกันคงอยู่กันไม่ได้ นายว่าไหม?”

ฉินอี้เหิงพยักหน้ารับ

ผมเอ่ยแซว “บางที นายกับเจียงซั่วอาจจะพิเศษต่อกันมากๆ ก็ได้นะ เวลานายพูดถึงเขา ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่าง”

คนฟังลุกขึ้นยืน มองเหมือนให้ผมเข้าไปนอนได้แล้ว ผมปัดก้นตัวเองไม่ให้ติดฝุ่นดินเข้าไปในบ้าน ฉินอี้เหิงตบไหล่ผมสองทีก่อนจะเดินเข้าตัวบ้านไป

“นายกับเสี่ยวเกอของนายก็เหมือนกัน”

 

To be Continued…..

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s