[Daomu fanfiction] The Traveller – 15

有多少懷念 被你留下 – How many memories you left behind
_________________________________

ไม่รู้ว่าเราวิ่งกันมานานแค่ไหน เลี้ยวไปแล้วไม่รู้กี่เลี้ยวก็ยังไม่เห็นทางออกที่เมินโหยวผิงบอก เขาหันมาผมแว่บหนึ่งก่อนจะบอกให้พวกเราวิ่งกันต่อไปเรื่อยๆ เขาชะลอความเร็วลงจนรั้งท้าย หันตวัดวาดเท้ากระแทกคบไฟทะลุกะโหลกชุ่มด้วยเลือดพุ่งกระเด็นหายไปพร้อมกับส่วนหัว

“เปิดไฟฉาย” เมินโหยวผิงร้องบอกทุกคน

ผมจับข้างเอวตัวเองอัตโนมัติ หยิบไฟฉายขึ้นมาส่องทางวิ่งเลี้ยวเคี้ยวคด “ไหนทางออก?”

“พอแล้ว” เมินโหยวผิงรั้งตัวฉินอี้เหิงพูดต่อ “อุโมงค์ที่นี่วกวน ถ้ามีตัวอื่นก็ยังตามมาไม่ถึง” เมื่อพวกเราหยุดจึงพบว่าแผ่นหลังชุ่มเหงื่อไปหมด

“นั่นมันตัวอะไร แล้วเลือดที่มือคืออะไร?” ฉินอี้เหิงผู้ซึ่งไม่เคยเห็นผีดิบเต็มตาและไม่เคยพบพานด้วงศพมากกว่าถามสีหน้าตาตื่น

“แมลงคือด้วงศพ มันกัดเข้าทะลุร่างหายเข้าไปกัดกินในตัวนายได้ ส่วนเลือดนั่นยากันแมลง” นายอ้วนอธิบายง่ายๆ ซ้ำยังยืดตัวอย่างภาคภูมิใจราวกับเป็นผลิตผลจากตัวเขาเองก็ไม่ปาน “ส่วนไอ้ตัวหนืดๆ ที่เดินได้นั่นผีดิบ สภาพเละๆ แบบนั้นเราเรียกกันว่า บ๊ะจ่าง ไอ้ตัวพวกนี้มีพิษ แค่สัมผัสโดนตัวก็ตายได้แล้ว”

“ผีดิบพวกนี้เราจะใช้กีบลาดำจัดการ แต่เราไม่ได้เตรียมมา” ผมว่าต่อ “ที่เหนือกว่าคือ เรากลับมาแล้ว!” ผมส่องไฟฉายไปมาอย่างร่าเริง

“จริงด้วย!” นายอ้วนร้องเสียงดัง สำรวจตัวเองมีทั้งปืนกลไฟ ปืนพก ไฟฉาย อุปกรณ์จำเป็น รวมถึงอาหารแห้งสำเร็จรูป “มันส์ล่ะงานนี้ บ๊ะจ่างจะมากี่สิบตัวก็มาเลยเว้ย! เสี่ยอ้วนพร้อมแล้ว!”

“ปากเหรอนั่น!” ผมด่า มองข้อมือตัวเองที่ถูกพันด้วยซากชิ้นผ้าเก่าๆ มันพันทับสายรัดข้อมือที่สามารถทำให้ผมมือด้วนได้ “แล้วทีนี้จะเอายังไงกันต่อดี?”

“นายว่าไอ้จานหลัวผานเวรนี่คือสิ่งที่ไอ้คุณๆ พวกนั้นตบตีกันเหรอ?” นายอ้วนตั้งข้อสงสัย

“คิดว่าไม่ใช่ หากว่าจะอยู่ยืนเป็นร้อยปี สิ่งนี้คงช่วยอะไรไม่ได้มาก” ฉินอี้เหิงตอบ ตายังมองฝ่ามือตัวเองที่เปื้อนคราบเลือดของเมินโหยวผิง “หากเรายังอยู่ในสุสาน เราก็คงต้องไปต่อ”

นายอ้วนทำตัวไม่มีปัญหา อุปกรณ์พร้อมลุยได้หลายยก เราเดินกันต่ออีก บรรยากาศอุ่นใจขึ้นมาก อย่างน้อยตอนนี้เราก็กลับมาสู่โลกที่ควรอยู่แล้ว จะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ นายอ้วนเดินนำคนแรก มีการผิวปากอารมณ์ดีเป็นที่สุด ผมส่องไฟไปยังผนังโดยรอบ อุโมงค์นี้เหมือนใช้หินก่อ มีรูพรุนคล้ายรูระบายอากาศเต็มไปหมด

“นายอ้วน ระวังกับดักด้วย อย่าชะล่าใจ” ผมเตือนเขา

“อ้า..”

ผมกำลังจะถามว่า “อ้า” อะไร พลันรู้สึกวืดที่ขาพร้อมกับร้องว้ากขึ้นมาสุดเสียง เมื่อครู่ก็มัวแต่ดูสภาพแวดล้อมไม่ได้ตั้งใจมองทาง ขณะที่พื้นที่เท้าเหมือนหายไปเฉยๆ ไม่รู้ว่าลึกแค่ไหน แต่ความรู้สึกนั้นก็ถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกเจ็บบั้นท้าย ได้ยินเสียง “พลั่ก” ดังตามมาอีกเสียง เมื่อควานหาไฟฉายเจอจึงพบว่าเป็นฉินอี้เหิง ลองมองไปทั่วก็ไม่พบคนอื่นอีก

มองดูพื้นห้อง นี่เป็นห้องหินอีกแล้ว โล่งๆ หยาบๆ คล้ายโถงที่เราอยู่เมื่อครู่ “เวร พลัดหลงกันอีกแล้ว..”

เสียงปีกขยับกระพือทำให้ผมสะดุ้งขึ้นยืน เมื่อส่องไฟฉายมองตามร่องหินดีๆ เห็นด้วงศพจำนวนมากกำลังไต่ออกมาจากรู ฉินอี้เหิงถอยหลังชนกันกับผม ถามเสียงไม่มั่นคงว่าเราจะทำอย่างไรกันต่อไปดี

“เราคงต้องตามหาสองคนนั้นก่อน” ผมโคลงหัว ส่องไฟไปยังรูที่เราตกลงมาแล้วไม่พบใคร “ยังไงตอนนี้เดินไปก่อนดีกว่า น่าจะได้เจอกันกลางทาง”

“ฉันหมายถึงแมลงพวกนี้” ฉินอี้เหิงส่องไฟฉายมองแมลงที่รุกคืบเข้ามาทุกที “เราเผามันเลยดีกว่า”

ผมเกือบจะเห็นด้วยแล้ว แต่มันเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ มองกวาดมองรอบห้องไม่เห็นทางที่จะไปต่อ มีแต่ต้องปีนกลับขึ้นไปทางเดิมเท่านั้น “ไม่ต้องเผาหรอก เราต้องมาคิดกันว่าทำยังไงถึงจะกลับขึ้นไปได้” ผมคว้าเข้าที่ข้อมือของฉินอี้เหิงให้เขาแบมือข้างที่เปื้อนเลือดของเมินโหยวผิง แมลงผีดิ้นพล่านถอยกรูดแย่งกันกลับเข้ารู พื้นที่ท่วมไปด้วยแมลงกลับโล่งอีกครั้ง “นายส่งตัวฉันขึ้นไปได้ไหม?”

ฉินอี้เหิงมองมือตัวเองอย่างเคลือบแคลง “นี่คือที่นายอ้วนเคยเล่าใช่ไหม… ไล่แมลงได้ด้วย”

“ประมาณนั้น” ผมตอบประหยัดคำ ย้ำเรื่องที่ให้เขาส่งตัวผมขึ้นไป ฉินอี้เหิงไม่ตื้อถามต่ออีก เขาย่อตัวประสานมือให้ผมก้าวเหยียบเป็นฐานส่งตัว ปากคาบสายคล้องของกระบอกไฟฉายเอาไว้ แขนสองข้างกำลังดึงรั้งตัวเองขึ้นไป พลันได้ยินเสียงครืดๆ คล้ายเสียงกบร้อง

คนเราถ้าเจอเหตุฉุกเฉินเยอะมากเข้า ก็จะสุขุมเยือกเย็นไปเอง ตัวผมขณะนี้รู้สึกเหมือนถูกแกล้งให้เจออุปสรรคและเรื่องซวยซ้ำซวยซ้อนมากเกินไป อยู่ๆ ก็นึกรำคาญสุดขีด อยากฟาดที่มาของเสียงนั่นด้วยกระบอกไฟฉาย แต่นั่นจะเท่ากับตาย ฉะนั้นจึงไม่ใจร้อน ข้างบนมืดสนิทมองไม่เห็นอะไร ไฟฉายยังห้อยเคว้งอยู่ที่ปากของผม กลิ่นเหม็นเน่าโชยมา ผมกลั้นหายใจทำตัวนิ่งไม่ไหวติง ลืมไปว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้เตี๊ยมกับฉินอี้เหิงเอาไว้ เขาตะโกนถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผมแทบเห็นนัยน์ตากลวงโบ๋ในระยะประชิด สะดุ้งจนปล่อยมือร่วงกระแทกพื้นทั้งคู่

ศพเน่าเฟะร่วงลงตามมาติดๆ ผมถีบฉินอี้เหิงออกไปให้พ้นทางได้พอดี ผีดิบค่อยยืดตัวขึ้น ผมไม่รอช้า คว้าปืนพกขึ้นมายิงจนหมดแม็ก กะโหลกศีรษะแหว่งไปเกินครึ่งก่อนจะล้มลง พอดีกับที่ร่างหนึ่งกระโดดลงมาม้วนตัวผ่อนแรงปะทะ ในมือเขาจับเชือกไว้ปลายหนึ่ง

แท้จริงแล้วนายอ้วนไม่ได้ตกลงมาด้วย เขาเพิ่มความยาวของการก้าวพ้นรูพอดี ต่างกับผมและฉินอี้เอิงที่ไม่ทันได้คิดอะไรก็ร่วงลงมาจบที่พื้น เมินโหยวผิงส่งเชือกให้พวกเราปีนขึ้นไป ฉินอี้เหิงดูคล่องตัวขึ้นมาก ขณะที่ผมปีนเชือกแกว่งไปมาจนเมินโหยวผิงต้องจับปลายเชือกด้านล่างไว้เพื่อให้ผมปีนได้ถนัดขึ้น

“ทำไมที่นี่ผีดิบเยอะนัก?” ผมถาม สุสานหนึ่งเจอแค่ตัวสองตัวก็ว่าแย่แล้ว สองตัวที่ผมเจอคือสองตัวในระยะเวลาไม่นานเลย แถมทางที่พวกเราเดินมาวกวนไม่สมกับที่เป็นอุโมงค์โจร คิดแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมา ผมยังไม่มีเวลาได้ดีใจที่กลับมาสู่ยุคปัจจุบันเลยด้วยซ้ำ

“เรื่องเพี้ยนๆ มักเกิดขึ้นเสมอเวลาเราเข้าใกล้โลงเอก” นายอ้วนยักไหล่ ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเรื่องจริงหรือคำพูดปลอบใจ “ตอนนี้ฉันกับเสี่ยวเกอรู้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหน”

“รู้ได้ยังไง?” ผมถามขึ้น นี่ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก คุณจะไม่มีทางไปต่อถูกได้เลยถ้าคุณไม่รู้จักเจ้าของสุสาน ประวัติศาสตร์และอุปนิสัยของคนหนึ่งคนทำให้เราพอเดาได้ว่าจะต้องเจออะไรในสุสานนั้นๆ บ้าง

“ฉางไป๋ซาน” นายอ้วนยักไหล่

“ทำไมนายถึงมั่นใจนัก? แปลว่าเรากลับมาที่เดิมใช่ไหม?” ผมเกิดสนใจขึ้น หากเรากลับมาที่เดิม แปลว่าห้องที่เต็มไปด้วยบันทึกเปล่าที่เราได้เจอจานหลัวผานนี้ยังอยู่

“เจอเครื่องหมายลายมือเสี่ยวเกอน่ะสิ” ผมทำหน้างง ถ้ามีเครื่องหมายจริงก็ไม่ควรเป็นที่เดิมแล้ว “เครื่องหมายนั้นบอกว่า ที่นี่ไม่ใช่สุสานหลัก”

ฟังแล้วอ้าปากค้าง ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าก่อนหน้าที่จะได้เจอกับเมินโหยวผิงเขาผ่ายกรวยมาเป็นร้อยเป็นพัน แต่ไม่คิดว่ากรวยเล็กกรวยน้อยกรวยทางผ่านพี่แกก็เข้าไม่เลี้ยง

ผมคิดว่าเราต้องคุยกันเรื่องเป้าหมาย การลงกรวยมาตามหาสิ่งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรนั้นยากเกินไป เราควรเห็นความเป็นไปได้ของสิ่งของนั้นก่อน ไม่เช่นนั้นเสียเวลาในนี้สามปีสิบปีเปล่าประโยชน์ เราลองมาลงรายการว่าสิ่งของที่น่าจะใช่นั้นหน้าตาจะเป็นอย่างไร

พูดถึงเรื่องการยืดอายุไข อาจจะเป็นเกราะหยก เม็ดยา จานหลัวผาน หรืออาจจะเป็นตำราหรือบันทึกบางอย่าง ปรึกษากันอยู่นานจึงได้ข้อตกลงว่าจะตัดเกราะหยกออกไป หากจะให้ย้อนความถึงบันทึกเล่มเก่าของผมเรื่องเกราะหยก อธิบายได้ง่ายๆ ว่าคนที่สวมเกราะนี้คนใส่จะย้อนจากวัยชรากลับไปเป็นเด็ก อย่างที่ผมเคยเจอศพใส่ชุดเกราะหยกอยู่ครั้งหนึ่งที่ศพของหลู่ซังหวัง (ซึ่งหลังจากนั้นศพหนุ่มแน่นโดนเมินโหยวผิงบีบคอหักโยนลงพื้นอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง) ผู้ที่สวม ห้าสิบปีจะลอกคราบหนึ่งครั้ง คือการลอกผิวหนังกำพร้าที่ชราออกเป็นผิวหนังคนหนุ่ม เหตุที่ตัดข้อนี้เพราะผมไม่คิดว่าพวกมีอิทธิพลในยุคนี้นึกจะอยากใส่เกราะหยกแล้วใส่สูททับเดินไปไหนมาไหนทุกวัน อีกทั้งเกราะหยกนั้นเป็นของหายาก และมันไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย ส่วนจานหลัวผานนั้นคล้ายข้อสำรอง เรามีอยู่แล้ว หากหาอะไรไม่เจอน่าจะเอาสิ่งนี้ไปโม้ต่ออีกหน่อยถูแถอีกนิดน่าจะเอาตัวรอดได้ เราจึงเหลือสิ่งที่ต้องมองหาคือ เม็ดยากับบันทึกเท่านั้น ซึ่งเรายังคงถกกันเรื่องเม็ดยา ของในสุสานผ่านไปกี่ร้อยพันปีน่าจะกินแล้วจบชีวิตมากกว่ายืดชีวิต แต่กรรมวิธีของบรรพบุรุษนั้นซับซ้อน ยากจะพูดได้เต็มปากว่ายังใช้ได้หรือไม่

เราเดินกันต่อพักใหญ่ เลี่ยงเส้นทางที่จะไปสู่โลงเจ้าของสุสาน ที่นั่นไม่มีอะไรให้เรา ไม่รู้จะเดินผ่านหาเรื่องทำไม ผมและนายอ้วนยังจำได้ดีว่าตัวประหลาดที่เจอในนี้ หากปะทะกันแล้วอาวุธในมือที่มีไม่น่าช่วยให้เรารอดออกมาได้ เช่นเดียวกับเมินโหยวผิงที่รู้ที่ทางดีราวกับบ้านหลังที่สอง ความทรงจำที่ต้องมาที่นี่ทุกสิบปีราวกับฝังอยู่ในเซลล์ประสาท อย่างไรก็ไม่ลืม

เมื่อรู้อย่างนั้นแล้วเราจึงเจาะจงไปยังห้องหรือพื้นที่ต่างๆ ที่ยังไม่เคยมา กับดักมีประปรายแต่ไม่ร้ายแรงนักเพราะคนนำทางมีคุณภาพระดับพระกาฬ ตีให้กับดักเกิดแล้วข้ามไปไม่ก็หลีกเลี่ยงเส้นทาง แต่อย่างไรก็หาห้องเดิมไม่เจอ

“อาจจะผิดเงื่อนไขบางอย่าง” ฉินอี้เหิงสรุป “เราไปหาที่อื่นกันก่อนดีกว่า ห้องนั้นเอาไว้ก่อน ยังไงก็เคยไปแล้ว และฉันไม่คิดว่าเราจะพลาดอะไรไปหลังจากที่รื้อกันเสียพรุน”

พูดอีกก็ถูกอีก เราเดินกันจนล้าขา พูดคุยเรื่องเส้นทางบ้างประปราย ปล่อยให้เมินโหยวผิงเป็นคนเลือกเส้นทางอย่างไม่มีใครขัดข้อง จนไปถึงกำแพงอิฐก่อเป็นทางตันตรงหน้า

“เวร! เราต้องย้อนกลับไป” นายอ้วนเห็นเมินโหยวผิงจับกำแพงนั้นจึงลองเคาะๆ ดู “เราเจาะไอ้สิ่งนี้ไปไม่ได้หรอก”

“ข้างในมีทาง อาจจะเป็นห้องก็ได้” เมินโหยวผิงพูด “กำแพงนี้เป็นกับดัก”

พวกเราถอยออกมาคนละก้าว

“ฉันจะเข้าไป” เมินโหยวผิงพูดเสียงห้วนสั้น

“เดี๋ยวก่อน ถ้าให้เรากะเทาะกำแพงนี้เห็นทีเสร็จสัปดาห์หน้า” นายอ้วนฟังฉินอี้เหิงพูดแล้วผิวปาก ดูท่าว่าฉินอี้เหิงจะอยู่กับพวกเรานานไปจนเริ่มแสดงธาตุแท้

“ใจเย็นก่อนพี่ชาย เมื่อครู่เสี่ยอ้วนเองก็พูดเกินไปนิด ไอ้ที่เจาะไม่ได้หมายถึง ด้วยสติปัญญาของพวกเราน่ะ มันยาก แต่หากเสี่ยวเกอบอกว่าจะเข้าไป อะไรก็รั้งเขาไว้ไม่ได้” นายอ้วนใช้คำใหญ่เสียจนผมเกือบบิดปากใส่

เมินโหยวผิงใช้สองนิ้วของเขาแตะลงไปบนกำแพง ลูบไปตามร่องอิฐ คลำอยู่นานมากจึงหยุดที่จุดหนึ่ง เกร็งสองนิ้วดึงก้อนอิฐเข้าหาตัวตรงๆ ออกมาจากผนังก่อนจะวางลงหับพื้น ชี้ไปที่ด้านหลังอิฐก้อนนั้น มีขี้ผึ้งสีแดงฉาบอยู่จริงๆ

“กรดฝานซวน?” ผมพึมพำ ก่อนจะหันไปบอกฉินอี้เหิงไม่ให้ทำหน้าประหลาดใจมากกว่านี้ “กำแพงทั้งหมดตรงหน้าเราเป็นผนังกันโจร กรดฝานซวนนี้ ถ้ามันแตก กรดอินทรีย์เข้มข้นจะราดใส่ตัวเราไหม้หมดตัว เป็นการเล่นแร่แปรธาตุอย่างหนึ่ง เวลาดึงอิฐจึงต้องดึงหาตัวตรงๆ เท่านั้น นายอย่าดึงซี้ซั้วจะดีที่สุด” ถึงฉินอี้เหิงจะงึมงำว่าเขาไม่ได้คิดอยากจะลอง และยังมีข้อสงสัยเรื่องสองนิ้วนั่นอยู่ แต่ผมไม่สนใจ

นายอ้วนขุดพื้นเป็นร่องต่อจากแนวรอบต่อของอิฐตามพื้นทุกตำแหน่ง เข้ารวมเป็นร่องทางใหญ่ทางหนึ่งเลี้ยวไปยังซอกข้างผนัง ก่อนเตรียมไฟแช็กจุดลนปลายมีดสั้นจนแดงส่งให้เมินโหยวผิงแทงมีดสั้นเข้ากับผนังขี้ผึ้งอย่างระมัดระวัง ผมดึงฉินอี้เหิงออกมาไกลอีกหน่อย ตอนนี้เราไม่มีหัวเข็มหรือท่อ มีความเป็นไปได้ที่ขี้ผึ้งเหลวจะไหลไม่ลงร่องที่นายอ้วนทำไว้ หากโดนมันคงเป็นเรื่องใหญ่

ไม่นาน กำแพงเทียนไขสีแดงเข้มก็กลายเป็นสีขาว เมินโหยวผิงส่งสัญญาณเราจึงเริ่มรื้อก้อนอิฐได้ตามปกติ บนกำแพงเกิดรูขนาดคนมุดได้ นายอ้วนโยนไฟฉายเข้าไปในรู อาศัยแสงไปสำรวจด้านในคร่าวๆ

ด้านในเป็นพื้นกระดานหินเต็มแผ่น บนนั้นแกะสลักตัวอักษรโบราณจนเต็ม วางเรียงเป็นรูปแผนภูมิแปดทิศคล้ายอยู่บนเข็มทิศฮวงจุ้ย รอบๆ มีโคมไฟอมตะเก่าๆ แขวนอยู่ กึ่งกลางมีภาชนะติ่งสี่เหลี่ยมสี่ขาตั้งอยู่ใบหนึ่ง เหนือภาชนะแกะสลักรูปสุริยัน จันทรา ดารา ถัดลึกเข้าไปมีแท่นวางบางอย่าง ด้านหลังเป็นทางเดินลาดลงมืดมิด

นายอ้วนชะโงกหน้าเข้าไปก่อนจะกวักให้เรามุดเข้าไปทีละคน หยุดพิจารณารอยสลักที่พื้น ลักษณะเหมือนลวดลายบนจานหลัวผานไม่ผิดแน่ เพียงแต่รายละเอียดน้อยว่า ในภาชนะติ่งไม่มีของมีค่า เป็นฝุ่นขุยคล้ายก้อนขี้ธูป ใช้ปลายมีดเขี่ยขึ้นมาดูจึงพบว่าเหมือนก้อนดินมากกว่า มันไม่ร่วนแตก

“อันนี้จะเป็นยาได้ไหม?” ฉินอี้เหิงพูดขึ้น “มันค่อนข้างจะเป็นทรงกลม”

นายอ้วนเดินมาสมทบ ยิ้มย่อง “ก็ดีนะ กินไปแล้วเผื่อตายเลย ไม่ใครก็ใครต้องจบเรื่องเวรๆ นี่ซะที อีกฝ่ายก็จะได้ทำอะไรคล่องมือ ว่าไหม?” เขาหันมาถามความเห็นผม

“ภาชนะพวกนี้มันเอาไว้ใส่เครื่องเซ่นนายก็รู้ มันจะเป็นยาไปได้ยังไง” ผมถอนหายใจ

“พวกเรารู้แต่พวกนั้นไม่รู้นี่” นายอ้วนยักไหล่ เขาเริ่มทำให้ผมสนใจข้อเสนอนี้แล้ว “เก็บไว้ก่อนละกัน”

ผมไม่ห้ามเขาอีก เดินตรงเข้าไปดูแท่นด้านใน บนแท่นไม่มีของน่าสนใจ มีแจกัน เชิงเทียน ตะเกียงเก่า คล้ายโต๊ะหนังสือ หากแต่ใจความนั้นอยู่ด้านในสุดของโต๊ะ ผมส่องไฟฉายเดินเข้าไปใกล้ ยังไม่กล้าจับและระวังไม่ให้ตัวเองลื่นลงทางลาด

มันคือปั๋วเพี่ยน (แผ่นผ้าไหมที่ใช้บันทึกข้อความในยุคโบราณ) มีจำนวนหลายชิ้น ผมหันไปเรียกเมินโหยวผิงมาดูว่าสามารถหยิบขึ้นมาได้หรือไม่ เขาไม่ส่งเสียงแต่หยิบทั้งกองนั้นมาให้ผม

เราย้ายมานั่งกลางห้อง นายอ้วนกับฉินอี้เหิงไล่จุดเชื้อก่อไฟตามโคมไฟอมตะ น่าจะอยู่ได้พักใหญ่ เรานั่งคลี่แผ่นผ้าไหมออกดู โชคดีที่ตัวผมเองพออ่านออกอยู่บ้างแต่ไม่สามารถอ่านทั้งหมดและถอดความออกมาได้ อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นศูนย์ อ่านไปสองแผ่นแรกพบว่าเราเจอทางเข้าแล้วจริงๆ ทนความตื่นเต้นไม่ไหวพูดให้ทุกคนฟัง

“ในนี้มันบอกเรื่องวิธียืดอายุขัยจริงๆ! แต่เป็นการใช้ฮวงจุ้ยแบบพลิกกลับ ดึงโชคของคนอื่นมาต่อชีวิต นี่คล้ายเรื่องที่นายเล่าอยู่นะ” ผมหันไปหาฉินอี้เหิง “เหมือนว่าจะมีหลายวิธีมาก บางอันฉันไม่แน่ใจว่าจะแปลได้ถูกไหม” ผมจดลวกๆ ลงในสมุดบันทึก ส่งให้เขาดูทั้งแผ่นผ้าไหมและสมุดก่อนจะอ่านที่แผ่นอื่นๆ

เมินโหยวผิงช่วยกราดตามอง เขาชี้เข้าที่แผ่นหนึ่ง ผมหยิบขึ้นมาดูพบว่าไม่เสียทีที่เมินโหยวผิงเลือก ตอนต้นแผ่นไม่มีอะไรสำคัญ น่าจะกล่าวเรื่องวิธีคำนวณเวลาจากดวงดาว ตรงกลางเป็นการทำนายคล้ายตำราหมอดูฤกษ์ยาม ส่วนท้ายพูดถึงวิธีการใช้จานหลัวผาน แท้จริงแล้วอักษรที่สลักอยู่บนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นรหัสลับ ต้องถอดความหมายขั้นจึงจะอ่านออก ไม่แปลกใจที่ในพวกเราไม่มีใครอ่านได้สักคน ผมอ่านไปสักพักก็เริ่มมึนแม้ว่าจะตื่นเต้นก็ตาม ร่างกายยังต้องการพักสายตาอยู่ อ่านในที่แสงไม่เพียงพอแบบนี้ทำให้ปวดตาเป็นกำลัง

“ช่างแม่ง เรารวบไปให้หมดนี้เลยดีกว่า” นายอ้วนว่า “แค่นี้ก็น่าจะพิสูจน์ได้แล้วนะว่ามันใช้ได้”

“เออ นั่นก็จริง โทษที ตื่นเต้นไปหน่อย” ผมยอมรับ ไม่ทันคิดถึงจุดที่นายอ้วนบอก

“เท่านี้เราก็ครบแล้ว มีบันทึก มีจานหลัวผาน มียา…แม้ว่าจะปลอม” ผมส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับข้อท้ายของนายอ้วน “เอาน่า เผื่อเอาไว้ต่อรอง คนเรารู้หน้าทุกมุมยังไม่รู้ใจ อะไรก็เกิดขึ้นได้”

“ทีนี้เราก็ออกไปได้แล้วสิ?” ฉินอี้เหิงหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงออกมา พบว่าไม่มีสัญญาณ ซึ่งไม่น่าแปลกใจสักนิด “งั้นรอให้ออกไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยเรียกพวกนั้นมาแล้วกัน”

“เฮ้อ… มาคีบทั้งทีได้แต่ของอะไรพวกนี้ ไม่น่าตื่นเต้นเลยนะ” นายอ้วนบ่น “เราหยิบแจกันนี้ไปได้ไหม ไหนเทียนเจินมาดูซิว่าราคาจะอยู่ที่เท่าไหร่”

“เท่าไหร่ก็อย่าเอาไปขายเลย แค่นี้ก็หลวมตัวลงมาจะมิดหัวแล้ว” ผมส่ายหน้า “เอาหาทางออกกันดีกว่า”

คิดว่าทางออกจะง่ายๆ เหมือนขาเข้ามานั้นไม่มีทางเกิดขึ้นจริง แต่ไหนแต่ไรเราไม่เคยออกทางที่เข้ามาอยู่แล้ว กลับไปไม่รู้จะต้องเจอกับดักอะไรอีกบ้าง แต่ด้วยความเคยชิน สำหรับห้องนี้แล้วทางออกที่ใช้งานได้มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือทางที่เราเข้ามา ใครเลยจะรู้ว่าพอหันกลับไปแล้วพบด้วงศพเป็นจำนวนมากนิ่งแผ่อยู่ไม่เห็นพื้นสักนิด มันคงไม่กล้าเข้ามาเพราะมีเมินโหยวผิงอยู่ในห้อง นายอ้วนเสนออย่างนึกสนุกให้เมินโหนวผิงเดินออกไปแหวกทาง ท่าจะเท่น่าดู ไฉนเลยยังไม่ทั้นสิ้นคำ เสียงครืดๆ ก็ดังขึ้น ครานี้ไม่ใช่เพียงเสียงเดียวอีกแล้ว

“ไอ้ฉิบหาย!! ที่นี่แม่งต้องมีคนมาคว่ำก่อนเราแน่ๆ ตายห่ากันหมดแล้วมั้ง ผีถึงได้ออกมาเยอะขนาดนี้!!” ผมอดเห็นด้วยไม่ได้ ดูจากจำนวนแล้วเหมือนเจอโลงเป็นเปิด ไม่มีการจุดเทียนหรือยอมข้ามผ่านไปเลยสักโลง แล้วคนที่รับกรรมเต็มๆ ก็คือพวกเรา

“ทางลงด้านหลัง!” ฉินอี้เหิงตะโกนเรียกพวกเรา

“จะบ้าเรอะ ทางนั้นมันไปได้ที่ไหน!” นายอ้วนตะโกน แต่ก็วิ่งถอยหลังมาตามเสียงเรียก ปืนกลจ่ออยู่ที่ปากทางเข้า

“เสี่ยวเกอของพวกนายกระโดดลงไปแล้ว” ฉินอี้เหิงชี้ แต่ผมไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด

“เวร… เสี่ยวเกอทำไมมันไม่เรียกวะ!” นายอ้วนทำท่าจะกระโดดตามไปอยู่แล้ว แต่เขาชะงัก “เดี๋ยวก่อน… แล้วทำไมแกไม่กระโดลงไปก่อนล่ะ?”

ผมเกือบหันไปถามแล้วว่ามันใช่เวลาไหม ปกติไม่เคยเห็นสนใจลำดับก่อนหลัง คิดได้ไม่นาน นายอ้วนย้ายปากกระบอกปืนมาที่ฉินอี้เหิงแทน

“บอกมา แกคิดจะทำอะไร เอ็งสองมือข้าหกแขนยังจะคิดไม่ซื่อเรอะ” เรื่องแบบนี้พูดพล่อยๆ ไม่ได้ นายอ้วนพูดออกมาแปลว่าต้องมีมูลแน่

“ฉินอี้เหิง…” ผมเรียกเขา “นี่ล้อเล่นกันรึเปล่า?”

“พวกนายนั่นแหละล้อเล่น! เสี่ยวเกอกระโดดลงไปแล้วจริงๆ ห้องนี้จะมีที่ไหนให้เขาซ่อนได้อีกเล่า!”

จะว่าไปก็จริง แถมนั่นคือเมินโหยวผิง ลำพังฉินอี้เหิงเองต่อให้มีอาวุธเต็มมือก็ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทำอะไรเมินโหยวผิงได้ …แต่หากแค่ผลักลงไป… คิดดูดีๆ แล้วก็ไม่ได้อีกนั่นแหละ ทุกคนดูสิ้นหวังเกินไปที่จะต่อกรกับเมินโหยวผิง เป็นความจริงที่น่าชื่มชมโดยแท้

“นายอ้วน นายอย่าท่ามาก แค่นี้ก็จะหัวแตกกันอยู่แล้ว นั่นเสี่ยวเกอนะ ไม่ใช่คนข้างบ้าน เขาไม่โดนจัดการง่ายๆ หรอก”

“ไอ้หมอนี่อาจจะมีคริปโตไนต์*ในกระเป๋ามัน!” นายอ้วนยังไม่ยอมความ

“ไอ้บ้า! คริปโตไนต์ต่อให้อยู่ในกระเป๋าก็มีผล มันต้องเป็นมาตั้งนานแล้วสิ อีกอย่าง! นี่เสี่ยวเกอ ไม่ใช่คนในชุดรัดรูป!” ผมตบนายอ้วนไปทีหนึ่งโทษฐานเล่นมุขในเวลาที่ไม่สมควรเล่น แต่นายอ้วนก็หลบได้ตามเคย

ฉินอี้เหิงทำท่างุนงงงอีกครั้ง คล้ายทำตัวไม่ถูกว่าต้องแก้ต่างให้ตัวเองดีหรือจะเล่นมุขไปด้วยดี อย่างไรก็ตามสถานการณ์ตอนนี้ไม่ขำเสียแล้ว เนื่องจากเมินโหยวผิงไม่อยู่ในห้องนี้ แมลงผีจึงกรูกันเข้ามาอย่างร่าเริง เสียงครืดด็พลันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นายอ้วนผู้มีประสบการณ์รู้ดีว่าแมลงพวกนี้ต่อให้ยิงทิ้งก็เปลืองกระสุน เขาแบมือข้างที่เปื้อนเลือดเมินโหยวผิงขึ้นมากันไว้ได้ชั่วคราว ทางด้านของฉินอี้เหิงที่เลือดเลือนไปกับเหงื่อหมดแล้วแทบไม่ได้ผล เขาย้ายตัวมาอยู่หลังนายอ้วน

“ไอ้พวกไร้ประโยชน์ เทียนเจิน แกไม่มีรอยเลือดสักนิดเหรอ?”

“ไม่มี ตอนนั้นเขาไม่ได้แปะมือกับฉันนี่!” ผมแหว

“เออ ก็ไม่คิดว่านายจะโดนทิ้งด้วยนี่นะ…” นายอ้วนพูดเสียงขรึม

“ทิ้งอะไร! อย่ามาใช้คำพูดจาใหญ่โตได้ไหม ตอนนี้เครียดหัวจะแตกแล้วยังมาเล่นอยู่ได้!” ผมเตะเขาไปทีหนึ่ง ชะโงกตัวลงไป ส่องไฟดูทางลาดที่ไม่น่าลงเลยสักนิด “เสี่ยวเกอลงไปตรงนี้ทำ-”

ไม่ทันได้จบประโยค นายอ้วนถอยลงมาจนตูดเขากระแทกผมตกลงไป ผมทั้งกลิ้งทั้งม้วนตัวไร้การหยุดนิ่ง ถึงจะเก็บคองอเข่าทัน หากแต่ผมเปลี่ยนเส้นทางไม่ได้ ถ้าปลายทางมีดาบแหลมรออยู่ผมต้องตายแน่งานนี้ไม่มีงานอื่น และถ้าตายผมจะกลับมาหลอกนายอ้วนให้หัวโกร๋น โทษฐานที่ทำอะไรไม่เคยดูเวล่ำเวลา ไม่เห็นหัวเพื่อนบ้างเลย

ได้แต่หลับตาแล้วลุ้นว่าเมื่อไหร่การกลิ้งจะสิ้นสุดลง ไอ้ทางนี้มันจะลาดลงไปถึงนรกเลยไหม ยาวอะไรขนาดนี้ ผมเจ็บระบมไปหมดทั้งหลัง หูตาประสาทดับไปหมด ตั้งใจกำไฟฉายไว้แน่น หากไม่มีสิ่งนี้ผมคงได้ตายจริงยิ่งกว่าจริง

เมินโหยวผิงเข้ามารับตัวผมไว้ หลังจากที่ผมเกือบหลับเพราะว่ากลิ้งนานเกินไป มึนหัวไปหมดยืนยังไม่ตรง ได้เขาคอยประคองเอาไว้ให้ ทั้งยังถามเสียงนิ่งว่าทำไมตามลงมาช้า เขาส่งสัญญาณให้ฉินอี้เหิงและนายอ้วนแล้ว… หนอย.. ไอ้อ้วนนั่นมันเล่นละครเบอร์ใหญ่เพื่อหลอกเอาความจริงจากคนอื่นได้ในสถานการณ์แบบนี้ แถมยังเล่นตลกฝืดให้ดูอีกด้วย! ผมบอกให้เมินโหยวผิงพาผมไปที่ทางออกโดยไม่รอสองคนที่เหลือด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็ยั้งเขาเอาไว้เพราะดูจะไปจริง.. คนนึงก็เอาแต่เล่น อีกคนก็จริงไปหมดทุกอย่าง… ทำไมชีวิตผมมันลงตัวแบบนี้!

คนลงมาสำรวจก่อนบอกว่าด้านหลังนี้เป็นกำแพงหินธรรมดา ไม่มีอันตราย มีทางแยกเป็นปีกสองข้างของห้อง ล้วนมีทางออกทั้งสิ้น แต่น่าจะมีแค่ทางเดียวที่เป็นทางจริง เขาลองเข้าไปดมกลิ่นและดูไอลม ทางออกน่าจะอยู่ทางที่เขารอรับมากกว่าอีกฝั่ง ผมฟังแล้วก็เบาใจที่เราจะไม่ตายกันอยู่ในนี้ เมินโหยวผิงยังเสริมอีกว่า เขาเจอท่าเปิ่น(แผ่นภาพพิมพ์ลอกลายจากวัตถุมีค่า) กองหนึ่งอยู่หลังแท่น จึงหยิบเอาติดมือมาด้วย มันเป็นลายแผนภูมิแปดทิศสำหรับคำนวณอะไรมากมายตามในรายละเอียดของแผ่นผ้าไหม เผื่อไว้กันพวกมาเฟียนั้นได้คืบจะเอาศอก ผมมองเขาอย่างขบขัน ดูท่าจะติดนิสัยนายอ้วนมาจริงๆ

“อู๋เสีย” เขาเรียกชื่อผม ขณะที่ได้ยินเสียงแหกปากจากที่ไกลๆ ดูท่าพวกที่เหลือจะลงมากันแล้ว “ตอนออกไปได้..”

ผมหันมามองเขา กลืนน้ำลายไม่ลงด้วยความตื่นเต้น เรียกชื่อก็ทีหนึ่งแล้ว ทำไมช่วงนี้มีเหตุได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้เยอะจริง ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ผมมักจะทำตัวไม่ถูกรับมือไม่ได้เสียมากกว่า

“ตอนออกไปได้ เล่าเรื่อง ‘คุณชายจาง’ ด้วย”

ผมทำตาโต “เล่าแล้วไง ที่บอกว่าเป็นคนที่เจอตอนย้อนเวลาไป เขาช่วยเราตั้งหลายอย่าง”

“นายเล่าไม่หมด” เขามองผมตรงๆ

“…ก็มันลำบากใจนี่” ผมพูดเสียงเบา แต่ตัดสินใจจะไม่ปิดบังอีก “แต่ก็ได้ จะเล่า ถ้าจบเรื่องแล้วล่ะก็ แบบมือจะขาดไม่ขาดก็เล่า”

เมินโหยวผิงขมวดคิ้ว “ไม่มีทาง”

เสียงร่างกายกระแทกผนังเต็มๆ มาพร้อมเสียงร้องโอดโอยของนายอ้วน ที่โดนฉินอี้เหิงกระแทกอีกทีอย่างกับจงใจเอาคืน นายอ้วนส่องไฟฉายมองรอบๆ เห็นแมลงท่วมทางลาด มันตามเรามาไม่เลิก ทั้งยังมีศพโลหิตมาด้วยอีกสองตัว

“ตึงมือเกินไป รีบไปเถอะ!” นายอ้วนว่า ออกมาวิ่งไปยังทางที่ผมยืนอยู่คนแรก “พวกนายเมื่อไหร่จะเลิกวะ อยู่กันสองคนที่ไร เสี่ยอ้วนมาถึงแล้วรู้สึกขัดจังหวะอะไรอยู่ทุกที”

ผมอ้าปากเตรียมเถียง และนี่คือไม่กี่ครั้งที่หาได้ยาก เมินโหยวผิงชิงตอบก่อนผม “คราวนี้ไม่”

 

 

นายอ้วนจุดไฟเย็นโยนนำหน้าพวกเราไปเป็นระยะ เราวิ่งทำความเร็วกันค่อนข้างมาก รู้สึกได้ถึงลมไหลยิ่งอยากออกไปให้พ้นจากที่แห่งนี้เสียที เราไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองว่ายังมีตัวอะไรตามหลังอยู่หรือไม่ หลังจากที่เมินโหยวผิงสละเลือดจำนวนหนึ่งขัดเป็นเส้นที่พื้นราวกับเป็นเครื่องหมายห้ามเข้าเขตหวงห้าม เสียงครืดคล้ายกบนั้นเบาลงทุกที ดูเหมือนจะเลิกตามพวกเราแล้ว

วิ่งกันนานมาก เส้นทางบีบแคบลงทุกที สุดท้ายเหลือช่องให้ผ่านไปได้ทีละคน อุณหภูมิเริ่มอุ่นขึ้น พวกเราความเร็วลดลง ขณะนี้เห็นปากทางออกแล้ว มีควันไอน้ำพวยพุ่ง แค่คิดว่าจะได้เจอบ่อน้ำร้อนอีกครั้งก็อยากลงไปนอนผ่อนคลายเกินจะห้ามใจ

บ่อน้ำพุร้อนที่เราเจอรอบนี้เป็นบ่อเล็กหลายบ่อ หน้าตาไม่สวยงาม แต่เน้นใช้งานมากกว่า เราปฐมพยาบาลทำแผลตามจุดต่างๆ รวมถึงทำความสะอาดร่างกาย เมื่อพอจะเดินต่อไหวก็เริ่มเดินเท้าต่อ

เราเดินทางต่อมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของโพรงภูเขาเช่นเดียวกับครั้งก่อนๆ ที่เคยใช้ เดินไปเกือบหนึ่งวันเต็มจึงจะคุ้นสภาพแวดล้อมรอบๆ จากนั้นพวกเราก็เดินหลุดออกมาจากโพรง

 

 

ทุกคนได้เห็นดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันลืมตาแทบไม่ขึ้น

อาหารกินจนหมดไม่มีเหลือแต่เราไม่ขาดน้ำ กำลังวังชายังพอมี เดินโดยไม่มีอาหารวันหนึ่งน่าจะไหว เรากำหนดเส้นทางที่จะเดินกลับ ให้ฉินอี้เหิงโทรบอกคนพวกนั้นให้มารับเราระหว่างทาง เดินลงจากแนวหิมะ ผมรู้สึกจะป่วยเอาให้ได้ เดินไปจามไปตลอดทาง เกือบถึงเขตหมู่บ้านกว่าจะมีคนมารับ

พวกเราหิวมากเลือกกินแต่อาหารประเภทที่มีน้ำตาลมาก อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเริ่มมีความรู้สึกครบถ้วน ทั้งระบมทั้งคัน ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ผมหลับยาวไม่ตื่นมากินดื่มถึงสองมื้อก่อนจะโดนนายอ้วนปลุกแกมบังคับ พวกเราอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้พักยาวกว่านี้ ทีมที่มารับมีทั้งหน่วยแพทย์และมือปืน ปนกันวุ่นวายไม่ต่างจากแก๊งของอาหนิง

 

 

ทางนั้นส่งข่าวว่าจะขอตรวจสอบของที่ได้ ผมยังไงก็ได้ด้วยความอยากกลับบ้านเป็นกำลัง พอแล้วกับทริปเที่ยวแสนหฤโหด อยากนอนอยู่บ้านยาวๆ สักหนึ่งเดือนให้สาแก่ใจ เรานัดเจอกันที่บ้านหลังหนึ่ง สภาพเก่าโทรม ด้านในมีเฟอร์นิเจอร์ตู้ เตียง โต๊ะ และไม่มีอย่างอื่นอีก ฉินอี้เหิงย่นจมูกดูคล้ายไม่ชอบใจนัก เรานั่งรอกันที่โต๊ะ เก้าอี้มีเพียงแค่สองตัว นั่งรอกันอยู่พักใหญ่กว่าจะมีชายแว่นสีชาเปิดประตูเข้ามา เขาผงกหัวเป็นการทักทาย

“ไม่เจอกันนาน โทรมลงเยอะเลยนะ” เขาทัก

“ไม่ได้ไปเที่ยวนี่” ผมตอบเสียงเรียบ พยายามรวบรัด “จะดูของเลยไหม?”

เขายกมือห้าม “อันนั้นไว้ให้หัวหน้าผมมาดูแล้วกัน ว่าแต่เป็นไงบ้าง ไม่เจอกันนานทำเป็นห่างเหินกันไปได้”

“เราสนิทกันตอนไหน?” ผมถามตรง ไม่อ้อมค้อม “ก็ตามที่เห็น”

“เสียงแบบนี้เหมือนจะป่วยด้วยนี่” เขาสังเกต

“งานที่รับมาไม่ใช่งานสบาย ผมร่างกายไม่แข็งแรงเท่าคนอื่น ป่วยก็ปกติแล้ว” ผมเสียดสีด้วยสีหน้ายิ้ม “แล้วสถานการณ์ทางนั้นเป็นไงบ้างล่ะ?”

เขายักไหล่ ขยับสูทลำลองสีขาวให้เข้าที่ “ก็วุ่นๆ ข่าวรั่ว มีหลายแก๊งที่เข้าไปบุกที่ที่คุณไป ทางผมเองก็ไม่ได้คุ้นเคยเรื่องพื้นที่มากนัก ได้ข่าวมาว่าคนที่ผมส่งไปด้วยไม่มีกลับมาเลยเหรอ?”

 

“สนใจด้วยเหรอ? ใช้แล้วทิ้งอยู่แล้วนี่?” ผมยิ้มให้ นึกในใจว่าศพโลหิตที่เจออย่างถี่ๆ คงเป็นเพราะสาเหตุนี้ ไม่อยากคิดถึงจำนวนคนที่เสียชีวิต “ที่ที่เราไปเสี่ยงอันตรายอยู่แล้ว หากไม่ฟังพวกเรา มันก็ยากที่จะรับรองชีวิตได้ ผมไม่ได้ฆ่าทิ้งแน่นอน รับรองได้เลย”

“ผมคิดว่าคุณไม่ทำอย่างนั้น” เขาบอกพลางถอนหายใจยาว มองไปยังฉินอี้เหิง “เรื่องเพื่อนคุณล่ะ?”

ฉินอี้เหิงตอบอย่างระแวดระวัง “ยังไม่มีข่าว”

ชายฝั่งตรงข้ามรับคำ ไม่ถามอย่างอื่นอีก ผมรอจนแทบจะหลับอีกรอบ ทางฝั่งผมเองก็ไม่ได้คุยกันมากนัก ไม่อยากให้มีข้อมูลอะไรหลุดออกไป ชายตรงหน้าได้แต่หยิบมือถือออกมาเล่น ผมทำหน้าเบื่อหน่าย หาวเป็นรอบที่สามกว่าจะนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ของๆ ผมล่ะ?”

เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ “นึกว่าจะไม่ถามถึงแล้ว”

“อยู่ไหน?” ผมไม่สนใจความยียวนของเขา

“ใจร้อนจริง… เดี๋ยวมันจะมาพร้อมหัวหน้านั่นแหละ” เขาหาว “อ้อ ยินดีด้วยนะที่อยู่ครบสองมือ”

ผมไม่ตอบอะไรอีก นั่งแกว่งขาโยกตัวอะไรไปเรื่อยไม่ให้ตัวเองหลับไปเสียก่อน

“นี่ คนเพิ่งมาเหนื่อยๆ ต้องการการพักผ่อนนะ ถ้าคิดว่ายังไม่มาก็เป็นพรุ่งนี้ไหม? ขี้เกียจรอ” นายอ้วนพูดพลางหาว “ประกอบอาชีพอะไรก็ควรตรงต่อเวลานะ เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้จะเป็นหัวหน้าคนได้ไง”

“อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลย คนเป็นนายมีอะไรต้องทำเยอะแยะ ผมก็มารับหน้าแทนแล้วนี่ไง อย่าห่วงเลย ใกล้จะถึงแล้ว”

หลังจากประโยคนั้นเกือบครึ่งชั่วโมง ชายในชุดดำเปิดประตูบ้านเขามา เขาคงสีหน้ายิ้มแย้มไม่ต่างจากวันแรกที่เจอ นั่งแทนที่ชายแว่นสีชา ปลดกระดุมสูทตัวนอกออกไม่ให้ดูเป็นทางการมากเกินไปนัก

“เรื่องเยี่ยอู๋ซัน” เขาพูด พลางจุดบุหรี่ “เราเจอตัวแล้ว”

“อ้อ เหรอ” ผมตอบรับไร้อารมณ์ นั่นเป็นเรื่องที่ผมอยากรู้เสียเมื่อไหร่

“อยู่ๆ ก็ปรากฏตัว แถมยังอยู่ในชุดเดิมตั้งแต่ก่อนหายตัวไป นายคิดว่าเป็นเพราะอะไร?” เขาขอความเห็น ผมยักไหล่ เรื่องแบบนั้นผมจะไปรู้ได้ไง เราไม่ว่างพอที่จะมีขบปัญหาให้คนอื่น “เข้าเรื่องก็ได้ ของที่คุณหามา เป็นยังไง ใช้การได้ไหม?”

“ข้อแรก” ผมออกตัว “สิ่งที่นำมาจะเป็นประโยชน์แก่คุณถึงที่สุดหรือไม่ ผมเองไม่สามารถรู้ได้ หากคุณเข้าใจว่ามีของสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้ก็ขอให้ไปหาเอาเอง ข้อสอง ผมไม่สามารถแจกแจงให้ฟังได้ว่าของเหล่านี้มีไว้ทำอะไร ใช้งานได้ขอบเขตถึงไหน ใช้งานได้จริงไหม ขอให้คุณไปจ้างวานคนอื่นเอาเอง ข้อสาม” ผมสบตาเขาที่พยักหน้ารับทุกข้อ “เราไม่มีทางทำงานให้คุณอีก ต่อให้หัวผมจะขาดหรือหมายเอาชีวิต ก็ขอให้ลองดู ข้อสี่..”

“สี่เลยเหรอ?” เขาพูดขัด หัวเราะในลำคอ “มันควรจะสาม”

“ผมเบื่อเลขสามแล้ว” ผมพูดหน้าตาย “ข้อสี่ หลังจากได้ของไป คุณต้องเอาที่รัดข้อมือนี่ออกทันทีโดยที่มือขวาผมยังใช้งานได้อยู่ และปล่อยพวกเราออกไปโดยไม่ราวีกันอีก ไม่มีสถานะมิตร ศัตรู หรือกระทั่งคนเคยรู้จักเห็นหน้าก็ไม่ต้อง และไม่ต้องมาตามสืบเรื่องของพวกเราด้วย ผมเบื่อ”

เขาพยักหน้าว่าง่าย “ตกลงตามนั้น”

“อีกข้อ” ผมพูดอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “ผมขอของของผมคืนด้วย พวกกล้องและสัมภาระอื่นๆ”

“ตกลง…”

สิ้นคำนั้น ผมเอาของออกมาวางที่โต๊ะ พูดอธิบายเรื่องแผ่นไหมบันทึก การแกะความโดยคร่าวของผม ต่อด้วยจานหลัวผานไม่บ่งบอกวิธีใช้งาน และแนบภาพแผ่นพิมพ์ให้เขาด้วยเป็นการเสริมหลักฐานให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ผมพูดทุกอย่างเอาแต่ใจความรวบรัด ไม่เล่าเหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น เขาไม่หยิบจับอะไรที่อยู่บนโต๊ะ ไม่มีคำถามเพิ่มเติม ได้แต่พยักหน้าตั้งใจฟังเท่านั้น เขาให้ลูกน้องนำสิ่งของเหล่านี้ใส่ในห่อบ้าง ในกล่อง ตามความเหมาะสม เพื่อไปตรวจสอบดูอีกขั้น

เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ผมยื่นข้อมือขวาให้เขา ชายในชุดสูทพเยิดหน้าทีหนึ่ง ลูกน้องอีกคนเข้ามาพร้อมกล่องปิดทึบสามด้าน สอดมือผมเข้าไว้ด้านในจนได้ยินเสียงตี๊ด มือผมเป็นอิสระ ขยับได้ตามปกติ

“ได้ข่าวว่าทางคุณไม่เอาสมบัติอะไรออกมาเลยเหรอ? อย่างนั้นผมจะให้ค่าแรง”

ผมยกมือห้ามไม่ให้เขาพูดต่อ “ค่าแรงขอเป็นจากนี้เราจะไม่ได้เจอกันอีกก็พอ ชื่อคุณผมยังไม่อยากรู้เลย รับค่าแรงมาเกรงว่าจะเปลี่ยนดวง หากชาตินี้ยังต้องวนเวียนมาเจอกันอีก ผมต้องบ้าตายแน่”

เขาหัวเราะ มือส่งสัญญาณให้คนนำของของพวกเราเข้ามา ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูแล้วคิดว่าต่อจากนั้นคงต้องเปลี่ยนเครื่อง ไม่รู้จะแฝงอะไรติดตามรึเปล่า ตรวจสอบกล้องทุกอย่างปกติ แต่น่าจะส่งให้ร้านกล้องตรวจดูเนี่ยหน่อยว่ามีชิ้นส่วนไหนเกินมาหรือไม่ ส่วนเสื้อผ้าตั้งใจว่าจะทิ้งทั้งหมด ไม่ได้ใส่ใจเอาขึ้นมาดู

 

 

เราเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น โบกรถไปส่งที่สนามบิน ตั้งใจจะกลับบ้านทันทีไม่เอ้อระเหยอีก ขึ้นได้พักใหญ่ฉินอี้เหิงมีสายเข้า เขาคุยสั้นๆ ก่อนวางสาย และหันมาเปิดประเด็นกับพวกเรา

“เรื่องแผ่นไหมจารึกที่อู๋เสียซ่อนไว้ให้ฉัน ฉันไม่ต้องการมันแล้ว รวมถึงแผ่นลอกลายพวกนี้ด้วย” เขาหยิบมันออกจากกระเป๋าส่งให้นายอ้วน “เจียงซั่วกลับมาแล้ว เขาโทรหาเมื่อกี้”

“อ้อ ดีแล้ว ที่จริงนายเก็บไว้ก็ได้นะ ฉันเอามาก็ไม่มีประโยชน์”

เขาส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ทางที่ฉันเดินมันไม่ต้องมีของพวกนี้หรอก”

จากนั้นฉินอี้เหิงเปิดประเด็นเรื่องเยี่ยอู๋ซันที่กลับมาอย่างไม่มีที่มาที่ไป รวมถึงเจียงซั่วด้วย แม้จะยังไม่ได้คุยรายละเอียดกับเพื่อนตัวเอง แต่ดูจากระยะเวลาแล้ว คิดว่ามีความเกี่ยวข้องกันอยู่

ทั้งสองคนถูกพบตัวในวันที่พวกเรากลับมาในโลกยุคนี้เช่นกัน ดูมีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวข้องกับจานหลัวผาน จากนี้ไปฉินอี้เหิงมีเรื่องที่ต้องทำต่อ ส่วนพวกผมไม่ได้ยื่นน้ำใจในการช่วยเหลือแต่อย่างใด ได้แต่บอกว่าหากอยากเที่ยวก็ให้มาที่บ้านผมได้

เราแยกกันหน้าสนามบิน ฉินอี้เหิงจะไปเจอเพื่อนที่เมืองอื่น ผมก็ไม่คัดค้านไยดี

“ขอบคุณมากๆ สำหรับทุกอย่าง” เขาโค้งให้พวกเรา “ยินดีที่ได้เจอ วันนี้คงเป็นวันสุดท้าย”

“โชคดี” ผมล่ำลา “ดีใจที่ไม่ต้องรู้จักกันชั่วชีวิตนะ”

เขาหัวเราะ “อืม ถึงจะมีอะไรที่อยากรู้หลายอย่าง แต่ตัดใจแล้ว ไม่รู้น่าจะดีกว่าจริงๆ แต่ถ้าอยากขายบ้านหรือหาบ้านใหม่ ติดต่อฉันมาได้นะ”

“ใครเขาอยากจะอยู่บ้านที่มีผีกัน” นายอ้วนว่า “ถึงจะไล่ออกไปแล้วก็เถอะ”

ฉินอี้เหิงหัวเราะ “สัญญาจะลดราคาให้สวยๆ เลย รับรองได้”

“ขอบคุณในน้ำใจ แต่ตอนนี้เราเพิ่งย้ายบ้านกันไปเอง เรื่องผีอะไรนี่นายคงรู้ว่าพวกเรามีเสี่ยวเกอ” ผมสรุปใจความ “ไปเถอะ เดินทางดีๆ”

นายอ้วนเข้าไปตบบ่าฉินอี้เหิงก่อนจะโบกมือ เดินเข้าสนามบินไป ซื้อเที่ยวบินที่เร็วที่สุดให้

ผมกำลังจะหันเดินตามไป ได้ยินสิ่งที่ฉินอี้เหิงพูดกับเมินโหยวผิงพอดี

“นายเป็นคนที่อยู่นานที่สุดใช่ไหม?” ผมไม่ทันเห็นว่าเมินโหยวผิงตอบโต้อย่างไร ได้ยินแต่เสียงคำถามกลับที่ยังสงสัยว่าตัวเองได้ยินมาถูกหรือไม่

“แล้วนายล่ะ เป็นฉินอี้เหิงคนที่เท่าไหร่?”

____________________________________________
*คริปโตไนต์ แร่ชนิดหนึ่งถูกเล่าไว้ว่า มีต้นกำเนิดจากดาวบ้านเกิดของซูเปอร์แมน ปล่อยกัมมันตภาพรังสีซึ่งสามารถที่จะส่งผลให้ซูเปอร์แมนอ่อนแอลงได้

To be Continued….

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s